‘The Piper at the Gates of Dawn’ [Part I] – ประตูแห่งการเกิดปรากฏของ Pink Floyd

[1.]

5 สิงหาคม ปี 1967 (..2510) ลองเพลย์ชุดแรก หรืออัลบั้มเปิดตัวครั้งแรก ‘The Piper at the Gates of Dawnของ พิงค์ ฟลอยด์ (Pink Floyd) วงดนตรีในแนวร๊อคของอังกฤษ หรือบริติช ร๊อค (ช่วงนั้นยังไม่มีการบัญญัติศัพท์คำว่า โปรเกรสสีฟ ร๊อค) ที่นำเอาการรังสรรค์เนื้อร้องและดนตรีร๊อคซึ่งมีลักษณะพิเศษเฉพาะของ ซิด บาเร็ตต์ (Syd Barett) มันสมองในฐานะนักแต่งเพลงและผู้นำวงออกมาสู่โสตของสาธารณชนด้วยกัน 12 บทเพลง

ตั้งแต่อัลบั้มชุดนี้ออกมา ได้ถูกตีตราและยอมรับว่าเป็นหนึ่งในอัลบั้มแนวไซเคเดลิค ร๊อค ที่ดีที่สุดเท่าที่โลกเคยมีมา และถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 347 จากการโหวตของผู้อ่านนิตยสารโรลลิ่ง สโตน (Rolling Stone) ในการจัดลำดับ 500 อัลบั้มที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตลอดกาล (500 Greatest Albums of All Time)

ในปีนี้ 2018 อัลบั้มนี้ถูกนำออกมาวางจำหน่ายอีกครั้งในแบบโมโน มิกซ์ พร้อมกล่องที่หุ้มห่อใหม่โดยภายในยังเป็นแบบดั้งเดิม การออกแบบกล่องที่บรรจุใหม่โดยนักออกแบบร่วมสมัยเลื่องชื่อ ฮิปก์โนซิส / แอ็บรีย์ พาเวลล์ และ ปีเตอร์ เคอร์ซอน รวมถึงกราฟฟิกปั๊มผิวนูนทองฝืมือ ซิด บาร์เร็ตต์ บนปกลองเพลย์ด้วย

โครงสร้างและส่วนประกอบทางคำร้องและดนตรีในอัลบั้มชุดนี้ อยู่ในขอบเขตของดนตรี พ๊อพ ไซเคเดลิค ที่ผ่านประสบการณ์ตรงที่หลากหลายมากมาย โดยเฉพาะการบรรเลงชิ้นดนตรีแบบ เอซิด ร๊อค ที่ยาวยืด

อัลบั้มชุดนี้โปรดิวซ์หรืออำนวยการผลิตโดย นอร์แมน สมิธ (Norman Smith) ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงพฤษภาคม ปี 1967 และออกวางจำหน่ายในฤดูร้อนปีเดียวกัน และมาเรียกจนเป็นที่รู้จักกันในภายหลังถึงปรากฏการณ์ดนตรีแห่งยุคสมัยว่า ‘ฤดูร้อนแห่งความรัก(Summer of Love) และถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ดนตรีร่วมสมัย ที่บ่งชี้ถึงจุดสูงสุดของความตื่นเต้นเร้าใจในประสบการณ์และการทดลองใช้ยาเสพติดของเหล่าวัยรุ่น และการมาถึงของนักร้องและวงดนตรีรุ่นใหม่ที่ผลิหน่อเติบโตโดยได้รับแรงบันดาลใจและอิทธิพลจากวัฒนธรรมไซเคเดลิคหรือโอสถหลอนจิต กัญชาและแอลเอสดี ซึ่งอยู่ในช่วงกระแสสมัยนิยมทั้งในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา

The Piper at the Gates of Dawnถือเป็นอัลบั้มแบบอย่างที่ดีเลิศหรือสำคัญมาก ที่เป็นพื้นฐานในการลิ้มรสเสียงหรือซาวด์สมัยนิยมหัวก้าวหน้าของยุคนั้น หรือเมื่อ 55 ปีที่แล้ว ที่ทำให้เห็นภาพและเสียงดนตรีร๊อคในยุคปลายยุคทศวรรษที่ 60 ได้เป็นอย่างดีแจ่มแจ้งกระจ่างโสต และเป็นเครื่องหมายทางดนตรีของ ซิด บาร์เร็ตต์ (Syd Barrett)

ในอีกทางหนึ่งระหว่างทัวร์คอนเสิร์ตของอัลบั้มชุดนี้ ประสบการณ์การใช้ยาแอลเอสดีที่เกินเลยทำให้เขามีอาการทางจิตหรือจิตเภท (Schizophrenia) โรคทางจิตเรื้อรังซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ “ความคิด(thinking) “ความรู้สึก(feeling) และ “พฤติกรรม(behavior) ด้วยบุคลิกภาพที่แปลกแยก ขาดการติดต่อกับผู้คนและสิ่งแวดล้อมรอบตัว และในท้ายที่สุดก็มีการปลดเขาออกจากวง

อย่างไรก็ตามการบันทึกเสียงในอัลบั้มชุดนี้ ถือเป็นแบบฉบับที่สามารถให้คำจำกัดความอรรถาธิบายสุนทรียศาสตร์ทางดนตรีในแบบ พิงค์ ฟลอยด์ ที่เปี่ยมล้นด้วยการรังสรรค์ศิลปะทางดนตรีสู่ขอบข่ายในเขตแดนใหม่อย่างแท้จริง

[2.]

ไซเคเดลิค ร๊อค” ได้ปรากฏและมีสายสกุลของแนวดนตรีในช่วงกลางทศวรรษที่ 60 เช่นเดียวกับกระแสดนตรีอังกฤษล้ำรุก (British Invasion) ที่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์ดนตรีใหม่ๆ เป็นการวิวัฒน์ทางดนตรีคลื่นลูกใหญ่บนเกาะอังกฤษที่ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติคสู่สหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน และวงดนตรีโฟล์คร๊อค ที่เบ่งบานเป็นดอกเห็ดได้ขยายแผ่กว้างครอบครองรสนิยมของคนฟังเพลงจนกลายเป็นแฟชั่นตามสมัยนิยม

นักศึกษาด้านสถาปัตยกรรม 3 คน โรเจอร์ วอเทอร์ส (Roger Waters) นิค เมสัน (Nick Mason) และ ริชาร์ด ไรต์ (Richard Wright) มาพบกับนักศึกษาด้านศิลปะ ซิด บาร์เร็ตต์ (Syd Barrett) รวมวงและเล่นดนตรีผ่านชื่อวงต่างๆ มากมายตั้งแต่ปี 1962 (..2505) และเริ่มทัวร์คอนเสิร์ต ‘The Pink Floyd Soundในปี 1965 (..2508) กลายเป็นในระดับอาชีพเมื่อเซ็นสัญญากับอีเอ็มไอ ในปี 1967 (..2510) และได้เงินค่าธรรมเนียมล่วงหน้าถึง 5,000 ปอนด์

ซิงเกิลแรกเป็นบทเพลงที่เกี่ยวกับคนที่เบี่ยงเบนทางเพศซึ่งเป็นโรคจิตชอบขโมยมีชื่อว่า ‘Arnold Layneและกลายเป็นประเด็นถกเถียงโต้แย้งกันในสังคม ทางวิทยุ เรดิโอ ลอนดอน ไม่ยอมเปิดเพลงนี้ออกอากาศ

ในอีกประมาณ 3 สัปดาห์ต่อมา วงพิงค์ ฟลอยด์ ได้ถูกแนะนำให้สื่อกระแสหลักรู้จัก ผ่านทางการให้ข่าวของต้นสังกัดคือ อีเอ็มไอ โดยให้คำนิยามว่าเป็น “กระบอกเสียงทางดนตรีที่เป็นการขับเคลื่อนใหม่ที่ทดลองในศิลปะทั้งหลายทั้งปวง” ซึ่งค่ายเพลงพยายามหาจุดที่แตกต่างระหว่างความเป็นใต้ดินหรืออันเดอร์กราวด์จากความดั้งเดิมของวง โดยชื่อของ พิงค์ ฟลอยด์ ในการรับรู้ของคอเพลงคือวงดนตรีที่เล่นในแนวไซเคเดลิค พ๊อพ และไม่สร้างเสียงที่หลอนประสาทมากนักให้กับคนฟัง

วงพิงค์ ฟลอยด์ ได้รับการเขียนถึงจากหนังสือพิมพ์หวือหวาในแนวแท็บลอยด์ว่า สร้างทำดนตรีสำหรับคนที่เล่นยาแอลเอสดี รวมถึงสื่ออื่นๆ ก็ประโคมว่าวงดนตรีพิงค์ ฟลอยด์ เป็นวงที่เชี่ยวชาญในการสร้างดนตรีไซเคเดลิค เพื่อนำเข้าสู่สภาวะบางอย่าง ออกแบบมาเพื่อให้เห็นและเข้าถึงประสบการณ์ของภาพที่ผ่านการเสพยาแอลเอสดี

ในทางตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ที่สื่อมวลชนจัดให้ ในวงมีเพียง ซิด บาร์เร็ตต์ คนเดียวเท่านั้นที่รู้กันว่าเล่นยาแอลเอสดี

แทนที่จะมีขีดคั่นจำกัดแนวทางดนตรีอย่างตายตัว หากจะสรุปถึงแนวทางดนตรีไซเคเดลิค ร๊อค ก็คือแทนที่จะใช้ท่อนเนื้อร้องประสานเสียงท่อนเนื้อร้อง ในแบบแผนของดนตรีร๊อคแอนด์โรล ดนตรีไซเคเดลิค ร๊อค ได้เคลื่อนไปข้างหน้าด้วยรูปแบบการสร้างสรรค์ทางดนตรีที่เป็นอิสระไม่มีรูปแบบตายตัว โครงสร้างของบทเพลงมีความยืดหยุ่นอย่างสูง ซึ่งเป็นความหมายที่สำคัญ ถ้าไม่มากไปกว่าแนวทางดนตรีเดิมๆ ที่เคยเป็นมา ทุกอย่างก็คือจุดอับตันทางดนตรี

วงดนตรีต่างๆ ในยุคนั้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เติบโตขึ้นมา เริ่มพยายามฉีกไปจากกฎดนตรีที่เคยชินแบบเดิมๆ นำเอาดนตรีภารตะหรืออินเดียและดนตรีจากโลกตะวันออก และรูปแบบของดนตรีแจ๊ซที่ด้นสดอย่างอิสระผ่านปฏิภาณไหวพริบและทักษะทางดนตรีมาสู่เสียงในแบบของพวกเขาเองที่ไม่มีใครสร้างทำมาก่อน

รวมถึงการทดลองผ่านเสียงสังเคราะห์อิเล็กทรอนิคส์แปรผันผ่านชิ้นดนตรีและเสียงร้องรวมถึงเทคโนโลยีในการบันทึกเสียงในสตูดิโอ

ในอังกฤษ “ไซเคเดลิค” เป็นเรื่องของความโน้มเอียงไปทางความเพ้อฝันแบบแปลกๆ อารมณ์และจิตใจที่ไม่อยู่กับร่องกับรอย รวมถึงลักษณะเหนือจริงฟุ้งพล่าน ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นก็ตาม วงดนตรีที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำมากที่สุดคือ พิงค์ ฟลอยด์ ต่อมาดนตรีไซเคเดลิค ร๊อค ก็ได้พัฒนาเข้าสู่ เอซิด ร๊อค และ อาร์ต ร๊อค

[3.]

การบันทึกเสียงในอัลบั้มชุดนี้มีข้อจำกัดมากมายตามประสาของวงดนตรีหน้าใหม่ที่ไม่มีชื่อเสียงและอำนาจต่อรอง การบันทึกเสียงในช่วงเวลาที่สมาชิกในวงต่างยากไร้อดอยากปากแห้ง การได้เงินล่วงหน้าที่ไม่มากนักและสัญญาระยะยาวมากกว่า 5 ปี รอยัลตี้ที่ต่ำ และไม่มีสตูดิโอที่ให้บันทึกเสียงแบบไม่มีข้อจำกัดด้านเงิน ซึ่งหมายถึงการพัฒนางานเพลงไม่ได้เต็มที่

การบันทึกเสียงที่ แอ็บบี้ โรด สตูดิโอ กรุงลอนดอน ซึ่งปัจจุบันเป็นสตูดิโอในตำนานและเป็นตักศิลาบันทึกเสียงของวงเดอะ บีเทิลส์ (the Beatles) ภายใต้การดูแลของ นอร์แมน สมิธ ซึ่งดูแลซาวด์ในห้องบันทึกเสียงแห่งนี้ให้วงเดอะ บีเทิลส์

อย่างที่รู้กันว่า อัลบั้มชุดนี้อยู่ภายใต้กระบวนการคิดและบงการทิศทางดนตรีอย่างเป็นส่วนตัวภายใต้การนำของสมาชิกผู้วางรากฐานและก่อตั้งวง ซิด บาร์เร็ตต์ โดยชื่ออัลบั้มเอามาจากบทที่ 7 ของวรรณกรรมสำหรับเด็กที่ชื่อ ‘The Wind in the Willowsของ เคนเน็ธ แกรห์ม (Kenneth Grahame) รวมถึงภาพปกอัลบั้มรูปคณะดนตรีพิงค์ ฟลอยด์ ในรูปแบบศิลปะไซเคเดลิค ลานตาซับซ้อนแบบมองผ่านกล้องคาไลโดสโคป

The Wind in the Willowsโดย เคนเน็ธ แกรห์ม เกิดจากนิทานซึ่งผู้เขียนเล่าให้ลูกฟัง แล้วจึงพัฒนามาเป็นหนังสือสำหรับเด็ก ตัวละครอย่างคางคก หนูน้ำ และแบดเจอร์ ซึ่งเป็นสัตว์ที่น่ารังเกียจในสายตามนุษย์ จะกลายเป็นสัตว์อันเป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ รุ่นแล้วรุ่นเล่ามาเกินศตวรรษ

นักอ่านชาวอังกฤษจำนวนไม่น้อยยังคงเรียกหนังสือเล่มนี้ด้วยชื่อละครเวทีอันเป็นประวัติศาสตร์นี้ด้วยซ้ำ และก็เช่นเดียวกับหนังสือสำหรับเด็กส่วนมาก นั่นคือ แม้ว่าจะเขียนขึ้นมาสำหรับเด็ก แต่ก็แฝงด้วยนัยยะเสียดสีสังคมมนุษย์ไว้อย่างลึกซึ้งแยบคาย ทั้งเรื่องชนชั้น การเมือง สังคม ความเจริญทางวัตถุ

จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไม ‘The Wind in the Willows’ จึงยังได้รับความนิยมทั้งในส่วนของหนังสือและการดัดแปลงเป็นสื่อแขนงต่างๆ ทั้งละครเวที บทเพลงการ์ตูน ฯลฯ อีกทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจแก่หนังสืออีกหลายเล่มในยุคต่อๆ มา

เคนเน็ธ แกรห์ม เขียนขึ้นโดยมีภูมิหลังจากชีวิตอันเจ็บปวดและโดดเดี่ยวของตนเอง เพื่อปลอบโยนและสร้างความสนุกสนานแก่ลูกชายซึ่งสายตาพิการและมีปัญหาทางบุคลิกภาพ และต่อมาฆ่าตัวตายระหว่างเรียนมหาวิทยาลัย

ขณะแต่งเรื่องนี้แกรห์มทำงานเป็นพนักงานธนาคาร แต่เริ่มต้นเป็นนักเขียนและมีผลงานออกมาแล้ว 2 เล่ม หากไม่ประสบความสำเร็จนัก

แกรห์มจึงตัดสินใจลาออกจากงานเพื่อทุ่มเทเวลาให้กับการเขียนหนังสือและดูแลลูกชาย เขานำร่างต้นฉบับเรื่องนี้ออกมาขัดเกลาอีกครั้ง ถูกปฏิเสธจากหลายสำนักพิมพ์ และในที่สุดก็ได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรกในปี 1908 (..2451)

ประธานาธิบดีธีโอดอร์ โรสต์เวลท์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น ถึงกับเขียนจดหมายมาแสดงความชื่นชมโดยตรงว่าเขาอ่านแล้วอ่านอีกหลายรอบ และรู้สึกเหมือนได้พบเพื่อนเก่า แต่ในกลุ่มนักอ่านทั่วไป เรื่องนี้ก็ยังไม่มีผู้รู้จักมากนัก

จนกระทั่ง เอ.เอ.มิลน์ ซึ่งเวลานั้นเพิ่งจะประสบความสำเร็จอย่างมากจาก ‘วินนี เดอะ พูห์’ ทั้ง 2 เล่มได้นำบางส่วนของเรื่องนี้ไปดัดแปลงเป็นละครเวทีในชื่อ “Toad of Toad Hallจึงทำให้ชื่อเสียงของแกรห์มเป็นที่รู้จัก และ ‘The Wind in the Willowsก็กลายเป็นหนังสือเด็กที่ได้รับยกย่องว่าดีที่สุดในโลกเล่มหนึ่งจนกระทั่งปัจจุบัน

ภาพร่างของเสียงที่วงพิงค์ ฟลอยด์ ต้องการ บาลานซ์ เอนจิเนียร์ อย่าง พีท บาวน์ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของนอร์แมน สมิธ ได้ช่วยเหลือและรับรองว่าจะได้เสียงที่ออกมาพิเศษเฉพาะอย่างที่ทางวงต้องการ ผ่านการทดลองกับเครื่องมือและเทคนิคการบันทึกเสียงที่ทันสมัยและดีที่สุด

บาวน์ได้จัดวางไมโครโฟนก่อนการบันทึกเสียงจะเริ่มเป็นชั่วโมง และเลือกไมโครโฟนที่แตกต่างออกไปอย่างที่สุดไม่ให้ซ้ำรอยกับที่เคยใช้บันทึกเสียงของวงเดอะ บีเทิลส์ เพราะต้องการความเงียบจากเสียงร้องของซิด บาร์เร็ตต์ ที่ต้องแยกไปบันทึกเสียงคนเดียวในห้องเล็กต่างหาก

ออโตเมติก ดับเบิล แทร็คกิ้ง (เอดีที) ได้ถูกนำมาเพิ่มระดับของเอคโคหรือเสียงสะท้อนในการขับร้องและในเครื่องดนตรีบางชิ้น ดนตรีในอัลบั้มชุดนี้ใช้งานเสียงสะท้อนแบบเอคโคและเสียงก้องรีเวิร์บเรชันอย่างหนักแบบไม่ปกติเพื่อสร้างเสียงพิเศษเฉพาะตัวของพิงค์ ฟลอยด์ ออกมา เอฟเฟ็คต์เสียงก้องรีเวิร์บเรชันที่มีมาก มาจากการเซ็ตอิเล็กทรอเมสเทคนิค และการใช้ห้องที่มีพื้นกระเบื้องที่สร้างมาตั้งแต่ปี 1931 (.. 2474)

ซาวด์ เอนจิเนียร์ พีท บาวน์ บรรยายถึงการบันทึกเสียงในอัลบั้ม ‘The Piper at the Gates of Dawnของพิงค์ ฟลอยด์ ที่เขามีส่วนร่วมในการออกแบบเสียงว่า “มันเป็นการควบขับท่ามกลางมวลหมู่ดวงดาวดารดาษ

  • ตอนหน้าจะลงสู่ความหมายและความบ้าคลั่งของบทเพลงต่างๆ ในอัลบั้มชุดนี้

พอล เฮง
paulheng_2000@yahoo.com

**********************
อ่านต่อ  |  Part. II
อ่านต่อ  |  Part. III (ตอนจบ)

mm

About พอล เฮง

นักวิพากษ์-นักวิจารณ์ที่ชอบขุดคุ้ยสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเพลงออกมาตีแผ่

View all posts by พอล เฮง