รีวิว Accuphase รุ่น C-47 สเตริโอ โฟโน แอมปลิฟาย สำหรับหัวเข็ม MM และหัวเข็ม MC

ยังจะมีใครเล่นแผ่นเสียงกันอีก.? เยอะครับ.! มีทั้งกลุ่มของนักเล่นรุ่นเก๋าที่เกิดมาในยุคอะนาลอกเต็มใบ คุ้นกับเสียงของแผ่นเสียงมาทั้งชีวิต ผสมกับกลุ่มของนักเล่นรุ่นใหม่ที่เกิดมาในยุคดิจิตัลแต่อยากจะย้อนอดีตกลับไปสัมผัสยุคทองของอะนาลอก นับรวมๆ กันแล้วถือว่ามีจำนวนมากพอที่จะทำให้ตลาดของอุปกรณ์เครื่องเล่นที่เกี่ยวข้องกับการเล่นแผ่นเสียงยังคงเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก

Accuphase C-47
ภาคขยายหัวเข็มสำหรับรุ่นใหญ่ ใจอะนาลอก.!

ถ้ามองที่ชื่อแบรนด์ Accuphase ก็สามารถคาดเดาระดับของผลิตภัณฑ์ตัวนี้ได้เลยว่าไฮเอ็นด์ฯ แน่นอน ซึ่ง C-47 ตัวนี้เป็นภาคขยายหัวเข็มของเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่พัฒนาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2008 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นแรก ตอนนั้นออกมาในชื่อรุ่น C-27 ก่อนจะถูกอัพเกรดขึ้นมาเป็นรุ่น C-37 หกปีหลังจากนั้น และอีก 7 ปีต่อมาจึงถูกอัพเกรดอีกครั้งจนมาถึงรุ่น C-47 ที่ผมกำลังจะพูดถึงตัวนี้

จุดเด่นของ C-47

Accuphase เป็นแบรนด์ญี่ปุ่นที่ทำธุรกิจสไตล์ญี่ปุ่นยุคเก่า คือ sincere สุดๆ จากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้มาหลายตัว ผมพบว่า แต่ละประเด็นที่พวกเขานำมาพัฒนาใช้กับอุปกรณ์เครื่องเสียงของพวกเขามันเป็นอะไรที่ จับต้องได้จริงเสมอ เป็นพัฒนาการที่มีพื้นฐานทางวิชาการรองรับ ไม่ได้ปั้นเรื่องพิศดารมาหลอกกินเงินคนเล่นฯ

ยกตัวอย่างพัฒนาการที่พวกเขานำมาใช้ในการอัพเกรดจากเวอร์ชั่น C-37 ขึ้นมาเป็น C-47 ตัวนี้ ที่เป็นไฮไล้ท์มีอยู่ 2 – 3 ประเด็น ประเด็นแรกคือการเชื่อมต่อสัญญาณแบบบาลานซ์ตลอดเส้นทาง “..the entire path for the signals from INPUT connectors to the OUTPUT is a fully balanced constructionกับอีกประเด็นคือนำเอาเทคโนโลยี noise reduction ที่พวกเขาพัฒนาขึ้นมาใช้กับแอมปลิฟายรุ่นใหม่ๆ อย่าง E-800 และปรีแอมป์รุ่นไฮเอ็นด์อย่าง C-3850 มาใช้ตัดสัญญาณรบกวนในรุ่น C-47 ด้วย

Fully Balanced สำหรับหัวเข็ม MC

อินพุตของ C-47 มีไว้ให้ใช้ทั้งหมด 4 ชุด แต่วิศวกรของ Accuphase จัดเส้นทางสัญญาณแบบ fully balanced ให้กับอินพุตสำหรับหัวเข็ม MC (Moving Coil) แค่เพียงชุดเดียว อีกสามชุดที่เหลือเป็นอันบาลานซ์ (single end) ทั้งหมด สาเหตุนั้นพวกเขาได้แจ้งไว้ในเอกสารว่า ลักษณะการเชื่อมต่อสัญญาณออกมาจากหัวเข็ม MM (Moving Magnet) ไม่เหมาะที่จะจัดเส้นทางการเดินทางของสัญญาณเป็นแบบบาลานซ์ เพราะจะเป็นการ เปิดช่องโหว่ให้สัญญาณรบกวนจากภายนอกสามารถเล็ดลอดเข้าไปได้

เอกสารจากทาง Accuphase ระบุว่า ชีลด์ของตัวบอดี้หัวเข็ม MM จะถูกเชื่อมเข้ากับสัญญาณซีกลบ (-) ของแชนเนลขวา ทำให้สัญญาณซีกซ้ายและขวาอยู่ในสถานะที่ไม่สมมาตรกัน ถ้าทางฝั่งเฮดแอมป์ (Pre-Phono) ออกแบบอินพุตเป็นแบบบาลานซ์ จะทำให้สัญญาณรบกวน (noise) จากภายนอกแทรกตัวเข้ามาในอินพุตได้

C-47 แยก MC Head amp กับ MM Head Amp ออกจากกันเป็นคนละวงจร ซึ่งในส่วนของเฮดแอมป์ (ภาคขยายอินพุต) สำหรับหัวเข็ม MC นั้นเขาใช้ทรานซิสเตอร์ไบโพล่าร์ชนิดที่มีสัญญาณรบกวนต่ำๆ จำนวน 9 ตัวขนานกันทำหน้าที่ขยายสัญญาณจากหัวเข็ม MC ในสเต็ปแรกก่อนจะส่งไปที่ภาค RIAA EQ ในขณะที่เฮดแอมป์สำหรับหัวเข็ม MM เขาใช้ FET จำนวน 3 ตัวขนานกันขยายสัญญาณภาคอินพุตก่อนส่งต่อไปที่ภาค RIAA EQ

C-47 มีอินพุตสำหรับหัวเข็ม MC แยกออกมาต่างหาก 1 ชุด รองรับขั้วต่อ XLR ที่เชื่อมสัญญาณขาเบอร์ 2 เข้ากับสัญญาณซีกบวก (non-invert), ขาเบอร์ 3 เข้ากับสัญญาณซีกลบ (invert) และขาเบอร์ 1 ต่อกับกราวนด์

รูปร่าง + หน้าตาภายนอก

ผลิตภัณฑ์ของ Accuphase เห็นที่ไหนก็จำได้ พวกเขายังคงรักษาดีไซน์ของรูปร่างหน้าตาของตัวเครื่องที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาโดยตลอด ตัว C-47 ก็มาในรูปแบบเดียวกัน

1. ปุ่มเพาเวอร์
2. ปุ่มหมุนเลือกประเภทหัวเข็ม MM/MC
3. ปุ่มกดเลือกใช้/ไม่ใช้ฟังท์ชั่นเพิ่มเกน
4. ปุ่มกดเลือกใช้/ไม่ใช้วงจรฟิลเตอร์
5. ปุ่มหมุนเลือกระดับอิมพีแดนซ์สำหรับโหลดหัวเข็ม
6. ปุ่มเลือกอินพุต
7. จอแสดงผลสำหรับการเลือกประเภทหัวเข็ม, ฟังท์ชั่นเกน และฟังท์ชั่นฟิลเตอร์
8. จอแสดงผลสำหรับโหลดอิมพีแดนซ์ที่เลือกใช้

หน้าปัดของตัวเครื่องยังคงทำเป็นสีทองแชมเปญ หน้ากว้างกับความลึกเท่ากับเครื่องเสียงมาตรฐานทั่วไป ส่วนความสูงอยู่ที่ 11 .. นิดๆ ด้านบนของตัวเครื่องปิดทับด้วยแผ่นอะลูมิเนียม ขอบด้านข้างทั้งซ้าย/ขวาประกบด้วยแผ่นไม้ที่ให้ความสวยงามคลาสสิกแบบย้อนอดีต พื้นที่ตรงกลางของแผงหน้ามีจอแสดงผลที่ทำเป็นกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ที่มีจอขนาดเล็กแยกส่วนอยู่ในกรอบนี้อีก 2 จอ จอแรกทางซ้าย (7) ใช้แสดงผลการเลือกใช้ฟังท์ชั่นต่างๆ ของตัวเครื่องที่สอดคล้องกับการสั่งงานผ่านปุ่มกดและปุ่มหมุนที่อยู่ด้านล่างของจอแสดงผล ซึ่งหลักๆ เรียงจากซ้ายมาขวาก็มีปุ่มหมุนเพื่อเลือกการทำงานของวงจรอินพุตด้านใน (2) ให้ตรงกับประเภทหัวเข็มที่ใช้งานระหว่าง MC กับ MM, ปุ่มเลือกใช้ฟังท์ชั่นเพิ่มเกน High/Low (3) ซึ่งแยกระหว่างหัวเข็ม MC (Low = 64dB / High = 70dB) กับหัวเข็ม MM (Low = 34dB / High = 40dB), ปุ่มกดเลือกใช้ฟิลเตอร์ (4) ซึ่งจะกรองความถี่ที่เป็นซับโซนิคตั้งแต่ระดับ 10Hz ลงไปด้วยอัตราลาดชันที่ 12dB ต่ออ๊อกเตรป ส่วนจอเล็กทางขวามือ (8) จะแสดงตัวเลขโหลดอิมพีแดนซ์ของภาคอินพุตที่มีให้เลือกทั้งหมด 9 ระดับ แบ่งแยกสำหรับหัวเข็ม MM สามระดับคือ 1K, 47K และ 100K โอห์ม ส่วนหัวเข็ม MC มีให้เลือก 6 ระดับ เริ่มจาก 10 โอห์ม, 30, 100, 200, 300 และ 1K โอห์ม วิธีเลือกคือหมุนปุ่มหมายเลข (5) ที่อยู่ด้านล่างของจอไปเรื่อยๆ ค่าความต้านทานจะเปลี่ยนวนไปโดยมีตัวเลขสีส้มแสดงค่าไว้ในจอให้รู้

ปุ่มหมุนขนาดใหญ่ที่อยู่ทางด้านขวามือสุดของหน้าปัดเป็นปุ่มเลือกอินพุต ส่วนปุ่มกดทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่อยู่ทางด้านมุมซ้ายสุดด้านล่างของหน้าปัดคือปุ่ม power ใช้กดเพื่อเปิด/ปิดการใช้งานตัวเครื่อง ซึ่ง C-47 ตัวนี้ใช้ระบบเปิด/ปิดไฟเข้าเครื่องแบบชั้นเดียว ผ่านสวิทช์ตัวนี้ตัวเดียว ที่ด้านหลังมีแค่ช่องเสียบปลั๊กไฟเอซีของสายเอซีเท่านั้น ไม่มีเมนสวิทช์

แผงหลัง

ขั้วต่อสัญญาณทั้งหมดอยู่ที่แผงหลังของตัวเครื่อง ซึ่งทางแอคคิวเฟซได้ออกแบบจัดกลุ่มของขั้วต่อต่างๆ ไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยมาก เริ่มจากกลุ่มแรกทางซ้ายมือเป็นกลุ่มของขั้วต่อสำหรับสัญญาณอินพุตทั้ง 4 ชุด โดยวางอินพุตบาลานซ์สำหรับหัวเข็ม MC ไว้เป็นอันดับแรก ก่อนจะเรียงขั้วต่ออินพุตแบบอันบาลานซ์อีก 3 ชุดตามมา ที่กลุ่มของขั้วต่อสำหรับสัญญาณเอ๊าต์พุตของ C-47 มีมาให้ใช้อยู่ 2 ชุด แยกเป็นขั้วต่อ RCA สำหรับสัญญาณอันบาลานซ์ขนาด 2.0V (20Hz-20kHz) กับขั้วต่อ XLR สำหรับสัญญาณบาลานซ์ขนาด 2.0V (20Hz-20kHz) และที่ช่องเอ๊าต์พุตบาลานซ์ที่เป็นขั้วต่อ XLR เขามีสวิทช์ให้เลือกสลับขั้วต่อระหว่างขาเบอร์ 2 กับขาเบอร์ 3 ด้วย ถือว่าเป็นการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ที่เมคเซ้นต์มากๆ ของแอคคิวเฟซ เพราะที่ผ่านๆ มาผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้มักจะมีปัญหาทางด้านการเชื่อมต่อเฟสสัญญาณเมื่อนำไปใช้กับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ใช้มาตรฐานบาลานซ์ของอเมริกัน คือมาตรฐานของอเมริกันกับมาตรฐานที่ญี่ปุ่นกับอีกบางประเภทใช้มะนสลับระหว่างขาเบอร์ 2 กับขาเบอร์ 3 ถ้าไม่ทำการแก้ไขให้ถูกต้อง สัญญาณเสียงที่ออกไปจะมีลักษณะสลับ absolute phase กับสัญญาณต้นฉบับ เสียงจะไม่มีทรวดทรง ฮาร์มอนิกจะหายไป เสียงจะออกแห้ง

ช่องเสียบปลั๊กไฟเอซีให้มาเป็นแบบสามขาแยกกราวนด์ สามารถอัพเกรดเปลี่ยนไปใช้สายไฟที่มีคุณภาพสูงๆ ได้

แม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพซิสเต็ม
เพื่อการทดสอบ C-47

การทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เกี่ยวกับการเล่นแผ่นเสียงเป็นอะไรที่มีความละเอียดอ่อนมากกว่าการทดสอบอุปกรณ์ประเภทอื่นมาก เพราะซิสเต็มเพลย์แบ็คสำหรับการเล่นแผ่นเสียงมันต้องอาศัยการแม็ทชิ่งที่ลงตัวจริงๆ ถ้าไม่สามารถหาอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบเพลย์แบ็คที่ทำงานร่วมกันได้ลงตัว คุณจะไม่สามารถชี้ชัดลักษณะเสียงของอุปกรณ์ชิ้นใดในระบบได้เลย เพราะถ้ามีปัญหาไม่แม็ทชิ่ง (mismatch) เกิดขึ้นในระบบเพลย์แบ็คของแผ่นเสียง เสียงที่ออกมาจะมีคุณภาพที่แย่ลงไปมาก บางครั้งอาจจะแย่ลงไปในระดับต่ำกว่ามากตรฐานก็เกิดขึ้นได้ง่ายๆ

ด้วยเหตุข้างต้น ผมจึงต้องจัดคิวในการทดสอบอุปกรณ์เครื่องเล่นแผ่นเสียงหลายๆ ชิ้นให้เข้ามาพร้อมกันเพื่อควบคุมในเรื่องของแม็ทชิ่ง ซึ่งในคิวนี้ นอกจากภาคขยายหัวเข็มรุ่น C-47 ของ Accuphase ตัวนี้แล้ว ผมก็ได้หัวเข็มของ Kuzma รุ่น CAR-30 เข้ามาร่วมกระบวนด้วย โดยอาศัยเทิร์นเทเบิ้ลรุ่น Stabi R กับอาร์มรุ่น Stogi Reference เป็นฐานสำคัญ ซึ่งทั้งแท่นและอาร์มของ Kuzma คู่นี้เป็นคู่ที่แม็ทชิ่งลงตัวกันมาก ตัดปัญหามีสแม็ทช์ของแท่นกับอาร์มออกไปได้อย่างสิ้นเชิง ทำให้มั่นใจได้ว่า หัวเข็ม CAR-30 ของ Kuzma สามารถเซาะข้อมูลออกมาจากร่องแผ่นเสียงได้อย่างหมดจดจริงๆ และเนื่องจากตัวอาร์ม Stogi Reference ติดขั้วต่อสัญญาณที่เชื่อมต่อจากโทนอาร์มออกมาเป็นแบบ balanced XLR ซะด้วย มันจึงเป็รอินเตอร์เฟซที่ลงตัวพอดีระหว่างเอ๊าต์พุตของหัวเข็มที่วิ่งผ่านสายสัญญาณในตัวอาร์มไปถึงอินพุตของ C-47 ในลักษณะที่เป็น balanced แท้ๆ ตลอดทั้งเส้นทาง ไม่มีช่วงต่อไหนที่ถูกลดทอนลงไป มิหนำซ้ำ ในการทดลองฟังเสียงของ C-47 ผมได้ต่อสัญญาณเอ๊าตพุตจาก C-47 ออกไปทางช่องบาลานซ์ XLR ไปที่อินพุตบาลานซ์ XLR ของอินติเกรตแอมป์ Nagra รุ่น classic INT ด้วยสายสัญญาณบาลานซ์ของ Life Audio รุ่น Gold MK II ยาว 6 เมตร ยิ่งทำให้สัญญาณจากหัวเข็มไปถึงภาคขยาย C-47 จนทะลุไปถึงภาคขยายในแอมป์ Nagra อยู่ในสถานะ truly balanced ตลอดทั้งเส้นทางจริงๆ

นอกจากการแม็ทชิ่งอุปกรณ์ต่างๆ ในระบบเพลย์แบ็คแล้ว การเซ็ตอัพตั้งค่าต่างๆ ของอุปกรณ์ในระบบเพลย์แบ็คของเครื่องเล่นแผ่นเสียงก็มีความละเอียดที่ต้องค่อยๆ ปรับจูนให้ลงตัวจริงๆ จึงจะได้เสียงที่ดีมากๆ ออกมา

เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนจริงๆ ผมจำเป็นต้องกล่าวถึงการปรับตั้งค่าของ C-47 ให้แม็ทชิ่งกับสเปคฯ ทางไฟฟ้าของหัวเข็ม Kuzma CAR-30 ด้วย ซึ่งมันสะท้อนถึงความสามารถในการใช้งานของ C-47 ที่มีความยืดหยุ่นสูง สามารถปรับตั้งใช้งานกับหัวเข็มที่มีสเปคฯ เฉพาะตัวอย่าง CAR-30 ของ Kuzma ได้ โดยผมจะขอข้ามรายละเอียดในการติดตั้งหัวเข็ม CAR-30 เข้ากับอาร์ม Stogi Reference ไปก่อน (ขอบคุณคุณกฤตย์ จาก Deco2000 ที่กรุณาติดตั้งและปรับแต่งให้) จะเน้นเฉพาะการปรับตั้งค่าของ C-47 ให้แม็ทชิ่งกับหัวเข็ม CAR-30 เป็นหลักเพื่อไม่ให้ยืดยาวเกินไป

สเปคฯ ของ CAR-30

สเปคฯ ของ C-47

จากตารางสเปคฯ ของหัวเข็ม Kuzma CAR-30 ภาพบน จะเห็นว่า มีสเปคฯ อยู่แค่ 2 ข้อที่เราสามารถปรับตั้งบนตัว C-47 เพื่อจูนเสียงให้แม็ทชิ่งกับสเปคฯ ของหัวเข็มตัวนี้ ตัวแรกคือ “Output Voltageหรือเกนเอ๊าต์พุตของหัวเข็ม CAR-30 ที่ระบุไว้ที่ 0.3mV ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำ เมื่อพิจารณาจาก Gain หรืออัตราขยายของ C-47 สำหรับหัวเข็ม MC แจ้งไว้ที่ 64dB ในสภาวะปกติ (normal gain) ซึ่งเกนจากหัวเข็มที่ 0.3mV กับเกนขยายของโฟโนสเตจที่ 64dB จะมีกำลังเพียงพอต่อการรับฟังหรือไม่ อันนี้ในแต่ละซิสเต็มที่ใช้แอมป์และลำโพงต่างกันจะให้ผลลัพธ์ต่างกัน บางซิสเต็มก็เหลือเฟือในขณะที่บางซิสเต็มไม่พอ หลังจากผมทดลองฟังดูแล้ว พบว่าเสียงที่ออกมายังขาดพลัง มีแต่ความนุ่มนวลแต่พลังดีดตัวยังไม่สุด การสวิงของไดนามิกค่อนข้างแคบ อิมแพ็คไม่หนักและแน่น เผอิญว่า C-47 มีก๊อกสอง คือ “High Gainที่สามารถ boost เกนขยายสำหรับหัวเข็ม MC เพิ่มขึ้นได้อีก 6dB เมื่อกดสวิทช์ “GAINบนหน้าปัดของ C-47 เพื่อใช้อ๊อปชั่นนี้ทำให้เกนรวมเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 70dB เสียงที่ออกมามีพลังมากขึ้นที่ระดับวอลลุ่มเดิมของแอมป์ ไดนามิกสวิงได้กว้างขึ้น ฟังดีขึ้นมาก แต่ละเสียงมีความสมจริงมากขึ้น รายละเอียดเปิดกระจ่างมากขึ้นในทุกความถี่ ให้อารมณ์เหมือนฟังดนตรีสดมากขึ้น อันนี้ต้องให้เครดิตฟังท์ชั่นปรับเกนขยายของ C-47 ตัวนี้ มีประโยชน์มากและใช้งานได้จริง!

สเปคฯ อีกตัวของหัวเข็ม CAR-30 ที่สามารถปรับตั้งบนตัว C-47 เพื่อปรับจูนเสียงได้ นั่นคือ “Load Impedanceซึ่งหัวเข็ม CAR-30 ระบุไว้ว่า ต่ำกว่าหนึ่งร้อยโอห์ม (<100 โอห์ม) ส่วนทางด้าน C-47 มีอ๊อปชั่นสำหรับการเลือกปรับตั้งโหลดอิมพีแดนซ์สำหรับอินพุตหัวเข็ม MC ได้ทั้งหมด 6 ระดับ คือ 10 โอห์ม, 30, 100, 200, 300 และ 1K โอห์ม จะเห็นว่า ถ้ายึดตามสเปคฯ ที่หัวเข็ม CAR-30 ให้มา เรามีค่าโหลดอิมพีแดนซ์ให้ปรับบนตัว C-47 เพื่อแม็ทชิ่งกับหัวเข็ม CAR-30 อยู่แค่ 2 ค่าที่ต่ำกว่าร้อยโอห์ม นั่นคือ 30 โอห์ม กับ 10 โอห์ม แต่ในทางเทคนิคแล้ว ค่าอื่นที่เหลืออีก 4 ค่าที่ สูงกว่า” 100 โอห์มก็สามารถใช้งานร่วมกับหัวเข็ม CAR-30 ได้ ไม่มีอะไรทางไฟฟ้าที่ทำให้เกิดความเสียหายกับอุปกรณ์เครื่องเสียง เพราะค่าโหลดอิมพีแดนซ์จะไปส่งผลกับเสียงในแง่ของ โทนเสียงเท่านั้น เมื่อลองใช้ค่าโหลดอิมพีแดนซ์บนตัว C-47 ที่ สูงกว่า” 100 โอห์ม ผมพบว่า เสียงจะออกไปในโทนที่สว่างขึ้น เบสกระชับสั้นลง โดยรวมจะออกขึงขัง แต่ติดแข็งกร้าวนิดๆ ยังไม่ถึงกับเสียหาย คือเป็นโทนเสียงที่ต่างออกไป ในขณะที่เมื่อเลือกใช้โหลดอิมพีแดนซ์ที่ระดับ ต่ำกว่า” 100 โอห์มตามที่สเปคฯ ของหัวเข็มแนะนำไว้ ผมพบว่า เสียงโดยรวมจะมีความนุ่มนวลมากกว่า เกรนของเสียงสะอาดเนียนกว่า และเมื่อลองฟังเทียบกันระหว่างปรับตั้งไว้ที่ 10 โอห์มกับ 30 โอห์ม ผมชอบเสียงที่ตั้งไว้ที่ 30 โอห์มมากที่สุด เสียงกลางมีมวลกำลังดี มีความฉ่ำอยู่ในน้ำเสียง สปีดและไทมิ่งของเพลงฟังดีที่สุดในจำนวนโหลดอิมพีแดนซ์ทั้งหมดที่มีให้เลือก ภาพโดยรวมของเสียงออกมากลางๆ กำลังดี ไม่แข็งกร้าวและไม่นุ่มนิ่มเกินไป (ตั้งไว้ที่ 10 โอห์มเสียงโดยรวมจะออกนุ่มนิ่มไปนิด) สรุปว่าฟังท์ชั่นนี้ก็เวิร์ค แม้ว่าจะฟังยากหน่อย แต่ความแตกต่างก็มากพอสังเกตได้ แต่ในขั้นตอนเลือกใช้ค่าไหนก็ขึ้นอยู่กับรสนิยม แต่ถ้าเอาถูกต้องจริงๆ สำหรับหัวเข็ม CAR-30 ของ Kuzma ตัวนี้มันแม็ทช์กับ C-47 ที่โหลดอิมพีแดนซ์ 30 โอห์มมากที่สุดในทรรศนะของผม ยิ่งฟังจากหลายๆ แผ่นก็ยิ่งใช่

สรุปสุดท้าย ผมลงตัวกับการปรับตั้ง GAIN ที่ C-47 ไว้ที่ระดับ “Highและเลือกปรับตั้ง Load Impedance ไว้ที่ “30 โอห์ม” (*แน่นอนว่า สายสัญญาณที่ต่อเชื่อมจากเอ๊าต์พุตของ C-47 ไปที่อินพุตของแอมป์ก็มีส่วนทำให้เสียงที่ได้จากการปรับตั้ง Load Impedance แตกต่างไปบ้างเล็กน้อย)

เสียงของ C-47

หลักการทำงานของหัวเข็มที่ใช้ในการสร้างสัญญาณเสียงขึ้นมาจากการครูดไปบนร่องแผ่นเสียงมีอยู่ 2 รูปแบบคือ แบบแรกคือใช้แม่เหล็กเคลื่อนไหวเพื่อให้สนามแม่เหล็กตัดกับขดลวด (หัวเข็ม MM) กับแบบที่สองคือใช้ขดลวดเคลื่อนไหวตัดกับสนามแม่เหล็กของแท่งแม่เหล็กที่ติดตั้งอยู่กับที่ (หัวเข็ม MC) เนื่องจากขดลวดที่ติดไว้ตรงส่วนท้ายของก้านเข็มของหัวเข็ม MC มีน้ำหนักเบากว่าแม่เหล็กที่ติดไว้ตรงส่วนท้ายของก้านเข็มของหัวเข็ม MM จึงทำให้ปลายเข็มของหัวเข็ม MC เคลื่อนไหวได้อย่างอิสระมากกว่า สามารถขยับตัวไปตามลักษณะความขรุขระของร่องแผ่นเสียงได้คล่องตัวกว่าปลายเข็มของหัวเข็ม MM ที่มีแม่เหล็กถ่วงอยู่ด้านหลัง นี่คือเหตุผลที่ทำให้หัวเข็ม MC สามารถ แกะรายละเอียดของเสียงออกมาจากร่องแผ่นเสียงได้ครบถ้วนมากกว่าหัวเข็ม MM

อัลบั้ม : Warm Your Heart (Sampler)
ศิลปิน : Aaron Neville
สังกัด : Classic Records (Quiex SV-P 200 gram)

เมื่อปี 2008 ทางค่าย Classic Records ได้ตัดแผ่น sampler ออกมาหนึ่งแผ่น เป็นแผ่นเสียง 200 gram ที่หน้า A กับหน้า B เป็นเพลงเดียวกันหน้าละสามเพลง แต่ตัดมาคนละสปีด หน้า A ตัดมาที่ 33 1/3 rpm ในขณะที่หน้า B ตัดมาที่สปีด 45 rpm ทำแบบนี้เพื่อให้ผู้ฟังได้ลองฟังเปรียบเทียบระหว่างการตัดสปีดที่ต่างนั้นส่งผลอย่างไรกับเสียง นัยเพื่อโปรโมทเวอร์ชั่นที่ทางค่ายจะตัดออกมาขายเป็นสปีด 45 rpm นั่นเอง

ผมได้แผ่นเสียงชุดนี้มาหลายปีแล้ว จำได้ว่าตอนฟังเทียบด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่มีราคาไม่ถึงสองแสน (แท่น + อาร์ม + หัวเข็ม + ภาคขยายหัวเข็ม) ปรากฏว่าความแตกต่างระหว่างสองสปีดนี้ปรากฏออกมาน้อยมาก แทบจะฟังไม่ออก แถมรู้สึกเหมือนเวอร์ชั่น 33 1/3 rpm จะเสียงอิ่มกว่าหน่อยๆ ด้วยซ้ำไป ในขณะที่เวอร์ชั่น 45 rpm จะใสและบาง ซึ่งผลไม่ควรจะออกมาแบบนั้น วันนี้ผมลองหยิบแผ่นเสียงชุดนี้มาลองฟังกับซิสเต็มนี้อีกครั้ง คราวนี้ผลลัพธ์มันตาลปัตร เวอร์ชั่น 45 rpm เสียงดีกว่ามาก.!!

เวอร์ชั่น 45 rpm ให้เสียงที่สดกว่า ทุกเสียงดูมีชีวิตชีวา ตอบสนองเร็ว ให้ความรู้สึกเริงร่า เมื่อย้อนไปฟังเวอร์ชั่น 33 1/3 rpm วูบแรกคือเหมือนเวอร์ชั่น 33 1/3 rpm จะฟังนุ่มหูกว่า แต่เมื่อเทียบกันจะจะผมพบว่าเวอร์ชั่น 33 1/3 rpm มีอาการเนิบนาบ เอื่อยเฉื่อย หน่วงช้า ไม่สดและสมจริงเท่ากับเวอร์ชั่น 45 rpm สิ่งที่ได้ยินทำให้ผมรู้ว่า C-47 มีความเที่ยงตรงสูง เมื่อจับคู่กับหัวเข็ม MC ที่มีคุณภาพสูงๆ ที่ ขุดคุ้ยรายละเอียดที่ซุกอยู่ในร่องแผ่นเสียงขึ้นมาให้ C-47 นำไปขยายต่อ

อัลบั้ม : Mulligan Meets Monk
ศิลปิน : Gerry Mulligan & Thelonious Monk
สังกัด : Analogue Productions/Riverside (AJAZ 1106)

อัลบั้ม : Portrait In Jazz
ศิลปิน : Bill Evens Trio
สังกัด : Analogue Productions/Fantasy (AJAZ 1162)

ผมเลือกแผ่นเสียงที่ตัดมาด้วยสปีด 45 rpm จากคอลเลคชั่นของผมออกมาลองฟังอีกหลายแผ่น ซึ่งทุกแผ่นที่ลองฟังกับ CAR-30 + C-47 คู่นี้ผมพบว่า เสียงที่ได้ออกมาดีกว่าตอนผมฟังกับชุดเครื่องเสียงของผมเอง (ราคารวมทั้งชุดไม่เกิน 2 แสน) มากทีเดียว อย่างแรกที่รู้สึกได้ชัดคือความใสของพื้นเสียง ซึ่งผมคิดว่าประเด็นนี้น่าจะเป็นมรรคผลที่ได้มาจากระบบการตัดลดสัญญาณรบกวน (noise reduction technology) ที่ Accuphase นำมาใช้ใน C-47 ตัวนี้แน่ๆ และเมื่อเล่นผ่านการเชื่อมด้วยระบบบาลานซ์ตลอดทั้งเส้นทาง จึงทำให้ระบบตัดเสียงรบกวนที่ Accuphase ใส่มาใน C-47 ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด ผลลัพธ์ที่ได้คือ ความสงัดของพื้นเสียงที่ดีขึ้นมาก (S/N ratio สูงขึ้น) และมีผลต่อเนื่องไปถึงช่องไฟระหว่างชิ้นดนตรีที่สะอาดมากขึ้น

คนที่ไม่ได้เกิดทันยุคนั้นมาฟังแผ่นสียงเหล่านี้อาจจะไม่เข้าใจว่าพวกเขา (นักฟังเพลงยุคเก่า) กำลังค้นหาอะไรกัน เพราะแน่นอนว่า ในแง่คุณภาพเสียงของแผ่นเสียงเพลงสแตนดาร์ดแจ๊สยุคเก่าเหล่านี้ไม่มีทางสู้งานบันทึกเสียงอัลบัมใหม่ๆ ที่ออกมาตั้งแต่ยุคปี 70 ขึ้นมาได้เลย สิ่งที่แฟนเพลงสแตนดาร์ดแจ๊สยุค ’50 – ’60 พยายามทำก็คือ หาวิธีขุดคุ้ยรายละเอียดเสียงออกมาจากมาสเตอร์เก่าๆ เหล่านั้นออกมาให้ได้มากที่สุด เพื่อให้สามารถเข้าไปใกล้กับบทเพลงที่ฝังตรึงอยู่ในมาสเตอร์เทปเก่าๆ เหล่านั้นให้ได้มากที่สุด นี่คือเหตุผลที่ค่ายเพลงไฮเอ็นด์อย่าง Analogue Productions และ Classic Records เพียรพยายามทำแผ่นเสียงเวอร์ชั่นพิเศษๆ ออกมาอยู่เรื่อยๆ ทั้งรีมาสเตอร์ใหม่ ทั้งปั๊มแผ่นด้วยสปีด 45 rpm สารพัดเทคนิคที่ขนกันออกมาทำกับงานเพลงในยุคนั้น ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของมาสเตอร์เทปนั่นเอง ถ้าคุณไม่รู้จักเพลงเหล่านั้น และคาดหวังว่าแผ่นเสียงที่ผลิตด้วยกระบวนการทำมาสเตอร์และกระบวนการปั๊มแผ่นที่ดีที่สุดจะให้เสียงออกมาดีมากๆ ชนิดที่ทำให้อ้าปากค้างขนหัวลุกล่ะก้อ.. คุณจะต้องผิดหวังอย่างแน่นอน.!

เมื่อลองเล่นแผ่นเสียงยุค ’50 – ’60 กับ C-47 ของ Accuphase ตัวนี้แล้ว ผมรับรู้ได้ถึงรายละเอียดของเสียงที่ได้ยินมากขึ้น รับรู้ถึงอารมณ์ของการบรรเลงที่ผสมออกมากับเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นมากขึ้น ได้สัมผัสกับน้ำหนักของเสียงมากขึ้น และที่ประทับใจมากๆ คือความสงัดของพื้นเสียงกับความสะอาดของเสียง ทั้งๆ ที่เป็นมาสเตอร์ที่บันทึกเสียงมานานมากแล้ว ประเด็นนี้ C-47 ทำได้น่าทึ่งมาก.!

อัลบั้ม : The Hunter
ศิลปิน : Jennifer Warnes
สังกัด : Private Music (411274)

อัลบั้ม : Bad Company
ศิลปิน : Bad Company
สังกัด : Swan Song (Premium 180g / R1 8410)

วกกลับมาลองฟังแผ่นเสียงที่ผลิตออกมาช่วงยุค ’70 ขึ้นมาบ้าง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การบันทึกเสียงมีการพัฒนาขึ้นมาสูงสุด แผ่นเสียงในยุคปี ’70 – ’80 ส่วนใหญ่จะไม่มีปัญหาทางด้านเกนของเสียงที่บันทึกมาจากสตูดิโอ และเมื่อนำมาปั๊มเป็นแผ่นเสียงจึงได้เกนขยายของแผ่นที่แรงพอ เมื่อนำมาเล่นผ่าน CAR-30 + C-47 คู่นี้จึงได้เสียงที่ดีมากๆ ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นไดนามิก, ซาวนด์สเตจ, ฮาร์มอนิก กับรายละเอียดที่ครบถ้วน และเมื่อผสมรวมเข้ากับลักษณะของเนื้อเสียงที่เป็นจุดเด่นของระบบเพลย์แบ็คอะนาลอกดีๆ นั่นคือ เข้ม“, “เนียนและ ไม่แบนคือมีทรวดทรงสามมิติ ทำให้เสียงที่ออกมามีครบทั้งความละมุนหูและความกลมกล่อมที่อธิบายยาก ซึ่งนี่คือความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง analog source ดีๆ กับ digital source แม้ว่าในปัจจุบัน ระบบดิจิตัลเพลย์แบ็คจะพัฒนาประเด็นที่ว่านี้ขึ้นมาได้ดีมากๆ จนใกล้เคียงกับระบบเพลย์แบ็คอะนาลอกแล้วก็ตาม แต่ถ้าเป็นระบบเพลย์แบ็คอะนาลอกที่ดีจริงๆ ก็ยังทำได้เหนือกว่าในแง่ของความละมุนและความกลมกล่อมที่ว่า

สรุป

สำหรับคนที่เก็บสะสมแผ่นเสียงไว้เยอะแล้ว และหูของคุณก็ซึมซาบลักษณะเด่นของเสียงที่ได้จากแผ่นเสียงจนฝังอยู่ในโสตประสาทไปแล้ว คุณก็ไม่มีทางเลี่ยงที่จะต้องเลือกฟังจากแผ่นเสียง แม้ว่าบางคนอาจจะมี source ครบทั้งดิจิตัลและอะนาลอก แต่เชื่อว่าคนที่มีระบบอะนาลอกเพลย์แบ็คดีๆ จะยังคงให้ความเชื่อมั่นกับแผ่นเสียงมากกว่า เมื่อใดก็ตามที่คุณเกิดความรู้สึกอยากที่จะ ขุดคุ้ยรายละเอียดของเพลงที่ฝังอยู่ในร่องแผ่นเสียงที่คุสะสมเอาไว้ออกมาเชยชมให้ได้มากกว่าที่ฟังอยู่ ผมอยากแนะนำให้ทดลองหิ้วแผ่นเสียงของคุณไปลองฟังกับ C-47 ตัวนี้ดูสักหน่อย มันคือตัวเลือกที่น่าสนใจมากสำหรับยุคนี้ โดยเฉพาะคนที่ใช้อาร์มที่ให้เอ๊าต์พุตออกมาเป็นบาลานซ์ผ่านขั้วต่อ XLR คุณต้องลองให้ได้.! /

***********************
ราคา : 290,000 บาท / ตัว
***********************
สนใจติดต่อที่
HI-END AUDIO
โทร
. 062-551-2410
facebook: @hiendaudiothailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า