รีวิว Devialet รุ่น Gemini หูฟังไร้สาย True Wireless Earbuds

ผมขอทำนายว่า อนาคตสำหรับ หูฟังที่ผู้บริโภคทั่วไป (เฉพาะตลอดคอนซูเมอร์ ไม่รวมงานโปรเฟสชั่นแนล) จะเหลืออยู่แค่หูฟังไร้สายประเภท In-Ear กับประเภท Earbuds เท่านั้น ประเภทที่ใช้วิธีเชื่อมต่อสัญญาณกับอุปกรณ์ด้วยสายสัญญาณน่าจะค่อยๆ ฝ่อไปจากตลาด

ขนาดนั้นเลยเหรอ.? ทำไมถึงกล้าฟันธงแบบนั้น.? ถ้าคุณมีโอกาสติดตามความเคลื่อนไหวของหูฟังไร้สายทั้งสองประเภทที่ผมกล่าวถึงข้างต้นมาโดยตลอด คุณก็คงจะคิดแบบเดียวกับผม จุดประสงค์แรกที่หุฟังไร้สายถูกคิดค้นขึ้นมาคือหวังใน ความสะดวกไม่รุงรังพันธนาการด้วยสายสัญญาณ ซึ่งหลังจากหูฟังไร้สายตัวแรกออกมาสู่ตลาด ก็ได้รับการตอบรับที่ดีมาก แสดงว่าประเด็นของความ ไร้สายนี้เป็นความต้องการลึกๆ ที่ฝังอยู่ในใจของผู้บริโภคทั่วไปมานานแล้ว

ในช่วงแรกของการนำเสนอหูฟังไร้สายประเภท True Wireless (คือไม่ต้องใช้สายสัญญาณทั้งจากเพลเยอร์มาที่หูฟังและระหว่างหูฟังทั้งสองข้าง เป็นการไร้สายสมบูรณ์แบบ) ออกมานั้น ยังมีผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มที่เน้นคุณภาพเสียงยังไม่เปิดใจรับหูฟังประเภทนี้ เพราะพบว่า ในช่วงแรกนั้น หูฟังไร้สายแบบ True Wireless ยังให้คุณภาพเสียงออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากข้อจำกัดของการส่งผ่านสัญญาณเสียงทางคลื่น Bluetooth ที่มีประสิทธิภาพต่ำ คุณภาพเสียงของหูฟังไร้สายแบบ True Wireless ในช่วงแรกจึงยังเป็นรองหูฟังที่ใช้สายสัญญาณอยู่พอสมควร แต่หลังจากมีการพัฒนาคลื่น Bluetooth ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นมาถึงเจนเนอเรชั่นที่ 5.0 ในปัจจุบัน ทำให้นักฟังเพลงที่เน้นคุณภาพเสียงต่างก็เริ่มออกมายอมรับคุณภาพเสียงของหูฟังไร้สายประเภท True Wireless กันมากขึ้นเรื่อยๆ

Devialet รุ่น Gemini
ดาวเด่นดวงใหม่ในวงการ True Wireless ระดับไฮเอ็นด์ฯ!

เพราะได้รับความนิยมสูงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีผู้ผลิตกระโจนเข้ามาในตลาดหูฟังไร้สายกันอย่างมากมาย ปัจจุบันมีหูฟังไร้สายแบบ True Wireless ประเภทอินเอียร์และเอียร์บัดออกมาให้คุณเลือกซื้อแทบจะครบทุกเซคเม้นต์ของระดับรายได้กันแล้ว เรียกว่ามีตอบสนองความต้องการครบทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้บริโภคที่มีทุนทรัพย์จำกัด ก็มีหูฟังไร้สาย True Wireless ที่มีราคาไม่สูงออกมารองรับ ซึ่งทางด้านความสะดวกนั้นตอบโจทย์ได้แน่นอน ส่วนที่ยังไม่สุดก็คือทางด้านคุณภาพเสียงเท่านั้น

ในกลุ่มของผู้บริโภคที่ต้องการทั้งความสะดวกในการใช้งานและคุณภาพเสียงที่อยู่ในระดับพรีเมี่ยมจริงๆ ปัจจุบันก็เริ่มมีหูฟังไร้สาย True Wireless ออกมารองรับความต้องการของคนกลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวย่างเช่นหูฟังรุ่น Gemini ของ Devialet ตัวนี้ก็เป็นหนึ่งในหูฟัง True Wireless ที่สร้างขึ้นมาเพื่อตอบสนองผู้บริโภคระดับพรีเมี่ยมที่ว่านี้เช่นกัน

รูปร่างหน้าตาของตัวหูฟัง Gemini

กล่องที่บรรจุหูฟังและอุปกรณ์อื่นๆ เป็นกล่องกระดาษแข็งทรงสี่เหลี่ยมสีดำขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ ในนั้นนอกจากจะมีหูฟังหนึ่งคู่ ก็ยังมีกล่องใส่หูฟังที่ทำหน้าที่เป็นกล่องชาร์จแบตเตอรี่อีกหนึ่งกล่อง, จุกยาง 3 คู่, สาย USB-C สำหรับชาร์จแบตเตอรี่หนึ่งเส้น และสุดท้ายคือคู่มือการใช้งานอีกหนึ่งเล่ม

กล่องใส่หูฟังมีลักษณะทรงกลมรี บอดี้ทำด้วยพลาสติกแข็งสีดำ ขนาดเต็มอุ้งมือพอดีๆ น้ำหนักเฉพาะตัวกล่องอยู่ที่ 76 กรัม

ฝากล่องเปิดด้วยวิธีสไลด์ ซึ่งสะดวกมากเพราะเปิดด้วยมือเดียวได้ แล้วใช้อีกมือหยิบหูฟังออกมาจากกล่อง

ตัวหูฟังออกแบบมาให้มีรูปทรงออกไปทางกลมรีคล้ายกล่องใส่ บอดี้มีขนาดเล็กกระทัดรัด น้ำหนักเบามากแค่ข้างละ 8 กรัม เท่านั้นเอง รูปทรงของบอดี้ออกไปทางอวบอูม ด้านหลังเรียบ มีโลโก้ยี่ห้อพิมพ์ประทับอยู่ ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นจะทำหน้าที่เป็นจุดสัมผัสในการสั่งงานควบคุมการทำงานของตัวหูฟังไปด้วย ส่วนฝั่งที่ใช้สวมเข้าไปที่ช่องหูถูกออกแบบให้มีลักษณะรูปทรงที่โค้งมนรับกับลักษณะของโพรงช่องหูของคนทั่วไป ท่อนำสัญญาณเสียงยื่นยาวออกมาจากตัวบอดี้ซึ่งตรงปลายท่อมีจุกยางมาให้สวมเพื่อเพิ่มความแน่นกระชับกับช่องหูของผู้สวมใส่ ไม่หลวมหลุดออกมาง่ายๆ

บนตัวบอดี้ของหูฟังแต่ละข้างจะมีแป้นโลหะทรงกลมแบนขนาดเล็กสีทองติดตั้งอยู่ข้างละ 4 จุด เป็นโลหะตัวนำสำหรับชาร์จแบตเตอรี่จากกล่องใส่มาที่ตัวหูฟัง และข้างๆ จะมีเซ็นเซอร์สำหรับตรวจจับว่าหูฟังถูกสวมอยู่ในช่องหูหรือว่าถูกดึงออกมาจากช่องหู ซึ่งเซ็นเซอร์ตัวนี้จะทำหน้าที่เป็นมอนิเตอร์สำหรับฟังท์ชั่น pause หรือหยุดเล่นเพลงชั่วคราวโดยอัตโนมัติเมื่อหูฟังถูกดึงออกมาจากช่องหู โดยที่คุณไม่ต้องไปสั่งหยุดเล่นเพลงที่สมาร์ทโฟนหรือเครื่องเล่นเพลงพกพา (ผู้ใช้สามารถสั่งปิดการทำงานของฟังท์ชั่น pause ได้ผ่านทางแอพฯ Devialet Gemini)

บนตัวหูฟังทั้งสองข้างจะมีตัวอักษรกำกับอยู่เพื่อระบุแชนเนล R = ข้างขวา, L = ข้างซ้าย ซึ่งท่อนำสัญญาณเสียงของแต่ละข้างจะถูกออกแบบให้มีลักษณะที่เอียงเข้ากับช่องรูหูของผู้สวมใส่ ถ้าใส่ผิดข้างจะไม่เข้าล็อคกัน เป็นการป้องกันใส่ผิดข้างไปในตัว ที่แผงหลังของตัวบอดี้นอกจากพื้นที่สัมผัสสำหรับการสั่งงานแล้ว เหนือโลโก้ขึ้นไปด้านบนจะมีไมโครโฟนเล็กๆ ติดตั้งอยู่ข้างละตัว เอาไว้รับเสียงจากภายนอกเข้ามา ซึ่งลักษณะของเสียงจากภายนอกที่รับเข้ามานี้จะถูกส่งผ่าน dsp ภายในตัวหูฟังเพื่อประมวลผลให้ออกมาตามการปรับตั้งของผู้ใช้ผ่านทางแอพลิเคชั่น

ครั้งแรกที่แกะกล่องออกมาจะพบว่ามีจุกยางซิลิโคนสีขาวขุ่นติดมาที่ตัวหูฟังทั้งสองข้าง ซึ่งเป็นจุกยางขนาดกลาง (medium = M) ขณะที่ในกล่องกระดาษก็ยังมีจุกยางสำรองไว้ให้อีก 3 คู่ เป็นขนาดเล็กจิ๋ว (XS) , ขนาดเล็ก (S) และ ขนาดใหญ่ (L) อย่างละคู่

แบตเตอรี่และการชาร์จ

การชาร์จไฟให้กับแบตเตอรี่ในตัวหูฟังทั้งสองต้องทำผ่านกล่องใส่หูฟังเท่านั้น ซึ่งเวลาที่ใช้ชาร์จจนเต็มจะอยู่ที่ 1 ชั่วโมงครึ่ง เมื่อชาร์จไฟจนเต็มแล้วจะสามารถใช้งานหูฟังในการฟังเพลงได้นานติดต่อกัน 6 ชั่วโมง แต่ถ้าใช้โทรศัพท์รับสายจะใช้ได้นานติดต่อกันประมาณ 4 ชั่วโมง ส่วนตัวกล่องใส่หูฟังนั้นใช้เวลาชาร์จไฟจนเต็มอยู่ที่ 3.5 ชั่วโมง เมื่อชาร์จไฟเต็ม 100% จะสามารถจ่ายไฟให้กับหูฟังทั้งสองข้างจนเต็ม 100% ได้ 3 ครั้ง สรุปแล้ว ถ้าคุณเดินทางออกจากบ้านด้วยปริมาณของแบตเตอรี่ที่เต็ม 100% ทั้งของหูฟังและกล่องใส่ คุณจะสามารถใช้งานหูฟังได้ติดต่อกันได้นานถึง 24 ชั่วโมง

กล่องใส่หูฟังตัวนี้มีเทคโนโลยี Qi (inductive charging) ที่รองรับการชาร์จไฟแบบไร้สายด้วย ทำให้การชาร์จไฟทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าคุณไม่มีแท่นชาร์จแบบไร้สาย ก็สามารถชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่ของกล่องใส่หูฟังด้วยวิธีดั้งเดิมคือผ่านอะแด๊ปเตอร์ด้วยสาย USB-C ที่แถมมาให้ก็ได้

บนกล่องใส่หูฟัง ฝั่งตรงข้ามกับขั้วต่อ USB-C จะมีปุ่มกดเล็กๆ อยู่หนึ่งปุ่มกับไฟ LED ดวงเล็กๆ อยู่หนึ่งดวง ซึ่งปุ่มกดนั้นมีไว้ใช้ในการเชื่อมต่อ Bluetooth ระหว่างหูฟังกับอุปกรณ์พกพา ส่วนไฟ LED ดวงเล็กๆ นั้นทำหน้าที่แสดงผลสำหรับการเชื่อมต่อและแสดงปริมาณไฟในแบตเตอรี่ของหูฟังและปริมาณไฟในแบตเตอรี่ของตัวกล่อง ซึ่งแสดงด้วยไฟ 3 สีคือ เขียว = มีไฟอยู่มากกว่า 50%, สีส้ม = มีไฟอยู่น้อยกว่า 50% และ สีแดง = ไฟเหลือน้อยมาก

แอพลิเคชั่น Devialet Gemini App

Devialet จัดทำแอพลิเคชั่นสำหรับหูฟัง Gemini ขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งมีทั้งเวอร์ชั่น iOS (โหลดฟรีจาก App Store, รองรับตั้งแต่ iOS 12 ขึ้นไป*) และ Android (โหลดฟรีจาก Google Play, รองรับตั้งแต่ Android 6 ขึ้นไป**) หน้าที่ของแอพฯ ตัวนี้มีอยู่ 4 อย่าง คือ ใช้เซ็ตอัพตอนแรก, เช็คดูปริมาณไฟในแบตเตอรี่ของทั้งตัวหูฟังทั้งสองข้างและปริมาณไฟในแบตเตอรี่ของตัวกล่องใส่หูฟัง, ควบคุมการใช้งานฟังท์ชั่น Noise Cancellation mode กับฟังท์ชั่น Transparency mode และสุดท้ายคือใช้ปรับเปลี่ยนการสั่งงานด้วยวิธีสัมผัสแบบ double press (แตะสองครั้งติดกัน) คือเลือกระหว่าง การแตะเพื่อเลื่อนไปเล่นเพลงถัดไป กับแตะเพื่อรับสายโทรฯ เข้า

(*,** เวอร์ชั่นของ iOS กับ Android ที่ต่ำกว่าที่ระบุไว้นี้ก็สามารถใช้งานร่วมกับหูฟัง Gemini ตัวนี้ได้ เพียงแต่จะไม่สามารถเข้าไปปรับตั้งค่าต่างๆ ในแอพฯ ได้เท่านั้น)

เซ็ตอัพด้วยแอพฯ Devialet Gemini App

สำหรับคนที่ใช้อุปกรณ์พกพา (สมาร์ทโฟน, แท็ปเล็ต) รวมถึงคอมพิวเตอร์ของแอ๊ปเปิ้ล สามารถดาวน์โหลดแอพฯ Devialet Gemini ได้จาก App Store ได้ฟรี

ผมชอบหูฟังตัวนี้ตรงที่พวกเขาออกแบบการทำงานที่ไม่ซับซ้อน ไม่มีฟังท์ชั่นมากเกินไป ทำให้ขั้นตอนการเซ็ตอัพก่อนเริ่มใช้งานไม่ยุ่งยากมาก ปรับตั้งแค่ 2-3 ขั้นตอนก็พร้อมใช้งานแล้ว คือหลังจากดาวน์โหลดแอพฯ มาลงบน iPhone 7 ของผมเสร็จ เมื่อคลิ๊กเปิดแอพฯ ขึ้นมา ตัวแอพฯ จะขอให้เราเปิดใช้งาน Bluetooth เพื่อใช้เชื่อมต่อกับตัวหูฟัง มีแนะนำให้เลือกจุกยางให้เหมาะสมกับลักษณะช่องหูของผู้ใช้ แค่นั้นเองก็พร้อมใช้งานได้แล้ว ..

การเชื่อมต่อระหว่าง Devialet Gemini App กับหูฟัง
และการปรับตั้งพื้นฐานก่อนเริ่มใช้งาน

หลังจากปรับตั้งบนแอพฯ เสร็จแล้ว การเชื่อมตัวแอพฯ เข้ากับหูฟังต้องสไลด์ฝากล่องใส่หูฟังให้เปิดออก เมื่อฝากล่องถูกสไลด์เปิด ตัวแอพฯ จะทำการเชื่อมต่อกับหูฟังโดยอัตโนมัติ หลังจากเชื่อมต่อได้แล้ว หน้าจอของแอพฯ จะปรากฏขึ้นมาเหมือนในภาพข้างล่างนี้

พื้นที่ด้านล่างของหน้าจอแอพฯ จะแสดงปริมาณไฟในแบตเตอรี่ของหูฟังทั้งสองข้างและปริมาณไฟในแบตเตอรี่ของตัวกล่องใส่หูฟังขึ้นมาให้ดู (ล้อมกรอบสีเขียว) ที่มุมบนซ้ายหน้าเปิดของแอพฯ ที่เป็นรูปฟันเฟืองคือทางเข้าสำหรับเมนู “settingsของตัวหูฟัง

เมื่อแตะลงไปบนตัวเฟืองนั้น จะเข้าไปที่หน้ารวมของเมนู settings ซึ่งมีหัวข้อย่อยอยู่ 5 หัวข้อ คือ “Change product” = กรณีที่ต้องการเปลี่ยนไปเชื่อมต่อกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Devialet, “My Account” = ข้อมูลส่วนตัวที่คุณทำการลงทะเบียนไว้กับแอพฯ ตัวนี้ในตอนแรก, “Updates” = ตรวจหาเฟิร์มแวร์ตัวใหม่เพื่อทำการอัพเกรด, “Help” = ส่งอีเมลไปขอความช่วยเหลือ หรือส่งคอมเม้นต์ไปที่ Devialet โดยตรง, “About” = ข้อมูลอื่นๆ อาทิ ระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว – ข่าวสารต่างๆ

ส่วนทางด้านมุมขวาบนของหน้าจอแอพฯ ที่เป็นรูปสไลด์ปรับค่า (ลูกศรชี้สีฟ้า) เมื่อแตะลงไปตรงนั้น จะเข้าไปสู่การปรับตั้งค่าของตัวหูฟัง ซึ่งในนั้นจะมีหัวข้อย่อยทั้งหมด 4 กลุ่ม คือ (1) “Name” = สามารถตั้งชื่อหูฟังได้, (2) “Touch Controls” = มีให้ปรับ 2 อย่าง คือเลือกอ๊อปชั่นของการสั่งงานด้วยวิธีแตะสองครั้ง ว่าจะให้เป็นการสั่งแตะเพื่อพูดสั่งงานด้วยเสียง (voice control) หรือแตะเพื่อเลื่อนเพลงที่เล่น, (3) “Audio” = ปรับเกี่ยวกับเสียง มีให้ปรับ 2 อย่าง อย่างแรกคือ ‘Audio preferencesเป็นการปรับบาลานซ์ซ้ายขวา และเลือกการปรับแต่งเสียงด้วย EQ 3 ระดับ 6 แบนด์ คือ LOW (80Hz, 125Hz) MID (400Hz, 1.25kHz) และ HIGH (4kHz, 8kHz) ซึ่งในนั้นจะมีค่า EQ ที่ปรับสำเร็จไว้ให้เลือกใช้อยู่ 5 รูปแบบ อาทิ เน้นเบส (bass) เน้นแหลม (treble) เป็นต้น และมีให้ปรับตั้งเอง (custom) อีกหนึ่งค่า ซึ่งปรับแล้วสามารถบันทึกค่าไว้ได้ ส่วนค่ากลาง (default) ที่มาจากโรงงานเป็นค่า flat คือ EQ ทั้ง 6 band ถูกปรับไว้ตรงกลางเสมอกัน ซึ่งการปรับตั้งหัวข้อ Audio preferences นี้จะส่งผลต่อเสียงมาก แนะนำให้ทดลองปรับแล้วฟังดู ส่วนการปรับอย่างที่สองคือ ‘Eartipsเป็นการเลือกใช้จุกยางขนาดต่างๆ อันนี้ส่งผลต่อคุณภาพและลักษณะเสียงที่ได้ยินเยอะเหมือนกัน ซึ่งทาง Devialet มีเทคโนโลยีพิเศษที่ชื่อว่า EAM (Ear Active Matching) ออกแบบมาเพื่อช่วยปรับชดเชยลักษณะของเสียงที่ต่างกันระหว่างการใช้จุกยางต่างขนาด นั่นคือ สมมุติว่าช่องหูของคุณเข้ากับจุกเบอร์ M มากที่สุด ให้เสียงดีที่สุด แต่จุกเบอร์ M ของคุณเกิดหายไป คุณสามารถใช้จุกเบอร์อื่นที่เหลือแทนได้ โดยที่เทคโนโลยี EAM ในตัวหูฟังจะทำการชดเชยเสียงที่ต่างกันให้ออกมาใกล้เคียงเสียงที่คุณคุ้นเคย

ส่วนหัวข้อย่อยกลุ่มที่ 4 คือ “Product Informationเป็นแหล่งข้อมูลเฉพาะที่แจ้งให้ทราบเฉยๆ อาทิ ชื่อรุ่น, IP ของหูฟังทั้งสองข้างรวมทั้ง IP ของกล่องใส่

การปรับตั้งฟังท์ชั่น Noise Cancellation Mode, Neutral และ Transparency Mode

หลังจากปรับตั้งค่าเบื้องต้นในเมนู settings เสร็จแล้ว เมื่อเริ่มเปิดกล่องและดึงเอาตัวหูฟังออกมาใช้งานจริง คุณจะสังเกตได้ว่า บนพื้นที่ด้านล่างของหน้าจอแอพฯ จะมีเครื่องมือที่ใช้ปรับตั้งการทำงานของโหมด Noise Cancellation, โหมด Neutral และโหมด Transparency ขึ้นมาให้ใช้งาน ซึ่งในขณะเล่นเพลง คุณสามารถปรับเลือกใช้งานทั้ง 3 โหมดสลับไปมาแบบ on-the-fly คือเรียลไทม์ที่สามารถฟังผลลัพธ์ของเสียงได้เลย ซึ่งเป็นการปรับตั้งที่ให้ความสะดวกสูงในการใช้งานจริง ผมชอบมาก!

โหมด Noise Cancellation คือการตัดเสียงรบกวนจากภายนอกที่อยู่รอบตัวออกไป ซึ่งมีให้เลือก 3 แบบคือ Low = เหมาะกับสถานที่มีเสียงรบกวนไม่มาก, High = เหมาะกับสถานที่มีเสียงรบกวนมาก และ Plane = ตั้งใจออกแบบมาให้ใช้บนเครื่องบินโดยเฉพาะ จริงๆ แล้ว โหมดนี้ก็ใช้ฟังเพลงได้ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบฟังเพลงเน้นคุณภาพมากหน่อย ทาง Devialet เขามีโหมด Transparency ที่ออกแบบมาให้เหมาะกับการฟังเพลงแบบเน้นคุณภาพเสียงมากกว่า โดยมีให้เลือก 2 ระดับคือ Low = เหมาะกับการฟังเพลงในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวนไม่มาก กับ High = เหมาะกับการฟังเพลงในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงรบกวนมากหน่อย ส่วนโหมด Neutral = คือโหมดที่ตัวหูฟังปล่อยเสียงออกมาโดยไม่ผ่านการทำงานของ DSP ใดๆ อาศัยตัวบอดี้กับจุกยางช่วยในการป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอกเล็ดลอดเข้ามา

ผลจากการใช้งานจริง

วัตถุประสงค์ในการใช้งานหูฟังมีอยู่แค่ 2 อย่าง นั่นคือ ใช้เป็นสมอลทอล์คในการรับสายโทรเข้า/โทรออก กับใช้ฟังเพลง ซึ่งวัตถุประสงค์แรกนั้นสอบผ่านไปได้ง่ายๆ เพราะผู้ใช้ส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญในแง่คุณภาพของเสียงมากนัก ขอแค่ให้ดัง+ฟังชัดเท่านั้นพอ

ฟังท์ชั่นที่สั่งงานด้วยวิธีแตะสัมผัสบนตัวหูฟัง

Devialet เป็นแบรนด์ของผู้ผลิตที่มีพื้นฐานมาทางด้านเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ฯ นั่นทำให้พวกเขาให้ความสำคัญกับ คุณภาพเสียงมากเป็นพิเศษ ซึ่งโหมด “Transparencyก็คือโหมดที่พวกเขา ตั้งใจออกแบบขึ้นมาเพื่อปรับจูนเสียงเพื่อการฟังเพลงแบบเน้นคุณภาพเสียงโดยเฉพาะ

หูฟังตัวนี้มีคุณสมบัติเด่นๆ มากมาย อาทิเช่น รองรับการถ่ายทอดความถี่ได้กว้างมาก คือตั้งแต่ 5Hz ขึ้นไปจนถึง 20kHz ใช้การเชื่อมต่อและส่งสัญญาณด้วยคลื่น Bluetooth เวอร์ชั่น 5.0 BLE/2.4GHz สามารถรองรับสัญญาณเสียงที่เข้ารหัสด้วยฟอร์แม็ต aptX, AAC, SBC และรองรับการทำงานของบลูทูธโปรไฟล์ AVRCP, A2DP, HFP และ HSP ใช้มาตรฐานกันน้ำและกันฝุ่นที่ระดับ IPX4 ซึ่งไม่เหมาะใช้ในการออกกำลังกายหนัก แต่ถ้าเป็นการออกกำลังกายเบาๆ อย่างเช่น โยคะ, จักรยาน, วิ่ง แค่นี้พอไหว

ในการทดสอบคุณภาพเสียง ผมใช้อุปกรณ์ 3 ชิ้นเป็นตัวเล่นไฟล์เพลงเพื่อป้อนสัญญาณเสียงให้กับหูฟัง Gemini ตัวนี้ ได้แก่ สมาร์ทโฟนของแอ๊ปเปิ้ลรุ่น iPhone 7 ใช้เล่นไฟล์เพลงด้วยแอพ Onkyo HF Player และ TIDAL, เครื่องเล่นไฟล์เพลงวอล์คแมนของ Sony รุ่น A100-TPS โดยเล่นไฟล์เพลงที่เก็บอยู่ในตัวเครื่อง และคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ๊ค MacBook Air ของแอ็ปเปิ้ลโดยเล่นไฟล์เสียงจากแอพฯ YouTube และ TIDAL

ก่อนจะเริ่มฟังจริงจัง ผมได้ทำการเบิร์นฯ หูฟัง Gemini ทิ้งไว้ประมาณ 50 ชั่วโมง จึงเริ่นต้นฟังไปเรื่อยๆ สลับกับใช้ไฟล์เสียงเบิร์นฯ ต่อไปอีกจนรู้สึกได้ว่าเสียงเริ่มนิ่งจึงลงมือฟังแบบเอาจริงเอาจังเพื่อสรุปผล

หลังจากทดลองฟังเพลงหลากหลายแนวผ่านโหมด Noise Cancellation, Neutral และ Transparency สลับไปสลับมาหลายรอบ ผมพบว่า เมื่อฟังเพลงโดยเปิดใช้โหมด Transparency ที่ระดับ High ให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่น่าพอใจมากที่สุด.!

คือหลังจากทดลองฟังผ่านโหมดทั้งสามไปสองสามรอบ ผมเริ่มตัดโหมด Noise Cancellation ออกไปก่อน เก็บไว้ใช้รับสายโทรศัพท์ในที่จอแจอย่างเดียว เหลือแค่โหมด Neutral กับโหมด Transparency สลับกันไปมาอยู่นานพอสมควร พบว่า โหมด Neutral ที่สัญญาณเสียงไม่ผ่านการทำงานของวงจร DSP ในตัวหูฟังจะให้ความใสของพื้นเสียงที่ดี แต่ก็พบว่ามีความถี่ในย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มต้นๆ บางส่วนขาดหายไป และเสียงกลางสูงขึ้นไปถึงเสียงแหลมบางส่วนมีอาการแตกซ่านเมื่อเจอกับเพลงธรรมดาๆ ที่บันทึกมาไม่ดี ซึ่งผมเข้าใจว่าเสียงที่ได้ยินนั้นน่าจะเป็นผลมาจากข้อจำกัดของไดเวอร์ขนาด 10 .. ที่ใช้ในหูฟังตัวนี้นั่นเอง ซึ่งเข้าใจได้ว่า ไดเวอร์ที่เล็กมากขนาดนี้ถ้าไม่ปรับจูนเสียงด้วย DSP เข้าช่วยก็ยากที่จะให้ได้เสียงที่ดีและได้ความสมดุลของความถี่ออกมาน่าฟัง

ในขณะที่โหมด Transparency จะให้มวลเสียงออกมาอิ่มกว่า รู้สึกได้เลยว่า โหมด Transparency ถูกปรับจูนให้ได้ความถี่เสียงทั้งย่านออกมาครบกว่า โดยเฉพาะความถี่ในย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มตอนกลางที่มีความอิ่มหนามากขึ้น ช่วยเสริมฮาร์มอนิกด้านล่างของเสียงกลางให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น ถ้าคุณทดลองฟังเพลงเดียวกันโดยสลับระหว่างโหมด Neutral กับโหมด Transparency คุณจะรู้สึกได้เลยว่า โหมด Transparency ให้เสียงคล้ายกับฟังท์ชั่น Loudness ชั้นดีที่มีการปรับโทนัลบาลานซ์ของเสียงออกมาได้กลมกล่อมน่าฟัง ให้เสียงที่ full body และติด dark นิดๆ ฟังแล้วติดหู

ผมลองค้นข้อมูลเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ Devialet นำมาใช้ในการปรับจูนเสียงของหูฟัง Gemini ตัวนี้ พบว่า พวกเขาใช้เทคโนโลยี 3 ตัวในการจูนเสียง ตัวแรกคือ “Internal Delay Compensation” (IDC) เป็นการชดเชยในแง่ timing ของคลื่นเสียงที่เกิดความหน่วงช้าอันเนื่องจากการที่สัญญาณเสียงนั้นต้องไปผ่านกระบวนการทำงานของฟังท์ชั่น Noise Cancellation นั่นเอง เมื่อเกิดปัญหา delay ก็ทำให้สูญเสียความคมของสัญญาณทรานเชี้ยนต์ของหัวเสียงไป ส่งผลต่อความชัดของเสียงโดยเฉพาะในย่านแหลมจะรู้สึกได้ชัด ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลต่อเนื่องไปถึงความเป็นดนตรีที่ด้อยลงไปในที่สุด ซึ่งนี่ก็คือสิ่งที่ผมได้ยินเมื่อลองฟังเทียบกันระหว่างโหมด Noise Cancellation กับโหมด Transparency

นอกจากเรื่อง delay แล้ว ยังมีปัญหาอีกอย่างที่เกิดขึ้นในบอดี้ของตัวหูฟัง นั่นคือ อาการ compress หรืออาการอั้นของคลื่นเสียงที่กระจายอยู่ภายในบอดี้ของตัวหูฟัง เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากข้อจำกัดทางด้านรูปทรงของตัวบอดี้ที่เล็กและถูกบังคับให้ต้องแนบสนิทไปกับลักษณะของร่องหูนั่นเอง

วิศวกรของ Devialet ใช้วิธีออกแบบ chamber หรือช่องภายในตัวหูฟังที่ช่วยลดอาการตื้ออั้นของคลื่นเสียงด้วยการติดตั้งวัสดุพิเศษที่พวกเขาเรียกว่า “acoustic meshเข้าไปในโพรงที่อยู่ภายในบอดี้ของหูฟังเพื่อสลายพลังงานที่อัดแน่นอยู่ในบอดี้ของหูฟังลงไป ทำให้เสียงที่สร้างขึ้นด้านหน้าของไดเวอร์มีความบริสุทธิ์และมีอิสระในการสวิงตัวมากขึ้น และนั่นน่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมได้ยินไมโครไดนามิกของเสียงจากโหมด Transparency ที่ดีกว่าโหมดอื่นๆ อย่างชัดเจน และคุณสมบัตินั้นมีส่วนมากที่ทำให้เสียงเพลงที่ฟังออกมามีรายละเอียดที่เด่นชัด และให้ความเป็นดนตรีสูง

จากการทดลองฟังต่อเนื่องมานาน แม้ว่าบางเพลงที่ฟังผ่านโหมด Transparency จะให้เสียงทุ้มที่อวบหนามากไปนิดๆ แต่เมื่อคำนึงถึงข้อดีอื่นๆ ที่ได้ออกมาก็ถือว่าเป็นโหมดที่ทำให้ได้เสียงออกมาน่าฟังมากที่สุดแล้ว

สรุป

ในฐานะที่เป็นคนชอบฟังเพลงมากเป็นพิเศษ ผมต้องขอแจ้งให้ทราบว่า ผมรู้สึกประทับใจเสียงของหูฟัง Devialet ตัวนี้มากเป็นพิเศษ มันคือหูฟัง True Wireless ตัวแรกที่สามารถทำคะแนนทางด้านคุณภาพเสียงได้สูงกว่าหูฟังรุ่น WF-1000XM3 ที่ผมใช้ส่วนตัวอยู่ตลอด ซึ่งที่ผ่านมานั้น ผมพอใจเสียงของ WF-1000XM3 มากอยู่แล้ว เพราะมันให้เสียงที่ดีมากสำหรับเพลงทั่วไป แต่เมื่อเทียบกับ Gemini ตัวนี้ ผมพบว่า หูฟังของ Devialet ตัวนี้ให้ ความเที่ยงตรงของเสียงได้สูงกว่า WF-1000XM3 ขึ้นไปอีกระดับ เมื่อลองฟังเพลงที่บันทึกเสียงมาด้วยความพิถีพิถันจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่างที่ว่านั้นได้ เสียงทุ้มของ Gemini มีความแม่นยำของสัดส่วนรูปทรงที่ดีกว่า ให้เสียงของหัวโน๊ตออกมาได้คมชัดกว่า แยกแยะระดับคอนทราสน์ของไดนามิกได้ละเอียดกว่า

Devialet Gemini เป็นหูฟัง True Wireless ที่คุณควรจะต้องให้โอกาสตัวเองทดลองฟังให้ได้ ถ้าคุณเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพเสียงในการฟังเพลงมากกว่าแค่หาหูฟังไปรับสายโทรศัพท์..!! /

*********************
ราคา : 10,990 บาท / คู่
*********************
สนใจเชิญที่
Deco2000
โทร. 02-003-6154, 095-050-5074

สั่งซื้อออนไลน์ได้ที่
Shoppe
Lazada

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า