การปรับจูนเสียงของซิสเต็มเครื่องเสียง สามารถทำได้สองทาง คือ “ปรับจูนภายในซิสเต็มเอง” กับ “ปรับจูนสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ภายนอกซิสเต็ม” ซึ่งการปรับจูนภายในซิสเต็มเองมีผลต่อคุณภาพเสียงโดยรวมของซิสเต็มมากกว่าการปรับจูนสภาพแวดล้อมภายนอกซิสเต็มนั้นๆ
เหตุผลมันก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เป็นไปตามหลักธรรมชาติ ตรรกะตรงไปตรงมา ถ้าเสียงที่ผลิตจากซิสเต็มผ่านลำโพงออกมามีคุณภาพไม่ดี ถึงคุณจะทำการปรับจูนสภาพแวดล้อมภายนอกให้ดีแค่ไหน เสียงที่ได้ในที่สุดก็ “ไม่ดีไปกว่า” คุณภาพเสียงที่ซิสเต็มให้ออกมานั่นเอง
การ fine tune ภายในซิสเต็ม
มีสารพัดจุดที่คุณสามารถปรับจูน (fine tune) ภายในซิสเต็มของคุณได้ ไม่ว่าจะเป็นการปรับจูนที่ระบบไฟ อย่างเช่น เพิ่มเติมตัวกรองไฟเข้ามาในระบบ, เปลี่ยนสายไฟเอซีที่มีคุณภาพเข้าไปแทนของแถมที่ให้มากับเครื่องเสียง รวมถึงติดตั้งระบบกราวนด์เข้ากับไฟบ้านเพื่อขจัดปัญหา ground loop ในระบบออกไป ฯลฯ หรือแม้แต่การปรับจูนลักษณะการวางเครื่อง อย่างเช่น หาชั้นวางเครื่องเสียงที่มีคุณภาพดีเข้ามาใช้เพื่อลดปัญหา resonant จากภายนอกไม่ให้แทรกเข้าไปรบกวนการทำงานของวงจรไฟฟ้าในตัวเครื่อง, หาตัวรองใต้เครื่องมาเสริมเพื่อลดเรโซแนนซ์ ฯลฯ
แค่สลับ เสียงก็เปลี่ยน..
วันนี้ผมจะยกตัวอย่างวิธีการไฟน์จูนภายในชุดเครื่องเสียงแบบหนึ่งที่มีผลต่อคุณภาพเสียงมาก บางคนอาจจะไม่เคยทดลองทำ นั่นคือ ทดลองสลับหาวิธีเชื่อมต่อสายลำโพงเข้ากับลำโพงในลักษณะที่ให้เสียงลงตัวมากที่สุด

ปัจจุบัน ลำโพงที่ให้ขั้วต่อสายลำโพงแยก 2 ชุดแบบนี้มีผลิตออกมาอย่างแพร่หลาย มีให้เห็นแทบจะทุกระดับราคา ซึ่งจุดประสงค์หลักจริงๆ ของการออกแบบลำโพงให้มีขั้วต่อสายลำโพงที่มีมากกว่าหนึ่งชุดแบบนี้ (บางคู่แยกเป็นสามชุด หรือสี่ชุดก็มีในกรณีที่เป็นลำโพงสามทางหรือสี่ทาง) ในอดีตนั้นก็เพื่อเปิดโอกาสให้ใช้เพาเวอร์แอมป์แยกแชนเนลขับลำโพงแต่ละชุดนั่นเอง
ในกรณีที่เป็นลำโพง 2 ทางที่ใช้ไดเวอร์ 2 ตัวแยกกันสร้างความถี่เสียงนั้น ขั้วต่อแต่ละชุดในจำนวนสองชุดที่ให้มาจะถูกต่อตรงเข้ากับวงจรเน็ทเวิร์คที่จัดความถี่แยกให้กับไดเวอร์แต่ละตัว เป็นการแยกเพาเวอร์แอมป์ในการขับไดเวอร์แต่ละตัวให้เป็นอิสระออกจากกันนั่นเอง เพื่อให้เพาเวอร์แอมป์แต่ละตัวสามารถตอบสนองกับลักษณะการทำงานของไดเวอร์แต่ละตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
แทบจะทุกวินาทีของเพลงที่เราฟังจะมีโน๊ตดนตรีที่อยู่ในย่านความถี่แหลม–กลาง–ทุ้มปรากฏออกมาจากลำโพง “พร้อมๆ กัน” แต่ทางด้านความดังของความถี่แหลม–กลาง–ทุ้มได้มีการเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ช่วงเวลาที่มีความถี่ย่านแหลมมากกว่าทุ้ม ทวีตเตอร์ก็ต้องการกำลังขับมากกว่าวูฟเฟอร์ และในทางกลับกัน เวลาที่เพลงมีรายละเอียดในย่านทุ้มมากกว่าย่านแหลม ตัววูฟเฟอร์ก็มีความต้องการกำลังขับมากกว่าทวีตเตอร์ สลับไปสลับมาแบบนี้ตลอด ขึ้นอยูกับอะเร้นจ์เม้นต์ของเพลงนั้นๆ
เรามาดูกันว่า กรณีของการเชื่อมต่อระหว่างสายลำโพงซิงเกิ้ลชุดเดียว กับลำโพงที่ให้ขั้วต่อสายลำโพงมาสองชุด จะมีวิธีการเชื่อมต่อแบบไหนได้บ้าง.? และแต่ละแบบจะให้เสียงออกมาเป็นแบบไหน.?
แบบแรก : ต่อที่ขั้วต่อคู่ล่าง

กรณีที่คุณใช้สายลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์ (ชุดเดียว) ป้อนกำลังจากแอมป์เข้าทางขั้วต่อชุดล่างของลำโพง ซึ่งตรงเข้ากับวงจรเน็ทเวิร์คที่เชื่อมต่อกับวูฟเฟอร์ และพ่วงจากวูฟเฟอร์ไปที่ทวีตเตอร์ (คู่บน) ด้วยจั๊มเปอร์ที่ลำโพงให้มา ในกรณีนี้ คุณจะได้เสียงทุ้มที่โดดเด่นกว่าแหลม ถ้าลำโพงกินกำลังเยอะในขณะที่แอมป์ที่คุณใช้มีกำลังไม่เยอะ ถ้าต่อเชื่อมสายลำโพงแบบนี้ เสียงแหลมมักจะตก ไม่เปิดกระจ่าง โทนเสียงจะออกไปทางทึบๆ ไม่สดใส เบสจะดีแต่แหลมด้อย ความต่อเนื่องระหว่างทุ้มขึ้นไปที่กลางและต่อเนื่องไปถึงแหลมจะมีความกลมกลืนดี
แบบที่สอง : ต่อที่ขั้วต่อคู่บน

การเชื่อมสายลำโพงแบบที่สองนี้จะได้เสียงแหลมที่เปิดโปร่ง หางเสียงแหลมจะพลิ้ว กังวาน ในขณะที่เสียงทุ้มจะด้อย คือให้มวลที่เบาบาง โฟกัสเบสจะไม่คม ขาดความกระชับ ฐานของเสียงเบสจะแผ่กระจายไม่รวบปลายเสียง ความต่อเนื่องระหว่างแหลมลงไปที่กลางและต่อไปถึงทุ้มจะมีความกลมกลืนดี
แบบที่สาม และสี่ : ต่อสลับ


วิธีต่อสายลำโพงแบบสลับ ไม่ว่าจะสลับ + ขึ้นคู่บน หรือ + ลงคู่ล่าง ผลของเสียงที่ได้จะขึ้นอยู่กับลักษณะการออกแบบวงจรเน็ทเวิร์คของลำโพงเป็นหลัก ต้องใช้วิธีฟังดู ซึ่งโดยมากแล้ว การต่อสลับแบบนี้จะทำให้ได้โทนเสียงที่เฉลี่ยระหว่างทุ้ม–กลาง–แหลมที่เสมอกัน แต่ก็ไม่แน่นอน กับลำโพงบางคู่การเชื่อมต่อสายลำโพงแบบนี้อาจจะทำให้เกิดปัญหาเฟสเคลื่อนบริเวณจุดตัดที่กำหนดไว้ในวงจรเน็ทเวิร์ค ซึ่งจะทำให้โฟกัสของเสียงแย่ลง แต่โทนัลบาลานซ์ของเสียงให้ค่าเฉลี่ยที่ดี ต้องเลือกว่ายอมรับแบบไหนได้มากกว่ากัน
อัพเกรดเสียงด้วยการใช้สายจั๊มเปอร์




เป็นการใช้สายจั๊มเปอร์เข้าไปแทนที่จั๊มเปอร์แท่งโลหะที่แถมมากับลำโพง ซึ่งในตลาดทุกวันนี้มีผู้ผลิตสายจั๊มเปอร์ออกมาจำหน่ายมากมายให้เลือก ซึ่งโดยมากแล้ว สายจั๊มเปอร์เหล่านี้จะทำให้สัญญาณเสียงส่งผ่านได้ดีขึ้นระหว่างขั้วต่อทั้งสองชุด เกนสัญญาณจะไม่ตกมากเมื่อเทียบกับแท่งโลหะจั๊มเปอร์ที่แถมมากับลำโพง แต่ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นจากการใช้สายจั๊มเปอร์ก็คือลักษณะเสียงของสายจั๊มเปอร์ “ไม่กลืน” กับลักษณะเสียงของสายลำโพงที่ใช้ร่วมกันทั้งทางด้านโทนเสียงและเฟสสัญญาณ วิธีเลี่ยงปัญหานี้คือเลือกใช้สายจั๊มเปอร์ที่เป็นยี่ห้อและรุ่นเดียวกันกับสายลำโพงที่ใช้
ต่อสายลำโพงแบบไบแอมป์
เป็นวิธีต่อสายลำโพงกับลำโพงที่ให้ขั้วต่อสาย 2 ชุดแบบที่ให้คุณภาพเสียงดีที่สุด ซึ่งถ้าจะใช้อินติเกรตแอมป์ ก็ต้องเป็นอินติเกรตแอมป์ที่มีขั้วต่อสายลำโพง 2 ชุด หรือถ้าเป็นชุดปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์ ก็ต้องใช้เพาเวอร์แอมป์สเตริโอ 2 ตัว ซึ่งเป็นการต่อแบบไบ–แอมป์แท้ๆ จะได้ประสิทธิภาพสูงสุด


การเชื่อมต่อวิธีนี้ ต้องใช้สายลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์ จำนวน 2 ชุด (4 เส้น) ที่เป็นรุ่น/ยี่ห้อเดียวกัน ความยาวเท่ากัน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาของเสียงที่ไม่กลืนกันระหว่างทุ้ม–กลาง–แหลมนั่นเอง /
**********
บทความที่เกี่ยวเนื่องกัน
– Bi-Wire เทียบกับ Bi-Amp แบบไหนเจ๋งกว่ากัน.?



