‘The Piper at the Gates of Dawn’ [End] – ไซเคเดลิคร๊อค จากปัจเจกชนอัจฉริยะในความวิปลาส

[1] อัลบั้ม ‘The Piper at the Gates of Dawnเป็นผลสำเร็จในการจับเอาสองด้านของดนตรีแนวทดลองและไซเคเดลิคเข้าไว้ด้วยกัน นำมาผูกกันด้วยความพึงพอใจของญาณสัมผัสและจิตใจของคนหรือปัจเจกชนผู้หนึ่ง ส่งสารและความคิดขยายออกไป ภายใต้รากฐานและความน่ากลัวของความผิดปกติแสนสับสนอย่างไม่เป็นระเบียบของภาวะจิตเวช

โรคทางจิตเวชจากสมัยโบราณที่เชื่อกันว่าเกิดจากการสิงสู่จากสิ่งชั่วร้าย ต่อมาความเชื่อได้เปลี่ยนไป คิดว่าเกิดจากความอ่อนแอทางจิตใจของผู้ป่วย เกิดจากความขัดแย้งของจิตใต้สำนึกตั้งแต่วัยเด็ก มีพฤติกรรมแปลกๆ ควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำให้คนอื่นตกใจกลัว หรือบางครั้งมีพฤติกรรมและการตัดสินใจที่ไม่เหมาะสม เป็นที่น่าขบขันหรือน่ารำคาญ ทำให้คนทั่วไปยากที่จะยอมรับได้ ผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้แก้ไขด้วยตัวเองให้ดีขึ้น และเป็นตราบาปที่ผู้ป่วยจะต้องรับผิดชอบ

ซิด บาร์เร็ตต์ ก็อยู่ในเขตแดนนี้และนำมาสร้างสรรค์สู่อัลบั้มชุดนี้ ความบ้าและวิกลจริตที่โลกต้องยอมรับและให้เกียรติ

แสงสว่างและความร้อนแรงในตัวเขาที่ไม่สามารถหยุดตัวเองอยู่ ในที่สุดก็ต้องแยกส่วนตัวเองออกไป แต่อัลบั้มชุดนี้ได้กลายเป็นจำหลักของยุคสมัย เป็นหนึ่งในอัลบั้มไซเคเดลิคที่ดีที่สุดตลอดกาลในประวัติศาสตร์ดนตรีร่วมสมัย

ดนตรีที่กลายเป็นมรดกตกทอดในแบบไซเคเดลิคอังกฤษที่ดีเลิศที่สุด และไม่เหมือนกับไซเคเดลิคอเมริกา เพราะมีความเป็นเด็กไร้เดียงสาดูไร้ซึ่งพิษภัย และอัลบั้มชุดนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นถือกำเนิดของดนตรีสเปซ ร๊อค อีกทางด้วยเช่นกัน

แนวทางของดนตรี สเปซ ร๊อค (Space rock) ในช่วงระยะเวลาที่ดนตรีสเปซ ร๊อค ซึ่งมีลักษณะเฉพาะได้ปรากฏเสียงออกมาก็ต้องย้อนกลับไปในช่วงปลายยุคทศวรรษที่ 60 ซึ่งเปรียบเสมือนดนตรีที่พรรณนาถึงการบินลอยในห้วงเวิ้งว้างของอวกาศและจักรวาล มีวงที่สร้างเสียงหรือซาวด์แบบนี้อย่าง พิงค์ ฟลอย์ (Pink Floyd) และ ฮอว์ควินด์ (Hawkwind)

สเปซ ร๊อค เกือบทั้งหมดจะมีโครงสร้างของเพลงเป็นจังหวะที่เนิบช้าฟุ้งลอย คล้ายกับการสะกดจิตให้อยู่ในภวังค์ล่องไหล และมีหลักใหญ่ใจความอยู่ที่ความเกี่ยวเนื่องกับภาวะทางจิต แบบฉบับนิยมคือดนตรีที่มีความยาวมากในเพลงเพลงหนึ่ง เสียงที่บ่ายเบนเข้าไปในห้วงลึกทางจิตใจ สำรวจค้นลึกเข้าไปในอารมณ์ความรู้สึกที่มากกว่าเพลงปกติสามัญ ให้ความสำคัญกับเสียงร้องน้อยกว่าการบรรเลงชิ้นดนตรีที่โชว์ธาตุแท้และแก่นสารออกมาให้คนฟังสัมผัสอย่างเต็มที่เพื่อเดินทางร่วมกันในจินตภาพของเสียงเหล่านั้น

บางส่วนของวงดนตรีแนวสเปซ ร๊อค จะได้รับแรงบันดาลใจจากภาวะอารมณ์ที่ล้ำลึกออกมาของผลพวงการใช้ยาเสพติดอย่างเปิดเผยและชัดเจนเข้มข้น จะกำซาบได้อย่างแจ่มแจ้ง มีรูปแบบจากรากฐานในการสร้างผัสสะของแบบฉบับที่เป็นผลสะท้อนในสารเสพติดที่อยู่ในโลกส่วนตัวให้ฟุ้งจรัสออกมา

เสียงกีตาร์รีเวิร์บก้องสะท้อนที่หนาหนัก กลองเล่นน้อยแต่พองามและอ่อนโยน เสียงร้องที่ดูเหี่ยวแห้งเฉื่อยชา ซึ่งนี่คือต้นทางของดนตรีสเปซ ร๊อค ที่เป็นการเคลื่อนตัวร่วมกับไซเคเดลิค ร๊อค ซึ่งมาก่อนโปรเกรสสีฟ ร๊อค แต่อยู่ในยุคเดียวที่เหลื่อมซ้อนกันในการวิวัฒน์ทางดนตรี และพัฒนาการที่แตกต่างแยกออกกันไปในที่สุด

ในอัลบั้ม ‘The Piper at the Gates of Dawnแม้โดยโครงสร้างและภาพรวมจะเป็นแนวดนตรีไซเคเดลิค ร๊อค ก็ตาม แต่ได้บรรจุบทเพลงที่มีแนวทางของดนตรีสเปซ ร๊อค ยุคบุกเบิกไว้ในหลายบทเพลง ไม่ว่าจะเป็นบทเพลงแรก ‘Astronomy Domineบทเพลงลำดับที่ 2 ‘Lucifer Samบทเพลงลำดับที่ 5 ’Pow R. Toc Hและบทเพลงบรรเลงหรืออินสทรูเมนต์ในลำดับที่ 7 ‘Interstellar Overdrive

การเขียนเพลงและแนวดนตรีเองกว่า 90% ของ ซิด บาร์เร็ตต์ ซึ่งว่าไปแล้วก็เหมือนโซโล่อัลบั้มหรืออัลบั้มเดี่ยวของเขาในนามพิงค์ ฟลอยด์ นั่นแหละ แม้จะไม่ใช่ซาวด์ทั้งหมดก็ตาม แต่เขาได้ครอบงำสมาชิกคนอื่นๆ ด้วยสภาพจิตใจที่เปราะบางแปรปรวนอ่อนแอพร้อมที่จะแตกร้าวหักเปราะได้ทุกเวลา

[2] การบันทึกเสียงกันที่สตูดิโอแอ็บบี้ โรด ซึ่งในขณะนั้นห้องโถงข้างล่างมีการบันทึกเสียงอัลบั้ม ‘Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Bandซึ่งเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 8 ของวงเดอะ บีเทิลส์ วงในระดับซูเปอร์สตาร์มีบทเพลงยอดนิยมในระดับเมกะฮิตไปทั่วโลกหลายปีแล้ว

ซาวด์ที่ออกมาเฉลียวฉลาดและล้ำมากในยุคนั้น โดยในตอนแรกมีการบันทึกเสียงแบบโมโน และต่อมาก็มิกซ์หรือผสมเสียงในแบบสเตอริโอ ซึ่งในยุคนั้น หรือเมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว ระบบสเตอริโอยังเป็นของใหม่อย่างสิ้นเชิง ถือเป็นนวัตกรรมทางเสียงที่ยังไม่มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย จนมาถึงในปี 1969 (..2502) หลังจากนั้นอีก 2 ปี จึงเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในบรรดาสตูดิโอบันทึกเสียงต่างๆ

ตอนที่แล้วได้กล่าวถึงบทเพลงเปิดอัลบั้ม Astronomy Domineอย่างละเอียดลงลึกกันไปแล้ว

* ลิ้งค์บทความตอนที่สอง

มาถึงบทเพลงที่ 2 ในอัลบั้ม ‘Lucifer Samบทเพลงที่ ซิด บาร์เร็ตต์ เขียนเกี่ยวกับแมวของเขา ศูนย์กลางรอบๆ อยู่ที่ไลน์กีตาร์ที่คล้ายข้ามกันระหว่างลูกลิคตอดแบบบลูส์ และธีมของหนังสายลับในยุคทศวรรษที่ 60

การเขียนเพลงถึงแมวเลี้ยงของตัวเองของ ซิด บาร์เร็ตต์ ซึ่งเป็นแมวพันธุ์สยาม (Siamese Cat) หรือแมววิเชียรมาศ ตรงกับความหมายว่า ‘เพชรดวงจันทร์(Moon Diamond) บางตำราก็เรียก แมวแก้ว ซึ่งก็ตรงกับคำว่า วิเชียรแมววิเชียรมาศเป็นที่รู้จักในต่างประเทศโดยใช้ชื่อว่า แมวสยาม‘ (Siamese Cat) แต่ต่างประเทศจะมีแต้มสีอื่นที่หลากหลายกว่า ซึ่งประเทศไทยจะยอมรับเฉพาะแมวที่มีแต้มสีน้ำตาลเข้มเท่านั้น นัยน์ตาสีฟ้าก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของแมวชนิดนี้

แมวตัวนี้ชื่อว่า ลูซิเฟอร์ แซมซึ่งถูกนำมาใช้เป็นชื่อเพลง ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่า ซิด เลี้ยงแมวไว้เยอะมาก รวมถึง 2 ตัว ที่ตั้งชื่อว่า พิงค์กับ ฟลอยด์ด้วย และมีการทึกทักเล่าลือกันว่าเขาป้อนแอลเอสดีให้แมวเลี้ยงของเขากินด้วย โดยตอนตั้งชื่อเพลงตอนแรกในขั้นตอนการเขียนเพลงว่า ‘Percy The Rat Catcherก่อนจะถูกเปลี่ยนในที่สุด

อย่างไรก็ตาม ก็มีการพิจารณาตีความว่า ซิด หมายถึงผู้ชายคนอื่นๆ ที่มีความสัมพันธ์กับ เจนนี่ สไปร์ส ซึ่งเป็นเพื่อนสาวคนสนิทของเขาในเวลานั้น

บทเพลงลำดับที่ 3 ‘Matilda Motherเป็นอีกหนึ่งบทเพลงที่เป็นไฮไลท์ในอัลบั้ม เป็นการโชว์การร้องนำของ ริค ไรต์ การโซโล่ออร์แกนที่เด่นนำหน้า และการใช้เสียงร้องรบกวนตะโกนแทรกเข้ามาของ ซิด กับโรเจอร์ วอเทอร์ส

เนื้อหาในบทเพลงโน้มนำกลับสู่วันชื่นคืนสุข ครุ่นคิดถึงอดีตอันหอมหวนและคุ้นเคย ด้วยการเจาะจงของ ซิด บาร์เร็ตต์ ที่นำความรู้สึกและแรงปรารถนาที่เขาชื่นชอบ หวนกลับมาสู่การขับร้องด้วยน้ำเสียงค่อนข้างจะหดหู่เศร้าโศก เนื้อร้องที่เขียนขึ้นนำมาจากหนังสือวรรณกรรมเด็กซึ่งเป็นที่รู้จักกัน ชื่อ ‘Cautionary Tales for Childrenเขียนโดย ฮิแลร์ เบลล็อค (Hilaire Belloc) นักเขียนเชื้อสายอังกฤษฝรั่งเศส ซึ่งโด่งดังในศตวรรษที่ 19

หนังสือเล่มนี้เขียนขึ้นให้เด็กอายุ 8-14 ขวบอ่าน และออกมาในปี 1907 (..2500) เป็นการเขียนล้อเลียนเทพนิยายในรูปแบบบทกวีง่ายๆ ซึ่งเป็นที่ยอดนิยมมาก

ซิด บาร์เร็ต นำแรงบันดาลใจมาจากบทกลอนที่มีชื่อว่า Matilda who Told Lies and was Burned to Deathโดยมีเริ่มท่อนแรกว่า ‘Matilda told such Dreadful Lies, It made one Gasp and Stretch one’s Eyes

Flamingเป็นบทเพลงลำดับที่ 4 เนื้อร้องบรรยายความรู้สึกชี้ชวนชักนำเชิญสัมผัสกับยา มีมโนภาพที่เด่นแจ่มชัดถึงท้องฟ้าและหมู่เมฆ เป็นแบบฉบับพิมพ์เขียวบทเพลงไซเคเดลิค ร๊อค แบบซิด บาร์เร็ตต์ โดยแท้จริง

ต่อด้วย ‘Pow R Toc Hบทเพลงลำดับที่ 5 เป็นเพลงบรรเลงชิ้นดนตรีกับเสียงร้องแบบเมาธ์ ซาวด์ ที่ไม่มีเนื้อร้อง เทียบกับสไตล์ปัจจุบันคือ บีตบ็อกซ์ ในวัฒนธรรมฮิพฮอพและดนตรีแร๊พที่เป็นร่องเดียวกัน มีทั้งความมีชีวิตชีวาและกลิ่นของแจ๊ซที่แหวกออกไป แน่นอนมันเป็นหนึ่งในบทเพลงของอัลบั้มชุดนี้ที่ทำให้เห็นร่องรอยและแนวทางก่อนที่จะมีพัฒนาการไปสู่ความเป็นดนตรีโปรเกรสสีฟ ร๊อค ในยุคต่อมา

บทเพลง ‘Take Up Thy Stethoscope And Walkอยู่ในลำดับที่ 6 เป็นเพลงเดียวในอัลบั้มที่เขียนโดย โรเจอร์ วอเตอร์ส หนึ่งเดียวเดี่ยวโดดที่มีทำนองเพลงและน้ำเสียงของความเป็นร๊อคที่สุดในอัลบั้ม ผิดแผกผิดกลิ่นไปจากบทเพลงอื่นในอัลบั้มนิดหน่อย มีการกระตุ้นความสนใจในเนื้อร้องที่ดูน่ากลัวในแบบโรงพยาบาลโรคจิต มีความไม่เหมือนเพลงอื่นๆ ในอัลบั้ม

นี่คือการแนะนำตัวของหนึ่งในอัตลักษณ์บทเพลงของพิงค์ ฟลอยด์ ในยุคต่อมาได้ดีทีเดียว โดยชื่อเพลงเลียนอย่างนำมาจากบทหนึ่งของคัมภีร์ไบเบิล John 5:8 – “Jesus saith unto him, Rise, take up thy bed, and walk.พระเยซูตรัสกับเขาว่า “จงลุกขึ้นยกแคร่ของเจ้าและเดินไปเถิด

ในบทเพลงลำดับที่ 7 ‘Interstellar Overdriveเป็นบางส่วนของการแสดงออกที่เรียกว่ามีรอยทางและเชื่อมร้อยสายสัมพันธ์โยงกับอิทธิพลดนตรีสเปซ ร๊อค โดยเฉพาะท่วงทำนองของดนตรีที่เขียนโดย ซิด บาร์เร็ต ดูออกไปในทางขี้เล่นแบบเด็กๆ มีอารมณ์ขันให้อมยิ้ม แต่มวลรวมดนตรีของทางวงไม่ค่อยพยุงโอบรับสัมผัสอารมณ์ความรู้สึกในส่วนนี้อย่างแจ่มชัดนัก

ถือเป็นไซเคเดลิค ร๊อค แท้ๆ ที่เยิ่นเย้อยาวยืด คอร์ดกีตาร์ที่ขัดแย้งกัน ท่วงทำนองและความเร็วที่เปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง จังหวะที่ย้ายไปย้ายมา และไม่มีเนื้อร้อง

การผนวกเสียงออร์แกนที่ประหลาดลึกลับชวนน่าขนลุกของ ริค ไรต์ ทำให้เกิดความไม่ประสานลงรอยและกลมกลืนกันของมวลรวมเสียงกลับเป็นเสน่ห์ที่ชวนใจ การใช้ระดับเสียงที่แปรผัน เสียงรบกวนที่ซุกซน และเอฟเฟ็กต์ในซาวด์ของเสียงขับร้อง ดูเหมือนการผสมผสานที่ไม่ลงตัวแต่กลับกลืนกลบที่คิดว่าเป็นจุดอ่อนให้มีสุนทรียศาสตร์ของดนตรีร๊อคที่ไม่เคยมีมาก่อน สร้างความประทับใจในเสียงที่โกลาหลอลหม่าน เป็นความยุ่งเหยิงของซาวด์ที่แฝงฝังอยู่ใต้เปลือกนอกที่สุกสกาวฉลาดเฉลียว

The Gnomeบทเพลงลำดับที่ 8 โดยพื้นฐานนำมาจากเรื่องราวในนวนิยายของ เจ.อาร์.อาร์.โทลคีน ผู้เขียนนวนิยายไตรภาคมหากาพย์ ‘The Lord of the Ringsแต่ก็มีการอ้างอิงว่าเกิดจากการใช้ยาหรือแอลเอสดีที่ทำให้มองเห็นประเภทคนสัตว์สิ่งของต่างๆ ที่ไม่ใช่ความจริง

Chapter 24บทเพลงลำดับที่ 9 ได้รับแรงบันดาลใจมาจากคัมภีร์เสี่ยงทายโบราณกาลของจีน คัมภีร์อีจิง คัมภีร์ของความแปรเปลี่ยน ซึ่งการถอดความหมายของ ซิด บาร์เร็ตต์ก็มีความหมายเฉพาะตัวที่นำมาเขียนเป็นเนื้อร้อง

บทเพลงลำดับที่ 10 ‘Scarecrowริค ไรต์ ได้เล่นออร์แกนด้วยโน้ตแบล๊ค คีย์ หรือคีย์เปียโนสีดำ มีไว้สำหรับเล่นตัวโน้ตที่เป็นเสียงชาร์ป ตัวโน้ตที่ถูกกำกับด้วยชาร์ปจะมีเสียงสูงขึ้นครึ่งเสียง และเสียงแฟล็ต ระดับเสียงที่ต่ำลงจากปกติ หากจะระบุให้ชัดเจนก็คือ ระดับเสียงที่ต่ำลงทีละครึ่งเสียง เพื่อที่จะสร้างสรรค์เสียงสังเคราะห์หรือเสียงจำลองในรูปแบบซินธ์ทำนองเดียว เสียงเครื่องเคาะหรือเพอร์คัสชั่นที่น่าทึ่ง แต่บทเพลงนี้มีพื้นฐานของกลิ่นอายดนตรีโฟล์คสั้นๆ ด้วยตัวมันเอง

บทเพลงสุดท้าย ‘Bikeลำดับที่ 11 ถือได้ว่าเป็นไซเคเดลิคพ๊อพ แบบอังกฤษ แต่มีความลึกและซับซ้อนมากกว่าทั่วๆ ไป ซึ่งต่อมาก็กลายเป็นซิกเนเจอร์หรือลายเซ็นต์ของวงที่เปลี่ยนแปลงซาวด์ไปสู่ยุคต่อมา เนื้อหาเกี่ยวกับเด็กผู้ชายที่พยายามสรรหาถ้อยคำมาดึงดูดใจโปรยเสน่ห์ให้กับผู้หญิงคนพิเศษ แสดงให้เห็นการสร้างสรรค์ที่เฉียบแหลม ซิด เล่นกีตาร์ด้วยลีลาเฉพาะตัวซึ่งมากกว่าบทเพลงไหนๆ ในอัลบั้ม และเป็นเพลงที่หลุดทางออกไปจากบรรยากาศไซเคเดลิค

[3]อะไรเกิดขึ้นกับ ซิด บาร์เร็ตต์ ?

เขาดูเหมือนกับคนที่ดีเยี่ยมจนกระทั่งออกทัวร์คอนเสิร์ตในสหรัฐอเมริกา เป็นคราวแรกของวง เมื่อผู้คนเริ่มตั้งข้อสังเกตว่าบทบาทในการแสดงดนตรีของเขาหรือออกอยู่ต่อหน้าสาธารณชนประดุจกับคนแปลกหน้า ไม่คุ้นเคยไม่รู้จักไม่เคยชินกับใครทั้งสิ้น

แม้ว่าจะไม่มีการวินิจฉัยว่าเขาเป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia) คือ กลุ่มอาการของโรคที่มีความผิดปกติของความคิด ทำให้ผู้ป่วยมีบุคลิกแปลกแยก ความคิดและการรับรู้ไม่ตรงกับความเป็นจริง ขาดการติดต่อกับผู้คนและสายสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ทำให้มีผลเสียต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น การดูแลตัวเอง การใช้ชีวิตในสังคม แต่เขาก็ถูกจัดให้อยู่ในข่ายคนไข้โรคจิต ซึ่งใครๆ ต่างก็กล่าวถึงเขาว่า ซิด บาร์เร็ตต์ ยืนอยู่บนเส้นบางๆ ระหว่างความเป็นอัจฉริยะเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ด้วยความฉลาดแบบพิเศษ กับความวิกลจริตที่มุ่งสู่ความวิปลาส

ซิด บาร์เร็ตต์ ใช้ชีวิตอยู่ในเงามืดของบุคลิกที่ต้องอาศัยแอลเอสดีในการใส่เติมลงไปในตัวตนของเขา โดยที่เขารู้ว่าปราศจากมันไม่ได้ หากจะทำสิ่งใดต้องพึ่งโอสถหลอนจิตเป็นพาหะให้ไปถึง ความเลวร้ายของยาทำให้ชีวิตของเขาดำดิ่งตกต่ำลงหุบเหวของชีวิต

หลังจากอัลบั้มชุด ‘The Piper at the Gates of Dawnแม้ทางวงจะทำการบันทึกเสียงโดยมี ซิด ด้วย ในบทเพลงเหล่านั้นจนถึงวันนี้ในปัจจุบันก็ไม่เคยนำออกมาเผยแพร่หรือวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

การเดินหันหลังให้วง หยุดเล่นไปในเดือนมกราคม ปี 1968 (..2501) หายไปจากชีวิตจริงและชีวิตการทำงานในสตูดิโออย่างสิ้นเชิง หลังจากนั้น เดวิด กิลมอร์ (David Gilmour) ก็เข้าร่วมวงในฐานะสมาชิกถาวร การแยกจากไปของซิดไม่ได้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการจนกระทั่งในเดือนเมษายนปีเดียวกัน

แม้ว่าอัลบั้ม ‘The Piper at the Gates of Dawnจะไม่ถูกจัดเป็นอัลบั้มสำคัญยิ่งใหญ่ที่สุดในอัลบั้มทั้งหมดของพิงค์ ฟลอยด์ แต่ดนตรีในอัลบั้มชุดนี้ส่งอิทธิในการก่อเกิดดนตรีสเปซ ร๊อค และเคราต์ร๊อค ดนตรีร๊อคทดลองในเยอรมนี ซึ่งตรงกับความหมายภาษาอังกฤษ ดนตรีจักรวาล (Cosmic Music) ที่แจ่มแจ้งชัดจ้าในยุคต่อมา

แม้ทุกวันนี้จะมีการเชิดชูสรรเสริญ ซิด บาร์เร็ตต์บ้างแต่ก็เล็กน้อย ในฐานะที่เขาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งวงพิงค์ ฟลอยด์ ในอัลบั้มถัดมาเขาก็มีชื่อประมาณครึ่งหนึ่งและนั่งอัดเสียงในห้องใต้ดินในสตูดิโอแอ็บบี้ โรดกับบทเพลง ‘Let There Be More Lightในเวอร์ชั่นเล่นคู่กับเดวิด กิลมอร์

พิงค์ ฟลอยด์ ได้พัฒนาแนวทางการทดลองดนตรีร๊อคที่ก้าวล้ำไปอีกทางในแบบคอนเซ็ปต์อัลบั้มกลายเป็นวงดนตรีโปรเกรสสีฟร๊อคที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล เป็นตำนานที่เป็นชื่อที่ได้รับการเคารพในประวัติศาสตร์ดนตรีร่วมสมัยในกาลต่อมา

ส่วน ซิด บาร์เร็ตต์ ทำงานดนตรีตามแนวทางของตัวเองด้วยการขับร้องและกีตาร์ที่มีลักษณะพิเศษเฉพาะตัว ก่อนที่จะเบื่อหน่ายในการสร้างสรรค์งานดนตรีและทิ้งไปทั้งหมด

เมื่อแยกกันไปแล้ว ทั้ง ซิด และพิงค์ ฟลอยด์ ไม่เคยทำงานร่วมกันอีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว /

พอล เฮง
paulheng_2000@yahoo.com

************************

ย้อนกลับไปอ่าน  |  Part. I
ย้อนกลับไปอ่าน
  |
 
 Part. II

mm

About พอล เฮง

นักวิพากษ์-นักวิจารณ์ที่ชอบขุดคุ้ยสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเพลงออกมาตีแผ่

View all posts by พอล เฮง