วิธี “เชื่อมต่อ” และ “ปรับตั้งเมนู” ก่อนเริ่มใช้งานลำโพงไร้สาย KEF รุ่น LSX ด้วยแอพฯ KEF Control

แม้ว่าลำโพง KEF รุ่น LSX ตัวนี้จะเป็นลำโพงไร้สายที่สามารถใช้งานร่วมกับคลื่น Bluetooth และคลื่น Wi-Fi ทั้งแบบใช้สายและไร้สาย แต่ในการควบคุมสั่งงานเพื่อปรับตั้งการทำงานของภาค DSP ในตัวลำโพง ยังต้องอาศัยการสั่งงานผ่าน app ซึ่งส่งคำสั่งไปทางเน็ทเวิร์ค Wi-Fi ดังนั้น เพื่อให้ลำโพง LSX คู่นี้สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ แนะนำให้ติดตั้งลำโพงคู่นี้เข้ากับระบบเน็ทเวิร์ค Wi-Fi ผ่านทางอุปกรณ์ เราเต้อร์” (router)

ขั้นตอนการเชื่อมต่อระบบ

หลังจากแกะกล่องยกลำโพงทั้งสองข้างออกมาจากกล่องแล้ว ก็เริ่มมองหาที่วางลำโพง เพื่อผลลัพธ์ทางเสียงที่ดี แนะนำให้วางลำโพงทั้งสองข้างให้ห่างจากกันไม่น้อยกว่า 1.20 เมตร เพื่อมิติเวทีเสียงของความเป็นสเตริโอที่ดี ลำโพงทั้งสองข้างควรมีระยะห่างจากกันอยู่ระหว่าง 1.20 – 1.50 เมตร และควรตัวลำโพงทั้งสองข้างให้ห่างจากผนังด้านหลังลำโพงออกมา ประมาณ 60 .. จะทำให้สมดุลเสียงที่ดี แต่ก็สามารถปรับจูนเสียงได้อีกจาก app ในภายหลัง

หลังจากจัดวางลำโพงทั้งสองข้างบนพื้นที่ที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนแรกของการเชื่อมต่อระบบ ให้เริ่มด้วยการเสียบสาย LAN เส้นสีดำที่แถมมาในกล่องเพื่อเชื่อมโยงลำโพงทั้งสองข้างเข้าด้วยกัน (หมายเลข 1 ในภาพด้านบน)

โดยเชื่อมต่อระหว่างขั้วต่อด้านหลังลำโพงข้างขวา (R) ที่ขั้วต่อที่มีตัวอักษรกำกับว่า “To Slave” (ศรชี้สีฟ้า) ไปที่ขั้วต่อสาย LAN ของลำโพงข้างซ้ายที่มีตัวอักษรกำกับว่า “To Masterจากนั้นให้หาสาย LAN มาอีกเส้น (ไม่ได้แถมมาให้) เพื่อเชื่อมต่อระหว่างขั้วต่อ “Networkของลำโพงข้างขวา (ศรชี้สีแดง) เข้ากับ router ที่เชื่อมต่ออยู่กับอินเตอร์เน็ต (หมายเลข 2 ในภาพด้านบน)

เมื่อเชื่อมต่อสาย LAN ทั้งสองช่วงเสร็จแล้ว จากนั้นให้ทำการเชื่อมต่อสายไฟเอซีเข้าที่ตัวลำโพงทั้งสองข้าง โดยใช้สายไฟเอซี 2 เส้นที่แถมมาให้ในกล่อง

หลังจากเชื่อมต่อสาย LAN และสายไฟเอซีเสร็จแล้ว ตัวลำโพง Master (ข้างขวา) จะทำการติดต่อสื่อสารกับ router เพื่อเชื่อมต่อตัวมันเองเข้ากับเน็ทเวิร์ค แนะนำให้ปรับตั้งฟังท์ชั่นที่ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นบน router ไว้ที่ DHCP จะทำให้ตัว router ทำการเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นๆ เข้ากับตัวมันโดยอัตโนมัติ เราไม่ต้องเข้าไปปรับตั้ง IP เอง เป็นวิธีที่ง่ายต่อการเชื่อมต่อสำหรับผู้ใช้ที่ไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับระบบเน็ทเวิร์ค

หลังจากลำโพง LSX ทำการเชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์คผ่าน router สำเร็จแล้ว มันจะปรบตั้งตัวเองเข้าสู่โหมด “Standbyซึ่งสังเกตได้จากไฟแสดงสถานะที่อยู่บนตัวลำโพงข้างขวา ตำแหน่งใต้วูฟเฟอร์ ซึ่งจะสว่างเป็นสีส้ม (ศรชี้ภาพบน) และไฟดวงนี้จะทำหน้าที่เป็นตัวแสดงสภาวะต่างในการใช้งานด้วย อย่างเช่น แสดงช่องอินพุตที่คุณเลือกใช้, แสดงสภาวะเปิดเครื่องพร้อมใช้งาน (On) หรือหยุดพักการทำงาน (Off)

ปรับตั้งเมนูก่อนเริ่มใช้งานผ่านแอพลิเคชั่น KEF Control

ขั้นตอนต่อไปคือการควบคุมการปรับตั้งผ่านทาง app ซึ่งมีแอพลิเคชั่นอยู่ 2 ตัว ที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานร่วมกับลำโพง KEF รุ่น LSX คู่นี้ นั่นคือ แอพที่ชื่อว่า “KEF Controlกับแอพที่ชื่อว่า “KEF Stream

รูปบนเป็นหน้าตาแอพฯ KEF Control (สีแดง – ตัวล่างในกรอบ) และ KEF Stream (สีฟ้า – ตัวบนในกรอบ)

แอพฯ ทั้งสองตัวนี้มีทั้งเวอร์ชั่นที่รองรับ iOS และ Android สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ฟรีจาก App Store และ Play Store และแอพฯ สองตัวนี้ยังรองรับการใช้งานบนอุปกรณ์พกพาได้ทั้งที่เป็นอุปกรณ์ประเภทแท็ปเล็ตและสมาร์ทโฟน หลังจากดาวน์โหลดแอพฯ ทั้งสองตัวมาติดตั้งบนแท็ปเล็ตหรือสมาร์ทโฟนแล้ว ก่อนเริ่มต้นเข้าไปทำการปรับตั้งเมนูในแอพฯ ให้ตรวจเช็คดูอีกทีว่า ตัวแท็ปเล็ตหรือสมาร์ทโฟนที่ติดตั้งแอพฯ ที่จะใช้ปรับตั้งนั้น อยู่ในวงเน็ทเวิร์ท Wi-Fi วงเดียวกับลำโพง LSX หรือยัง.? ต้องเลือกให้อยู่ในเน็ทเวิร์ควงเดียวกันก่อนจึงจะสามารถใช้งานร่วมกันได้

เมื่อใช้นิ้วจิ้มไปที่แอพ KEF Control แอพจะฟ้องว่า ลำโพงอยู่ในโหมด “Standbyให้เราจิ้มเลือกไปที่อินพุตใดอินพุตหนึ่งในจำนวน 4 อินพุตที่เรียงอยู่ด้านบน คือ Network, Bluetooth, Optical และ AUX ซึ่งจะเป็นการเลือกอินพุตและเป็นการเปิดเครื่องพร้อมใช้งานไปในตัว ซึ่งก่อนจะเข้าไปทำการปรับตั้งค่าต่างๆ ในเมนูเครื่องได้ คุณต้องกดเลือกอินพุตใดอินพุตหนึ่งเพื่อทำการเปิดเครื่องขึ้นมาก่อน

เมื่อคุณกดเลือกอินพุตใดในสี่อินพุตนั้นลงไป ไฟที่ด้านหน้าของตัวลำโพงข้างขวาจะสว่างขึ้นเป็นสีต่างๆ ตามอินพุตที่คุณเลือก

ภาพด้านบนนี้คือหน้าจอแอพฯ KEF Control เมื่อผมกดเลือกอินพุตตัวแรกคือ “Networkเมื่อลำโพงตอบรับ ไฟที่หน้าลำโพงข้างขวาจะแสดงเป็นสีขาว และบนหน้าแอพฯ จะเปลี่ยนมาอยู่ตามภาพนี้ จุดแรกที่คุณต้องเข้าไปทำการปรับตั้งคือตำแหน่งมุมล่างขวาของหน้าแอพฯ (ศรชี้สีแดง) ซึ่งเป็นการปรับตั้งเสียงของลำโพงโดยตรง ส่วนจุดที่สองอยู่ด้านบนมุมขวา (ศรชี้สีฟ้า) เป็นการเข้าไปปรับตั้งส่วนอื่นๆ

หลังจากจิ้มเข้ามาที่ฟังท์ชั่นปรับตั้งเสียงของลำโพง LSX แล้ว หน้าจอแอพฯ จะเปลี่ยนมาอยู่ที่หน้า “KEF Audio Signatureซึ่งเป็นฟังท์ชั่นปรับแต่งเสียงของลำโพงคู่นี้ ซึ่งหากคุณไม่อยากจะยุ่งยากหรือไม่มีความเข้าใจและไม่ต้องการเสียเวลาเรียนรู้และทดลองปรับแต่งเสียง คุณสามารถข้ามขั้นตอนการปรับแต่งนี้ได้ โดยการกลับไปที่หน้าเริ่มต้นก่อนหน้านี้ เพื่อเริ่มเล่นเพลง แต่ถ้าคุณต้องการปรับแต่ง ให้กดจิ้มลงไปที่ปุ่ม “Add New Profile” (ศรชี้สีแดง)

New Profileคืออะไร.? โปรไฟล์ก็คือชุดข้อมูลที่รวบรวมพารามิเตอร์ต่างๆ ที่เราทำการปรับตั้งค่าเอาไว้นั่นเอง ลำโพงคู่นี้มีค่าปรับตั้งเสียงที่ทางผู้ผลิตคือ KEF ทำการปรับตั้งมาให้อยู่แล้ว ซึ่งข้อมูลการปรับค่าจากโรงงานเหล่านั้นถูกจัดเก็บอยู่ในโปรไฟล์ที่ชื่อว่า “Defaultซึ่งจะถูกเลือกใช้ในกรณีที่คุณไม่ได้ทำการปรับแต่งเสียงของคุณขึ้นมาใช้

เมื่อเข้ามาที่หน้าแอพฯ นี้ หัวข้อคือ “New Profileความหมายคือเป็นหน้าที่มีฟังท์ชั่นปรับแต่งเสียงมาให้คุณทำการปรับตั้งค่าโดยแบ่งเป็น 2 รูปแบบของการปรับตั้งคือ BASIC กับ EXPERT เมื่อคุณเลือกรูปแบบการปรับตั้งและปรับตั้งเสร็จแล้วก็กด “Save” (ศรชี้สีแดง) ที่อยู่ด้านล่างของหน้าแอพฯ นี้เพื่อเก็บบันทึกค่าการปรับตั้งต่างๆ เอาไว้ในโปรไฟล์ของคุณเอง (มีตั้งชื่อได้)

ก่อนจะไปปรับตั้ง เรามาดูความหมายของแต่ละฟังท์ชั่นที่จะต้องทำการปรับตั้งกันก่อน

การปรับตั้งแบบ BASIC

การปรับตั้งแบบ BASIC นี้มีหัวข้อเมนูให้คุณต้องทำการปรับตั้งอยู่ทั้งหมด 5 หัวข้อ ดังนี้

A = Where is your speaker?

แอพฯ กำลังถามถึงลักษณะการวางลำโพง ว่าวางอยู่บนขาตั้ง (ซึ่งทาง KEF มีทำขาตั้งออกมาเฉพาะใช้กับลำโพงคู่นี้ด้วย แต่เป็นอ๊อปชั่น ถ้าต้องการใช้ต้องซื้อเพิ่ม) หรือวางบนโต๊ะ ให้คุณจิ้มตอบไปตามการจัดวางจริงของคุณ ขณะทดสอบผมวางบนชั้นวางที่มีลักษณะเป็นโต๊ะ จึงเลือกไว้ที่ “On a Desk

ถ้าคุณวางลำโพงบนโต๊ะ ซึ่งต้องกดเลือกที่หัวข้อ “On a Standจะมีหัวข้อให้ปรับตั้งเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหนึ่งหัวข้อ นั่นคือ “Distance from front edge of the tableคือตัวแอพกำลังถามว่า ตัวลำโพงอยู่ห่างจากพื้นโต๊ะขึ้นมาเท่าไร.? (ถ้าคุณวางลำโพงบนโต๊ะ และเลือกที่หัวข้อ “On a Deskจะไม่มีหัวข้อปรับตั้งนี้) เนื่องจากทาง KEF มีขาตั้งเตี้ยๆ ที่ออกแบบมาให้ใช้วางลำโพงคู่นี้ด้วย ถ้าคุณวางลำโพงลงบนโต๊ะโดยไม่ได้มีอะไรรองใต้ลำโพงเพื่อยกสูงขึ้นมาจากโต๊ะ ก็เท่ากับระยะห่างของตัวลำโพงกับผิวโต๊ะคือ 0 .. แต่ถ้าคุณใช้ขาตั้ง หรือมีอะไรรองใต้ตัวลำโพงยกสูงขึ้นมา ก็ให้วัดความสูงที่ยกขึ้นมาไปใส่ข้อมูลในเส้นสเกล ซึ่งจุดกึ่งกลางของเส้นสเกลนี้แทนความสูงจากพื้นโต๊ะขึ้นมาประมาณ 25 .. วัดได้ระยะเท่าไรก็เลื่อนจุดไปบนเส้นสเกลตามระยะด้วยวิธีกะเล็งเอาที่ใกล้เคียง

B = Distance to the wall ?

ข้อนี้แอพฯ ถามถึงระยะห่างระหว่างตัวลำโพงกับผนังด้านหลัง โดยที่ตัวโปรแกรมมีเส้นสเกลแนวนอนมาให้เราปรับตั้ง ซึ่งใช้วิธีเลื่อนจุดเพื่อแสดงระยะทางบนเส้นสเกลนี้

เส้นสเกลบนหน้าแอพจะกำหนดระยะห่างเอาไว้จากซ้ายสุดถึงขวาสุดอยู่ที่ 10 – 50 .. คือถ้าเลื่อนไปที่ตำแหน่งซ้ายสุดของเส้นสเกล แสดงว่าลำโพงอยู่ห่างจากผนังด้านหลัง น้อยกว่า 10 .. (< 10 cm) ถ้าเลื่อนไปจนถึงขวาสุดแสดงว่าลำโพงห่างจากผนังด้านหลัง มากกว่า 50 .. (> 50 cm) ในการปรับตั้งจริงๆ หลังจากวางลำโพงไปแล้ว ควรหาตลับเมตรมาวัดระยะห่างจากผนังด้านหลังจริงๆ เพื่อเอาระยะนั้นมาใส่ในเส้นสเกล ในกรณีที่คุณวางลำโพงห่างจากผนังด้านหลังไม่ได้น้อยกว่า 10 .. และไม่ได้มากกว่า 50 .. คืออยู่ระหว่าง 10 – 50 .. ให้ทดลองเลื่อนจุดจากด้านซ้ายสุดของเส้นสเกลขึ้นมาทางขวาทีละสเตป (ตัวโปรแกรมทำสเตปไว้ให้ปรับจากซ้ายสุดไปถึงขวาสุดทั้งหมด 12 สเตป) ซึ่งผลการปรับตั้งนี้จะไปมีผลกับส่วนที่เป็น “tonal balanceหรือสมดุลเสียงของเพลงที่ฟัง คือถ้าวางลำโพงห่างจากผนังหลังมากๆ โดยธรรมชาติแล้ว เสียงทุ้มจะบางลง เมื่อใส่ข้อมูลลงไปในเส้นสเกลนี้ ตัว DSP ในตัวลำโพงจะทำการปรับเสียงทุ้มขึ้นมาชดเชยให้ ในทางกลับกัน ถ้าคุณวางลำโพงชิดผนังมาก โดยธรรมชาติจะมีผลทำให้เสียงทุ้มเยอะขึ้น เมื่อใส่ข้อมูลลงไปในเส้นสเกล ตัว DSP ในตัวลำโพงก็จะทำการปรับลดปริมาณเสียงทุ้มให้อัตโนมัติเพื่อรักษา tonal balance ของเสียงเอาไว้ให้มีความสมดุลย์มากที่สุด ในการปรับแต่งควรเลื่อนไปทีละสเตปแล้วทดลองฟังจากเพลงจริงๆ จนกว่าจะได้จุดที่คุณพอใจ

C = How is your roon?

หัวข้อนี้ตัวแอพฯ กำลังถามคุณถึงลักษณะสภาพอะคูสติกของห้องที่คุณวางลำโพง LSX คู่นี้ว่ามีคุณสมบัติในการ ดูดซับหรือ สะท้อนคลื่นเสียงมากน้อยแค่ไหน โดยมีการระบุสเปคฯ ไว้ให้ประเมิน 3 ลักษณะคือ (1) Highly damped = ดูดซับมาก คือในห้องมีเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่จำนวนมาก อย่างเช่น โซฟา หรือใช้พรมกับม่านที่หนามากๆ, (2) Moderate = ดูดซับปานกลาง คือในห้องมีเฟอร์นิเจอร์อยู่บ้าง มีพรมกับม่านบางๆ มีรูปภาพบนผนัง หรือผนังมีลวดลายที่ไม่สะท้อนเสียงมาก และ (3) Lively = ค่อนข้างสะท้อน คือพื้นแข็ง ไม่มีพรม เฟอร์นิเจอร์น้อยชิ้น ไม่มีผ้าม่าน

ลองสำรวจดูว่าสภาพห้องของคุณเป็นแบบไหน ก็ให้เลื่อนจุดบนเส้นสเกลไปอยู่ในตำแหน่งนั้น ซึ่งหากคุณไม่มั่นใจ สมมุติว่าระหว่างดูดซับมากกับปานกลาง ไม่แน่ใจว่าอยู่ในระดับไหน ให้ทดลองเลื่อนจุดอยู่ระหว่างสองหัวข้อนี้ได้ แล้วลองฟังเสียง ซึ่งไม่มีถูกผิดหรือเสียหายถ้าเลือกผิด เพียงแต่มีผลกับเสียงทีไ่ด้ออกมาเท่านั้น ถ้ารู้สึกว่าปรับตั้งแล้วเสียงออกมาทึบเกินไป ให้ลองเลื่อนจุดไปทางด้าน “Dampedมากหน่อย และในทางตรงข้าม ถ้ารู้สึกว่าเสียงจัดจ้าน แหลมเยอะเกินไป ให้ลองเลื่อนจุดไปทางด้าน “Livelyทีละสเตป ตัว DSP จะปรับจูนเสียงให้ ซึ่งคุณก็เลื่อนตั้งไว้ในตำแหน่งที่คุณชอบเสียงของมันนั่นเอง

D = How large is your room?

ขนาดความกว้างใหญ่ของห้อง วัดออกมาเป็น ตารางเมตรโดยเอาความกว้าง x ความยาว หรือความลึกของห้อง อย่างเช่น 4 x 6 ก็ได้เท่ากับ 24 ตร.. คำนวนได้เท่าไหร่ก็จิ้มเลือกตามหัวข้อที่แอพฯ ให้มาเลย ซึ่งห้องส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 20 – 40 m2 คือตั้งแต่ 4 x 5 ตร.. ขึ้นไปจนถึง 5 x 8 ตร..

E = Subwoofer plugged in?

ที่ด้านหลังของลำโพงข้างขวา (Master) มีขั้วต่อสำหรับสัญญาณเอ๊าต์พุตเพื่อใช้เชื่อมต่อกับลำโพงแอ๊คทีฟ ซับวูฟเฟอร์เมื่อต้องการเพิ่มเติมความถี่ในย่านต่ำ

ถ้าในการเซ็ตอัพของคุณมีการเพิ่มเติมลำโพงแอ๊คทีฟ ซับวูฟเฟอร์ (มีแอมป์ในตัว) ให้ใช้สายสัญญาณอะนาลอกเชื่อมต่อระหว่างขั้วต่อนี้กับอินพุตของลำโพงซับวูฟเฟอร์ แล้วจิ้มเลือกปุ่มทางขวามือให้อยู่ในสถานะเปิดใช้ (ค่าตั้งต้นจากโรงงานจะอยู่ในสถานะปิด)

หลังจากปรับตั้งเสร็จแล้ว ให้จิ้มที่ “Saveเพื่อบันทึกค่าที่ปรับตั้งไว้ ซึ่งแอพฯ จะให้คุณตั้งชื่อโปรไฟล์เป็นของคุณเอง คุณจะตั้งชื่ออะไรก็ได้

การปรับตั้งแบบ EXPERT

การปรับตั้งแบบ EXPERT มีหัวข้อให้ปรับตั้งมากกว่าแบบ BASIC ดังนี้

A = Desk mode
B = Wall mode

สองหัวข้อนี้เป็นการปรับตั้งเสียงตามลักษณะการติดตั้งใช้งาน ถ้าคุณวางลำโพงบนโต๊ะ ก็เลือกปรับที่หัวข้อ Desk mode แต่ถ้าคุณซื้อขายึดผนังมาใช้ติดตั้ง ให้เลือกโหมด Wall mode ในการปรับตั้ง ซึ่งจะเป็นการปรับลดความดัง โดยปรับลดได้มากสุดคือ -6.0dB

C = Treble trim

ใช้ปรับปริมาณเสียงแหลม โดยปรับเพิ่ม/ลดได้ตั้งแต่ -2.0dB ไปจนถึง 2.0dB

D = Phase correction

เป็นการเลือกว่าจะใช้ฟังท์ชั่นปรับแก้ Phase หรือไม่ใช้ อันนี้ต้องใช้วิธีทดลองสลับฟัง ดูว่าระหว่างใช้กับไม่ใช้ แบบไหนให้เสียงที่แยกแยะรายละเอียดได้ดีกว่ากัน แบบที่ถูกต้องควรจะให้เสียงที่ชัดสะอาด แนะนำให้ลองฟังเสียงร้องจะฟังง่ายกว่าเสียงอื่นๆ ซึ่งผลของเสียงที่ได้จากการปรับเลือกฟังท์ชั่นนี้จะขึ้นอยู่กับลักษณะของระยะห่างของการวางลำโพงทั้งสองข้างด้วย ทั้งระยะห่างระหว่างข้างซ้ายกับข้างขวา และระยะห่างจากผนัง

E = Bass extension

เพิ่มขยายเสียงทุ้ม ซึ่งมีให้เลือก 3 ระดับ คือ Less, Standard และ Extra ถ้าฟังแล้วรู้สึกว่าเสียงทุ้มน้อยเกินไป หรือออกมาลักษณะห้วน ก็ให้เลือกไปที่ Extra ถ้่ารู้สึกมากเกินไปก็เลือกไปที่ Less แนะนำให้ลองตั้งไว้ที่ Standard ก่อนแล้วลองฟังเพลงไปเรื่อยๆ หลายๆ เพลงจนกว่าจะ รู้สึกว่าเสียงทุ้มน้อยหรือมากเกินไปจึงค่อยทดลองปรับเปลี่ยน

F = High-pass mode

ฟังท์ชั่นนี้มีไว้ให้ปรับใช้กรณีที่คุณต้องการเพิ่มลำโพงซับวูฟเฟอร์เข้ามาในระบบ เมื่อคุณทำการจิ้มเลือกใช้ฟังท์ชั่น High-pass mode นี้ จะปรากฏเส้นสเกลขึ้นมาให้คุณทำการปรับตั้งค่า จุดตัดความถี่ที่จะกำหนดความถี่กลางแหลมให้กับตัวลำโพง LSX ทำงาน ซึ่งปรับเลือกได้ตั้งแต่ 50Hz ขึ้นไปจนถึง 120Hz ซึ่งจะสัมพันธ์กับการปรับตั้งที่หัวข้อ Sub out low-pass frequency ที่อยู่ถัดลงไปซึ่งเป็นการเลือกจุดตัดความถี่ในย่านกลางลงไปทุ้มที่จะส่งไปให้กับลำโพงซับวูฟเฟอร์ โดยเลือกได้ตั้งแต่ 250Hz ลงไปจนถึง 40Hz นอกจากนั้น คุณยังสามารถปรับความดังและสามารถปรับเลือกเฟสของสัญญาณที่ส่งไปให้ลำโพงซับวูฟเฟอร์ได้อีกด้วย

สรุปแล้ว จุดประสงค์ของการปรับตั้งทั้งหมดในหัวข้อ High-pass mode นี้ก็เพื่อทำให้ความถี่เสียงกลางแหลมที่ออกมาจากลำโพง LSX กับความถี่ย่านทุ้มที่มาจากลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่คุณนำมาเพิ่มเติมมีความกลมกลืนกันนั่นเอง ถ้าคุณไม่ได้เพิ่มเติมลำโพงซับวูฟเฟอร์เข้ามาในระบบก้ไม่ต้องเปิดใช้ฟังท์ชั่นนี้

เมื่อทำการปรับตั้งเสร็จแล้วก็ให้จิ้มกดที่ปุ่ม Save เพื่อเก็บบันทึกค่าที่ปรับตั้งเอาไว้เพื่อเรียกใช้เมื่อต้องการ

ฟังท์ชั่น SETTINGS

ที่หน้าแรกของแอพฯ ที่ด้านบนมุมขวามือจะมีจุดกลมๆ อยู่ 3 จุด เป็นที่ตั้งของฟังท์ชั่น SETTINGS เมื่อจิ้มลงไปจะเข้าไปสู่เมนู SETTINGS

ในนั้นมีหัวข้อปรับตั้งอยู่ทั้งหมด 6 หัวข้อ ดังนี้

A = Preferences

ในหัวข้อนี้มีเมนูให้ปรับตั้งอยู่ 3 เมนู ได้แก่

1) POWER SAVER = ประหยัดพลังงาน
2) DO NOT DISTURB = ลดการรบกวน และ
3) SPEAKER SYSTEM OPTIONS = อ๊อปชั่นสำหรับระบบลำโพง

หัวข้อ 1) POWER SAVER เป็นการตั้ง Standby Mode เพื่อกำหนดเวลาให้ลำโพงหยุดการทำงานอัตโนมัติเพื่อเข้าสู่โหมดสแตนด์บายหลังจากใช้งานไปในเวลาต่างๆ ซึ่งมีให้เลือก 3 อ๊อปชั่น ได้แก่ 20 นาที, 60 นาที และ Never คือไม่ตัดไปโหมดสแตนด์บายเลย ความหมายคือเปิดตลอดนั่นเอง

หัวข้อ 2) DO NOT DISTURB เป็นการปรับตั้งการทำงานของไฟ LED ที่อยู่ด้านหน้าของตัวลำโพง ซึ่งสามารถปรับตั้งปิดได้ ไม่ให้สว่างตลอด และยังสามารถตั้งปิดเสียงดนตรีสั้นๆ ที่ดังขึ้นตอนเชื่อมต่ออินพุตต่างๆ กับตอนเปิดเครื่องได้

หัวข้อ 3) SPEAKER SYSTEM OPTIONS มีหัวข้อเมนูย่อยให้ปรับตั้งได้ 2 หัวข้อ คือ Cable Mode เป็นการเลือกรูปแบบการเชื่อมต่อ LSX เข้ากับเน็ทเวิร์ค ซึ่งมีอยู่สองวิธีคือเชื่อมต่อผ่านสาย LAN กับเชื่อมต่อผ่านคลื่นไร้สาย WI-Fi ถ้าเปิดใช้ Cable Mode ก็เป็นการปิดใช้งาน Wi-Fi ไร้สายนั่นเอง ส่วนอีกหัวข้อที่ปรับตั้งได้คือ Inverse L/R Speaker มีไว้ให้คุณสลับระหว่างลำโพง Master กับ Slave เพื่อให้ทำหน้าที่เป็นแชนเนลซ้าย (L) หรือขวา (R) ก็ได้ (กำหนดจากโรงงานมาให้ Master เป็นข้างขวา)

B = Volume Settings

หัวข้อนี้ใช้ปรับตั้งฟังท์ชั่นต่างๆ เกี่ยวกับวอลลุ่มของ LSX ซึ่งมีหัวข้อเมนูย่อยให้ปรับตั้งได้อยู่ 4 หัวข้อ

1) Hardware Volume Buttons = ปุ่มวอลลุ่มของฮาร์ดแวร์
2) Volume Button Sensitivity = การตอบสนองของปุ่มวอลลุ่ม
3) Enable Limitation = เปิดใช้การจำกัดระดับวอลลุ่ม
4) Balance Control = ควบคุมการปรับบาลานซ์ซ้ายขวา

ข้อแรกกับข้อที่สองมีความสัมพันธ์กัน คือถ้าเปิดใช้หัวข้อ Hardware Volume Buttons ตรงหัวข้อที่สองคือ Volume Button Sensitivity ก็จะเปิดใช้งานขึ้นมาให้ปรับตั้งได้ด้วย และในทางกลับกัน ถ้าปิดใช้ข้อแรกข้อที่สองก็ปิดไปด้วย ซึ่งหัวข้อนี้เป็นการปรับใช้ฟังท์ชั่นปรับวอลลุ่มบนตัวฮาร์ดแวร์ เหตุที่มีให้เลือกปิดใช้งานฟังท์ชั่นนี้เพราะฟังท์ชั่นนี้อาจทำให้วอลลุ่มของเครื่องเล่นตัวอื่นมีปัญหาได้

ส่วนข้อที่ 3 นั้นเป็นฟังท์ชั่นปรับตั้งเพื่อกำหนด ระดับความดังสูงสุดของวอลลุ่ม ซึ่งมีสเกลให้เลือกปรับตั้งได้ตั้งแต่วอลลุ่มต่ำสุดคือ 0 ขึ้นไปจนถึงระดับ 100 ซึ่งเป็นระดับสูงสุด

ฟังท์ชั่น Balance Control ข้อที่สี่นั้นมีไว้สำหรับปรับความดังของข้างซ้ายและข้างขวา

C = Speaker info

หัวข้อนี้เป็นที่แสดงข้อมูลเฉพาะของลำโพง LSX คู่นี้ ได้แก่ชื่อซึ่งสามารถตั้งชื่อได้ตามที่ผู้ใช้ต้องการ (1), ข้อมูล serial number, เวอร์ชั่น เฟิรมแวร์ และแสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อเน็ทเวิร์ค คือ MAC address, IP adddress และหัวข้อสุดท้ายคือ “Forget speakerซึ่งถ้ากดใช้จะทำให้แอพฯ ค้นหาลำโพง LSX คู่นี้ไม่พบและไม่สามารถควบคุมการใช้งานได้ เหมือนลบลำโพงคู่นี้ออกไปจากการรับรู้ของแอพฯ นั่นเอง

D = System

หัวข้อนี้ใช้สำหรับตรวจเช็คและทำการอัพเดต เฟิร์มแวร์ (Firmware update)

E = Advanced

หัวข้อนี้จะแสดงรายละเอียดทางเทคนิคของลำโพง LSX ซึ่งจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับหัวข้อ SPEAKER INFO และเป็นการปรับตั้งให้แอพฯ ส่งข้อมูลการใช้งานของผู้ใช้ไปให้ผู้พัฒนาแอพฯ รับรู้เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาแอพฯ ต่อไป

F = About

เป็นหัวข้อที่รวบรวมข้อมูลส่วนอื่นๆ อาทิ เวอร์ชั่นของแอพฯ, ลิ้งค์ไปเว็บไซต์ของ KEF, ลิ้งค์ลงทะเบียนสินค้า, ข้อมูลเกี่ยวกับลิขสิทธิ์, นโยบายความเป็นส่วนตัว และ FAQ

เริ่มเล่นเพลง

ผมตั้งชื่อลำโพง LSX คู่ที่ผมทดสอบคู่นี้ว่า “KEF LSX Test Sample” (ลูกศรชี้ 1) และตั้งชื่อโปรไฟล์ที่ผมปรับตั้งค่าของระบบเสียงเอาไว้ว่า “My Room” (ลูกศรชี้ 2) หลังจากปรับตั้งทุกอย่างเสร็จแล้ว กลับมาที่หน้าแรกของเมนูเพื่อเริ่มเล่นเพลง ซึ่งแอพฯ KEF Control ตัวนี้ไม่ได้รวมฟังท์ชั่นที่ใช้เล่นไฟล์เพลงไว้ด้วย แต่ได้ทำแยกทำแอพฯ อีกตัวที่ชื่อว่า “KEF Streamเอาไว้ให้ใช้ในการสตรีมสัญญาณและเล่นไฟล์เพลงเหล่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว ผู้ใช้ลำโพง LSX คู่นี้สามารถใช้แอพฯ อื่นๆ ตัวไหนก็ได้ที่รองรับมาตรฐาน UPnP ทำหน้าที่เล่นไฟล์แล้วส่งข้อมูลมาที่ LSX ได้ แต่ถ้าต้องการใช้ของ KEF เองก็กดลิ้งค์จากแอพฯ KEF Control ไปที่แอพฯ “KEF Streamได้เลย (ศรชี้ 3) /

********************
รีวิว KEF รุ่น LSX

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า