เพลงทุกอัลบั้ม “ไม่ได้” มี Gain Level เท่ากัน! นี่คือข้อเท็จจริงที่พบเห็นกันมานานแล้ว อัลบั้มเพลงบนแผ่นซีดีของค่าย Sheffield Labs ส่วนใหญ่ (เรียกว่า “ทั้งหมด” น่าจะถูกต้องกว่า!) จะบันทึกสัญญาณเสียงเพลงมา “ต่ำกว่า” ค่าเฉลี่ยของแผ่นคอมเมอร์เชี่ยลทั่วไป
Level Gain ของสัญญาณเสียงเพลงที่บันทึกมาในสื่อกลาง (media) ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นแผ่น CD, แผ่น SACD หรือแม้แต่แผ่นเสียง LP ถูกกำหนดมาจากสตูดิโอ ต้นตอมันก็เริ่มมาตั้งแต่ Recording Engineer ซึ่งเป็นคนบันทึกเสียงเบสิคแทรคของเสียงเครื่องดนตรีทั้งหมดที่อยู่ในเพลงนั้น รวมถึงเสียงร้องด้วยถ้ามี โดยบันทึกแยกเสียงต่างๆ ออกมาเป็นแทรคเดี่ยวๆ (โมโนแทรค) หรือแทรคกลุ่ม (อย่างเช่นเสียงของกลองชุด อาจจะใช้หลายแทรคผสมกัน) คืออยู่ที่ว่าคนเก็บเสียงตั้งต้นคนนั้น ทำการบันทึก Sound Pressure Level ของเสียงดนตรีแต่ละชิ้นมาด้วยระดับความดังขนาดไหน ซึ่งแน่นอนว่า เสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นที่ถูกบันทึกแยกกันมานั้น มักจะมีระดับความดัง (SPL) เฉลี่ยที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับระดับ dynamic range ที่กว้าง–แคบแตกต่างกันของเครื่องดนตรีแต่ละชนิด และขึ้นอยู่กับลักษณะการบรรเลงของศิลปินในขณะนั้น และขึ้นอยู่กับการเรียบเรียงเสียงประสานของเครื่องดนตรีชิ้นนั้นที่ประกอบอยู่ในเพลงนั้นๆ ด้วย
จะเห็นว่า ตัวแปรมันเยอะมาก สำหรับซาวนด์เอนจิเนียร์ในการเก็บบันทึกเสียงจากการบรรเลงจริงมาเป็นเบสิคแทรค..
จากนั้น แทรคเสียงของเครื่องดนตรีทั้งหมดจะถูกนำส่ง ให้กับ Mixing Engineer ทำการ mixdown ซึ่งก็คือการเอาแทรคดนตรีและเสียงร้องทั้งหมดนั้นผสมทับกันลงไปบนมาสเตอร์ stereo 2 ch เพื่อทำให้ออกมาอยู่บนระบบเสียงสเตริโอ เหลือแค่ 2 แชนเนล ซึ่งขั้นตอนนี้จะมีการปรับจูน Level Gain ของแต่ละเสียงดนตรีให้ลงมาอยู่ในระดับเฉลี่ยที่ (ซาวนด์เอนจิเนียร์) คิดว่าเหมาะสมกับการนำไปเล่นบนซิสเต็มเครื่องเสียงแล้วผู้ฟังสามารถ “ได้ยิน” เสียงเครื่องดนตรีทุกชิ้นได้ครบ
สุดท้ายแล้ว ก็จะได้ออกมาเป็น Master สำหรับระบบเสียง Stereo 2 ch ของอัลบั้มนั้นๆ จากนั้น เมื่อต้องการนำมาสเตอร์อัลบั้มนั้นไปปั๊มลงบน media ตัวไหนออกไปขาย ก็ตกเป็นหน้าที่ของ Mastering Engineer ในการหยิบเอามาสเตอร์ตัวนั้นมาทำการปรับ Level ของอัลบั้มนั้นให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ media ประเภทนั้นๆ กำหนดเอาไว้
แม้ว่า ขั้นตอนโดยคร่าวๆ จะออกมาแบบที่ว่านี้ แต่ด้วยตัวแปรต่างๆ อีกมากมาย จึงทำให้ Level Gain ของเพลงในอัลบั้มต่างๆ มีค่าเฉลี่ยที่ “แตกต่าง” กันมาก บางแผ่นนั้น Level Gain เบามาก โดยเฉพาะจะเป็นกับแผ่นเพลงของค่ายไฮเอ็นด์ที่พิถีพิถันในการบันทึกเสียง ด้วยเหตุผลเพื่อรักษาความกว้างของอัตราสวิงของเสียง dynamic range เอาไว้ และเป็นเพราะบางอัลบั้มที่บันทึกมาด้วยวิธีที่เรียกว่า Live Recordings ซึ่งไม่สามารถปรับ trim เกนแยกเฉพาะของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นได้ แผ่นของค่ายที่พบเจอบ่อยที่สุดก็มี Sheffield Labs, Reference Recordings และ Chesky Records
Level Gain กับการเซ็ตอัพ+ไฟน์จูนซิสเต็ม
ให้มองว่า Level Gain ของสัญญาณเพลงจากแผ่น เปรียบเหมือน Level Gain ของอุปกรณ์เครื่องเสียงอีกชิ้นหนึ่ง ที่คุณต้องนำเข้ามาคำนึงถึงด้วยในการปรับจูนเสียงของซิสเต็ม
ผมมีอัลบั้มเพลงอยู่จำนวนหนึ่งที่ใช้เป็นตัวช่วยในการปรับจูนเพื่อกำหนด Level Gain ของซิสเต็ม ส่วนหนึ่งเป็นอัลบั้มเพลงที่มี Level Gain ของสัญญาณเพลงอยู่ในระดับ “ต่ำกว่า” ค่าเฉลี่ยของมาตรฐานทั่วไป กับอีกส่วนหนึ่งเป็นอัลบั้มเพลงที่มี Level Gain ของสัญญาณเพลงอยู่ในระดับ “สูงกว่า” ค่าเฉลี่ยของมาตรฐานทั่วไป ในเบื้องต้นนี้ ผมขอแนะนำเพลงสองอัลบั้มนี้ให้คุณเอาไว้ใช้ในการปรับจูน Level Gain ของซิสเต็ม


อัลบั้มบนของ Amanda McBroom กับ Lincoln Mayorga ซึ่งบันทึกเกนสัญญาณมาค่อนข้างต่ำกว่ามาตรฐานทั่วไปมาก ถ้าคุณฟังอัลบั้มเพลงคอมเมอร์เชี่ยลจบลงปั๊บแล้วฟังอัลบั้มนี้ต่อทันทีโดยไม่ปรับวอลลุ่ม คุณจะรู้สึกได้ชัดเจนถึงความแตกต่างของความดังที่ออกมา
ส่วนอัลบั้มล่างเป็นงานของคณะดนตรีดูโอหญิง–ชายที่ชื่อว่า Dave’s True Story ซึ่งเวอร์ชั่นนี้เป็นเวอร์ชั่นที่ค่ายเพลง Premium records ของเอเซียเรานำมารีมาสเตอร์ใหม่ เกนเสียงค่อนข้างแรงมาก ส่งผลให้โทนเสียงออกไปทาง bright นิดนึง แต่ยังไม่ถึงกับมีอาการแตกปลาย หรือจ้าจนเกินไปถ้าฟังกับซิสเต็มที่ปลดปล่อยเสียงในย่านสูงขึ้นไปได้ไกลๆ ให้แบนด์วิธกว้างๆ
ผมเคยทดลองฟังสองอัลบั้มนี้จากซิสเต็มเดียวกัน พบว่า ระดับความดังเฉลี่ยของสองอัลบั้มนี้ต่างกันเกือบ 6dB ในการเซ็ตอัพเพื่อปรับจูนเสียงของซิสเต็ม ผมจึงชอบใช้เพลงในสองอัลบั้มนี้ในการจูนหาค่าเฉลี่ย Level Gain ของซิสเต็ม คือต้องทำให้ได้ยินรายละเอียดในส่วนที่เป็น Low Level คือเบาที่สุด กับรายละเอียดส่วนที่ Peak Level คือดังที่สุด ของทั้งสองอัลบั้มนี้อยู่ครบให้ได้
ในการฟังจริงนั้น คุณสามารถปรับ “เพิ่ม/ลด” ระดับความดังผ่านวอลลุ่มของแอมป์ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าคุณสามารถปรับจูนจนหา Level Gain ของซิสเต็มจนได้ตำแหน่งที่ลงตัวจริงๆ แล้ว เมื่อลองฟังเพลงจากทั้งสองอัลบั้มนี้ คุณจะไม่ต้องปรับเปลี่ยนวอลลุ่มมากก็ได้เสียงที่มีรายละเอียดครบทั้งในส่วน Low Level และ Peak Level
เนื่องจาก Level Gain ของซิสเต็มเครื่องเสียงใดๆ เป็นผลรวมที่ประกอบด้วย “Electronic Gain (E-Gain)” กับ “Acoustics Gain (A-Gain)” ซึ่งในการปรับจูนนั้น คุณจำเป็นต้องผสมผสาน Gain ทั้งสองแหล่งเข้าด้วยกันให้ลงตัวมากที่สุด ซึ่งในส่วนของ A-Gain นั้นมีความสำคัญมาก ต้องพยายามจัดตำแหน่งลำโพง, เซ็ตอัพอุปกรณ์แต่ละชิ้นในซิสเต็มให้อยู่ในสภาพที่เอื้อต่อ A-Gain ให้มากที่สุด ด้วยโทนัลที่สมดุลมีบาลานซ์ด้วย
ตัวอย่างของ A-Gain เมื่อคุณขยับลำโพงทั้งสองข้างลงไปชิดผนังด้านหลัง นั่นเท่ากับว่าคุณกำลังปรับ A-Gain ในย่านกลางลงต่ำให้สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อ Overall Gain ไปด้วยโดยปริยาย ถ้าลำโพงถูกวางอยู่ในตำแหน่งที่ A-Gain ติดลบ คือถูกหักล้างทางเฟสในย่านใดย่านหนึ่ง จะทำให้ความถี่ในย่านนั้นๆ เบาลง ก็เหมือนคุณไปลด Level Gain ในย่านเสียงนั้นลงไป ซึ่งโดยมากแล้ว ถ้าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น การปรับเพิ่ม Gain ด้วย E-Gain คือหมุนปุ่มวอลลุ่มไปทางขวา จะไม่ได้ช่วยให้ปัญหานี้หายไป อาจจะทำให้เสียงโดยรวมดังขึ้น แต่จะออกมาในลักษณะที่น่าอึดอัดรำคาญมากกว่า
สรุปคือ ถ้ามีเพลงสองอัลบั้มนี้อยู่กับตัว ให้ใช้เพลงในสองอัลบั้มนี้เป็นตัวปรับจูนตำแหน่งของลำโพงและการจัดวางอุปกรณ์ในซิสเต็มทุกชิ้นเพื่อปรับจูน A-Gain ให้ออกมาดีที่สุดก่อน โดยอิงกับระดับความดังที่คุณฟังปกติ* และเช็คกับรายละเอียดในส่วนที่เป็น Low Level และส่วนที่เป็น Peak Level ของทั้งสองอัลบั้มให้ได้ยินครบที่สุด โดยหมุนปรับวอลลุ่มน้อยที่สุด แล้วคุณจะได้ยินเสียงของซิสเต็มที่ต่างออกไปจากเดิมอย่างมาก สิ่งที่จะได้ออกมาจากซิสเต็มมากขึ้นก็คือ “ความเป็นดนตรี” นั่นเอง /
********************
* ถ้ามี SPL meter อยู่กับตัวจะเพอร์เฟ็กต์มาก!



