‘The Piper at the Gates of Dawn’ [Part II] – ‘The Wind in the Willows’ เทพเจ้าแพน และแอลเอสดี

[1] > ภาพลักษณ์ไซเคเดลิคของวงพิงค์ ฟลอยด์ แน่นอนว่ามาจากการใช้ชีวิตของพวกเขา โดยเฉพาะ ซิด บาร์เร็ตต์

การบันทึกเสียงที่เฉลียวฉลาด แสดงให้เห็นถึงความดีเลิศในการรังสรรค์ดนตรีแบบอย่างเฉพาะตัว ทั้งพรสวรรค์และเทคนิคในการอัดเสียง ซาวด์ที่ถูกสร้างออกมาจากจิตใจที่พุ่งตรงออกมาจากหัวใจอย่างมั่นคงในความเชื่อทางศิลปะดนตรี มีความห้าวหาญอย่างโอ่อวดและความลึกลับเข้าใจยากอย่างเฉียบแหลม และองค์ประกอบทั้งหมดได้บรรลุความสำเร็จสูงสุดเป็นอย่างดีในฐานะอัลบั้มชุดแรกที่น่าตื่นโสตตื่นใจของคนฟัง

การขับเคลื่อนทางดนตรีที่เปี่ยมด้วยพลังที่พุ่งตรงรุนแรง มีความล้ำสมัยเป็นการเสี่ยงในเชิงการตอบรับของคนฟังในการวิวัฒน์ทางดนตรีที่ไม่เดินตามรอยทางเก่าของสูตรยอดนิยมของบทเพลงร๊อคที่มีมาก่อน และเป็นการนำเสียงดนตรีแบบอันเดอร์กราวด์ของพิงค์ ฟลอยด์ ขึ้นมาสู่คนฟังกระแสหลักแห่งยุคสมัย

Members of the psychedelic pop group Pink Floyd. From left to right, Roger Waters, Nick Mason, Syd Barrett and Rick Wright. (Photo by Keystone Features/Getty Images)

The Piper at the Gates of Dawnเป็นอัลบั้มที่ถูกจดจำและหยิบมาพูดถึงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในการเป็นหมุดหมายและจำหลักของวัฒนธรรมไซเคเดลิคทางดนตรีที่เป็นชิ้นเอกหรือชิ้นเยี่ยม (masterpiece) ซึ่งแอลเอสดี (Lysergic acid diethylamideLSD) หรือโอสถหลอนจิตมีอิทธิพลโดยตรง

แน่นอน ต้องมาขยายความให้รับรู้ถึงแอลเอสดีที่ถือเป็นหัวใจหลักของการรังสรรค์งานชุดนี้ขึ้นมา ภายใต้การเสพของซิด บาร์เร็ตต์ เป็นต้นตอของการทำงานศิลปะดนตรีที่ต้องพึ่งพาหะของโอสถหลอนตัวเองหรือยาเสพติดที่ไปกระตุ้นประสาทส่วนกลางให้มีการทำงานมากกว่าปกติเพื่อนำไปสู่ขอบเขตใหม่ทางการรับรู้มากกว่าคนปกติ

แอลเอสดี อาจเรียกว่า แอซิด เป็นสารเสพติดที่สกัดได้จากเชื้อราที่อยู่บนข้าวไรย์ เป็นสารเสพติดที่มีฤทธิ์หลอนประสาทรุนแรงที่สุด ผู้เสพนิยมเรียกว่า กระดาษเมา, กระดาษมหัศจรรย์ หรือแสตมป์มรณะ

ถือเป็นสารกึ่งสังเคราะห์ที่ไม่พบในธรรมชาติ สกัดได้จากกรดไลเซอจิกที่มีในเชื้อราที่อยู่บนเมล็ดข้าวไรย์ มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส มักจะเสพด้วยการรับประทาน มีหลากหลายรูปแบบ เช่น ยาเม็ดกลมแบน แคปซูล แผ่นเจล ของเหลวบรรจุแก้ว

แอลเอสดี มีความรุนแรงในการออกฤทธิ์ต่อสมองสูง คือใช้ในปริมาณแค่ 25 ไมโครกรัม (25/1 ล้านส่วนของกรัม) ส่วนใหญ่ที่พบจะนำเอาแอลเอสดีไปหยอดบนแผ่นกระดาษสี่เหลี่ยมที่มีคุณสมบัติในการดูดซับ เรียกว่า Blotter paper ที่มีลวดลายและสีสันต่างๆ แล้วแบ่งเป็นสี่เหลี่ยมชิ้นเล็กๆ คล้ายแสตมป์ นิยมเรียกกันในหมู่ผู้เสพว่า กระดาษเมา หรือ แสตมป์เมา ยาเสพติดชนิดนี้ได้รับความนิยมในหมู่ผู้เสพเป็นอย่างมาก เนื่องจากว่าสะดวกต่อการพกพา หรือหลบซ่อนเจ้าหน้าที่

แอลเอสดีเป็นยาเสพติดประเภทหลอนประสาทที่มีผลต่ออารมณ์และจิตใจรุนแรงที่สุด มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง แอลเอสดีในธรรมชาตินั้นมีในพืชมากกว่า 40 ชนิด เช่น หนังคางคก เมื่อแยกสารนี้ออกมาแล้วพบสารที่มีโมเลกุลคล้ายกับสารแอลเอสดี แต่ฤทธิ์ที่ทำให้เกิดอาการเคลิบเคลิ้มและสบายใจนั้นมีน้อยกว่า ในเห็ดเม็กซิกันซึ่งเรียกกันว่า Psilocybe Mexicana ชาวพื้นเมืองต่างถือกันว่าเป็นเห็ดเทพเจ้าที่มีความศักดิ์สิทธิ์มาก ใช้กินกันเมื่อมีพิธีกรรมทางศาสนา โดยเชื่อกันว่าเมื่อกินเข้าไปแล้วจะทำให้เทพเจ้าเข้าสิง เพราะเกิดความมึนเมาและมีอารมณ์ประหลาดเกิดขึ้น เนื่องจากในเห็ดนี้มีสาร ซิโลไซบิน (Psilocybinที่ออกฤทธิ์คล้ายคลึงกันกับแอลเอสดีแต่น้อยกว่า

แอลเอสดี เป็นยาเสพติดประเภทหลอนประสาทที่มีผลต่ออารมณ์และจิตใจรุนแรงที่สุด มีผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น มีอารมณ์รื่นเริง สนุกสนาน อารมณ์เปลี่ยนแปลงเร็ว เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้ อาจเกิดความกลัวอย่างรุนแรง เช่น กลัววิกลจริต กลัวตาย เห็นภาพคมชัดผิดปกติ เช่น มีสีสันมากกว่าธรรมดา หรือเป็นประกายสวยงาม ได้ยินเสียงแต่เห็นเป็นภาพแทน เช่น ได้ยินเสียงดนตรี แต่เห็นเป็นโน้ตดนตรีแทน ภาพหลอนที่เห็นมักมีรูปทรงเรขาคณิต หัวใจเต้นเร็ว มีไข้ และความดันโลหิตสูง หวนนึกถึงอดีตที่เลวร้าย รู้สึกสับสน กระวนกระวาย สูญเสียการควบคุม

ยาเสพติดชนิดนี้ มีการเสพติดทางจิตใจเท่านั้น ไม่มีการเสพติดทางร่างกาย และไม่มีอาการขาดยาทางร่างกาย และอาการของผู้เสพจะไม่แสดงออกตามร่างกายภายนอก อนึ่ง อาการดังกล่าวอาจปรากฏให้เห็นซ้ำอีกได้ แม้ไม่ได้เสพสารแล้ว โดยจะปรากฏเป็นพักๆ และอาจทำให้เกิดขึ้นได้เอง เช่น โดยการนึกคิดหรือถูกกระตุ้นโดยเข้าไปอยู่ในที่มืด และอาจมีอาการอยู่นานเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี เรียกลักษณะเช่นนี้ว่า ปรากฏการณ์อุบัติซ้ำ” (flashback)

หากปรากฏการณ์อุบัติซ้ำที่มีเป็นเวลานาน จะทำให้มีความทุกข์ใจอย่างหนักเห็นภาพลวงตา หูแว่ว มีอาการทางจิตประสาทอย่างรุนแรง เกิดอาการกลัวภาพหลอน (Bad Trip) เกิดอาการจิตตก ทำร้ายตนเอง

ในตอนแรก อาร์เธอร์ สตอลล์ นักวิจัยของบริษัทแซนดอส ได้ทำการแยกสารชนิดหนึ่งออกมาจากเชื้อราบนเมล็ดข้าวไรย์ และได้เรียกสารชนิดนี้ว่า กรดไลเซอร์จิก” (Lysergic acid) และเพื่อนร่วมงานชื่อ อัลเบิร์ต ฮอฟมานน์ ได้ทำการสังเคราะห์ลักษณะโมเลกุลของกรดไลเซอร์จิกขึ้นมาโดยไม่ต้องใช้เชื้อราในปี 1938 (..2481) และได้เรียกว่า แอลเอสดี ซึ่งรู้จักกันไปทั่วในวงการยาเสพติด

หลังจากค้นพบแล้ว ยังไม่ทราบว่าแอลเอสดีนั้นมีประโยชน์หรือโทษอย่างไร และเสพแอลเอสดีมาเรื่อยๆ จนวันที่ 19 เมษายน 1943 (..2486) ฮอฟมานน์ก็เกิดอาการวิงเวียนศีรษะและตาลาย แสงแดดเจิดจ้าขึ้นกว่าปกติ มีประกายสีต่างๆ หลังจากนั้นเขาก็เริ่มรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาอย่างประหลาด อีกสามวันต่อมา เขาได้ทดลองกินแอลเอสดี 0.25 ไมโครแกรมใน 45 นาทีให้หลัง ยาก็เริ่มออกฤทธิ์ ทำให้เกิดอาการประสาทหลอน ต่อมานักวิทยาศาสตร์ก็ได้ทำการค้นคว้าเกี่ยวกับสารแอลเอสดี เพื่อที่ใช้ทำเป็นยาในการรักษาอาการโรคจิตในอนาคต

ในช่วงปี 1960 (..2503) สตาลิสลาฟ กรอฟ ซึ่งทำงานวิจัยเกี่ยวกับยาหลอนประสาทและจิตเวช ได้พยายามทำการวิจัยเกี่ยวกับจิตบำบัด โดยการใช้สารแอลเอสดี โดยเป็นการใช้สารแอลเอสดีเข้าถึงสภาวะเหนือธรรมดาของจิตสำนึก และได้ออกหนังสือเกี่ยวกับการทำวิจัยของเขาออกมาชื่อ ‘LSD Psychotherapyแต่ต่อมาได้มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับการห้ามใช้ยาหลอนประสาท ทำให้กรอฟต้องล้มเลิกโครงการวิจัยนี้ไป

ในปีเดียวกัน ทิโมที แลรี นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยฮาวาร์ด ได้ทดลองเสพสารแอลเอสดีและเสนอผลการเสพสารแอลเอสดีไว้คือ ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นสุขทันที มีความคิดสร้างสรรค์ทางด้านดนตรีและศิลปะ เพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนและการทำงาน เพิ่มความไวของประสาทการรับรู้’

ในระยะแรกได้มีการใช้สารนี้ในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย ผู้เสพในสมัยนั้นอายุมากกว่าในปัจจุบัน โดยมีอายุเฉลี่ยเท่ากับ 21 ปี ต่อมาได้มีการเสพกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากหาซื้อง่ายเพราะมีขายกันทั่วไป และยังหลบเบี่ยงเจ้าหน้าที่ได้ง่าย กลุ่มผู้เสพที่สำคัญคือ นักดนตรี พวกฮิปปี้และบุปผาชน (Flower Children) ได้มีงานรื่นเริงฉลองการเสพแอลเอสดีอย่างเอิกเกริกและยิ่งใหญ่ เช่น งานฉลองฤดูร้อนแห่งความรัก (Summer Love) ที่เมืองซานฟรานซิสโก

ในเวลาต่อมาสารแอลเอสดีได้แพร่ระบาดเข้าไปในกลุ่มวัยรุ่น และในทุกกลุ่มชนชั้นโดยเฉพาะชนชั้นกลางและร่ำรวย เด็กวัยรุ่นในกลุ่มเสพประท้วงรัฐบาลในการทำสงครามกับเวียดนาม ขอเพิ่มสิทธิมนุษยชนและอิสระในการพูดและแสดงความคิดเห็น ในระยะหลัง ๆ ผู้เสพแอลเอสดีได้ใช้สารเสพติดชนิดอื่นร่วมด้วย เช่น กัญชา แอมเฟตามีน เฮโรอีน ทำให้การเสพสารนี้กลายเป็นปัญหาระดับชาติที่สำคัญ ร่วมกับปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหาเกี่ยวกับสงครามในเวียดนาม จึงได้มีการรณรงค์ต่อต้านยาเสพติดครั้งยิ่งใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา และได้มีการตั้งองค์กรเรียกสถาบันการศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะ

[2] > ยุคทองของความสำเร็จส่วนตัวของ ซิด บาร์เร็ตต์’ เป็นคำนิยามที่นิตยสารโรลลิ่ง สโตน ตั้งไว้ให้กับอัลบั้ม ‘The Piper at the Gates of Dawnชุดนี้

นิตยสาร Q จัดให้อัลบั้มนี้เป็นอัลบั้มที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับคนฟังเพลงที่ขาดไม่ได้ในการฟัง รวมถึงยกให้เป็นอัลบั้มไซเคเดลิคที่ดีที่สุดตลอดกาลเท่าที่โลกเคยมีมา และติดอยู่ในลำดับที่ 55 ใน 100 อัลบั้มของเกาะอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล

ในปี 2000 (..2543) นิตยสาร Mojo จัดให้อยู่ในอันดับที่ 40 ของอัลบั้มที่ดีที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา ต่อมาในเดือนกรกฎาคม ปี 2006 (..2549) ได้แถลงอย่างเป็นทางการให้อัลบั้ม ‘The Piper at the Gates of Dawnเป็นหนึ่งในอัลบั้มไซเคเดลิค ร๊อค ที่ดีที่สุดตลอดกาล ด้วยกลวิธีเล่าเรื่องผ่านดนตรีที่แปลกพิกลไม่เหมือนใคร ทักษะความเชี่ยวชำนาญในเชิงชั้นทางดนตรีของทางวง รวมถึงการแจมดนตรีที่ยาวเหยียด และมีความสมบูรณ์ในความเป็นพ๊อพที่ฟังไม่ยากจนต้องปีนบันได

หากจะมาดูและเสพศิลป์จากหน้าปกอัลบั้มชุดนี้ ฝีมือการถ่ายภาพผ่านเลนส์ของ วิค ซิงห์ (Vic Singh) ซึ่งแสดงถึงความไม่ธรรมดาและแตกต่างออกไปจากศิลปะที่เคยเป็นอยู่ผ่านภาพถ่าย โดย ซิด บาร์เร็ตต์ ได้วาดภาพลไปเล็กน้อยในปกหลังด้วย ซึ่งแสดงถึงความยินดีอย่างสุขใจ

วิค ซิงห์ เป็นเพื่อนกับ จอร์จ แฮร์ริสัน (George Harrison) มือกีตาร์วงเดอะ บีเทิลส์ (Beatles) เลนส์แก้วปริซึมที่ถูกถ่ายภาพปกอัลบั้มชุดนี้ก็เป็นของจอร์จ แฮร์ริสัน ที่ให้เขามา ซึ่งภาพปกอัลบั้มชุดนี้หมายถึงการเดินทางท่องไปกับแอลเอสดี ซึ่งเป็นสไตล์ภาพที่นิยมกันมากในห้วงเวลานั้น

ในปี 2017 (..2560) เลนส์แก้วปริซึมและภาพถ่ายปกชุดนี้ได้ถูกนำไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์ เดอะ วิคตอเรียแอนด์อัลเลิร์ต ในส่วนของนิทรรศการ ‘the Pink Floyd: Their Mortal Remains

ทำไม? ซิด บาร์เร็ตต์ จึงเลือกใช้ชื่ออัลบั้มชุดแรกของ พิงค์ฟลอยด์ ว่า ‘The Piper at the Gates of Dawnโดยนำมาจากบทที่ 7 ของหนังสือ ‘The Wind in the Willowsของ เคนเน็ธ แกรห์ม (Kenneth Grahame) ซึ่งบรรจุความเพ้อฝันและจินตนาการที่เผชิญหน้ากับเทพเจ้าแพน (God Pan) ที่กำลังเล่นขลุ่ยแพนในยามรุ่งอรุณ

หนังสือเล่มนี้เป็นที่โปรดปรานและชื่นชอบเป็นอย่างยิ่งของ ซิด บาร์เร็ตต์ ซึ่งเขามักจะบอกกับเพื่อนๆ บ่อยๆ ถึงความประทับใจในหนังสือเล่มนี้ และจะทำให้ก่อเกิดรูปร่างทางดนตรีสำหรับเทพเจ้าแพน

เมื่อค้นลงลึกไปถึงเทพเจ้าแพน ที่เปรียบประดุจรูปเคารพในใจและจิตวิญญาณของ ซิด บาร์เร็ตต์ โดยได้ข้อมูลมาจากหนังสือ ‘ตำนานเทพเจ้าและวีรบุรุษกรีกโรมัน’ ได้เขียนถึงเทพเจ้าแพน ไว้ว่า เป็นเทพแห่งธรรมชาติของกรีก มีร่างกายที่เป็นกึ่งมนุษย์กึ่งสัตว์ ได้รับการยอมรับว่าเป็นเทพองค์หนึ่งในสวรรค์ชั้นโอลิมปัส เป็นเทพผู้เป็นหลานของซุสเทพบดี เพราะเป็นโอรสของเทพเฮอร์มีส กับนางพรายน้ำตนหนึ่ง

ว่ากันว่าแพนเป็นเทพแห่งทุ่งโล่งและดงทึบ หรืออาจเรียกว่าเป็น เทพแห่งธรรมชาติทั้งปวงก็ได้ นอกจากนี้ คำว่า ‘แพน’ ในภาษากรีกก็ยังมีความหมายว่า ‘Allที่แปลถึงทั้งหลายหรือทั้งปวงนั่นเอง

แพน เป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติ แต่กลับมีรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ต่างจากเทพเจ้าองค์อื่นๆ คือ ใบหน้าและขาเป็นแพะ หูแหลม มีเขาเล็กๆ คู่หนึ่งบนหัว ตลอดร่างปกคลุมด้วยขนสีดำ

แม้ผู้เป็นพระมารดาเห็นโอรสแพนครั้งแรกยังส่งเสียงกรีดร้องและวิ่งหนี แต่ เฮอร์เมส (Hermes) หรือ เมอร์คิวรี (Mercury) เทพเจ้าแห่งคนเดินทางกลับชอบใจในรูปร่างหน้าตาของแพน จึงนำไปที่วิมานโอลิมปัส (Olympus) เหล่าเทพเจ้าต่างทรงพระสรวลและโปรดปรานมาก

แพนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่แห่งธรรมชาติ และถูกส่งไปอยู่ในบริเวณป่าทึบบริเวณภูเขาในประเทศกรีซ ทำหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองพวกพราน คนเลี้ยงแกะ และบรรดาแกะขนหยิก เมื่ออารมณ์ดีซึ่งส่วนใหญ่เป็นช่วงคืนเดือนหงาย เทพแพนจะเป่าปี่ของคนเลี้ยงแกะและกระโดดโลดเต้นอย่างสบายใจ บรรดานางไม้ รุกขเทวดาและเหล่าอมนุษย์ครึ่งคนครึ่งสัตว์ต่างพากันเต้นรำไปตามเสียงเพลง

ครั้งหนึ่ง อพอลโล (Apollo) เทพเจ้าแห่งแสงสว่าง การดนตรี และกวีนิพนธ์ ได้ท้าประลองเป่าขลุ่ย และเทพอพอลโลเป็นผู้ชนะ แต่โดยทั่วๆ ไปแล้วใครๆ ก็พอใจในเสียงดนตรีของเทพแพน

เทพแพนหลงรักนางไม้ เอคโค (Echo) ซึ่งมีนิสัยร่าเริงชอบส่งเสียงพูดคุยได้ทั้งวัน แม้จะพยายามใช้บทกวีนิพนธ์และเสียงดนตรีอันไพเราะเพื่อโน้มน้าวให้นางไม้เอคโคผู้งดงามหันมาสนใจ แต่นางก็พูดจ้อทั้งวันไม่มีเวลารับเสียงดนตรีจากเทพแพนเลย

อยู่มาวันหนึ่ง พระนางเฮรา มเหสีเอกของมหาเทพซีอุสได้เสด็จลงมาตามหาพระสวามี ซึ่งหนีมาอยู่กับบรรดานางไม้ที่เป็นพระชายา เอคโคพยายามช่วยถ่วงเวลาเอาไว้ โดยชวนพูดคุยเรื่องเจื้อยแจ้ว จนมหาเทพซุสสามารถหลบหนีไปได้ พระนางเฮรากริ้วจึงสาปให้นางเอคโคไม่สามารถพูดได้เอง ต้องเลียนคำพูดของผู้อื่น กลายเป็นเสียงสะท้อนที่เรารู้จักกันดีว่าคือเสียงเอคโค เทพเจ้าแพนเศร้าโศกเสียใจกับการสูญเสียนางไม้เอคโคไม่นานเท่าใดนักก็ได้พบนางไม้ที่สวยงามกว่านามว่า ซีริงซ์ (Syrinx) แต่นางไม้ไม่ได้รักเทพเจ้าผู้อัปลักษณ์อย่างแพน และพยายามวิ่งหนีเทพแพนซึ่งตามตื๊อขอความรัก ในที่สุดนางแปลงตัวเป็นต้นอ้อ เทพแพนรู้สึกเศร้าโศกจึงตัดต้นอ้อมาประดิษฐ์เป็นเครื่องดนตรีสำหรับเป่าชนิดหนึ่งเรียกว่า แพนไพป์ และตั้งชื่อเครื่องแพนไพป์เครื่องแรกนี้ว่า ซีริงซ์

ทุกครั้งที่เทพแพนเป่าเครื่องดนตรีที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่นี้ จะได้ยินเสียงอันไพเราะของนางซีริงซ์อันเป็นที่รัก เสียงเพลงทำให้เทพแพนรู้สึกว้าเหว่จึงมักหลบไปอยู่ในถ้ำอย่างโดดเดี่ยว บางครั้งก็ส่งเสียงร้องอันประหลาด ทำให้ผู้ที่ผ่านไปมาหวาดผวา

บางครั้งเทพแพนกลับเป็นเทพเจ้าที่ว้าเหว่และเจ้าอารมณ์ บางทีก็กรีดร้องด้วยเสียงแหลมเย็นเข้ากระดูก ใครได้เห็นรูปร่างลักษณะของเทพเจ้าแพนมักจะกลัวจนต้องวิ่งหนีอย่างอกสั่นขวัญหาย เมื่อใดที่รู้สึกเศร้าใจ เทพแพนมักจะไปซ่อนกายอยู่เพียงลำพังในถ้ำที่เย็นสบาย ในยุคหลัง แพนกลายเป็นเทพแห่งความชั่วร้ายตามลัทธิของพวกไสยศาสตร์ ในพิธีกรรมพวกพ่อมดหมอผีมักจะเรียกแพนมาร่วมพิธี

[3] > แนวดนตรีไซเคเดลิคอังกฤษ แม้จะมีสุนทรียศาสตร์ทั้งเชิงชั้นเทคนิคทางดนตรีที่คล้ายกับทางอเมริกา แต่ก็มีความแตกต่างที่เป็นเอกเทศเฉพาะทาง

โดยทั่วไปไซเคเดลิคแบบอังกฤษจะมีความฟุ้งซ่านเพ้อฝันแบบแปลกๆ มากกว่า รวมถึงการทดลองในเชิงศิลปะดนตรีที่ลงลึกและบ้าคลั่งกว่า รวมถึงดีกรีของโครงสร้างในรูปแบบเพลงพ๊อพที่เพิ่มเข้ามาผสมผสาน ซึ่งไม่ได้ยึดหลักหรือสูตรของความหนักและรวดเร็วของดนตรีร๊อคอย่างตายตัว ที่สำคัญไม่ยึดติดกับการทำเพลงเพื่อตัดเป็นซิงเกิ้ลแบบเพลงพ๊อพที่ต้องสั้นกระชับจบรวบรัดตามสูตร

วงพิงค์ ฟลอยด์ ในยุคแรกสุด เป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำงานดนตรีในแนวไซเคเดลิค ร๊อคแบบอังกฤษ ได้ออกมาอย่างน่าทึ่งและเร้าใจ รวมถึงการแสดงบนเวทีที่ไม่สามารถคาดเดาถึงการแสดงในแต่ละเพลงได้ว่าเป็นอย่างไร

เมื่อเข้าใจถึงปูมหลังและความคลั่งไคล้ที่ส่งแรงบันดาลใจอย่างเต็มกำลังขับให้กับ ซิด บาร์เร็ตต์ นั่นคือ หนังสือ ‘The Wind in the Willowsของ เคนเน็ธ แกรห์ม เทพเจ้าแพน และแอลเอสดี ก็จะสามารถซึมแทรกกำซาบปลดปล่อยตัวเองไปตามเนื้อร้องและดนตรีไซเคเดลิค ร๊อค ของเขาได้ในระดับหนึ่งอย่างแน่นอน เปรียบเสมือนเข็มทิศนำทางอย่างคร่าวๆ พอเห็นนำร่องในสุนทรียะแบบพิงค์ ฟลอยด์ ยุคแรกสุด ที่แตกต่างกับงานยุคต่อมา

ซิดในวัย 7 ขวบเฉิดฉายความสามารถทางดนตรีร่วมกับน้องสาวของตัวเองเป็นครั้งแรก ในการแข่งเปียโนประเภทคู่ โดยที่หลังจบงานทั้งคู่สามารถคว้ารางวัลของผู้ชนะอันดับ 1 มาได้สำเร็จ ส่วนความสามารถทางศิลปะนั้นเกิดขึ้นตอนเรียนมัธยมศึกษาในงานประกวดแต่งบทกวี ซึ่งความสุนทรีย์ของเขาทำให้สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศมาได้

จินตภาพในมโนสำนึกของ ซิด บาร์เร็ตต์ ผ่านอัลบั้ม ‘The Piper at the Gates of Dawnเปี่ยมไปด้วยสีสันสดใสน่าตื่นเต้นอย่างแท้จริง ซุกซนอ่อนเดียงสาคล้ายเด็ก มีความเพ้อฝันแปรปรวนแปลกๆ จริตแบบอังกฤษ โดยมีการกรองทะลุผ่านสัมผัสรู้ของเลนส์แห่งโอสถหลอนจิตแอลเอสดี

ลักษณะการเขียนและแต่งเพลงของซิด บาร์เร็ตต์ ที่ดึงดูดใจและโสตประสาทในแนวทางแปลก เป็นบทเพลงพ๊อพเอซิดที่ไพเราะสละสลวย ได้สัดส่วนที่สมดุลระหว่างความยาวมากกว่าเพลงปกติกับท่อนของดนตรีที่มีการทดลองทางเสียงที่โชว์ผ่านชิ้นดนตรีที่บ้าคลั่งประหลาดอย่างขาดสติสัมปชัญญะปล่อยอิสระและลอยล่อง

แน่นอน ซาวด์ที่ออกมาจะพบได้ถึงธีมที่คล้ายการเดินทางในห้วงอวกาศที่อุปมาจากประสบการณ์และความจัดเจนจากสารหลอนประสาท อัลบั้ม ‘The Piper at the Gates of Dawnที่เปิดหัวด้วยบทเพลง ‘Astronomy Domineซึ่งซาวด์ในขณะนั้น คือช่วงปี 1967 ดนตรีดูล้ำไปในอนาคตมากๆ

หากถอดชื่อเพลงก็แปลหมายความว่า ‘เพลงสวดดาวนพเคราะห์’ ซึ่งคำว่า Domine เป็นนามที่เรียกขานพ้องกับคำว่า ลอร์ด ในภาษาละติน และคำนี้ถูกนำมาใช้อย่างสม่ำเสมอในเพลงสวดเกรกอเรียน ซึ่งเป็นเพลงสวดที่ พระสังฆราชเกรเกอเรียนมหาราช (Pope Gregory the Great) เป็นผู้รวบรวมเพลงสวดที่มีใช้อยู่แล้วและแต่งเพิ่มเติมขึ้นอีก แล้วจัดลำดับบทเพลงสวดให้เป็นแบบฉบับ เป็นหลักปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่ ค.. 600 โดยมีเนื้อร้องเป็นภาษาละติน

แสดงให้เห็นถึงการตั้งชื่อเพลงที่มีความซับซ้อนและลึกล้ำอยู่หลายชั้นในการตีความเช่นกัน เมื่อมาตีความชื่อเพลงแบบตรงๆ หมายถึงความต้องการควบคุมมีอำนาจเหนือห้วงอวกาศตามความต้องการส่วนบุคคล แม้แต่ นิค เมสัน มือกลองของวงพิงค์ ฟลอยด์ ซึ่งร่วมผลิตเพลงนี้ ได้เปิดเผยในหนังสือชื่อ ‘Saucerful of Secrets: The Pink Floyd Odysseyซึ่งเขียนโดย นิโคลัส ชาฟฟ์เนอร์ และออกมาในปี 1991 (..2534)

ในบทที่ 24 ‘Us and Themของหนังสือเล่มนี้ เมสัน บอกว่า เขาไม่เคยรู้สึกว่าเข้าใจบทเพลงนี้อย่างถูกต้องจนถึงปี 1987 (..2530) เขารักเพลงนี้และมันก็รบกวนจิตใจอย่างมาก ซึ่งเขาต้องหวนเข้าไปศึกษา คัมภีร์อี้จิง (คัมภีร์โบราณเกี่ยวกับการทำนายของจีน) และคำอธิบายถึงโหราศาสตร์เกี่ยวกับดวงดาว เพราะมันง่ายกว่าในการที่จะหาคำตอบว่าชีวิตมันหนักหนาหรือความตกต่ำและหดหู่ดำดิ่งของจิตใจว่าเกิดขึ้นเพราะอิทธิพลของดวงดาว

ในตอนเริ่มต้นบทเพลงจะมีบางรหัสมอส ซึ่งใช้ส่งในโทรเลข เป็นรหัสที่ใช้ในการสื่อสาร เป็นรูปแบบของสัญญาณสั้นและยาว แปลออกมาเป็นตัวหนังสือ มีความพยายามจากคนฟังมากมายถอดและแปลความหมายของรหัสมอสตรงนั้น แต่แท้จริงแล้วเป็นแค่ชุดของการสุ่มสัญญาณรหัสมอสให้แปรเป็นเสียงโดยปราศจากความหมายใดๆ

ในท่อนที่ร้อง “Stairway scare, Dan Dare, who’s there?ซึ่งนำมาจากซูเปอร์ฮีโร่การ์ตูนแนววิทยาศาสตร์หรือไซไฟของอังกฤษ คือ แดน แดร์ ซึ่งสร้างสรรค์โดย แฟรงค์ แฮมป์สัน ซึ่งหมายถึงสัญลักษณ์ของห้วงอวกาศโลก และดวงจันทร์ รวมไปถึงท่อนที่ร้องถึงดวงจันทร์ทั้งหมดของดาวยูเรนัสหรือดาวมฤตยู Oberon, Miranda and Titaniaซึ่งเป็นบุคลิกของตัวละครในบทละครของ วิลเลียม เชกสเปียร์ มีการผูกโยงและพยายามถอดรหัสนัยกันมากมายจนน่าปวดหัว

นี่คือความสำเร็จของดนตรีและเนื้อร้องของ ซิด บาร์เร็ตต์ ผ่านแค่เพลงแรกของอัลบั้มก็ยังมีการตีความและค้นหากันไม่จบมาจนถึงทุกวันนี้ และเจ้าตัวก็ตายไปแล้ว ซึ่งทำให้เสน่ห์ของบทเพลงเหล่านี้ยังคงอยู่ไปตลอดกาล /
————–

* ตอนหน้ามาว่ากันถึงบทเพลงที่เหลืออีก 11 บทเพลง รวมถึงความเป็น ดนตรีสเปซ ร๊อค (Space Rock) ที่บอกได้ว่าเป็นแนวดนตรีที่เป็นโครงสร้างที่ซ้อนอยู่อย่างจงใจ

พอล เฮง
paulheng_2000@yahoo.com

***************************
ย้อนกลับไปอ่าน  |  Part. I
อ่านต่อ  |  Part. III (ตอนจบ)

mm

About พอล เฮง

นักวิพากษ์-นักวิจารณ์ที่ชอบขุดคุ้ยสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเพลงออกมาตีแผ่

View all posts by พอล เฮง