รีวิว Marantz รุ่น Model 30 Class-D Stereo Integrated Amplifier

ต้องยอมรับว่า ในจำนวนแบรนด์ระดับตำนานด้วยกันแล้ว Marantz เป็นหนึ่งในผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียง Hi-Fi 2 Channel ที่มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองมาตลอด ในแต่ละปีเราจะเห็นผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของ Marantz ออกมาในตลาดอย่างต่อเนื่อง

ในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา ทุกครั้งที่เห็นชื่อ Marantz เราจะเห็นชื่อของ Ken Ishiwataเคียงคู่กันออกมาเสมอ ซึ่ง Ken คนนี้คือแบรนด์เอมบาสเดอร์ของ Marantz มานาน ภาพของเคนคือหัวหน้าโปรเจคในการปรับจูนเสียงของเครื่องเล่นซีดีและแอมปลิฟายของมาร้านซ์มาโดยตลอด แต่หลังจากเคนเสียชีวิตลงไป ความสงสัยที่เกิดขึ้นในใจของนักเล่นเครื่องเสียงที่เป็นแฟนของ Marantz มีอยู่ 2 ข้อ ข้อแรก ผลิตภัณฑ์ของมาร้านซ์จะยังคงมีการปรับจูนเสียงเป็นพิเศษอยู่อีกรึป่าว.? และข้อสอง ถ้าการปรับจูนเสียงยังคงเป็นจุดขายของ Marantz ใครจะมาเป็นแอมบาสเดอร์คนต่อไป หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ใครจะมาเป็นคนควบคุมการปรับจูนเสียงของ Marantz ต่อไป.?

โมดูล NC500 ของ Hypex ที่ใช้ใน Model 30

Model 30คือผลิตภัณฑ์ซีรี่ย์ใหม่เอี่ยมของ Marantz ที่มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นกับอินติเกรตแอมป์รุ่น Model 30 หลักๆ อยู่ 3 อย่าง ที่มองเห็นได้ชัดเจน อย่างแรกคือหน้าตาที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง, อย่างที่สอง คือ Model 30 เป็นแอมปลิฟายตัวแรกของ Marantz ที่หันมาใช้ภาคขยายแบบสวิชชิ่ง Class-D โดยใช้โมดูลของ Hypex รุ่น NC500/SMPS600 เป็นแกนหลัก, ส่วนการเปลี่ยนแปลงอย่างที่สามที่เห็นได้จากการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ซีรี่ย์ 30 ครั้งนี้ นั่นคือ เปิดเผยโฉมหน้าของคนจูนเสียงคนใหม่ที่มาร้านซ์ใช้คำเรียกเขาว่า Sound Masterเห็นแต่รูปอยู่ในเว็บไซต์ แต่ไม่ปรากฏชื่อเสียงเรียงนามว่าเป็นใคร ซึ่งดูจากรูปแล้วต้องยอมรับว่า look ของซาวนด์มาสเตอร์คนนี้ดูไม่ขลังเหมือน Ken Ishiwata แต่ก็ไม่แน่ เขาคนนี้อาจจะเป็น ตัวจริงที่นั่งปรับจูนเสียงอยู่ในแล็ปฯ ก็เป็นได้ ในขณะที่เคนเป็นคนออกสื่ออย่างไรก็ตาม คงต้องพิสูจน์กันที่คุณภาพเสียงของซีรี่ย์ 30 นี่แหละ.!

รูปร่างหน้าตา

ในเว็บไซต์ของ Marantz เขาใช้คำโฆษณาในส่วนของการออกแบบไว้ว่า “Designed to replicate the sensitivity and feel of a vintage analog amplifier..” เหมือนต้องการจะเอาดีไซน์หน้าตาภายนอกที่ทำออกมาให้ดูย้อนไปยุคอะนาลอกเข้ามาถ่วงดุลกับดีไซน์วงจรขยายด้านในที่มาทางสมัยใหม่เข้าข่ายดิจิตัลเต็มตัว ผมเดาว่าคงจะกลัวว่านักเล่นฯ ยุคอะนาลอกอาจจะไม่ยอมรับ เลยพยายามเอามุขดีไซน์หน้าตาย้อนยุคเข้ามาล่อกระมัง

ถ้าจะเทียบรุ่นโดยเอาสเปคฯ และลักษณะการออกแบบมาประกบกัน ผมว่ารุ่น Model 30 ตัวนี้น่าจะไปเทียบได้กับอินติเกรตแอมป์รุ่น PM15S2 ของแบรนด์เดียวกันที่ออกมาประมาณ 3 – 4 ปีที่แล้ว ยังไม่น่าจะขึ้นไปถึงรุ่น PM10 ซึ่งเป็นอินติเกรตแอมป์ระดับ “Referenceของมาร้านซ์ ซึ่งผมเดาว่า อนาคต Marantz น่าจะมีอินติเกรตแอมป์ยุคใหม่แบบนี้แต่ใหญ่กว่า Model 30 ออกมาอีก เพื่อไปประกบกับ PM10 ที่ยืนเป็นเบอร์หนึ่งทางฝั่งอะนาลอก แอมปลิฟายในปัจจุบัน

เมื่อพิจารณาจากภายนอกพบว่า สัดส่วนระหว่าง PM15S2 กับ Model 30 ถือว่าอยู่ในพิกัดเดียวกัน ทั้งความกว้าง x ลึก และสูง ใกล้เคียงกันมาก ส่วนที่ทำให้ทั้งสองรุ่นนี้ฉีกห่างจากกันมากที่สุดก็คือ หน้าตาซึ่ง Model 30 กระโดดหนีออกมาจากอัตลักษณ์เดิมๆ ของมาร้านซ์ที่ยึดเหนี่ยวมานานหลายสิบปีอย่างชัดเจน หน้าตาของ Model 30 เมื่อดูเผินๆ เหมือนกับจะเก่าๆ โบราณๆ แต่โดยรวมๆ แล้วผมชอบนะ ผมว่ามันมีส่วนผสมที่หลอมรวมกันได้อย่างกลมกลืนระหว่างการจัดเลย์เอ๊าต์เรียงปุ่มใช้งานตามแบบฉบับของอินติเกรตแอมป์สมัยก่อนเข้ากับความทันสมัยของลวดลายที่ทำเป็นหลุมเหลือบเงาบนหน้าปัดที่แยกเป็นสองชั้นและมีไฟส่องด้านข้าง ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงชนิดถอนรากถอนโคนก็ว่าได้ เลย์เอ๊าต์ของปุ่มปรับและรูเสียบหูฟังที่อยู่บนแผงหน้าถูกย้ายที่เปลี่ยนตำแหน่งทั้งหมด เท่าที่เห็นมีอยู่แค่ 2 อย่างเท่านั้นที่ยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม นั่นคือ โลโก้ Marantz สีทองกับจอแสดงผลทรงกลมที่ติดตั้งอยู่ตรงกลางของแผงหน้าปัดเป๊ะๆ

บนแผงหน้าปัดของ Model 30

1 = ปุ่ม Power สำหรับกดเปิดเครื่องกับสแตนด์บาย
2 = แผงหน้าชั้นที่สอง
3 = จอแสดงผลการทำงาน
4 = รูปเสียบแจ๊คหูฟังขนาด 6.3mm
5 = ปุ่มหมุนเลือกอินพุต
6 = ปุ่มหมุนเลือกภาคขยายแต่ละประเภทของหัวเข็ม
7 = ปุ่มหมุนปรับเสียงทุ้ม
8 = ปุ่มหมุนปรับเสียงแหลม
9 = ปุ่มหมุนปรับบาลานซ์ของเสียง
10 = ปุ่มวอลลุ่ม ใช้หมุนปรับความดัง

แผงด้านหลังของ Model 30

11 = ขั้วต่อสัญญาณอินพุตสำหรับ CD
12 = ขั้วต่อสัญญาณอะนาลอก อินพุต ทั้งหมด 5 ช่อง
13 = ขั้วต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุต
14 = ขั้วต่อสัญญาณอะนาลอก ปรีเอ๊าต์ฯ
15 = ขั้วต่อสัญญาณอะนาลอก เพาเวอร์แอมป์อินพุต
16 = ขั้วต่อสัญญาณรีโมท คอนโทรลจากภายนอก
17 = จุดต่อเชื่อมกราวนด์ของเครื่องเล่นแผ่นเสียง
18 = ขั้วต่อสัญญาณอะนาลอก อินพุตสำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง
19 = ขั้วต่อสายลำโพง
20 = ขั้วต่อหัวปลั๊กของสายไฟเอซี

Model 30 ไม่มีเมนสวิทช์ด้านหลัง เมื่อเสียบสายไฟเอซีเข้าที่เต้ารับด้านหลัง ไฟเลี้ยงจะถูกส่งเข้าสู่สวิทช์ Power ที่อยู่บนหน้าปัดที่แผงหน้าทันที ซึ่งการเปิดเครื่องเพื่อเริ่มใช้งานสามารถทำได้ 2 ทาง ทางแรกคือกดลงไปที่ปุ่ม Power โดยตรง กับอีกทางคือกดปุ่ม Power บนรีโมทไร้สายที่แถมมาให้ และเนื่องจากอินติเกรตแอมป์ตัวนี้มีวงจร “Auto Standby Modeติดตั้งมาให้ เมื่อไม่มีสัญญาณเสียงส่งเข้ามาที่อินพุตของตัวเครื่องนานเกิน 30 นาที ตัวเครื่องจะปิดการทำงานเองโดยอัตโนมัติ ซึ่งฟังท์ชั่นนี้จะถูกตั้งไว้ที่สถานะ “Onมาจากโรงงาน ถ้าคุณต้องการปิดการทำงานของโหมด Auto Standby นี้ให้กดที่ปุ่ม Power ที่ตัวเครื่อง หรือปุ่ม Power บนรีโมทไร้สายค้างไว้ประมาณ 5 วินาที แล้วดูที่หน้าจอ จะปรากฏคำว่า “Auto STBY Offขึ้นมาแสดงว่าสั่งปิดฟังท์ชั่นนี้แล้ว และถ้ากดปุ่มเดิมค้างไว้เท่าเวลาเดิมจะมีตัวอักษรขึ้นมาเป็น “Auto STBY Onเป็นการสั่งเปิดใช้งานฟังท์ชั่นนี้ สลับกันไปแบบนี้เรื่อยๆ

นอกจากฟังท์ชั่น Auto Standby Mode แล้ว Model 30 ตัวนี้ก็ยังมีฟังท์ชั่นอื่นๆ ติดตั้งมาให้ใช้งานเหมือนกับอินติเกรตแอมป์ซีรี่ย์ PM ที่ออกมาก่อนหน้านี้ อาทิเช่น ฟังท์ชั่นปรับทุ้มแหลม, ฟังท์ชั่น Source Direct รวมถึงฟังท์ชั่นที่น่าสนใจอีกฟังท์ชั่นหนึ่งของ Model 30 นั่นคือฟังท์ชั่น Pre-Out/Main-In คือมีช่องเอ๊าต์พุต “Pre-Outสำหรับใช้งานร่วมกับเพาเวอร์แอมป์ภายนอก กับช่อง “Main-Inสำหรับใช้งานร่วมกับปรีแอมป์จากภายนอกมาให้ ใครที่ใช้ external DAC ที่มีภาคปรีแอมป์ในตัว คุณสามารถใช้ปรีแอมป์ในตัว DAC ร่วมกับช่อง Main-In ของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ได้เลย ซึ่งจะได้เสียงของ external DAC ออกมาตรงกับบุคลิกของมันมากที่สุด ตัดปัญหาวอลลุ่มซ้อนวอลลุ่มออกไปได้อย่างเด็ดขาด

Model 30 เป็นอินติเกรตแอมป์แบบ pure analog คือไม่มีภาค DAC ในตัว ช่องต่อเชื่อมสัญญาณที่ติดตั้งอยู่ที่แผงหลังทั้งหมดนั้นรองรับเฉพาะสัญญาณอะนาลอกเท่านั้น โดยมีช่องรับสัญญาณเสียงเข้ามาในตัวเครื่อง (Input) ทั้งหมด 6 ชุด แยกเป็นอินพุตสัญญาณ Line Input จำนวน 3 ช่อง, ช่องอินพุต CD หนึ่งช่อง, ช่องอินพุต Phono และช่องอินพุต Main-In สำหรับเชื่อมต่อกับปรีแอมป์ภายนอกอีกหนึ่งช่อง นอกจากนั้น อินติเกรตแอมป์ตัวนี้ยังให้ลูปสำหรับการบันทึกเสียงมาอีก 1 ชุด สังเกตว่า ที่ช่องอินพุต CD และ Phono (ศรชี้) จะใช้ขั้วต่อที่มีคุณภาพสูงกว่าช่องอินพุตอื่นๆ แสดงถึงความพิถีพิถันมากเป็นพิเศษกับ source หลักสองชนิดนี้

นอกเหนือจากช่องอินพุตทั้งหลายแล้ว Model 30 ยังมีลูปสำหรับรองรับสัญญาณสั่งงานจากระบบรีโมทภายนอกมาให้ด้วย ช่องเสียบหัวปลั๊กของสายไฟเอซี (20) ที่ให้มาก็เป็นแบบถอดเปลี่ยนได้ เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถอัพเกรดคุณภาพของสายไฟเอซีได้ง่ายขึ้น

รีโมทไร้สาย

ตัวถังของรีโมทไร้สายที่แถมมาให้กับ Model 30 ไม่ได้ทำด้วยพลาสติกเหมือนรุ่นอื่นๆ แต่ทำด้วยโลหะ ดูแข็งแรง ส่วนปุ่มปรับใช้งานก็ยังคงเยอะมาก ลานตาเหมือนเดิม ที่ต้องมีปุ่มเยอะก็เพราะมันเอาปุ่มควบคุมการทำงานของเครื่องเล่น SACD/CD รุ่น SACD 30n ที่อยู่ในซีรี่ย์เดียวกันมารวมไว้ด้วย ส่วนที่ใช้ควบคุมการทำงานของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้จริงๆ แล้วมีอยู่แค่ไม่กี่ปุ่มเท่านั้น

ดีไซน์ภายใน

ภาคขยายของ Model 30 ยังคงออกแบบด้วยแนวทางเดิมคือใช้วงจรขยายสัญญาณแค่ 2 สเตจ และดีไซน์วงจรโดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิคแบบ discrete ทั้งหมด พร้อมทั้งแยกภาคจ่ายไฟเลี้ยงระหว่างการทำงานของภาคปรีแอมป์ กับภาคเพาเวอร์แอมป์ออกจากกันเป็น 2 ชุด จากภาพด้านบน ในกรอบสีเหลืองขวามือนั้นคือวงจรของภาคปรีแอมป์ที่เชื่อมต่อโดยตรงอยู่กับอินพุตทั้งหมด โดยมีภาคจ่ายไฟในกรอบสีเขียวคอยสนับสนุนไฟเลี้ยงให้ ในขณะที่ภาคเอ๊าต์พุตเป็นโมดูล class-D ของ Hypex แยกสำหรับแชนเนลซ้ายและแชนเนลขวาด้านละแผง (ในกรอบสีฟ้า ภาพบน และศรชี้สีแดง ภาพล่าง) โดยมีภาคจ่ายอีกชุดในกรอบสีม่วงคอยสนับสนุนทางด้านไฟเลี้ยงให้

เพื่อป้องกันการรบกวนข้ามแชนเนล (crosstalk) วิศวกรของมาร้านซ์ได้ใช้แผ่นทองแดง (ศรชี้สีน้ำเงิน – ภาพบน) เข้าไปกั้นระหว่างโมดูล N-core ทั้งสอง ส่วนก้อนทรงกระบอกสีดำๆ ตรงกลางเครื่องนั้นคือทรานฟอร์เมอร์ที่ทำหน้าที่จ่ายไฟเลี้ยงให้กับวงจรของภาคปรีฯ นั่นเอง

ถ้าสังเกตที่แผงวงจรของภาคปรีฯ (ในกรอบสีเหลือง) จะเห็นว่ามีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคเยอะมาก ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว วงจรขยาย class-D เป็นอะไรที่ตรงไปตรงมา อุปกรณ์ที่ใช้ในวงจรจึงมีจำนวนไม่เยอะ ส่วนที่จะทำให้เสียงโดยรวมออกมาดีหรือไม่ดี จะไปขึ้นอยู่กับ สัญญาณต้นทางที่ส่งมาจากภาคปรีแอมป์เป็นหลัก คือถ้าปรีแอมป์จัดการกับสัญญาณมาดีพอทั้งการขจัดสัญญาณรบกวน (noise), การคลี่ความถี่ (frequency range), การจัดอัตราขยาย (gain) ของสัญญาณเอาไว้ในระดับที่เหมาะสมแล้ว ภาคขยาย class-D ก็ทำหน้าที่แค่จ่ายกำลังออกไปสู้กับ โหลดหรือแรงต้านของลำโพง เพื่อให้สัญญาณเสียงทะลุผ่านไปที่ลำโพงได้อย่างรวดเร็วและครบถัวนตามต้นทางมากที่สุด ถ้าเอ๊าต์พุตของแอมป์มีพลังมากพอสำหรับการควบคุมการขยับตัวของไดอะแฟรมได้อย่างเต็มที่จริงๆ จะทำให้การขยับตัวของไดอะแฟรมมีความเป็นอิสระ ไม่ต้านกับสัญญาณเสียง ดังนั้นแล้ว คุณภาพเสียงที่ได้จากการผลักดันอากาศของไดอะแฟรมออกไปจากตัวลำโพงก็จะขึ้นอยู่กับคุณภาพของสัญญาณเสียงที่ภาคปรีแอมป์สร้างขึ้นมานั่นเอง.. พูดง่ายๆ คือ ภาคปรีฯ ดีแค่ไหน เสียงโดยรวมก็มีแนวโน้มว่าจะออกมาดีแค่นั้น

เคล็ดลับสำคัญที่ Marantz นำมาใช้กับภาคเอ๊าต์พุตของปรีแอมป์ในรุ่น Model 30 ที่เชื่อมต่อกับภาคเพาเวอร์แอมป์ในตัวมันก็ยังคงเป็นวงจร HDAM (Hyper-Dynamic Amplifier Module) โดยเป็นเวอร์ชั่น HDAM-SA3 ที่ประกอบขึ้นมาด้วยคอมโพเน้นต์แบบแยกชิ้นทั้งหมด จึงไม่มีปัญหาการจำกัดกระแสเหมือนเอ๊าต์พุตที่ใช้ไอซี opamp ในแง่ของผู้ใช้ก็แค่เลือกหาลำโพงมาแม็ทชิ่งกับแอมป์ฯ โดยพิจารณาลำโพงที่ไม่ เกินกำลังขับของแอมป์เป็นอันดับแรก จากนั้นก็ดูที่ความสามารถในการรองรับสัญญาณของไดเวอร์, วงจรเน็ทเวิร์ค และโครงสร้างของตัวตู้ที่แข็งแรงไม่สร้างปัญหาข้างเคียงให้กับเสียงที่ไดเวอร์สร้างขึ้นมา แค่นี้ก็ได้เสียงที่ดีแล้ว

เซ็ตอัพเพื่อทดสอบ Model 30

สเปคฯ ของ Model 30 แจ้งตัวเลขกำลังขับเอาไว้สวยหรูมาก คือ ทำได้ 100W ต่อข้างที๋โหลด 8 โอห์ม และสามารถปั๊มออกมาได้มากเป็นสองเท่าคือ 200W ต่อข้างเมื่อโหลดลดลงไปครึ่งหนึ่งเหลือ 4 โอห์ม ซึ่งดูจากตัวเลขกำลังขับไปประกบกับขนาดของตัวเครื่องแล้ว มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่นี่แหละคือประสิทธิภาพเนื้อๆ ของภาคขยาย class-D.!!

กำลังทดลองฟัง Model 30 ร่วมกับเครื่องเล่นแผ่น SACD/CD ของ Arcam รุ่น CD27 กับลำโพง Totem Acoustic รุ่น Element ‘Ember’ ซึ่งเซ็ตนี้แม็ทชิ่งกันดี.!

จากการทดลองขับลำโพงที่ผมมีอยู่พบว่า Model 30 ตัวนี้ไปกันได้ดีกับลำโพงสองทางวางขาตั้งทั้ง 3 คู่ที่ผมมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น Totem Acoustic รุ่น The One และรุ่น Element ‘Ember’ กับอีกคู่คือ ATC รุ่น SCM7 (เวอร์ชั่นดั้งเดิม) ซึ่งในจำนวนทั้งหมดนี้ผมพบว่า Totem Acoustic รุ่น The One ของผมแม็ทฯ กับ Model 30 มากที่สุด.!

ชุดนี้ทีเด็ด..!!

ในการทดสอบขั้นตอนสุดท้ายเพื่อเก็บรายละเอียด ผมทำการเชื่อมต่อระหว่าง The One กับ Model 30 ด้วยสายลำโพงของ Purist Audio Design รุ่น Aqueous Aureus ยาวข้างละสองเมตร ส่วนสัญญาณต้นทางผมใช้เครื่องเล่นซีดี Arcam รุ่น CD27 เล่นแผ่นซีดีและแผ่น SACD สลับกับเครื่องเล่น SACD/CD ของ Marantz รุ่น SACD 30n (คู่ขาในซีรี่ย์ 30 ของ Model 30) แล้วส่งผ่านสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุต มาเข้าทางช่องอินพุต CD ของ Model 30 ด้วยสายสัญญาณ RCA ของ Purist Audio Design รุ่น Museous (REVIEW)(Model 30 ไม่มีอินพุตบาลานซ์ XLR) และในตอนท้ายผมยังใช้ชุดเล่นไฟล์เพลงทดสอบกับอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ด้วย โดยเล่นไฟล์เพลง PCM ผ่าน roon nucleus+ แล้วส่งสัญญาณดิจิตัลผ่านสาย USB ของ Nordost รุ่น Valhalla 2 ไปแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกที่ Audio-gd รุ่น R-8 (REVIEW) ก่อนจะเชื่อมต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจาก R-8 ไปที่ Model 30 ผ่านเข้าทางช่องอินพุต CD โดยใช้สายสัญญาณ RCA ของ Purist Audio Design เส้นเดียวกัน

ทดลองฟังเอ๊าต์พุตหูฟัง

ผมใช้หูฟังฟูลไซร้ 3 ตัวคือ AKG รุ่น K702/65th, Sennheiser รุ่น HD650 และ beyerdynamic รุ่น T1 Gen.3 ทดลองฟังกับภาคขยายหูฟังของ Model 30 ผลลัพธ์ทางด้านกำลังขับพบว่า ภาคขยายหูฟังของ Model 30 สามารถขับดันหูฟังทั้งสามตัวให้ได้ ความดังออกมาได้ตามความต้องการทุกตัว แม้ว่าจะต้องใช้วอลลุ่มกับ HD650 ที่มากกว่าอีกสองตัวที่เหลือ แต่เสียงที่ออกมาจาก HD650 ก็ไม่ได้ dark มาก ยังคงสามารถดันเสียงกลางให้ลอยเป็นตัวขึ้นมาได้ และสามารถปล่อยประกายของปลายเสียงแหลมออกมาได้ ไม่จม แสดงว่ากำลังขับหูฟังของ Model 30 มากพอในการขับดันหูฟังระดับกลางและกลางสูงทั้งสามตัวที่ผมมีอยู่ได้สบายๆ และน้ำเสียงที่ออกมาก็เป็นส่วนผสมระหว่างบุคลิกของหูฟังทั้งสามตัว ผสมกับพลังเสียงที่ให้การย้ำเน้นหัวโน๊ตที่ชัดเจน ตั้งแต่แหลมลงไปถึงทุ้ม ทำให้ได้ลักษณะของเสียงที่เข้มข้น ไม่บาง ไม่ป้อแป้ สำหรับผมถือว่าสอบผ่านสบายๆ สำหรับภาคขยายหูฟังที่ Model 30 ให้มา สามารถใช้ฟังเพลง (แบบเอาเรื่อง) ในสภาวะที่ต้องการความเงียบส่วนตัวได้เลย.!

เสียงของ Model 30

ก่อนจะไปพูดถึงบุคลิกและคุณภาพเสียงของ Model 30 ผมต้องขอตรวจเช็คการใช้งานฟังท์ชั่นต่างๆ ของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ดูก่อนว่ามีฟังท์ชั่นไหนส่งผลกระทบกับเสียงบ้างหรือเปล่า.? เพราะโดยปกติแล้ว แอมป์ที่มีฟังท์ชั่นเยอะๆ แบบนี้มักจะมีบางฟังท์ชั่นที่ไปเกี่ยวข้องกับระบบไฟเลี้ยงซึ่งทำให้ส่งผลกับเสียงในแง่ใดแง่หนึ่งเสมอ ซึ่งในคู่มือของ Marantz เองก็มีแจ้งไว้ อย่างเช่น แนะนำให้ปิดไฟหน้าจอและไฟส่องด้านข้างของแผงหน้าปัด จะทำให้ได้เสียงที่ดีขึ้น อีกฟังท์ชั่นที่ ปิด” (Off) กับ เปิด” (On) จะทำให้เสียงเปลี่ยนไปแบบรู้สึกได้ทันที นั่นคือฟังท์ชั่น Tone Control ที่ใช้ปรับทุ้มแหลมบาลานซ์ นั่นเอง ซึ่งในการฟังทดสอบคุณภาพเสียงของ Model 30 ผมเลือกปิดทั้งสองฟังท์ชั่น

สิ่งแรกที่กระทบกับโสตประสาทของผมอย่างแรงก็คือ บุคลิกของเสียงที่ แผ่เต็มชิ้นดนตรีถูกเกลี่ยให้กระจายตัวออกไปโดยรอบ ซึ่งเป็นลักษณะของเสียงที่เกิดจากการที่แอมป์มีกำลัง มากพอในการควบคุมการทำงานของลำโพงนั่นเอง และแต่ละเสียง (เครื่องดนตรีและเสียงร้อง) ที่พุ่งผ่านลำโพงออกมาก็มี ความเป็นตัวตนที่ชัดเจน แสดงว่าระบบแมคคานิคและความต้านทานทางไฟฟ้าของลำโพงถูกแอมป์ควบคุมได้อยู่หมัด ไม่ส่งผลกับเสียงเพลงที่ออกมา ทำให้เกิดความชัดเจนลงไปที่ตัวเสียงแต่ละเสียง สามารถรับรู้ได้ว่า เสียงแต่ละเสียงเป็นเสียงของเครื่องดนตรีประเภทไหน ตรึงตำแหน่งอยู่ตรงจุดไหนของสนามเสียง และแต่ละชิ้นเสียงกำลังเคลื่อนไหวอย่างไร ช้าเร็วหรือดังเบา โดยไม่มีการรบกวนซึ่งกันและกัน

ประเด็นนี้ถือว่าเป็นจุดเด่นแรกของ Model 30 ที่ผมพบ ซึ่งเป็นประเด็นที่น่าสนใจ คือโดยปกติแล้ว แอมป์ในระดับกลางๆ ที่มีกำลังขับสูงๆ มักจะให้เสียงที่มีลักษณะพุ่งดันออกมาจากลำโพง ไม่แผ่และเกลี่ยออกไปรอบๆ ทำให้ฟังแล้วเหมือนเสียงถูก boost ไปที่บางจุดของเวทีเสียง ในขณะที่ Model 30 ตัวนี้ใช้วิธี เกลี่ยกำลังขับที่มีออกไปให้กับความถี่ต่างๆ ได้อย่างทั่วถึง ทำให้ระดับความดังของเสียงมีลักษณะที่แผ่กระจายออกไปให้กับเสียงของโน๊ตดนตรีที่อ้างอิงมาจากสัญญาณต้นทาง ปรับเปลี่ยนกันไปตามลีลาของเพลง จึงไม่มีความรู้สึกว่าเสียงที่ฟังถูก boost ตรงจุดใดจุดหนึ่งโดยเฉพาะ อย่างเช่น บางช่วงของเพลงที่เสียงเบสเน้นน้ำหนักขึ้นมา ผมก็รู้สึกได้ว่าเสียงเบสมันมีพลังมากขึ้นในจังหวะนั้น และเมื่อถึงช่วงโหมของเสียงกลางและแหลม กำลังขับของ Model 30 ก็เปลี่ยนไปจ่ายให้กับย่านกลางและแหลม โปรดอย่าถามผมนะว่า แอมป์ตัวนี้มันทำอย่างนั้นได้ยังไง.? ผมก็ไม่ทราบ คงต้องไปถามวิศวกรที่ออกแบบแอมป์ตัวนี้ แต่ถ้าจะให้เดา ผมว่าผลน่าจะมาจากแนวทางการทำงานของวงจรขยาย class-D ซึ่งตอบสนองสัญญาณได้เร็ว และสามารถจ่ายกำลังได้เยอะในเสี้ยววินาทีตามสัญญาณจากภาคปรีฯ ที่แปรผันไป ผสานกับภาคปรีแอมป์ของ Model 30 ที่ผมคิดว่าน่าจะมีความสามารถในการ คลี่คลายรายละเอียดของเสียงจากอินพุตออกมาได้ครบทั้งทางด้าน dynamic range และ frequency range ใกล้เคียงกับสัญญาณต้นทางที่มาจากเพลเยอร์ เพราะพิจารณาจากคุณสมบัติในส่วนของการตอบสนองความถี่ตลอดย่าน หรือ frequency Respone ของ Model 30 ตัวนี้ที่เปิดโล่งตั้งแต่ 5Hz ขึ้นไปจนถึง 50kHz ครอบคลุมย่านความถี่จากอินพุตทั้งหมด มันจึงไม่ต้องเจอกับปัญหา compress ความถี่ และเมื่อความถี่ของสัญญาณอินพุตไม่ถูกตัดทอนในขั้นตอนการขยาย จึงส่งผลให้สามารถรักษาส่วนที่เป็น “timingของสัญญาณต้นฉบับเอาไว้ได้อีกด้วย (น่าจะเป็นมรรคผลที่ได้มาจากวงจร HDAM-SA3 อยู่พอสมควรในประเด็นนี้)

อัลบั้ม : Dream with Dean – The Intimate Dean Martin (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Dean Martin
สังกัด : Reprise Records

ฟังจากอัลบั้มนี้อัลบั้มเดียวแทบจะบ่งบอกคุณลักษณะของ Model 30 ออกมาได้ทั้งหมด เริ่มจากเสียงกลางโดยโฟกัสไปที่เสียงร้องของดีน มาร์ตินในอัลบั้มนี้ ซึ่งลอยออกมาด้านหน้าของซาวนด์สเตจแบบ เต็มตัวเนื้อมวลเข้มและสะอาด นวลเนียน ไม่มีเกรนหยาบๆ ของความเป็นดิจิตัลติดออกมาเลย ซึ่งความนวลเนียนของเสียงที่ได้ยินสะดุดหูของผมมาก มันสะอาดจริงๆ ผมพลิกไปดูสเปคฯ THD ของแอมป์ตัวนี้จึงไม่แปลกใจที่ได้ยินอะไรแบบนั้น เพราะในสเปคฯ ระบุความเพี้ยนรวมของฮาร์มอนิกไว้แค่ 0.005% เท่านั้นเอง.! (วัดที่ 1kHz/8 โอห์ม) ตามมาด้วยเสียงทุ้มที่เป็นจุดสังเกตที่ผมคิดว่าเป็นคุณสมบัติเด่นของอินติเกรตแอมป์ตัวนี้อีกจุดหนึ่ง คือมันเป็นเสียงทุ้มที่ฉีกตัวหลุดออกไปจากความถี่ในย่านกลางได้อย่างหมดจด ซึ่งทุ้มในอัลบั้มนี้คือเสียงดับเบิ้ลเบสที่เล่นโดย Red Mitchell พอได้ยินจากแอมป์ตัวนี้ มันทำให้รู้ทันทีว่าเป็นเสียงของดับเบิ้ลเบส.! นี่คือความเจ๋งของแอมป์ตัวนี้ คือมันให้เสียงที่มีความเที่ยงตรงสูง แยกแยะรายละเอียดในแต่ละความถี่ออกมาได้เด็ดขาดมาก (อย่าลืมว่ามันตอบสนองความถี่กว้างมากนะตั้งแต่ 5Hz ไปจนถึง 50,000Hz!) ผมแทบจะไม่พบอาการเหลื่อมทับของตัวโน๊ตระหว่างความถี่ย่านใกล้เคียงกันจากแอมป์ตัวนี้เลย โดยเฉพาะความถี่ในย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มตอนกลางๆ ซึ่งเป็นย่านเสียงที่แอมป์ระดับกลางๆ ลงไปถึงระดับล่างส่วนใหญ่จะไม่มีความสามารถในการแยกแยะที่ดีเหมือนแอมป์ระดับไฮเอ็นด์ฯ ขึ้นไป ในขณะที่ Model 30 ถ่ายทอดความถี่ในย่านนี้ออกมาได้อย่างใส สะอาดมาก ซึ่งผมมองว่านี่คือคุณสมบัติที่โดดเด่นมากที่สุดของ Model 30 ตัวนี้

อัลบั้ม : Reunion At Carnegie Hall 1963 (SACD/DSD64)
ศิลปิน : The Weavers
สังกัด : Analogue Productions

นี่เป็นอีกอัลบั้มหนึ่งที่โชว์ความโดดเด่นในการถ่ายทอดเสียงกลางที่อิ่มเข้มและเสียงทุ้มที่สะอาดและลงลึกของ Model 30 ซึ่งโดยปกติแล้ว ผมมักพบว่าเพลงในอัลบั้มนี้จะออกมาบางๆ เบาๆ มวลไม่ค่อยเข้มข้น เนื้อเสียงตั้งแต่ย่านกลางลงไปถึงทุ้มไม่ค่อยหนาแน่น เสียงโดยรวมจะออกมาใสๆ ลอยๆ เหมือนว่ามีแต่ความถี่กลางสูงขึ้นไปถึงสูงกับความถี่ย่านทุ้มล่างๆ เท่านั้น แต่เมื่อนำมาเล่นผ่าน Model 30 (เล่นจากแผ่น SACD กับเครื่องเล่นของ Marantz รุ่น SACD 30n คู่ขาของ Model 30) เหมือนย่านเสียงกลางลงมาถึงทุ้มตอนกลางที่เคยหายไปมันถูกเติมเต็ม.! เครดิตส่วนหนึ่งต้องยกให้กับแผ่น SACD เวอร์ชั่นของค่าย Analogue Productions แต่ตอนเล่นแผ่นนี้กับแอมป์ตัวอื่น อาการที่เกิดขึ้นกับความถี่ในย่านกลางลงมาถึงทุ้มกลางๆ ก็ไม่ชัดเจนขนาดนี้ จากการลองฟังอัลบั้มนี้ มันทำให้ผมค่อนข้างมั่นใจว่า Model 30 มีความเก่งกาจในการ เติมเนื้อให้กับเสียงในย่านกลางต่ำลงมาถึงทุ้มตอนกลางๆ ซึ่งเป็นผลทำให้ฟังแล้วรู้สึกถึงความอิ่มและแน่นมากขึ้น ลักษณะคล้าย loudness อ่อนๆ ในขณะเดียวกัน การเติมเต็มในย่านเสียงที่ว่านั้นก็ไม่ได้ถูก boost ไว้เยอะจนทำให้โครงสร้างของโน๊ตดนตรีในย่านนั้นถูกทำลายจนผิดรูป แต่ผมพบว่ามันมีข้อดีอย่างมากโดยเฉพาะเมื่อจับคู่ Model 30 กับลำโพงสองทางที่มีคุณภาพสูงแบบ The One เพราะมันไปช่วยเติมในส่วนที่ลำโพงเล็กทั่วๆ ไปขาดแคลนพอดี

อัลบั้ม : Etta (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Etta Cameron and Nikolaj Hess with Friends
สังกัด : Master Music LTD.

ทุกวันนี้ผมทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงโดยอาศัยไฟล์เพลงเป็นต้นทางสัญญาณโดยเล่นผ่านระบบเน็ทเวิร์ค (เก็บไฟล์เพลงไว้ใน NAS) มันทำให้ง่ายในการจัดกลุ่มของเพลงที่ผมใช้อ้างอิงในการทดสอบออกเป็นประเภท อาทิเช่น กลุ่มของเพลงที่ใช้ทดสอบเสียงกลาง, กลุ่มของเพลงที่ใช้ทดสอบเสียงทุ้ม, กลุ่มของเพลงที่ใช้ทดสอบเสียงแหลม ฯลฯ ในขณะที่ผมกำลังเปิดเพลงในกลุ่มที่ใช้ทดสอบเสียงกลางไปเรื่อยๆ นั้น มาถึงเสียงร้องของ Etta Cameron ผมสังเกตได้ถึงลักษณะบางอย่างที่น่าจะบ่งบอกถึงบุคลิกเฉพาะตัวของ Model 30 ในแง่ของการถ่ายทอดความถี่ในย่านกลางที่ส่งผลกับเสียงร้อง

ปกติแล้ว เสียงร้องของ Etta Cameron ในอัลบั้มจะถูกบันทึกมาในลักษณะที่ ชี้ชัดรายละเอียดชนิดที่เรียกว่าเผาขน คือชัดโดดออกมามาก! เพลงที่ผมชอบใช้ทดสอบคือเพลง “Motherless Childซึ่งผมจะได้ยินแทบจะทุกลีลาที่เธอเปล่งคำร้องออกมา ได้ยินแม้กระทั่งเสียงกลืนน้ำลายลงคอก่อนจะเสียงร้องในบางช่วงจะถูกปล่อยออกมา เสียงของแทรคนี้ที่ผมได้ยินเมื่อฟังผ่าน Model 30 มันจะไม่ชี้ชัดรายละเอียดที่อยู่ในเสียงร้องของเอ็ตต้าลงไปถึงระดับขุมขนเหมือนตอนฟังผ่านแอมป์ระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์อย่าง Dan A’Gostino และ Nagra แต่ถ้าไม่ฟังเทียบกันแบบ A-B test ผมก็ต้องบอกว่า เสียงร้องของเอ็ตต้า คาเมรอนที่ Model 30 ส่งผ่านลำโพง The One ออกมานั้นมันก็ดีมากๆ แล้ว มันให้ความสมดุลกำลังดี คือไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรขาดหายไปจนกว่าจะได้ยกแอมป์สองตัวนั้นขึ้นมาฟังเทียบ แต่ความต่างก็ไม่ได้มากเป็นเท่าตัว ในขณะที่โครงสร้างรวมๆ ของเสียงออกมาในทิศทางเดียวกัน

อัลบั้ม : La Fille Mal Gardee (SACD)
ศิลปิน : John Lanchbery& The Royal Opera House
สังกัด : Analogue Productions

อัลบั้ม : Plays Bizet, Beethoven, Pachelbel And Berlioz (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : All Star Percussion Ensemble
สังกัด : FIM

ในส่วนของเสียงแหลมผมแทบจะไม่มีประเด็นไหนที่พูดได้ว่าไม่แฮ้ปปี้กับสิ่งที่ Model 30 ให้ออกมา เพราะเสียงแหลมที่ได้ยินจากแอมป์ตัวนี้อยู่ในเกณฑ์ที่ผมพอใจแล้ว มันเป็นเสียงแหลมที่มีคุณสมบัติดีๆ อยู่หลายข้อ อาทิเช่น ให้โฟกัสโน๊ตในย่านคีย์สูงๆ ที่คมและไม่มีอาการ glare หรือฟุ้งกระจาย รวมถึงไม่มีอาการริ้งกิ้งในกรณีที่เป็นเสียงแหลมที่เกิดจากเครื่องดนตรีประเภทที่ทำด้วยโลหะ, ให้ทรวดทรงของเสียงแหลมที่เป็นสามมิติ ไม่บางแหลมจนเฟี้ยวเกินไป, ให้ฮาร์มอนิกที่ต่อยอดขึ้นไปได้หลายอ็อปเตปทำให้ปลายเสียงแหลมมีลักษณะที่ทอดยาว ได้ยินแล้วส่งผลให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย แผ่กว้าง สามารถเปิดเผยบรรยากาศ (ambient) ของเสียงออกมาให้สัมผัสได้

อีกคุณสมบัติที่ Model 30 ทำได้ดีมากคือเวทีเสียง เมื่อลองฟังจากเพลงคลาสสิกวงใหญ่ มันให้ซาวนด์สเตจที่โอ่โถง แผ่ออกไปทั้งแนวกว้างและลึก ไม่รู้สึกถึงอาการจำกัดของขอบเขต แสดงถึงความสามารถในการถ่ายทอดความถี่ที่ไปได้ไกลและความสามารถในการจ่ายกำลังออกไปสู้กับโหลดของลำโพงได้แบบ เอาอยู่จริงๆ

สรุป

ตรงไหนคือเสียงของ class-D ? ผมตั้งคำถามกับตัวเองตั้งแต่ก่อนนั่งลงทดลองฟังเสียงของแอมป์ตัวนี้ และพยายามมองหาบุคลิกที่สะท้อนตัวตนของ class-D จากอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ออกมาให้ได้ หลังจากนั่งฟังเสียงของ Model 30 มาเกินอาทิตย์เต็มๆ ผมคิดว่าผมพอจะจับประเด็นได้เลาๆ แล้ว

เสียงของ class-D ในร่างของ Model 30 มันให้ ความเปิดโปร่งและ ความลื่นไหลของเสียงออกมาในลักษณะเดียวกับแอมป์ที่ดีไซน์วงจรขยายแบบ class-A แต่ในแง่พลังย้ำเน้นนั้นมันทำได้ดีกว่าแอมป์ class-A ที่มีขนาดตัวเครื่องพอๆ กัน จากประสบการณ์ที่ผ่านมา แอมป์ class-A แท้ๆ ที่มีตัวถังเครื่องเท่าๆ กับ Model 30 ตัวนี้มักจะให้กำลังขับไม่เกิน 30W ต่อข้างเท่านั้น และไม่มีตัวไหนเลยที่จะให้กำลังสำรองได้สูงเป็น 2 เท่าเหมือนกับ Model 30 ตัวนี้ นั่นคือ 100W ที่ 8 โอห์ม และ 200W ที่ 4 โอห์ม นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ Model 30 ให้เสียงที่เปิดโปร่งและลื่นไหลคล้ายแอมป์ที่ดีไซน์วงจรขยายแบบ class-A แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ให้พลังกระแทกกระทั้นของเสียงที่หนักแน่นพอๆ กับแอมป์ที่ดีไซน์ภาคขยายเป็นแบบ class A/B ที่มีขนาดตัวถังพอๆ กัน (damping factor สูงถึง 500!)

เสียงกลางตอนล่างลงมาถึงทุ้มตอนกลางๆ ของ Model 30 มีลักษณะที่มนๆ เกลี้ยงๆ แสดง texture ออกมาได้ไม่ชัดเท่ากับแอมป์ที่มีระดับสูงกว่ามากๆ อย่าง Dan A’Gostino กับ Nagra แต่ถ้าเทียบกับแอมป์ที่อยู่ระดับกลางๆ ลงไปที่มีราคาพอๆ กัน ผมถือว่า Model 30 ทำได้สูงกว่ามาตรฐานมากแล้ว.!

จากประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสทดสอบแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D มาแล้วสองสามยี่ห้อ นั่นคือ Devialet, NAD และก็มา Marantz ซีรี่ย์นี้ ผมพูดได้เลยว่า ต่อจากนี้ไป แอมป์ตั้งแต่ระดับกลางสูงลงไปจะต้องหันมาใช้ภาคขยายแบบนี้กันมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะมันเป็นภาคขยายที่รวมเอาข้อดีของ class-A และ class B เข้ามาอยู่ด้วยกันได้อย่างลงตัวมาก ทำให้ได้ผลลัพฑ์ทางเสียงที่ดีในหลายแง่ และที่สำคัญคือ เป็นคุณภาพเสียงที่ไม่ต้องใช้เงินมากมายในการเป็นเจ้าของซะด้วย.!! /

* น่าเสียดายที่ผมไม่ได้ทดสอบภาคโฟโนของ Model 30 ในครั้งนี้ ดูจากฟังท์ชั่นที่ให้มาก็น่าสนใจทีเดียว มันพิเศษตรงเลือกประเภทหัวเข็มได้ น่าจะมีการปรับจูนมาพิเศษกว่าภาคขยายหัวเข็มในอินติเกรตแอมป์ระดับล่างๆ ลงมา เพราะเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ผมเซ็ตอัพไว้ตอนนี้ให้เอ๊าต์พุตออกมาเป็นบาลานซ์ XLR ในอนาคตถ้ามีโอกาสลองฟังอินพุตนี้จะเอาผลการลองฟังมาเล่าให้ฟังอีกที

**************************
ราคา :
109,000 บาท / เครื่อง
**************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท 
MI Engineering
อบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่
Marantz Thailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า