รีวิว > Atlas Cables > รุ่น Equator Integra > สายสัญญาณเสียงอะนาลอกจากประเทศสก๊อตแลนด์

เอาจริงๆ แล้ว ตอบยากนะครับว่า สายสัญญาณ + สายลำโพงที่ได้ชื่อว่า ดีนั้นจะทำให้เกิดอะไรกับเสียงของซิสเต็มบ้าง.? ถ้าเป็นแนวทางของผม จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมว่า คุณสมบัติของสายสัญญาณ + สายลำโพงที่ดีควรจะส่งผลกับสัญญาณที่ส่งผ่านตัวมันไปใน 2 ลักษณะ ข้อแรก ต้องไม่ทำให้ gain ของสัญญาณ drop ลงไปมากจนเกินไป คือยังไงก็ต้อง drop บ้างถือว่าปกติ ไม่ drop เลยนั่นคืออุดมคติ เพราะสายสัญญาณ + สายลำโพงเป็นอุปกรณ์พาสซีฟ ไม่มีวงจรชดเชย gain อยู่แล้ว แต่ สายที่ดีจะไม่ drop สัญญาณลงไปมากจนมีผลให้ S/N ratio ตกลงไปจนรู้สึกได้ และจะเป็นสายที่ดียิ่งขึ้นไปอีก ถ้ามัน drop เกนสัญญาณด้วยอัตราส่วนที่เท่ากัน ทุกความถี่ส่วน ข้อสอง – สายสัญญาณ + สายลำโพงที่ดี ต้องไม่ปนเปื้อน noise หรือ distortion เข้าไปในเนื้อสัญญาณ

ทุก ผลมาจาก เหตุ

เป็นธรรมดาปฏิบัติของผม เมื่อได้รับอุปกรณ์เครื่องเสียงมาทดสอบ ผมจะเริ่มด้วยการนำอุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นนั้นไปเสียบใช้งานในซิสเต็มที่ผมใช้งานประจำ แล้วปล่อยให้มันทำงานไปสักระยะ ในเวลาเดียวกัน ผมก็จะแอบพิจารณาน้ำเสียงที่มันให้ออกมาไปด้วย จากนั้นก็นำผลจากการฟังมาประเมินคุณค่าของอุปกรณ์ชิ้นนั้น พร้อมทั้งตรวจสอบความรู้สึกของตัวเองว่าผมอยากจะเขียนถึงมันรึเปล่า.?

มีอุปกรณ์เครื่องเสียงหลายชิ้นที่ผมรู้สึกอยากเขียนถึงมัน ทันทีหลังจากได้ยินเสียงของมัน.! ซึ่งสายสัญญาณของ Atlas Cables ตัวนี้ก็อยู่ในกลุ่มที่ว่านี้ด้วย.. เพราะตั้งแต่นาทีแรกๆ ที่ผมเอาสายสัญญาณ Equator Integra เสียบเข้าไปในซิสเต็มที่ผมกำลังใช้งานอยู่ในขณะนั้น เสียงที่ผมได้ยินจากซิสเต็มนั้นมีหลายอย่างเปลี่ยนไป แต่มีอยู่ อย่างหนึ่งที่พุ่งโดดขึ้นมาเตะหูอย่างแรง สิ่งนั้นคือ ความสะอาดของเสียง (ถ้ารอไม่ไหว ข้ามไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อ เสียงได้เลย)

ความสะอาดของเสียงที่ว่านี่แหละ คือคุณสมบัติที่ดี ข้อที่สองของสายสัญญาณ + สายลำโพงที่ดี อย่างที่ผมเกริ่นมาในย่อหน้าแรก หลังจากได้ลองฟังเสียงของมันแล้ว ผมก็บอกตัวเองทันทีว่า ผมอยากเขียนถึงสายตัวนี้ ผมเริ่มต้นด้วยการลงมือค้นหาข้อมูลของมัน และเมื่อได้เข้าไปในเว็บไซต์ของ Atlas Cables เอง ผมก็ค้นพบคำตอบที่มาของสิ่งที่ผมได้ยิน

Design Objective

ข้อมูลที่บันทึกไว้ในเว็บไซต์ของ Atlas Cables สะท้อนให้เห็นถึง วิธีคิดที่พวกเขานำมาใช้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสายสัญญาณและสายลำโพงที่ดี แน่นอนว่า สายสัญญาณ + สายลำโพงที่ดี คือเป้าหมายปลายทาง แต่ถ้า วิธีคิดซึ่งเป็นจุดเริ่มต้น ถูกปักหมุดไว้อย่างไม่ถูกต้อง ปลายทางที่หวังไว้ก็ไม่ต่างไปจากวิมานในอากาศที่ไม่มีวันเป็นจริงได้

ทีมออกแบบของ Atlas Cables ชี้ให้เห็นถึงปัจจัยสำคัญ 4 ประการ ที่จะทำให้สายสัญญาณ + สายลำโพงส่งผลกับเสียง นั่นคือ

1. วัสดุตัวนำ และ ลักษณะโครงสร้างของตัวนำ
2. วัสดุที่ใช้ทำฉนวน
3. ขั้วต่อ
4. โครงสร้างรวมๆ ของตัวสาย

ในแต่ละรุ่นที่พวกเขาทำขึ้นมา จะเริ่มจากการเลือกใช้วัสดุที่ดีที่สุดที่สามารถนำมาใช้ได้ในระดับราคานั้นๆ อาทิเช่น วัสดุตัวนำ, ฉนวน และขั้วต่อ จากนั้นจึงค่อยนำเอาส่วนประกอบทั้งหมดเหล่านั้นมาออกแบบเพื่อค้นหารูปแบบของโครงสร้างของตัวสายที่ส่งผลดีที่สุดกับวัตถุดิบที่เตรียมไว้

ผู้ผลิตเจ้านี้เลือกใช้วัสดุตัวนำที่มีความบริสุทธิ์สูงมาเป็นอันดับแรก* นั่นคือตัวนำทองแดง OCC (Ohno Continuous Casting) ซึ่งถือว่าเป็นตัวนำทองแดงที่มีความบริสุทธิ์สูงสุดในปัจจุบัน (สับสนอยู่นิดกับสกรีนบนตัวสายที่ระบุว่า ตัวนำเป็น OFC 6N) ส่วนโครงสร้างตัวสายถูกออกแบบมาในลักษณะ coaxial คือวางเส้นตัวนำทองแดง OCC ไว้เป็นแกนกลางด้านในสุดของตัวสาย ก่อนจะห่อหุ้มด้วยตาข่ายที่ถักด้วยเส้นโลหะทองแดง OFC ที่มีความบริสุทธิ์ 95% ถึงสองชั้นเพื่อป้องกันคลื่น RFI (radio frequency interference) จากภายนอกไม่ให้เจาะเข้าไปรบกวนสัญญาณภายในได้

ฉนวนที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอกทำมาจาก polyethylene foam (PEF) สีครีมอ่อนๆ ดูสะอาดตา แม้ว่า PEF จะไม่ใช่วัสดุที่ดีที่สุดสำหรับเอามาทำเป็นฉนวน แต่เมื่อเทียบกับวัสดุประเภท PVC แล้ว PEF ก็ให้คุณภาพความเป็นฉนวนที่ดีกว่า PVC อยู่มาก โดยเฉพาะความสม่ำเสมอของคุณสมบัติความเป็นฉนวนในช่วงความถี่ตั้งแต่ 50 ขึ้นไปจนถึง 106Hz อยู่ที่ระดับ 2.3 เมื่อเทียบกับ PVC ซึ่งอยู่ที่ระดับ 4 – 8 (ตัวเลขยิ่งมากยิ่งแย่)

เส้นผ่าศูนย์กลางของตัวสายอยู่ที่ 8.5 มิลลิเมตร ความยาวทั้งเส้นวัดถึงขั้วต่ออยู่ที่ 1 เมตร

(* อยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับระดับความบริสุทธิ์ของตัวนำ อ่านที่ ลิ้งค์ นี้)

The Integra RCA Connector

จริงอยู่ว่า คุณภาพของตัวนำมีความสำคัญอันดับต้นๆ แต่ connector หรือขั้วต่อของตัวสายก็ไม่ได้มีความสำคัญยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย และจากประสบการณ์ที่ผมสัมผัสมา ผมพบว่า ขั้วต่อของสายสัญญาณมีผลต่อคุณภาพเสียงเยอะมากกว่าที่คิด เพราะในอดีตผมเคย DIY สายสัญญาณอยู่หลายครั้ง ทำแบบง่ายๆ อย่างที่คนที่ไม่มีทักษะทางอิเล็กทรอนิคสามารถทำเองได้ นั่นคือ แค่ซื้อสายสำเร็จกับขั้วต่อมาประกอบเอง ซึ่งครั้งนั้นผมพบว่า สายสัญญาณตัวเดียวกัน เมื่อเปลี่ยนไปใช้ขั้วต่อคุณภาพสูง มันทำให้ผลรวมของเสียงที่ได้เปลี่ยนไปเยอะมาก

ดีไซเนอร์ของ Atlas Cables ก็ค้นพบความจริงข้อนี้ หลังจากเข้าไปศึกษาสิ่งที่พวกเขาใช้ในการออกแบบขั้วต่อสายสัญญาณ Equator Integra ตัวนี้แล้ว ผมพบว่าพวกเขามีความเข้าใจเกี่ยวกับขั้วต่อสายสัญญาณที่ลึกซึ้งมากทีเดียว อย่างแรกที่สะท้อนความจริงข้อนั้นก็คือ พวกเขาเลือกใช้ วิธีบีบ (crimp) ซึ่งเป็นวิธีเชื่อมต่อเส้นตัวนำเข้ากับขั้วต่อที่ให้ผลดีต่อเสียงมากกว่าวิธีเชื่อมต่อด้วยตะกั่ว จากภาพข้างบนนี้ จะเห็นว่า การเชื่อมต่อด้วยตะกั่ว (แบบบน) จะทำให้การส่งสัญญาณระหว่างเส้นตัวนำกับขั้วต่อต้องผ่านตะกั่ว ซึ่งเป็นโลหะที่มีคุณสมบัติทางไฟฟ้าต่างไปจากโลหะที่ใช้ทำเส้นตัวนำและโลหะที่ใช้ทำขั้วต่อ ซึ่งต้องมีผลเสียต่อเสียงอย่างแน่นอน ส่วนภาพล่าง วิธีบีบแค้มป์ด้วยเครื่องมือ ทำให้โลหะเส้นตัวนำกับโลหะของตัวขั้วต่อสัมผัสถึงกันโดยตรง ส่งผลให้การส่งผ่านสัญญาณเสียงเป็นไปได้ดีกว่า

ปลอกนอกทำมาจากพลาสติก แกนตัวนำชุบทอง

อีกจุดที่จริงๆ แล้วมีความสำคัญกับคุณภาพเสียงมาก แต่ผู้ผลิตสายสัญญาณหลายๆ เจ้าไม่ได้ใส่ใจ นั่นคือ เรื่องของ impedance ซึ่งมาตรฐานของการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงอะนาลอกด้วยขั้วต่อ RCA ต้องอยู่บนค่าอิมพีแดนซ์ที่ 75 โอห์มเสมอ ไม่ว่าจะมีรอยต่อเชื่อมสักกี่รอย เมื่อวัดค่าอิมพีแดนซ์ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง ตลอดเส้นทางจะต้องมีอิมพีแดนซ์เท่ากับ หรือใกล้เคียง 75 โอห์มให้มากที่สุด ซึ่งผมยอมรับว่า ไม่ค่อยจะเห็นผู้ผลิตสายสัญญาณเจ้าไหนพูดถึงประเด็นนี้มากนัก ได้มาอ่านเจอประเด็นนี้ในบทความเรื่อง DNA of Atlas Products* แล้วรู้สึกอุ่นใจจริงๆ

* Atlas Cable > DNA of Atlas Products

เสียงของ Atlas Cables
: Equator Integra + Equator MK II

สายสัญญาณ Atlas Cables : Equator Integra ที่ผมได้รับมาทดสอบครั้งนี้ติดขั้วต่อ RCA ทั้งสองด้าน ความยาว 1 เมตร และเพื่อตัดปัญหาเรื่องแนวเสียงที่เพี้ยนไปเพราะสายลำโพงต่างยี่ห้อ ผมจึงขอยืมสายลำโพงที่เป็นยี่ห้อเดียวกันและเป็นรุ่นที่อยู่ในซีรี่ย์เดียวกัน มาลองฟังด้วยกัน ซึ่งก็คือสายลำโพงรุ่น Atlas Equator MK II ซึ่งใช้ตัวนำทองแดง OFC ความบริสุทธิ์ 6N

ทางไฮไฟ ทาวเวอร์ ตัวแทนจำหน่ายสายยี่ห้อนี้ แจ้งมาว่า สายลำโพงรุ่น Atlas Equator MK II ตัวนี้เป็นสายที่สั่งตัดความยาวได้ ราคาตั้งอยู่ที่เมตรละ 480 บาท ส่วนราคาขายจริงลดลงไปอยู่ที่เมตรละ 385 บาท ถูกมาก..! ผมเลยสั่งมาข้างละ 2.5 เมตร ราคารวมสองเส้นอยู่ที่ 962.50 บาท เท่านั้นเอง ส่วนขั้วต่อสายลำโพง เพื่อความสะดวก ผมเลือกเป็นขั้วต่อบานานาชุบทองยี่ห้อ SINE ซึ่งไฮไฟ ทาวเวอร์เป็นตัวแทนอยู่เช่นกัน ราคาตั้งชุดละ 2,125 บาท ทั้งชุดมีอยู่ 8 ตัว พอดีใช้สำหรับสายลำโพงสองเส้น ซึ่งคุณเบิร์ด บอกว่า ที่หน้าร้านเขาขายขั้วต่อชุดนี้อยู่ที่ชุดละ 1,700 บาท

สรุปแล้ว สายลำโพง Atlas Equator MK. II ความยาว 2.5 เมตร สองเส้น พร้อมติดขั้วต่อบานานาชุบทองของ SINE ผมได้มาทั้งเซ็ตในราคาแค่ 962.50 + 1,700 = 2,662.50 บาทเท่านั้นเอง ถูกมาก..!!!

เสียงดีเกินราคา.!!

หลังจากได้สายมา ผมก็เปิดเบิร์นฯ ทั้งสายสัญญาณและสายลำโพงจนเลยชั่วโมงที่ 50 ไปแล้ว จากนั้นจึงเริ่มทดลองฟังเสียงของมันอย่างจริงๆ จังๆ

ใช้ต่อเอ๊าต์พุตจากภาคโฟโนสเตจของเครื่องเล่นแผ่นเสียง Sony : PS-HX500 เข้ากับ Line-in ของอินติเกรตแอมป์ NAD C388

ถ้าผมขอใช้คำอธิบายเสียงของสายสัญญาณ + สายลำโพง Atlas Cables ชุดนี้ด้วยวลีสั้นๆ ว่า สะอาดคุณจะคิดถึงเสียงแบบไหน.? ผมเชื่อว่า หลายคนต้องนึกถึงเสียงแหลมที่มีลักษณะผ่อนปรน บอดี้ป่นเป็นผงแป้ง ปลายเสียงมีลักษณะโรยตัวเหมือนดาวตก ไร้แรงปะทะ ซึ่งคุณก็จะได้ยินลักษณะเสียงแบบนั้นเมื่อเล่น source อะนาลอก กับแอมป์ + ลำโพงที่ตอบสนองความถี่ไปได้ไกลกว่า 20kHz

Jennifer Warnes – The Well (DSD64)

ผมก็ได้ยินเสียงแบบนั้นจากสายสัญญาณ + สายลำโพง Atlas Cables ชุดนี้ ตอนผมเอาสายสัญญาณไปต่อระหว่างเอ๊าต์พุต Phono ของเครื่องเล่นแผ่นเสียง Sony : PS-HX500 (ใช้ภาคโฟโนในตัว PS-HX500) เข้ากับช่องอินพุต analog ของอินติเกรตแอมป์ Cambridge Audio : EDGE A (fre.res. = <3Hz – >80kHz +/-1dB) ขับลำโพง Audiovector : SR 1 Avantgarde Arrete (fre.res. = 39Hz – 52kHz /-6dB) ซึ่งเสียงก็ออกมาฟังดีไปแบบนึง ผ่อนๆ เรื่อยๆ สบายๆ แต่ไม่ใช่สไตล์ของผมเลย

ใช้ร่วมกับ ext.DAC ของ MyTek รุ่น Liberty DAC

หลังจากผมเปลี่ยน source มาเป็นเล่นไฟล์เพลงด้วยโปรแกรม roon บนคอมพิวเตอร์ MacBook Pro แล้วส่งสัญญาณเสียงดิจิตัล DSD และ PCM ผ่านสาย USB ไปเข้าที่ช่องอินพุต USB ของ external DAC ของ MyTek Digital รุ่น Liberty DAC จากนั้นก็ใช้สายสัญญาณ Atlas Cables : Equator Integra เชื่อมต่อระหว่างเอ๊าต์พุต RCA ของ Liberty DAC กับอินพุตอะนาลอกของ EDGE A ผมก็ได้ลักษณะของเสียงที่ต่างออกไป เสียงทั้งหมดตลอดย่านมีลักษณะที่แสดงออกถึง พลังมากขึ้น มีน้ำหนักในการดีดตัวมากขึ้น สวิงไดนามิกดได้แรงขึ้น และกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะที่ความถี่สูงซึ่งออกมาไม่เหมือนตอนเล่น source แผ่นเสียง คืออาการปลายเสียงโรยตัวแผ่วๆ เป็นผงแป้งหายไป ช่วงเสียงแหลมที่ได้หลังจากเปลี่ยน source มาเป็นไฟล์เพลง ผมพบว่า เสียงแหลมของซิสเต็มมีลักษณะที่สด กระจ่าง และมีแรงปะทะมากขึ้น เป็นไปในรูปแบบที่ผมต้องการ เสียงเพอร์คัสชั่นทั้งหมดตอนต้นเพลง “The Pantherแทรคที่ 7 ในอัลบั้มชุด The Well (DSD64) ของ Jennifer Warnes มีลักษณะที่ หลุดลอยออกมานอกตู้ลำโพงมากขึ้น แต่ละเสียงมีตัวตนที่เข้มข้นมากขึ้น มีทรวดทรงเป็นสามมิติมากขึ้น และที่สำคัญคือรู้สึกได้ถึง พลังแฝงที่อยู่ในตัวเสียงแต่ละตัวที่ขยับเคลื่อนตัวได้อย่างมั่นคง เป็นอิสระแต่เต็มไปด้วยการควบคุมตัวเองอย่างมีระบบ..

อ่านจากที่ผมอธิบายลักษณะเสียงที่ได้ยินจากสายสัญญาณตัวนี้มาแล้ว คุณคงจะสงสัยว่า มันสะอาดตรงไหน.? ก่อนอื่นคุณต้องเข้าใจก่อนว่า สัญญาณรบกวนอย่างพวก RFI ที่เจาะเข้ามาในตัวสายได้ มันจะไปรบกวนสัญญาณเสียงตลอดทั้งย่านนั่นแหละ แต่เนื่องจากหูของเราฟังความแตกต่างในย่านแหลมได้ดีกว่าย่านทุ้ม ผมจึงตั้งใจทดลองฟังเพลงที่มีรายละเอียดย่านสูงเยอะๆ เป็นหลัก ซึ่งนอกจากว่าผมจะไม่ได้รู้สึกถึงลักษณะของเสียงแหลมที่หยาบ กระด้าง หรือมีเกรน แล้ว ผมยังรู้สึกได้ถึง รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในย่านแหลมที่แผ่ขยายไปถึงระดับแอมเบี้ยนต์ในหลายๆ เพลงที่ฟังได้ด้วย ซึ่งหากสายสัญญาณและสายลำโพงให้พื้นแบ๊คกราวนด์ของเสียงที่ไม่สะอาดมากพอ (คือให้ S/N ratio ที่ต่ำ) noise floor ที่เกิดขึ้นจะทำให้รายละเอียดระดับ micro detail อย่างพวกแอมเบี้ยนต์ของเสียงถูกทำลายหายไป

Harry Belafonte [1972] Belafonte At Carnegie Hall (BMG-RCA Records) (DSD64)

ลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่งที่ผมได้ยินจากสายสัญญาณ Atlas Cables ตัวนี้ก็คือ ความต่อเนื่องลื่นไหลของเสียง ซึ่งเป็นคุณสมบัติของไดนามิกคอนทราสน์ที่ดี รับรู้ได้จากเสียงร้อง เสียงเครื่องเป่า และเสียงสีเครื่องสาย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นมากอีกอย่างหนึ่งของสายสัญญาณ + สายลำโพง Atlas Equator คู่นี้ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นผลมาจากตัวนำทองแดงที่ไร้รอยต่อของผลึกในเนื้อตัวนำ กับอิมพีแดนซ์ของการเชื่อมต่อที่นิ่งอยู่ที่ 75 โอห์มของขั้วต่อ Integra นั่นเอง ผมอึ้งกับเสียงร้องของ Harry Belefonte ในเพลง “Sylvieแทรคที่สองในอัลบั้มชุด Belafonte at Carnegie Hall (DSF64) ซึ่งนอกจากจะสัมผัสได้ถึงลักษณะการร้องที่มาครบทุกอากัปกิริยาที่เขาเอื้อนคำร้องออกมาแล้ว ผมยังสัมผัสได้ถึงอารมณ์ของเพลงที่มาเต็ม สัมผัสได้ถึงความมีชีวิตชีวาของทั้งตัวแฮรี่และนักดนตรีแบ็คอัพที่ช่วยร้องประสานเบาๆ ไปด้วย

มีอยู่ช่วงหนึ่งที่ผมพยายามที่จะตัดตัวแปรอื่นๆ ในระบบออกไปให้มากที่สุด เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบสิ่งที่ Atlas Equator Integra ให้ออกมาเทียบกับสายสัญญาณธรรมดาๆ ว่ามันต่างกันอย่างไร ผมใช้วิธีต่อเชื่อมเอ๊าต์พุตอะนาลอกของ Liberty DAC เข้ากับอินพุตของลำโพงแอ๊คทีฟ Edifier รุ่น S880 แล้วปรับการฟังแบบ nearfield บนโต๊ะทำงาน ทำให้สามารถตัดสายลำโพงออกไปได้เปราะหนึ่ง หลังจากนั้นผมก็ทดลองฟังเพลงเดียวกันแล้วสลับระหว่างใช้สายสัญญาณ Equator Integra กับสายสัญญาณแถมธรรมดาๆ

George Szell, The Cleveland Orchestra [2000] Strauss – Waltzes (DSD64)

สิ่งที่ผมได้ยินชัดมากคือสายแถมธรรมดาทำให้เสียงแหลมของเพลงที่ฟัง แทบทุกเพลงมีลักษณะที่สว่างโพลนขึ้นมา ซึ่งฟังตอนแรกๆ จะรู้สึกว่า สายแถมธรรมดาให้เสียงที่สดกว่า รายละเอียดแหลมเยอะกว่า แต่พอฟังไปนานๆ ผมก็รู้สึกได้ถึงอาการเคืองประสาทหู ทำให้อารมณ์ของเพลงหายไป ซึ่งมารู้สึกชัดๆ ก็ตอนฟังเพลง Le Beau Danube Bleu, op. 314” แทรคแรกจากอัลบั้มชุด Strauss Waltzes (DSD64) เป็นเพลงคลาสสิกจากการบรรเลงของวง The Cleveland Orchestra ควบคุมวงโดย George Szell ซึ่งตอนฟังด้วยสายสัญญาณแถมธรรมดา เสียงเครื่องสายในแทรคนี้จะมีอาการกร้าว ติดแข็งๆ ทื่อๆ ยังกับนักดนตรีที่เล่น หรือวาทยากรที่กำกับวงฝีมือไม่ถึง ซึ่งไม่ใช่ George Szell กับวง The Cleveland Orchestra เป็นแน่ หลังจากเปลี่ยนสายสัญญาณของ Atlas Cables ตัวนี้ลงไป เสียงแหลมทั้งหมดจะถอยหลังลงไปอยู่หลังระนาบลำโพงนิดนึง โดยที่รอบๆ เสียงเครื่องสายเหล่านั้นผมสัมผัสได้ถึงมวลบรรยากาศบางๆ ที่แผ่ล้อมวงดนตรีทั้งวงเอาไว้ เสียงเครื่องสายที่ก่อตัวขึ้นมาตอนต้นเพลงก็มีลักษณะที่พลิ้วแผ่วมากขึ้น ให้บรรยากาศของสายน้ำที่เคลื่อนไหวเป็นระลอก ความสนใจของผมถูกดึงลงไปหาดนตรีอีกครั้งและจมลึกอยู่ในนั้นจนจบลงอย่างเพลิดเพลินตลอดเวลา 9 นาทีกว่าๆ ของแทรคนี้

แล้วผมก็ค้นพบว่า กับเพลงคลาสสิกนี่แหละที่สายสัญญาณ Atlas Cables ตัวนี้ชอบ กับสัญญาณเสียงที่เกิดจากเครื่องดนตรีอะคูสติกบรรเลงสดๆ ไม่ได้ผ่านการขยายของแอมปลิฟายที่เป็นอิเล็กทรอนิคมันจะมีความ เปราะบางในโครงสร้างของฮาร์มอนิกมากกว่าเสียงของเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิคที่บันทึกผ่านคอนโซล จบจากอัลบั้ม Strauss Waltzs แล้ว ผมก็ลองเปลี่ยนมาฟังคลาสสิกอีกอัลบั้มหนึ่ง เน้นเสียงไวโอลิน เพื่อพิสูจน์สิ่งที่ผมวิเคราะห์ไว้ว่าสายสัญญาณเส้นนี้ชอบเสียงของเครื่องดนตรีอะคูสติกมากเป็นพิเศษ มันจริงตามนั้นรึปล่าว.?

Isaac Stern & Ormandy [1959] Mendelssohn & Tchaikovsky – Violin Concertos (SRGR 706)(DSF64)

ผมตั้งใจเลือกฟังเสียงไวโอลินของ Isaac Stern เล่นงาน Violin Concertos ของ Mendelssohn & Tchaikovsky ร่วมกับวง The Philadelphia Orchestra ภายใต้การคุมวงโดย Eugene Ormandy ในอัลบั้มชุด Mendelssohn & TchaikovskyViolin Concertos” (DSD64) ซึ่งเป็นงานเก่าที่บันทึกเสียงไว้ตั้งแต่ปี 1959 คุณภาพการบันทึกเสียงจึงยังไม่ดีมาก ไดนามิกโดยรวมไม่ได้แผ่กว้างมากนัก รายละเอียก็จะจมๆ หน่อย ต้องเปิดดังๆ ถึงจะกระจ่างออกมาให้ได้ยินครบๆ ซึ่งผมวางใจความสามารถในการแปลงสัญญาณ DSD ของ Liberty DAC มาก มันสามารถปลดปล่อยรายละเอียดของเสียงในอัลบั้มนี้ออกมาให้สัมผัสได้อย่างมีอรรถรสมากกว่า ext.DAC รุ่นเก่าๆ มาก และในครั้งนี้ผมก็ใช้ภาคปรีฯ ของ Liberty DAC ในการขับภาคขยายในตัวลำโพง Edifier S880 โดยตรงผ่านสายสัญญาณ Atlas Cables : Equator Integra ตัวนี้เท่านั้น ซึ่งนับว่าเป็นการทดสอบที่ท้าทายความสามารถของสายสัญญาณเส้นนี้อย่างแท้จริง และในการฟังอัลบั้มนี้ ผมตั้งใจเปิดเสียงค่อนข้างดัง ทั้งที่ระยะนั่งฟังไม่ได้ไกลไปจากตัวลำโพงมาก แต่อยากให้คลื่นเสียงมันแผ่คลุมบรรยากาศรอบๆ บริเวณที่ผมนั่งฟังอย่างเต็มที่ ซึ่งจะทำให้ผมรับรู้รายละเอียดทั้งหมดที่สายสัญญาณตัวนี้ปล่อยจาก ext.DAC มาที่ลำโพงได้อย่างชัดเจนที่สุด

สัมผัสแรกที่รับรู้ได้คือ รายละเอียดของเสียงที่ได้ยินชัดกว่าทุกครั้งที่ฟังอัลบั้มนี้ ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความสามารถของ Liberty DAC แต่ก็มีบางอย่างที่แสดงถึงความสามารถของสายสัญญาณ Atlas Cables ตัวนี้ที่ส่งผ่านสัญญาณเสียงจาก Liberty DAC ไปที่ลำโพง Edifier โดยไม่ปนเปื้อนสัญญาณรบกวนเข้าไป ผมค่อนข้างมั่นใจที่สรุปอย่างนั้น เพราะผมคุ้นชินกับเสียงของอัลบั้มนี้มาพอสมควร มันเป็นงานเพลงเก่าที่มีคุณค่าของดนตรีสูงส่งแต่คุณภาพการบันทึกเสียงยังไม่อยู่ในขั้นดี ถ้าอุปกรณ์ที่ใช้เล่นคุณภาพไม่ดี เสียงของอัลบั้มนี้จะออกมาไม่น่าฟังเลย รายละเอียดก็อู้ๆ อี้ๆ ไดนามิกก็ไม่กว้าง เสียงโดยรวมจะออกมาบี้ๆ แบนๆ ฉนั้น ทุกครั้งที่ได้อุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีคุณภาพสูงมาเล่นเพลงในอัลบั้มนี้ ผมจะรู้สึกได้ถึงคุณภาพของเสียงที่ดีขึ้นได้ง่าย เมื่อไรก็ตามที่ฟังแล้วได้อรรถรสของดนตรีมากขึ้นอย่างเช่นในขณะนี้ นั่นก็พิสูจน์ได้ว่า อุปกรณ์ที่นำมาทดสอบมีคุณภาพที่ดี..

สรุป

ตัวแปรของสายสัญญาณที่ส่งผลกับคุณภาพเสียงมีอยู่ 4-5 จุด ซึ่งโจทย์ยากสำหรับผู้ผลิตสายสัญญาณที่ถูกกำหนดราคาขายไว้ในระดับปานกลาง ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทต่อคู่ ก็คือ จะเฉลี่ยคุณภาพของการออกแบบในแต่ละจุดอย่างไร ให้ได้คุณภาพเสียงออกมาดีที่สุด

หลังจากได้ทดลองฟังเสียงของสายสัญญาณตัวนี้แล้ว ผมเห็นด้วยกับรีวิวเวอร์ของค่าย What’s Hi-Fi? UK และค่าย Hi-Fi Choice ที่ต่างก็โหวตให้สายสัญญาณ Atlas Cables : Equator Integra ตัวนี้มีคุณภาพอยู่ในระดับยอดเยี่ยม โดยเฉพาะ Hi-Fi Choice นั้นโหวตให้มากกว่าหนึ่งครั้ง

ตัวสายลำโพง Equator MK II นั้นก็ถือว่าเป็นสายลำโพงราคาถูกที่ให้คุณภาพคุ้มราคามาก แม้ว่าความดีของมันยังไม่เท่ากับความสามารถของสายสัญญาณ แต่เมื่อคำนึงถึงราคขยของมันก็ถือว่าคุ้มราคมาก และมันให้โทนเสียงที่กลมกลืนไปกับสายสัญญาณได้อย่างลงตัว ใครที่ใช้ซิสเต็มราคาไม่สูง มองหาสายสัญญาณ + สายลำโพงที่มีราคา ไม่เกินชุดละ 10,000 บาท ผมขอแนะนำสายสัญญาณ + สายลำโพงคู่นี้ให้ด้วยความยินดียิ่ง ส่วนใครที่ใช้สายสัญญาณและอยากได้คุณภาพของสายลำโพงที่สูงขึ้นไปกว่ารุ่น Equator MK II ก็ลองดูสายลำโพงรุ่นที่สูงขึ้นไปของ Atlas Cables ก็ได้ ในการทดสอบครั้งนี้ ตอนจับกับแอมป์ EDGE A + ลำโพง SR 1 Avantgarde Arrete ผมก็ลองเปลี่ยนสายลำโพงเป็นของ Nordost รุ่น Heimdall ลองจับกับสายสัญญาณ Atlas Cables ตัวนี้ พบว่ามันก็ไปด้วยกันได้ดี คิดว่าถ้าเป็นสายลำโพงรุ่น Blue Heaven ของ Nordost น่าจะลงตัวกับสายสัญญาณตัวนี้มากทีเดียว เพราะตัวสายลำโพง Nordost มันเปิดกว้างจากแอมป์ไปที่ลำโพง จึงทำให้สัญญาณเสียงสะอาดๆ จากสายสัญญาณ Atlas Cables Equator Integra ที่นำส่งไปที่แอมป์ถูกส่งต่อไปถึงลำโพงโดยไม่ถูกตัดทอนลงไป

นั่งๆ ฟังไปเขียนไปโดยปล่อยให้อารมณ์กับความรู้สึกที่เกิดจากการฟังเสียงของมันนำพาไป พอย้อนกลับขึ้นไปอ่านที่เขียนไว้แล้วก็อดกังวลไม่ได้ เพราะราคาของสายสัญญาณตัวนี้มันแค่ห้าพันกว่าบาทเท่านั้น* นี่ผมจะเขียนเกินเลยไปรึปล่าว.?? /

*****************************
ราคา : 5,500 บาท/คู่ ที่ความยาว 1 เมตร
(* จากราคาตั้ง 6,900 บาท/คู่)

*****************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย :
บริษัท ไฮไฟ ทาวเวอร์ จำกัด
โทร. 02-881-7273-5
***************
หาซื้อได้ที่ :
HifitowerShop | Link

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า