Experience@Home#02 – ไปลองฟังไฟล์ Hi-Res กับลำโพงยักษ์ Usher รุ่น D3 ที่เมืองกาญจน์

มีคนเคยถามผมว่า ทำไมนักเล่นเครื่องเสียงบางคนชอบไปขอฟังเสียงซิสเต็มของคนอื่น.? ประมาณว่า ชุดของตัวเองก็มีอยู่ที่บ้าน ทำไมไม่ฟัง ต้องดิ้นรนไปฟังของคนอื่น..

เหตุผลของคนอื่นผมไม่รู้นะ แต่สำหรับผม ผมคิดว่า คนเล่นเครื่องเสียงก็เหมือนกับนักทดลองนั่นแหละ คือต้องการอยากจะรู้ว่า เสียงที่ดีเป็นอย่างไร.? อยากรู้ว่า เสียงที่คนอื่นฟังกันอยู่ ต่างจากเสียงของซิสเต็มตัวเองยังไงบ้าง คือการไปขอฟังซิสเต็มของคนอื่น (ที่มีประสบการณ์) ก็เพื่อค้นหาสิ่งที่ดีกว่าที่ตัวเองประสบอยู่ ถ้าไม่ได้ยินอะไรที่ดีกว่าสิ่งที่ฟังจากซิสเต็มของตัวเองทุกวัน คำว่า เล่นเครื่องเสียงก็จะไม่มีรสชาติ ไม่มีเป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพเสียงของตัวเองให้ก้าวไปข้างหน้าสู่คำว่า เสียงดีในอุดมคตินั่นเอง

บางครั้งนั้น ก็อยากไปลองฟังซิสเต็มเครื่องเสียงที่ใช้อุปกรณ์เครื่องเสียงที่ออกแบบและผลิตด้วยเทคนิคที่ต่างจากที่ตัวเองใช้อยู่ก็มี อย่างเช่น ลำโพง เป็นต้น ซึ่งแต่ละเทคโนโลยีของการออกแบบก็ให้เสียงออกมาต่างกัน ดีด้อยกันไปคนละแบบ การออกไปขอลองฟังซิสเต็มของคนอื่นก็เพื่อซึมซับข้อมูลเหล่านั้นไว้เป็นประสบการณ์นั่นเอง

Experience@Home :
Hi-Res คือเป้าหมายของผม
กับภาระกิจครั้งนี้

ตั้งแต่วงการเครื่องเสียงของเราก้าวเข้าสู่มาตรฐาน Hi-Resolution Audio เป็นต้นมา ผมก็คลุกคลีอยู่กับ Hi-Res Audio มาตลอด ได้มีโอกาสสัมผัสทั้งส่วนของซอฟท์แวร์และฮาร์ดแวร์อย่างต่อเนื่องมานานหลายปี ทำให้ผมเข้าใจว่า ถ้าคุณต้องการสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของคำว่า “Hi-Res Audioคุณต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อม สภาพแวดล้อมในการเพลย์แบ็คจะต้องอยู่บนมาตรฐานของ Hi-Res Audio ทุกส่วน เริ่มตั้งแต่ source หรือแหล่งต้นทางสัญญาณ จะต้องเป็นสัญญาณ digital ที่มีสเปคฯ ไปไกลถึงระดับมาตรฐาน Hi-Res Audio คือแซมปลิ้งเรตต้องถึงระดับ 96kHz ขึ้นไป ระบบเพลย์แบ็คหรือเครื่องเล่น ทั้งในส่วนของฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการเล่นไฟล์ดิจิตัลไฮเรซฯ ก็ต้องเล่นไฟล์เหล่านั้นในสถานะ native หรือ เล่นตามรูปแบบของสัญญาณโดยไม่ลดทอนเท่านั้น จากนั้น แอมปลิฟายที่ใช้ขยายสัญญาณเสียงของไฟล์ Hi-Res Audio ก็ต้องมีแบนด์วิธที่กว้างพอสำหรับเอ๊าต์พุตของสัญญาณไฮเรซฯ ด้วย และสุดท้ายคือ ลำโพงซึ่งก็ต้องสามารถตอบสนองความถี่ได้กว้างขวางครอบคลุมย่านเสียงทั้งหมดตามมาตรฐาน Hi-Res Audio เช่นกัน คืออย่างต่ำต้องตอบสนองขึ้นไปได้ถึง 40kHz หรือสี่หมื่นเฮิร์ตเป็นอย่างต่ำ

ที่กล่าวมาข้างต้นนั้นคือคุณสมบัติทางด้าน ความถี่หรือ “frequencyของเสียง ซึ่งยังมีคุณสมบัติอีกข้อหนึ่งของเสียงที่จะถูกเพิ่มขยายขึ้นไปจากมาตรฐานของ CD เดิม นั่นคือ ความดังหรือ “dynamic rangeจากมาตรฐาน CD เดิม ที่ใช้จำนวนบิตข้อมูลอยู่ที่ 16bit จะมีเพดานสูงสุด (จุดที่ดังที่สุดที่มาตรฐานซีดีรองรับได้) ของไดนามิกเร้นจ์อยู่ที่ 96dB (16×6) เมื่อเป็นมาตรฐานไฮเรซฯ ซึ่งใช้จำนวนบิตเพิ่มขึ้นเป็น 24bit ในการแทนค่าความดังของเสียง ทำให้เพดานสูงสุดของความดังของเสียงที่ฟอร์แม็ตไฮเรซฯ 24bit ถูกเลื่อนสูงขึ้นไปเป็น 124dB (24×6) ผลที่เกิดขึ้นก็คือ เรา (ควร) จะได้เสียงที่มีระดับ dynamic range ที่เปิดกว้างมากขึ้น คือเมื่อเทียบกับมาตรฐาน CD เดิม เรา (ควร) จะได้ยินเสียงที่เบามากๆ ที่ซีดีให้ไม่ได้ และ (ควร) จะได้ยินเสียงที่ดังมากๆ ที่ซีดีให้ไม่ได้ออกมาพร้อมกันด้วย..

Full Dynamic Range
@ All Frequency & High SPL

ก่อนหน้านี้ ช่วงที่ฟอร์แม็ต Hi-Res Audio เริ่มเข้ามาในวงการใหม่ๆ เราจะได้ยินบ่อยมากว่า Hi-Res เสียงไม่ดีบ้าง, ไฮเรซฯ เสียงไม่อิ่ม แห้ง หยาบ สารพัด แม้กระทั่งคำว่า สู้ซีดียังไม่ได้.!ก็เคยได้ยิน ซึ่งหากพิจารณาด้วยเหตุและผลแล้ว มันดูไม่ค่อยเมคเซ้นต์เอาซะเลย ทำไมเพลงเดียวกัน ฟอร์แม็ตที่มี resolution สูงกว่าอย่างไฟล์ไฮเรซฯ จึงให้เสียงออกมาแย่กว่าฟอร์แม็ตที่มี resolution ต่ำกว่าอย่างซีดี.? มันเป็นไปได้ยังไง.? มันตาลปัตรไปเป็นแบบนั้นได้ยังไง.?

อย่างที่เกริ่นมาตอนต้น ลองไปลองมา เล่นไปเล่นมา ผมก็ค้นพบคำตอบว่า การเอาไฟล์ไฮเรซฯ ไปเล่นบนซิสเต็มที่สเปคฯ ความถี่ตอบสนองและ ไดนามิกเร้นจ์ไม่กว้างพอที่จะรองรับพลังงานของไฟล์ไฮเรซฯ เราก็จะได้เสียงที่หยาบ แห้ง พุ่ง ออกมาแทนคำว่าดนตรี ซึ่งสาเหตุที่ทำให้ได้ยินอะไรแบบนั้นก็คือผลของอาการ มีสแม็ท” (mismatch) นั่นคือ ซิสเต็มเพลย์แบ็คมีสมรรถนะที่ “ต่ำกว่า” สเปคฯ ของสัญญาณไฮเรซฯ นั่นเอง

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ซิสเต็มของคุณหนุ่ม ณ เมืองกาญจน์สะกิดความสนใจของผมอย่างมากก็คือ ลำโพงที่เขาใช้อยู่ หลังจากได้พูดคุยสารทุกข์สุกดิบกันทาง messenger ตามประสาคนที่เคยรู้จักกันแต่ไม่ได้เจอกันมานาน คุณหนุ่มได้ออกปากเชิญผมไปเยี่ยมชมซิสเต็มของเขา ประมาณว่าอยากจะให้ไปช่วยเซ็ตอัพลำโพงให้หน่อย พอผมทราบว่าลำโพงที่คุณหนุ่มใช้อยู่ปัจจุบันคือ Usher รุ่น D3 ผมก็ตอบตกลงและเริ่มต้นนัดหมายกันทันที

Usher : D3 มีอะไรดี.?

ลำโพงยี่ห้อนี้เป็นแบรนด์ของไต้หวัน ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 1972 โดยเจ้าของที่มาจากร้านขายเครื่องเสียงเล็กๆ แต่มีความฝันใหญ่ๆ แม้ว่าจะเป็นบริษัทเล็กๆ แต่แนวทางที่พวกเขาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ก็ดูเป็นอะไรที่มีมาตรฐานสูง พิจารณาจากปรัชญาที่ใช้ในการออกแบบก็พอจะรู้

(ลิ้งค์ Usher > about us)

และยิ่งได้เข้าไปดูสเปคฯ ของลำโพงคู่นี้แล้ว มันยิ่งทำให้ผมมีความหวังมากขึ้นว่า ซิสเต็มของคุณหนุ่มซิสเต็มนี้ น่าจะมีสมรรถนะสูงพอที่จะสามารถ ปลดปล่อยคุณภาพเสียงของไฟล์ดิจิตัลไฮเรซฯ ออกมาได้อย่างหมดจด ข้างล่างนี้คือสเปคฯ ของ Usher : D3 ที่ว่านี้

Usher : D3 specification
3-way system: tweeter – Diamond DMD dome 1.25″ x2
midrange : high-frequency compression driver 4″ x1
low-bass : woofer 15″x2 (15HM)
sensitivity: 94 dB @ 1 watt / 1m
nominal impedance: 4 ohms
frequency response (-3 dB): 22 Hz ~ 40 kHz
power handling: 200 watts
crossover frequencies: 824 Hz, 8210Hz
weight: 236 kgs (including base)
dimensions (w x d x h): 71 cm x 78 cm x 178.5 cm

ทำไมผมถึงได้รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ลองเล่นไฟล์ดิจิตัลไฮเรซฯ กับลำโพงคู่นี้.? ให้ดูสเปคฯ 3 ตัวที่ผมทำไฮไล้ท์สีแดงเอาไว้ ข้อแรกคือ Frequency Response หรือ ความถี่ตอบสนองซึ่งจะเห็นว่า ด้านล่างมันแทบจะไต่ลงไปถึงระดับต่ำสุดที่หูมนุษย์ได้ยินคือ 22Hz ในขณะที่ด้านบนหรือเสียงแหลมนั้นก็ทยานไปได้ไกลถึง 40kHz หรือสี่หมื่นเฮิร์ต เป็นสเปคฯ ที่ตรงกับมาตรฐาน Hi-Res Audio ที่ JEITA กำหนดไว้เป๊ะเลย.! (ลิ้งค์)

นั่นแสดงว่า D3 คู่นี้มีสมรรถนะสูงพอสำหรับการถ่ายทอดคุณสมบัติทางด้าน ความถี่เสียง” (frequency range) ของมาตรฐานดิจิตัลไฮเรซฯ อย่างแน่นอน ถือว่าสอบผ่านไปแล้วหนึ่งด่าน.!

สเปคฯ อีกสองตัวที่ผมทำไฮไล้ท์ไว้คือ “sensitivityกับ “power handlingซึ่งสเปคฯ ทั้งสองตัวนี้ก็มีแนวโน้มไปในทิศทางที่เอื้อต่อการตอบสนองต่อลักษณะของสัญญาณ Hi-Res Audio ทั้งนั้น ตัวแรกคือ sensitivity หรือ ความไวซึ่งตัวเลข 94dB @1W / 1m นั้นถือว่าอยู่ในเกณฑ์สูง อธิบายได้ว่า แม้สัญญาณเสียงที่มีความแรงต่ำ (low level signal) เกนสัญญาณอยู่ในระดับแผ่วเบา อย่างพวกฮาร์มอนิกลำดับที่สองสามสี่ ที่ค่อยๆ แผ่วเบาลงไป ลำโพงคู่นี้ก็ยังสามารถถ่ายทอดมันออกมาให้ได้ยินได้

ส่วนสเปคฯ power handling หรือ กำลังขับสูงสุดที่ทนรับได้หรือในอีกความหมายก็คือ กำลังขับสูงสุดที่ลำโพงสามารถรับเข้าไปแล้ว ระบบภายในตัวลำโพงสามารถแปรเปลี่ยนออกมาเป็นคลื่นเสียงได้โดยไม่ทำให้เกิดความเพี้ยนสูงขึ้นไปกว่าที่กำหนดไว้ในสเปคฯ ของลำโพงคู่นั้น ซึ่งตัวเลข 200 Watts นั้นถือว่าไม่น้อยเลย เมื่อแปลงออกมาเป็น dynamic transient ของสัญญาณช่วงพีค และเมื่อคำนวนร่วมกับ sensitivity หรือความไวของตัวลำโพงเองเข้าไปด้วยกัน ลองจินตนาการดูซิครับว่า เราจะได้ยินทรานเชี้ยนต์ของสัญญาณอิมแพ็คที่รุนแรงและดังออกมามากแค่ไหนจากลำโพง D3 คู่นี้ ??

เริ่มรู้สึกตื่นเต้นตามผมไปแล้วยัง.?

วิเคราะห์ซิสเต็มกันก่อน

หลังจากผมวิเคราะห์สมรรถนะของลำโพง D3 คู่นี้ไปแล้ว ผมก็ตั้งใจว่าจะไปขอทดสอบซิสเต็มนี้ด้วยอัลบั้มที่โชว์ไดนามิกที่รุนแรงอย่างอัลบั้มชุด Virtuoso Pieces of Chinese Percussion ของ Yim Hok-Man กับอัลบั้มชุด Carmen Ballet, Carnaval Overture & Incidental Music To “Hamlet” ที่ Arthur Fiedler ดึงไดนามิกออกมาจากวง Boston Pops ได้แบบสุดติ่ง ซึ่งที่ผ่านมาผมยังไม่เคยได้ยินอะไรที่เรียกว่าสุดจริงๆ จากสองอัลบั้มนี้มาก่อนจากซิสเต็มที่เคยฟังมา

Yim Hok-Man : Virtuoso Pieces of Chinese Percussion

Arthur Fiedler, conductor Boston Pops Orchestra : George Bizet – Carmen Ballet

แต่หลังจากได้ตรวจสอบซิสเต็มของคุณหนุ่มในเบื้องต้นดูแล้ว ผมพบว่า ลักษณะการแม็ทชิ่งในซิสเต็มยังมีจุดที่ไม่ลงตัวอยู่บางจุด โดยเฉพาะที่ลำโพง คือวงจรเน็ทเวิร์คของตัว D3 ถูกแยกออกมานอกตู้ และแยกเอ๊าต์พุตออกเป็นสองทาง ป้อนให้กับทวีตเตอร์ + มิดเร้นจ์ กับป้อนให้กับวูฟเฟอร์ อย่างละชุด

ภาพบนเป็นไดอะแกรมการเชื่อมต่อสายลำโพงในคู่มือของลำโพง D3 ที่ผู้ผลิต Usher ให้มา ซึ่งแน่นอนว่า สายลำโพงคือตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลต่อ ลักษณะเสียงและ คุณภาพเสียงที่ได้ออกมา ส่วนภาพล่าง คือลักษณะการเชื่อมต่อสายลำโพงจากกล่องเน็ทเวิร์คที่แยกออกมาจากตัวตู้ลำโพงที่คุณหนุ่มใช้งานอยู่จริง ซึ่ง A นั้นคือสายลำโพงจากแอมป์มาที่กล่องเน็ทเวิร์ค ส่วน B คือสายลำโพงที่เชื่อมต่อจากกล่องเน็ทเวิร์คไปที่วูฟเฟอร์ตัวล่างก่อนจะจั๊มต่อไปที่วูฟเฟอร์ตัวบน และ C คือสายลำโพงที่ใช้ต่อเชื่อมจากกล่องเน็ทเวิร์คไปที่ไดเวอร์มิดเร้นจ์ที่พ่วงอยู่กับซุปเปอร์ทวีตเตอร์ DMD ทั้งสองตัว

เกิดอะไรขึ้น.? ผมเริ่มด้วยการทดลองฟังเสียงของซิสเต็มโดยเข้าไปยืนฟังใกล้ๆ หน้าตู้ลำโพงเพื่อตัดเสียงที่สะท้อนจากผนังห้องออกไป ซึ่งตอนนั้นคุณหนุ่มเปิดเพลงที่มีความถี่เสียงในย่านกลางที่หนาแน่น คือมีเสียงร้องกับเครื่องดนตรีที่ให้โน๊ตความถี่อยู่ในย่านกลางมากกว่าย่านอื่น สิ่งที่ผมได้ยินออกมาจากลำโพงก็คือเสียงกลางที่มีลักษณะ overwhelming หรือ over saturated คือมีความหนาแน่นมากเกินไป และมีลักษณะของการ compressed ในส่วนของไดนามิกอยู่ด้วย ซึ่งเป็นอาการคล้ายกับเราทำการปรับบู๊สต์ EQ ของระบบโดยปรับยกย่านเสียงกลางขึ้นมาค่อนข้างสูง ส่งผลให้ไดนามิกในย่านกลางสวิงได้ไม่กว้าง ซึ่งฟังแล้วรู้สึกเหมือนเนื้อเสียงกลางมันแน่น แต่ไดนามิกคอนทราสน์จะไม่ดี ระยะเวลาของการไต่ระดับจากดังลงมาหาเบา และจากเบาขึ้นไปหาดัง มันหดสั้นลง ขาดความต่อเนื่อง ส่งผลให้อารมณ์ของเพลงด้อยลงไป

ซึ่งผมเชื่อว่าลักษณะเสียงที่ได้ยินมาจากสายลำโพงที่เชื่อมต่อจากกล่องเน็ทเวิร์คไปที่ตู้เสียงกลางแหลม เราจึงได้ทำการทดลองเปลี่ยนสายลำโพงดู โดยเอาสายลำโพงเส้นเล็กๆ ราคาไม่แพงที่ผมหิ้วติดมือไปลองเปลี่ยนสายลำโพงที่คุณหนุ่มใช้อยู่ ปรากฏว่าอาการตื้อๆ ดันๆ ของเสียงกลางลดปริมาณลง เร้นจ์ของการไต่ระดับความดังเบาของเสียงกลางขยายกว้างขึ้น ความรู้สึกอ่อนแก่ ย้ำเน้น-ผ่อน, หนักเบาของเสียงปรากฏออกมาให้สัมผัมมากขึ้น อารมณ์ของเพลงถูกปลดปล่อยออกมามากขึ้น

Muddy Waters : Folk Singer

จากนั้น ผมลองเอาสายลำโพงอีกชุดหนึ่งที่มีสเปคฯ ตอบรับกับการถ่ายทอดคุณสมบัติของไฟล์ดิจิตัลไฮเรซฯ ได้ดีลงไปเปลี่ยนแทนสายลำโพงที่คุณหนุ่มใช้ต่อจากเพาเวอร์แอมป์มาที่กล่องเน็ทเวิร์คของลำโพง ปรากฏว่า เสียงโดยรวมเปิดกว้างขึ้น วงเวทีเสียงแผ่ขยายออกมาเต็มห้องมากขึ้น ช่องไฟระหว่างชิ้นดนตรีถ่างขยายออกจากกันมากขึ้น เผยให้ได้ยินส่วนที่เป็นฮาร์มอนิกของแต่ละเสียงปรากฏออกมาให้สัมผัสชัดเจนขึ้นมาก จังหวะนี้เราลองฟังเพลง My Captain ของ Muddy Waters จากอัลบั้มชุด Folk Singer (WAV 24/96) ซึ่งเป็นเพลงที่คุณหนุ่มคุ้นเคย คุณหนุ่มทักว่า ได้ยินเสียงอะไรแปลกๆ ที่ไม่เคยได้ยินจากเพลงนี้มาก่อน นั่นคือเสียงที่มัดดี้ วอเตอร์ตบเท้าสร้างจังหวะให้กับตัวเองขณะร้องเพลงและเล่นกีต้าร์ ซึ่งเป็นเสียงทุ้มต่ำๆ ที่ได้ยินเบาๆ แต่ในซิสเต็มที่ใช้ลำโพงขนาดใหญ่จะได้ยินเสียงทุ้มต่ำๆ แผ่ออกมาอย่างชัดเจน ถ้าซิสเต็มนั้นสามารถตอบสนองไดนามิกเร้นจ์ของเสียงได้กว้างมากๆ โดยไม่มีอาการ compress เกิดขึ้น

จากนั้น เราก็ทดลองฟังเพลงที่มีจังหวะเน้นหนักมากขึ้น และมีโครงสร้างของภาคดนตรีที่มีเลเยอร์ของเสียงที่ซับซ้อนมากขึ้น และแต่ละเสียงก็เต็มไปด้วยพลังงาน นั่นคือเพลง Just The Two Of Us เพลงเด่นของ Grover Washington Jr. จากอัลบั้มชุด Winelight (WAV 24/192) ซึ่งซิสเต็มของคุณหนุ่มก็สามารถถ่ายทอดความซับซ้อนของเลเยอร์ดนตรีในแทรคนี้ออกมาได้ดีพอสมควร ในแง่ของพลัง (energy) ของแต่ละเสียงไม่มีปัญหาใดๆ เพราะลำโพง D3 สามารถให้ได้และเพาเวอร์แอมป์โมโนบล็อก Esoteric ที่ใช้ขับก็ให้กำลังสูงถึง 300W ต่อข้าง ไม่มีปัญหาเรื่องกำลังไม่พอ แต่ที่ยังไม่ถึงที่สุดก็คือไดนามิกสวิงของเสียงที่ซิสเต็มนี้ยังไม่ได้รับการ ปลดเปลื้องให้มีความอิสระอย่างเต็มที่ ซึ่งน่าจะอยู่ที่การแม็ทชิ่งพวกสายสัญญาณและสายลำโพงในบางจุดเชื่อมต่อซึ่งอาจจะเป็นคอขวดอยู่ จากนั้นก็อยู่ที่การขยับตำแหน่งลำโพงเพื่อปรับจูนเสียงโดยรวมอีกนิดหน่อย ซึ่งครั้งนี้ผมไม่ได้แตะต้องเกี่ยวกับการขยับตำแหน่งลำโพงแต่อย่างใด เพราะเท่าที่พิจารณาดูก็เห็นว่า ลำโพงทั้งสองข้างอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ได้เลวร้าย จึงพยายามคงตัวแปรนี้ไว้ที่เดิมก่อน แต่จุดที่ควรปรับแก้ไปอยู่ที่แม็ทชิ่งในซิสเต็มซึ่งสำคัญกว่าและต้องทำก่อนตามสูตรสามขั้นสู่ความสมบูรณ์แบบ นั่นคือ แม็ทชิ่งเซ็ตอัพปรับจูนซึ่งคาดว่าผมคงต้องมีโอกาสเข้าไปห้องคุณหนุ่มเพื่อทำการปรับจูนอีกครั้งหลังจากคุณหนุ่มเพิ่มเติม source สำหรับระบบเสียงดิจิตัลไฮเรซฯ เข้าไปในซิสเต็ม

หลังจากได้ลองชิมไฟล์ดิจิตัล ไฮเรซฯ ไปแล้ว คุณหนุ่มสนใจที่จะเพิ่มเติมส่วนของต้นทางสัญญาณเพื่อเล่นไฟล์ดิจิตัลไฮเรซฯ เข้าไปในซิสเต็ม เพราะมั่นใจแล้วว่า ซิสเต็มของตัวเองมีสมรรถนะสูงพอที่จะรองรับสเปคฯ ของไฟล์ดิจิตัลไฮเรซฯ ได้ ซึ่งผมเองก็คิดว่า ถ้าแม็ทชิ่งและปรับจูนไปตามขั้นตอนที่ผมคิดไว้ ซิสเต็มของคุณหนุ่มชุดนี้น่าจะเป็นหนึ่งในซิสเต็มระดับอ้างอิงที่สามารถถ่ายทอดความวิเศษของไฟล์ดิจิตัลไฮเรซฯ ออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น และคราวหน้า เมื่อซิสเต็มนี้พร้อมรับมือกับไฟล์ดิจิตัลไฮเรซฯ แล้ว ผมจะเอาไฟล์เพลงไฮเรซฯ ระดับพระกาฬหลายๆ อัลบั้มไปทดสอบกับซิสเต็มนี้อีกที /

ลิ้งค์วิดีโอ

**************************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า