มีคนเคยถามผมว่า ทำไมนักเล่นเครื่องเสียงบางคนชอบไปขอฟังเสียงซิสเต็มของคนอื่น.? ประมาณว่า ชุดของตัวเองก็มีอยู่ที่บ้าน ทำไมไม่ฟัง ต้องดิ้นรนไปฟังของคนอื่น..
เหตุผลของคนอื่นผมไม่รู้นะ แต่สำหรับผม ผมคิดว่า คนเล่นเครื่องเสียงก็เหมือนกับนักทดลองนั่นแหละ คือต้องการอยากจะรู้ว่า “เสียงที่ดี” เป็นอย่างไร.? อยากรู้ว่า เสียงที่คนอื่นฟังกันอยู่ ต่างจากเสียงของซิสเต็มตัวเองยังไงบ้าง คือการไปขอฟังซิสเต็มของคนอื่น (ที่มีประสบการณ์) ก็เพื่อค้นหาสิ่งที่ดีกว่าที่ตัวเองประสบอยู่ ถ้าไม่ได้ยินอะไรที่ดีกว่าสิ่งที่ฟังจากซิสเต็มของตัวเองทุกวัน คำว่า “เล่นเครื่องเสียง” ก็จะไม่มีรสชาติ ไม่มีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพเสียงของตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้าสู่คำว่า “เสียงดี” ในอุดมคตินั่นเอง

บางครั้งนั้น ก็อยากไปลองฟังซิสเต็มเครื่องเสียงที่ใช้อุปกรณ์เครื่องเสียงที่ออกแบบและผลิตด้วยเทคนิคที่ต่างจากที่ตัวเองใช้อยู่ก็มี อย่างเช่น ลำโพง เป็นต้น ซึ่งแต่ละเทคโนโลยีของการออกแบบก็ให้เสียงออกมาต่างกัน ดี–ด้อยกันไปคนละแบบ การออกไปขอลองฟังซิสเต็มของคนอื่นก็เพื่อซึมซับข้อมูลเหล่านั้นไว้เป็นประสบการณ์นั่นเอง
Experience@Home :
Hi-Res คือเป้าหมายของผม
กับภาระกิจครั้งนี้
ตั้งแต่วงการเครื่องเสียงของเราก้าวเข้าสู่มาตรฐาน Hi-Resolution Audio เป็นต้นมา ผมก็คลุกคลีอยู่กับ Hi-Res Audio มาตลอด ได้มีโอกาสสัมผัสทั้งส่วนของซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่างต่อเนื่องมานานหลายปี ทำให้ผมเข้าใจว่า ถ้าคุณต้องการสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของคำว่า “Hi-Res Audio” คุณต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม สภาพแวดล้อมในการเพลย์แบ็คจะต้องอยู่บนมาตรฐานของ Hi-Res Audio ทุกส่วน เริ่มตั้งแต่ source หรือแหล่งต้นทางสัญญาณ จะต้องเป็นสัญญาณ digital ที่มีสเปคฯ ไปไกลถึงระดับมาตรฐาน Hi-Res Audio คือแซมปลิ้งเรตต้องถึงระดับ 96kHz ขึ้นไป ระบบเพลย์แบ็คหรือเครื่องเล่น ทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการเล่นไฟล์ดิจิตัลไฮเรซฯ ก็ต้องเล่นไฟล์เหล่านั้นในสถานะ native หรือ “เล่นตามรูปแบบของสัญญาณโดยไม่ลดทอน” เท่านั้น จากนั้น แอมปลิฟายที่ใช้ขยายสัญญาณเสียงของไฟล์ Hi-Res Audio ก็ต้องมีแบนด์วิธที่กว้างพอสำหรับเอ๊าต์พุตของสัญญาณไฮเรซฯ ด้วย และสุดท้ายคือ “ลำโพง” ซึ่งก็ต้องสามารถตอบสนองความถี่ได้กว้างขวางครอบคลุมย่านเสียงทั้งหมดตามมาตรฐาน Hi-Res Audio เช่นกัน คืออย่างต่ำต้องตอบสนองขึ้นไปได้ถึง 40kHz หรือสี่หมื่นเฮิร์ตเป็นอย่างต่ำ

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นคือคุณสมบัติทางด้าน “ความถี่” หรือ “frequency” ของเสียง ซึ่งยังมีคุณสมบัติอีกข้อหนึ่งของเสียงที่จะถูกเพิ่มขยายขึ้นไปจากมาตรฐานของ CD เดิม นั่นคือ “ความดัง” หรือ “dynamic range” จากมาตรฐาน CD เดิม ที่ใช้จำนวนบิตข้อมูลอยู่ที่ 16bit จะมีเพดานสูงสุด (จุดที่ดังที่สุดที่มาตรฐานซีดีรองรับได้) ของไดนามิกเร้นจ์อยู่ที่ 96dB (16×6) เมื่อเป็นมาตรฐานไฮเรซฯ ซึ่งใช้จำนวนบิตเพิ่มขึ้นเป็น 24bit ในการแทนค่าความดังของเสียง ทำให้เพดานสูงสุดของความดังของเสียงที่ฟอร์แม็ตไฮเรซฯ 24bit ถูกเลื่อนสูงขึ้นไปเป็น 124dB (24×6) ผลที่เกิดขึ้นก็คือ เรา (ควร) จะได้เสียงที่มีระดับ dynamic range ที่เปิดกว้างมากขึ้น คือเมื่อเทียบกับมาตรฐาน CD เดิม เรา (ควร) จะได้ยินเสียงที่เบามากๆ ที่ซีดีให้ไม่ได้ และ (ควร) จะได้ยินเสียงที่ดังมากๆ ที่ซีดีให้ไม่ได้ออกมาพร้อมกันด้วย..
Full Dynamic Range
@ All Frequency & High SPL
ก่อนหน้านี้ ช่วงที่ฟอร์แม็ต Hi-Res Audio เริ่มเข้ามาในวงการใหม่ๆ เราจะได้ยินบ่อยมากว่า Hi-Res เสียงไม่ดีบ้าง, ไฮเรซฯ เสียงไม่อิ่ม แห้ง หยาบ สารพัด แม้กระทั่งคำว่า “สู้ซีดียังไม่ได้.!” ก็เคยได้ยิน ซึ่งหากพิจารณาด้วยเหตุและผลแล้ว มันดูไม่ค่อยเมคเซ้นต์เอาซะเลย ทำไมเพลงเดียวกัน ฟอร์แม็ตที่มี resolution สูงกว่าอย่างไฟล์ไฮเรซฯ จึงให้เสียงออกมาแย่กว่าฟอร์แม็ตที่มี resolution ต่ำกว่าอย่างซีดี.? มันเป็นไปได้ยังไง.? มันตาลปัตรไปเป็นแบบนั้นได้ยังไง.?
อย่างที่เกริ่นมาตอนต้น ลองไปลองมา เล่นไปเล่นมา ผมก็ค้นพบคำตอบว่า การเอาไฟล์ไฮเรซฯ ไปเล่นบนซิสเต็มที่สเปคฯ “ความถี่ตอบสนอง” และ “ไดนามิกเร้นจ์” ไม่กว้างพอที่จะรองรับพลังงานของไฟล์ไฮเรซฯ เราก็จะได้เสียงที่หยาบ แห้ง พุ่ง ออกมาแทนคำว่าดนตรี ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ได้ยินอะไรแบบนั้นก็คือผลของอาการ “มีสแม็ท” (mismatch) นั่นคือ ซิสเต็มเพลย์แบ็คมีสมรรถนะที่ “ต่ำกว่า” สเปคฯ ของสัญญาณไฮเรซฯ นั่นเอง
ประเด็นสำคัญที่ทำให้ซิสเต็มของคุณหนุ่ม ณ เมืองกาญจน์สะกิดความสนใจของผมอย่างมากก็คือ “ลำโพง” ที่เขาใช้อยู่ หลังจากได้พูดคุยสารทุกข์สุกดิบกันทาง messenger ตามประสาคนที่เคยรู้จักกันแต่ไม่ได้เจอกันมานาน คุณหนุ่มได้ออกปากเชิญผมไปเยี่ยมชมซิสเต็มของเขา ประมาณว่าอยากจะให้ไปช่วยเซ็ตอัพลำโพงให้หน่อย พอผมทราบว่าลำโพงที่คุณหนุ่มใช้อยู่ปัจจุบันคือ Usher รุ่น D3 ผมก็ตอบตกลงและเริ่มต้นนัดหมายกันทันที
Usher : D3 มีอะไรดี.?
ลำโพงยี่ห้อนี้เป็นแบรนด์ของไต้หวัน ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1972 โดยเจ้าของที่มาจากร้านขายเครื่องเสียงเล็กๆ แต่มีความฝันใหญ่ๆ แม้ว่าจะเป็นบริษัทเล็กๆ แต่แนวทางที่พวกเขาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ก็ดูเป็นอะไรที่มีมาตรฐานสูง พิจารณาจากปรัชญาที่ใช้ในการออกแบบก็พอจะรู้

(ลิ้งค์ Usher > about us)
และยิ่งได้เข้าไปดูสเปคฯ ของลำโพงคู่นี้แล้ว มันยิ่งทำให้ผมมีความหวังมากขึ้นว่า ซิสเต็มของคุณหนุ่มซิสเต็มนี้ น่าจะมีสมรรถนะสูงพอที่จะสามารถ “ปลดปล่อย” คุณภาพเสียงของไฟล์ดิจิตัลไฮเรซฯ ออกมาได้อย่างหมดจด ข้างล่างนี้คือสเปคฯ ของ Usher : D3 ที่ว่านี้
Usher : D3 specification
3-way system: tweeter – Diamond DMD dome 1.25″ x2
midrange : high-frequency compression driver 4″ x1
low-bass : woofer 15″x2 (15HM)
sensitivity: 94 dB @ 1 watt / 1m
nominal impedance: 4 ohms
frequency response (-3 dB): 22 Hz ~ 40 kHz
power handling: 200 watts
crossover frequencies: 824 Hz, 8210Hz
weight: 236 kgs (including base)
dimensions (w x d x h): 71 cm x 78 cm x 178.5 cm
ทำไมผมถึงได้รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ลองเล่นไฟล์ดิจิตัลไฮเรซฯ กับลำโพงคู่นี้.? ให้ดูสเปคฯ 3 ตัวที่ผมทำไฮไล้ท์สีแดงเอาไว้ ข้อแรกคือ Frequency Response หรือ “ความถี่ตอบสนอง” ซึ่งจะเห็นว่า ด้านล่างมันแทบจะไต่ลงไปถึงระดับต่ำสุดที่หูมนุษย์ได้ยินคือ 22Hz ในขณะที่ด้านบนหรือเสียงแหลมนั้นก็ทยานไปได้ไกลถึง 40kHz หรือสี่หมื่นเฮิร์ต เป็นสเปคฯ ที่ตรงกับมาตรฐาน Hi-Res Audio ที่ JEITA กำหนดไว้เป๊ะเลย.! (ลิ้งค์)
นั่นแสดงว่า D3 คู่นี้มีสมรรถนะสูงพอสำหรับการถ่ายทอดคุณสมบัติทางด้าน “ความถี่เสียง” (frequency range) ของมาตรฐานดิจิตัลไฮเรซฯ อย่างแน่นอน ถือว่าสอบผ่านไปแล้วหนึ่งด่าน.!
สเปคฯ อีกสองตัวที่ผมทำไฮไล้ท์ไว้คือ “sensitivity” กับ “power handling” ซึ่งสเปคฯ ทั้งสองตัวนี้ก็มีแนวโน้มไปในทิศทางที่เอื้อต่อการตอบสนองต่อลักษณะของสัญญาณ Hi-Res Audio ทั้งนั้น ตัวแรกคือ sensitivity หรือ “ความไว” ซึ่งตัวเลข 94dB @1W / 1m นั้นถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง อธิบายได้ว่า แม้สัญญาณเสียงที่มีความแรงต่ำ (low level signal) เกนสัญญาณอยู่ในระดับแผ่วเบา อย่างพวกฮาร์มอนิกลำดับที่สอง–สาม–สี่ ที่ค่อยๆ แผ่วเบาลงไป ลำโพงคู่นี้ก็ยังสามารถถ่ายทอดมันออกมาให้ได้ยินได้
ส่วนสเปคฯ power handling หรือ “กำลังขับสูงสุดที่ทนรับได้” หรือในอีกความหมายก็คือ กำลังขับสูงสุดที่ลำโพงสามารถรับเข้าไปแล้ว ระบบภายในตัวลำโพงสามารถแปรเปลี่ยนออกมาเป็นคลื่นเสียงได้โดยไม่ทำให้เกิดความเพี้ยนสูงขึ้นไปกว่าที่กำหนดไว้ในสเปคฯ ของลำโพงคู่นั้น ซึ่งตัวเลข 200 Watts นั้นถือว่าไม่น้อยเลย เมื่อแปลงออกมาเป็น dynamic transient ของสัญญาณช่วงพีค และเมื่อคำนวนร่วมกับ sensitivity หรือความไวของตัวลำโพงเองเข้าไปด้วยกัน ลองจินตนาการดูซิครับว่า เราจะได้ยินทรานเชี้ยนต์ของสัญญาณอิมแพ็คที่รุนแรงและดังออกมามากแค่ไหนจากลำโพง D3 คู่นี้ ??
เริ่มรู้สึกตื่นเต้นตามผมไปแล้วยัง.?
วิเคราะห์ซิสเต็มกันก่อน
หลังจากผมวิเคราะห์สมรรถนะของลำโพง D3 คู่นี้ไปแล้ว ผมก็ตั้งใจว่าจะไปขอทดสอบซิสเต็มนี้ด้วยอัลบั้มที่โชว์ไดนามิกที่รุนแรงอย่างอัลบั้มชุด Virtuoso Pieces of Chinese Percussion ของ Yim Hok-Man กับอัลบั้มชุด Carmen Ballet, Carnaval Overture & Incidental Music To “Hamlet” ที่ Arthur Fiedler ดึงไดนามิกออกมาจากวง Boston Pops ได้แบบสุดติ่ง ซึ่งที่ผ่านมาผมยังไม่เคยได้ยินอะไรที่เรียกว่าสุดจริงๆ จากสองอัลบั้มนี้มาก่อนจากซิสเต็มที่เคยฟังมา

Yim Hok-Man : Virtuoso Pieces of Chinese Percussion

Arthur Fiedler, conductor Boston Pops Orchestra : George Bizet – Carmen Ballet
แต่หลังจากได้ตรวจสอบซิสเต็มของคุณหนุ่มในเบื้องต้นดูแล้ว ผมพบว่า ลักษณะการแม็ทชิ่งในซิสเต็มยังมีจุดที่ไม่ลงตัวอยู่บางจุด โดยเฉพาะที่ลำโพง คือวงจรเน็ทเวิร์คของตัว D3 ถูกแยกออกมานอกตู้ และแยกเอ๊าต์พุตออกเป็นสองทาง ป้อนให้กับทวีตเตอร์ + มิดเร้นจ์ กับป้อนให้กับวูฟเฟอร์ อย่างละชุด


ภาพบนเป็นไดอะแกรมการเชื่อมต่อสายลำโพงในคู่มือของลำโพง D3 ที่ผู้ผลิต Usher ให้มา ซึ่งแน่นอนว่า “สายลำโพง” คือตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลต่อ “ลักษณะเสียง” และ “คุณภาพเสียง” ที่ได้ออกมา ส่วนภาพล่าง คือลักษณะการเชื่อมต่อสายลำโพงจากกล่องเน็ทเวิร์คที่แยกออกมาจากตัวตู้ลำโพงที่คุณหนุ่มใช้งานอยู่จริง ซึ่ง A นั้นคือสายลำโพงจากแอมป์มาที่กล่องเน็ทเวิร์ค ส่วน B คือสายลำโพงที่เชื่อมต่อจากกล่องเน็ทเวิร์คไปที่วูฟเฟอร์ตัวล่างก่อนจะจั๊มต่อไปที่วูฟเฟอร์ตัวบน และ C คือสายลำโพงที่ใช้ต่อเชื่อมจากกล่องเน็ทเวิร์คไปที่ไดเวอร์มิดเร้นจ์ที่พ่วงอยู่กับซุปเปอร์ทวีตเตอร์ DMD ทั้งสองตัว
เกิดอะไรขึ้น.? ผมเริ่มด้วยการทดลองฟังเสียงของซิสเต็มโดยเข้าไปยืนฟังใกล้ๆ หน้าตู้ลำโพงเพื่อตัดเสียงที่สะท้อนจากผนังห้องออกไป ซึ่งตอนนั้นคุณหนุ่มเปิดเพลงที่มีความถี่เสียงในย่านกลางที่หนาแน่น คือมีเสียงร้องกับเครื่องดนตรีที่ให้โน๊ตความถี่อยู่ในย่านกลางมากกว่าย่านอื่น สิ่งที่ผมได้ยินออกมาจากลำโพงก็คือเสียงกลางที่มีลักษณะ overwhelming หรือ over saturated คือมีความหนาแน่นมากเกินไป และมีลักษณะของการ compressed ในส่วนของไดนามิกอยู่ด้วย ซึ่งเป็นอาการคล้ายกับเราทำการปรับบู๊สต์ EQ ของระบบโดยปรับยกย่านเสียงกลางขึ้นมาค่อนข้างสูง ส่งผลให้ไดนามิกในย่านกลางสวิงได้ไม่กว้าง ซึ่งฟังแล้วรู้สึกเหมือนเนื้อเสียงกลางมันแน่น แต่ไดนามิกคอนทราสน์จะไม่ดี ระยะเวลาของการไต่ระดับจากดังลงมาหาเบา และจากเบาขึ้นไปหาดัง มันหดสั้นลง ขาดความต่อเนื่อง ส่งผลให้อารมณ์ของเพลงด้อยลงไป
ซึ่งผมเชื่อว่าลักษณะเสียงที่ได้ยินมาจากสายลำโพงที่เชื่อมต่อจากกล่องเน็ทเวิร์คไปที่ตู้เสียงกลาง–แหลม เราจึงได้ทำการทดลองเปลี่ยนสายลำโพงดู โดยเอาสายลำโพงเส้นเล็กๆ ราคาไม่แพงที่ผมหิ้วติดมือไปลองเปลี่ยนสายลำโพงที่คุณหนุ่มใช้อยู่ ปรากฏว่าอาการตื้อๆ ดันๆ ของเสียงกลางลดปริมาณลง เร้นจ์ของการไต่ระดับความดัง–เบาของเสียงกลางขยายกว้างขึ้น ความรู้สึกอ่อน–แก่ ย้ำเน้น-ผ่อน, หนัก–เบาของเสียงปรากฏออกมาให้สัมผัมมากขึ้น อารมณ์ของเพลงถูกปลดปล่อยออกมามากขึ้น
Muddy Waters : Folk Singer
จากนั้น ผมลองเอาสายลำโพงอีกชุดหนึ่งที่มีสเปคฯ ตอบรับกับการถ่ายทอดคุณสมบัติของไฟล์ดิจิตัลไฮเรซฯ ได้ดีลงไปเปลี่ยนแทนสายลำโพงที่คุณหนุ่มใช้ต่อจากเพาเวอร์แอมป์มาที่กล่องเน็ทเวิร์คของลำโพง ปรากฏว่า เสียงโดยรวมเปิดกว้างขึ้น วงเวทีเสียงแผ่ขยายออกมาเต็มห้องมากขึ้น ช่องไฟระหว่างชิ้นดนตรีถ่างขยายออกจากกันมากขึ้น เผยให้ได้ยินส่วนที่เป็นฮาร์มอนิกของแต่ละเสียงปรากฏออกมาให้สัมผัสชัดเจนขึ้นมาก จังหวะนี้เราลองฟังเพลง My Captain ของ Muddy Waters จากอัลบั้มชุด Folk Singer (WAV 24/96) ซึ่งเป็นเพลงที่คุณหนุ่มคุ้นเคย คุณหนุ่มทักว่า ได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ ที่ไม่เคยได้ยินจากเพลงนี้มาก่อน นั่นคือเสียงที่มัดดี้ วอเตอร์ตบเท้าสร้างจังหวะให้กับตัวเองขณะร้องเพลงและเล่นกีต้าร์ ซึ่งเป็นเสียงทุ้มต่ำๆ ที่ได้ยินเบาๆ แต่ในซิสเต็มที่ใช้ลำโพงขนาดใหญ่จะได้ยินเสียงทุ้มต่ำๆ แผ่ออกมาอย่างชัดเจน “ถ้า” ซิสเต็มนั้นสามารถตอบสนองไดนามิกเร้นจ์ของเสียงได้กว้างมากๆ โดยไม่มีอาการ compress เกิดขึ้น
จากนั้น เราก็ทดลองฟังเพลงที่มีจังหวะเน้นหนักมากขึ้น และมีโครงสร้างของภาคดนตรีที่มีเลเยอร์ของเสียงที่ซับซ้อนมากขึ้น และแต่ละเสียงก็เต็มไปด้วยพลังงาน นั่นคือเพลง Just The Two Of Us เพลงเด่นของ Grover Washington Jr. จากอัลบั้มชุด Winelight (WAV 24/192) ซึ่งซิสเต็มของคุณหนุ่มก็สามารถถ่ายทอดความซับซ้อนของเลเยอร์ดนตรีในแทรคนี้ออกมาได้ดีพอสมควร ในแง่ของพลัง (energy) ของแต่ละเสียงไม่มีปัญหาใดๆ เพราะลำโพง D3 สามารถให้ได้และเพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อก Esoteric ที่ใช้ขับก็ให้กำลังสูงถึง 300W ต่อข้าง ไม่มีปัญหาเรื่องกำลังไม่พอ แต่ที่ยังไม่ถึงที่สุดก็คือไดนามิกสวิงของเสียงที่ซิสเต็มนี้ยังไม่ได้รับการ “ปลดเปลื้อง” ให้มีความอิสระอย่างเต็มที่ ซึ่งน่าจะอยู่ที่การแม็ทชิ่งพวกสายสัญญาณและสายลำโพงในบางจุดเชื่อมต่อซึ่งอาจจะเป็นคอขวดอยู่ จากนั้นก็อยู่ที่การขยับตำแหน่งลำโพงเพื่อปรับจูนเสียงโดยรวมอีกนิดหน่อย ซึ่งครั้งนี้ผมไม่ได้แตะต้องเกี่ยวกับการขยับตำแหน่งลำโพงแต่อย่างใด เพราะเท่าที่พิจารณาดูก็เห็นว่า ลำโพงทั้งสองข้างอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ได้เลวร้าย จึงพยายามคงตัวแปรนี้ไว้ที่เดิมก่อน แต่จุดที่ควรปรับแก้ไปอยู่ที่แม็ทชิ่งในซิสเต็มซึ่งสำคัญกว่าและต้องทำก่อนตามสูตรสามขั้นสู่ความสมบูรณ์แบบ นั่นคือ “แม็ทชิ่ง–เซ็ตอัพ–ปรับจูน” ซึ่งคาดว่าผมคงต้องมีโอกาสเข้าไปห้องคุณหนุ่มเพื่อทำการปรับจูนอีกครั้งหลังจากคุณหนุ่มเพิ่มเติม source สำหรับระบบเสียงดิจิตัลไฮเรซฯ เข้าไปในซิสเต็ม
หลังจากได้ลองชิมไฟล์ดิจิตัล ไฮเรซฯ ไปแล้ว คุณหนุ่มสนใจที่จะเพิ่มเติมส่วนของต้นทางสัญญาณเพื่อเล่นไฟล์ดิจิตัลไฮเรซฯ เข้าไปในซิสเต็ม เพราะมั่นใจแล้วว่า ซิสเต็มของตัวเองมีสมรรถนะสูงพอที่จะรองรับสเปคฯ ของไฟล์ดิจิตัลไฮเรซฯ ได้ ซึ่งผมเองก็คิดว่า ถ้าแม็ทชิ่งและปรับจูนไปตามขั้นตอนที่ผมคิดไว้ ซิสเต็มของคุณหนุ่มชุดนี้น่าจะเป็นหนึ่งในซิสเต็มระดับอ้างอิงที่สามารถถ่ายทอดความวิเศษของไฟล์ดิจิตัลไฮเรซฯ ออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น และคราวหน้า เมื่อซิสเต็มนี้พร้อมรับมือกับไฟล์ดิจิตัลไฮเรซฯ แล้ว ผมจะเอาไฟล์เพลงไฮเรซฯ ระดับพระกาฬหลายๆ อัลบั้มไปทดสอบกับซิสเต็มนี้อีกที /
**************************




