รีวิวเครื่องเสียง Audiolab รุ่น 6000A Play อินติเกรตแอมป์ที่มีมิวสิค สตรีมเมอร์ในตัว

ไม่ทำไม่ได้แล้ว.!!!ผมแทบจะนึกภาพออกเลยว่า ผู้คนที่อยู่เบื้องหลังการพัฒนาตัว 6000A Play ตัวนี้เขาคงจะพูดประโยคนี้ออกมาเป็นเสียงเดียวกันเมื่อมีคำถามในห้องประชุมว่า “เราจะทำ all-in-one ออกมามั้ย.!?”

ถ้าพวกเขาถามผม ผมจะย้อนถามกลับไปทันทีว่า “Why not?ในเมื่อพวกเขามีทุกอย่างอยู่ในมืออยู่แล้ว ทั้ง know how เกี่ยวกับแอมปลิฟาย, โนฮาวเกี่ยวกับ DAC และโนฮาวเกี่ยวกับสตรีมเมอร์ แค่เอาทั้งหมดนั้นมาผสมรวมกันเท่านั้นเอง ทำไมจะไม่ทำล่ะ? ในเมื่อตลาดเครื่องเสียงกำลังมุ่งหน้าไปทางนั้น

Just add speakers.!!!

ไม่ว่าทีมวิศวกรของ Audiolab จะคุยอะไรกันในห้องประชุม แต่ผลลัพธ์ที่ปรากฏสู่สายตาตอนนี้ก็คือ “6000A Playซึ่งมีสถานะเป็น all-in-one ตัวแรกในอนุกรม 6000 series ของแบรนด์ Audiolab จากประเทศอังกฤษ เมื่อพิจารณาโดยเนื้อแท้แล้ว 6000A Play ก็คือผลิตผลจากการนำเอาอินติเกรตแอมป์รุ่น 6000A ที่ประสบความสำเร็จในตลาดอย่างสูง มาผนวกเข้ากับรุ่น 6000N ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทมิวสิคสตรีมเมอร์ตัวแรกของแบรนด์นั่นเอง (ผลการทดสอบของสื่อ What’s Hi-Fi? ของอังกฤษให้ 5 ดาวแดงทั้งสองตัว!)

รูปร่าง + หน้าตา

6000A Play ใช้ร่างของ 6000A เป็นเรือนกาย ถ้ามองแค่ด้านหน้าคุณจะแยกไม่ออกระหว่างสองรุ่นนี้ ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วน, จำนวนเฟอร์นิเจอร์ที่ประดับอยู่บนแผงหน้า ไปจนถึงตำแหน่งติดตั้งปุ่มบังคับต่างๆ มันเหมือนกันเป๊ะทุกจุด ความไม่เหมือนจะไปปรากฏอยู่บนพื้นที่ช่วงกลางๆ ของแผงหลัง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ติดตั้งช่องอินพุตสำหรับสัญญาณดิจิตัล ซึ่งรุ่น 6000A Play มีมาให้เลือกใช้ครบทั้ง coax, optical และ ethernet ในขณะที่รุ่น 6000A มีแต่อินพุต coax กับ optical

แผงหน้า

จากภาพด้านบนนี้ (1) ไฟ LED ที่ใช้แสดงสถานะการทำงานของตัวเครื่องหลายสถานะ อาทิเช่น ตอนสแตนด์บาย ไฟดวงนี้จะสว่างเป็นสีแดง, หลังจากกดปุ่ม Power เปิดเครื่องขึ้นมา ถ้าไฟดวงนี้เป็นสีขาวและกระพริบถี่ๆ แสดงว่ามันกำลังตระเตรียมฟังท์ชั่นต่างๆ ให้พร้อมสำหรับการใช้งาน, ถ้าไฟดวงนี้เป็นสีขาว กระพริบช้าๆ แสดงว่ามันกำลังเชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์ค ฯลฯ (2) ปุ่มหมุนใช้เลือกแหล่งอินพุต, (3) ปุ่มหมุนสำหรับเลือกโหมดการทำงานของตัวเครื่อง ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 3 โหมด คือ PRE, PRE-POWER และ INTEGRATED (4) จอแสดงผล ซึ่งสามารถสั่งปิดได้ผ่านรีโมทไร้สาย (5) ปุ่มหมุนใช้ปรับวอลลุ่ม ซึ่งปรับได้ระหว่าง -78dB ขึ้นไปจนถึง +8dB ค่าเริ่มต้นของวอลลุ่มที่ตั้งมาจากโรงงานคือ -20dB ถ้าคุณทำการปรับตั้งวอลลุ่มเอาไว้ที่ระดับไหน ถ้าหยุดใช้งานด้วยการสแตนด์บาย ไม่ได้ดึงปลั๊กไฟเอซีออกจกเต้ารับ เมื่อคุณเปิดเครื่องใช้งานอีกครั้ง วอลลุ่มจะเริ่มต้นตรงจุดที่คุณเคยใช้งานก่อนจะสแตนด์บาย (6) รูเสียบแจ๊คหูฟังขนาด 6.3 .. รองรับอิมพีแดนซ์ของหูฟังได้ตั้งแต่ 20 โอห์มขึ้นไปจนถึง 600 โอห์ม (7) ช่องรับคลื่นอินฟราเรดจากรีโมทไร้สาย (8) ปุ่มกดเปิดการทำงานและสแตนด์บาย

แผงหลัง

จากภาพด้านบน (9) เมนสวิทช์ที่ใช้เปิด/ปิดไฟเอซีเข้าเครื่อง (10) เต้ารับไฟเอซี พร้อมกระบอกฟิวส์ (11) เสาอากาศรองรับคลื่น WiFi ใช้ถึง 2 ต้น (12) ขั้วต่อสายลำโพง (13) ไฟ LED ที่ใช้แจงสถานะการเชื่อมต่อของคลื่น WiFi (14) ปุ่มเซ็ตอัพการเชื่อมต่อ WiFi (15) ช่องเชื่อมต่อเน็ทเวิร์ค Ethernet (16) ช่องต่อสัญญาณกระตุ้น triggers 12V (17) ช่อง USB-A สำหรับใช้อัพเดตเฟิร์มแวร์ (18) ช่องดิจิตัล อินพุต Optical กับ Coaxial อย่างละ 2 ช่อง (19) ช่องปรีเอ๊าต์ ไว้ดึงสัญญาณไปต่อกับเพาเวอร์แอมป์ภายนอก (20) ช่องเพาเวอร์แอมป์อินพุต ไว้รับรับสัญญาณจากปรีแอมป์ภายนอก (21) ช่องอินพุตสำหรับแหล่งต้นทางแบบ Line Level สามช่อง กับอินพุต Phono สำหรับรองรับสัญญาณหัวเข็ม MM จากเครื่องเล่นแผ่นเสียง (22) จุดเชื่อมต่อสายกราวนด์ของเครื่องเล่นแผ่นเสียง (23) เสาอากาศสำหรับรองรับคลื่น Bluetooth

ฟังท์ชั่น + การออกแบบ

Standby Mode : 6000A Play มีฟังท์ชั่นที่จะหยุดจ่ายไฟให้วงจรขยายอัตโนมัติเมื่อเครื่องไม่ถูกใช้งานต่อเนื่องตามระยะเวลาที่ปรับตั้งไว้ การทำงานของเครื่องจะถูกปรับไปอยู่ในโหมดสแตนด์บายเพื่อประหยัดไฟและยืดอายุการใช้งาน ในเมนูเครื่องตั้งชื่อเรียกฟังท์ชั่นนี้ไว้ว่า “Standby Modeใครไม่ชอบสามารถเข้าไปสั่งยกเลิกการทำงานของฟังท์ชั่นนี้ได้โดยเลือกคำสั่ง Never ซึ่งนอกจากในเมนูจะมีคำสั่ง Never เพื่อยกเลิกการทำงานของฟังท์ชั่นนี้แล้ว ยังมีอ๊อปชั่นให้เลือกระยะเวลาให้เครื่องปรับออโต้ สแตนด์บายได้ระหว่าง 20 นาที หรือ 1 ชั่วโมง ด้วย

Digital Filter Selection : เป็นรูปแบบของวงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ที่ใช้งานในภาค DAC ซึ่งมีให้เลือกใช้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ฟังท์ชั่นนี้ส่งผลกับเสียงของ 6000A Play มาก แนะนำให้ลองปรับเลือก รูปแบบของวงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ทั้ง 3 รูปแบบก็คือ Fast = ปรับความถี่ตอบสนองให้ราบเรียบ และลดความดังของความถี่ที่อยู่นอกเหนือความต้องการอย่างรวดเร็ว, Slow = เริ่มต้นปรับลดความดังที่ความถี่ต่ำมากกว่าแบบ Fast แต่ปรับลดในลักษณะค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป, Phase = ค่อยๆ ปรับลดคล้ายกับแบบ Slow แต่รักษาความถูกต้องของเฟสสัญญาณไว้ด้วย ลักษณะคล้ายกับการเอาฟิลเตอร์แบบอะนาลอกมาใช้กับสัญญาณดิจิตัล

Operating Mode : แม้ว่าพื้นฐานทางด้านแอมปลิฟายในตัว 6000A Play จะมีสถานะเป็นอินติเกรตแอมป์ คอมีทั้งภาคปรีแอมป์ กับภาคเพาเวอร์แอมป์ รวมอยู่ในตัวถังเดียวกัน แต่ผู้ออกแบบได้ทำการสร้างอ๊อปชั่นการทำงานของภาคปรีแอมป์และเพาเวอร์แอมป์ออกเป็น 3 อ๊อปชั่น คือ PRE, PRE-POWER และ INTEGRATED

PRE Mode = เมื่อเลือกโหมดการทำงานของ 6000A Play ไว้ที่ “PRE Modeตัว 6000A Play จะทำหน้าที่เป็นเสมือนปรีแอมป์อะนาลอกที่มีอินพุตและ DAC ในตัว ช่องสัญญาณ Pre-Out (หมายเลข 19 ในภาพข้างบนที่โชว์แผงหลัง) จะมีสัญญาณเอ๊าต์พุตที่ผ่านวอลลุ่มออกมาเพื่อให้นำไปใช้ต่อเชื่อมกับเพาเวอร์แอมป์ภายนอก ช่องอินพุตทั้งหมดทำงานตามปกติ นอกจากช่องอินพุต Power (หมายเลข 20 ในภาพข้างบนที่โชว์แผงหลัง) จะถูกปิดการทำงาน ในโหมดนี้

PRE-POWER MODE = ในโหมดนี้ ภาคปรีแอมป์ของ 6000A Play ที่อยู่ภายในจะถูกตัดออกจากภาคเพาเวอร์แอมป์ ไม่เชื่อมต่อกัน คุณสามารถใช้ประโยชน์จากโหมดนี้ได้ 2 ทาง ทางแรกคือนำ 6000A Play ไปใช้งานร่วมกับชุดเครื่องเสียงโฮมเธียเตอร์โดยป้อนสัญญาณจากปรีโปรฯ ของชุดโฮมเธียเตอร์มาเข้าที่อินพุต Power ของ 6000A Play ส่วนประโยชน์ของโหมดนี้อีกทางหนึ่งก็คือเอาไว้ปรับใช้เมื่อคุณมีอุปกรณ์ปรับแต่งเสียงประเภท signal processing เข้ามาเพิ่มในระบบ คั่นกลางระหว่างช่อง Pre-Out กับช่อง Power-In ของ 6000A Play

INTEGRATED MODE = ภาคปรีแอมป์กับภาคเพาเวอร์แอมป์ในตัว 6000A Play จะถูกเชื่อมต่อถึงกัน ในขณะที่ช่องอินพุต Power ถูกปิด ส่วนช่อง Pre-Out มีสัญญาณออก คุณสามารถใช้โหมดนี้ร่วมกับการเพิ่มเพาเวอร์แอมป์เข้ามาอีกตัวเพื่อขับลำโพงแบบ Bi-amp ได้ หรือจะใช้ 6000A Play ทำงานเป็นอินติเกรตแอมป์ปกติธรรมดาก็ได้เมื่อปรับตั้งการทำงานของ 6000A Play ไว้ที่โหมดนี้

เมนู

ทาง Audiolab เอาเมนูเครื่องไปซ่อนไว้ที่ปุ่ม “Modeปุ่มที่สองจากซ้ายมือของแผงหน้า จะเข้าไปทำการปรับตั้งค่าในเมนู ต้องใช้ปลายนิ้วกดลงไปบนตัวปุ่ม Mode หนึ่งครั้ง หน้าจอของ 6000A Play จะโชว์คำว่า “Balanceขึ้นมาซึ่งเป็นหัวข้อเมนูแรกที่ให้ปรับตั้งค่าได้ เมื่อหมุนปุ่ม Mode ไปทางขวามือแต่ละครั้ง หัวข้อเมนูจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ จาก BALANCE > FILTER > TRIGGER > STANDBY > PLL DG2 > PLL OP2 > RESET > VER. 012

หัวข้อเมนูที่ปรับตั้งแล้วส่งผลกับเสียงในแง่ คุณภาพเสียงและ บุคลิกเสียงที่ชัดเจนมีอยู่ 3 หัวข้อ คือ FILTER, PLL DG2 และ PLL OP2 ซึ่งหัวข้อ FILTER นั้นเป็นการเลือกวงจรดิจิตัลฟิลเตอร์ที่มีให้เลือกอยู่ 3 รูปแบบ คือ FAST, SLOW และ PHASE จากการทดลองฟังของผมพบว่า ฟิลเตอร์ FAST ให้เสียงที่มีโฟกัสคมชัดมากที่สุด โทนเสียงโดยรวมจะออกไปทางสด กระชับ หางเสียงจบเร็ว ส่วน SLOW จะให้เสียงโดยรวมออกไปทางนุ่มนวล ไม่เน้นชัดมาก ในขณะที่ PHASE ให้มิติเสียงที่ดี เวทีเสียงจะตีวงโอบเป็นสามมิติ โดยเฉพาะมิติด้านลึกจะเด่นมาก ชิ้นดนตรีมีทรวดทรงที่อวบใหญ่ ซึ่งฟิลเตอร์แต่ละแบบจะมีความเหมาะสมกับลำโพงต่างกัน อย่างเช่น ถ้าคุณใช้ลำโพงตู้เปิดที่ใช้วูฟเฟอร์ขนาดใหญ่ อาจจะชอบฟิลเตอร์ FAST มากที่สุดเพราะมันทำให้เสียงโดยรวมออกมากระชับและคมชัดมากขึ้น ในขณะเดียวกัน คนที่ใช้ลำโพงเล็กและชอบมิติเสียงที่แผ่กว้างน่าจะถูกใจฟิลเตอร์ PHASE มากกว่าอีกสองตัวที่เหลือ อย่างไรก็ดี ถ้าคุณตกลงใจซื้อ 6000A Play ไปใช้ แนะนำให้ทดลองฟังฟิลเตอร์ทั้งสามตัว เชื่อว่าจะมีตัวที่ใช้แล้วคุณชอบเสียงของมันมากที่สุดในชุดของคุณ เพราะผลของมันฟังง่ายและชัดเจนมาก

ส่วนเมนูอีก 2 หัวข้อคือ PLL DG2 กับ PLL OP2 เป็นการเลือกรูปแบบการทำงานของระบบ clock ที่ใช้ควบคุมการป้อนสัญญาณดิจิตัลให้กับภาค DAC ตามมาตรฐานของ S/PDIF ซึ่งเลือกได้ 2 แบบคือ NORMAL กับ WIDE จะส่งผลกับไทมิ่งของเพลง (เกี่ยวข้องกับจังหวะของเพลง) และความคมชัดของหัวเสียง ซึ่งฟังค่อนข้างยาก ซึ่งคุณภาพของสาย coaxial กับสาย optical รวมถึงคุณภาพของอุปกรณ์ต้นทางที่ส่งสัญญาณดิจิตัลมาจะมีผลกับเมนูนี้ด้วย ถ้าใช้สายดิจิตัลที่มีคุณภาพสูงๆ จะเห็นผลได้ง่าย ส่วนใหญ่ที่ผมทดลองพบว่าตั้งไว้ที่ NORMAL จะให้ผลที่น่าพอใจแล้ว (ถ้าคุณไม่ได้ใช้อินพุต coaxial และ optical ก็ไม่ต้องปรับตั้งที่เมนูนี้)

รีโมทไร้สาย

รีโมทไร้สายที่แถมมาให้มีฟังท์ชั่นใช้งานครบถ้วน ทั้งเลือกอินพุต, ปรับวอลลุ่ม, ปรับโหมดการทำงาน, ปรับตั้งเมนู, และเปิด/ปิดการทำงานของเครื่อง

ทดลองใช้งาน + ฟังเสียง

ท่ามกลาง source input ที่ให้มาทั้งหมด “Network Streamingคือไฮไล้ท์สำหรับ 6000A Play ตัวนี้ เพราะมันใช้เทคโนโลยี Play-Fi ของ DTS ซึ่งช่วยขยายขีดความสามารถในการสตรีมไฟล์เพลงจากแหล่งต่างๆ ได้กว้างขวางมาก สตรีมได้ทั้งแบบใช้สายและไร้สาย เมื่อทำงานร่วมกับภาค DAC ในตัว 6000A Play ที่อาศัยความสามารถของชิปเบอร์ ES9018K2M ของค่าย ESS Technology ในการแปลงสัญญาณดิจิตัลเป็นอะนาลอก ทำให้ 6000A Play มีความสามารถในการรองรับสัญญาณดิจิตัลอินพุตได้สูงถึง 192kHz ด้วยการสตรีมผ่านเน็ทเวิร์ค

ออลอินวันตัวนี้ทำหน้าที่ของมันได้สมชื่อมาก อินพุตของมันครอบคลุมการเชื่อมต่อได้กว้างขวางครบทุกประตู ถ้าคุณใช้เครื่องเล่นซีดีเป็นหลัก มันก็มีช่องอะนาลอกอินพุตไว้ให้ใช้ สำหรับคนที่ยังเล่นแผ่นเสียงก็ไม่ต้องห่วง แอมป์ตัวนี้มีภาคขยายหัวเข็ม MM มาให้เสร็จสรรพ นอกจากนั้น คุณยังสามารถส่งสัญญาณเสียงจากการเล่นไฟล์เพลงบนสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตของคุณไปที่ 6000A Play ได้ผ่านทางคลื่น Bluetooth ก็ได้ หรือถ้าบ้านคุณมีระบบเน็ทเวิร์ค เมื่อเชื่อมต่อ 6000A Play เข้ากับเน็ทเวิร์คที่บ้านคุณเสร็จแล้ว คุณก็สามารถดึงไฟล์เพลงที่อยู่ในคอมพิวเตอร์หรือฮาร์ดดิสบนเน็ทเวิร์ค (NAS) หรือดึงไฟล์จากผู้ให้บริการบนอินเตอร์เน็ตไปเล่นผ่านตัว 6000A Play ได้อีก โดยอาศัยเทคโนโลยี Play-Fi ที่ติดตั้งมาให้ในตัว 6000A Play นั่นเอง

คุณสามารถเชื่อมต่อ 6000A Play เข้ากับเน็ทเวิร์คที่บ้านคุณได้ทั้งด้วยวิธีใช้สาย (wired network connection) และด้วยวิธีไร้สายผ่านคลื่น WiFi ซึ่งผมอยากจะแนะนำให้ใช้การเชื่อมต่อด้วยสาย Ethernet (สาย LAN) จะดีกว่าแบบไร้สายมาก ทั้งแง่ของความสะดวกและคุณภาพเสียง ซึ่งจากการทดลองเชื่อมต่อ 6000A Play ตัวนี้เข้ากับเน็ทเวิร์คที่บ้านผมพบว่าทาง DTS ได้ทำการปรับปรุงประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อระบบ Play-Fi ให้เชื่อมต่อได้ง่ายขึ้นมาก ส่วนการใช้แอพฯ Play-Fi แนะนำให้ผูกบัญชีกับ google account ของคุณ เพราะอนาคตทาง DTS จะพัฒนาระบบเข้าไปอิงกับแฟลทฟอร์ม google home มากขึ้นเรื่อยๆ

การเข้าใช้งานแอพฯ Play-Fi ก็ไม่ยาก กราฟฟิกที่ทำไว้ก็เข้าใจได้ง่าย..

หัวข้อ Media Server (ในวงกลม) คือการสตรีมจากเซิร์ฟเวอร์อย่างเช่น NAS หรือจากฮาร์ดดิสของคอมพิวเตอร์

การออกแบบแอพฯ Play-Fi ทำได้ดี ใช้แค่ 2-3 ขั้นตอนก็ได้ฟังเพลงแล้ว จากภาพข้างบน ผมทดลองเลือกเพลงที่ผมเก็บไว้ใน NAS ออกมาฟัง ซึ่งทุกอย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด (ผมเชื่อมต่อเน็ทเวิร์คเข้ากับ 6000A Play ด้วยสาย Ethernet) เสียงที่ออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก รายละเอียดดี พื้นเสียงใสสะอาด คุณภาพโดยรวมถึงระดับมาตรฐานที่นักเล่นเครื่องเสียงยอมรับได้สบายๆ กำลังขับ 50 วัตต์ที่ 8 โอห์ม และ 75 วัตต์ที่ 4 โอห์ม ของ 6000A Play ตัวนี้ไม่ใช่ของเล่นเลย มันสามารถดันเสียงออกมาจากลำโพง Totem Acoustics รุ่น Element ‘Metal’ ที่ผมเซ็ตอัพไว้ในห้องฟังได้ดีกว่าที่คาดมาก แม้ผมจะรู้ว่าลำโพงมันไปได้ไกลกว่านั้น แต่เมื่อพิจารณาจากคุณภาพเสียงที่แอมป์ตัวนี้ขับออกมาก็ต้องน้อมรับว่ามันเกินตัวจริงๆ กลางแหลมเปิดกระจ่างและลอยออกมากระจายหลุดตู้ออกมาได้ ไม่ได้จมอยู่กับตัวลำโพง แต่สามารถสร้างมิติเวทีเสียงขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง เสียงทุ้มกลางแหลมแยกตัวห่างจากกัน ไม่เกาะกันเป็นก้อน ทำให้แยกแยะรายละเอียดของแต่ละเสียงออกจากกันได้ง่าย ข้อตำหนิเดียวที่ผมได้ยินคือเนื้อมวลของเสียงที่ยังไม่เข้มข้นและหนาแน่นมากเท่ากับตอนขับด้วยออลอินวันของ Gold Note รุ่น IS-1000 Deluxe ที่ผมเพิ่งจะทดสอบไป (REVIEW) ซึ่งผมไม่แปลกใจเพราะ IS-1000 Deluxe แพงกว่า 6000A Play หลายเท่า คิดในมุมกลับกัน กับสิ่งที่ 6000A Play ทำได้ก็ถือว่าเกินราคาค่าตัวมันไปเยอะแล้ว..!!!

วอลลุ่มบนแอพฯ Play-Fi มันซิ้งค์กับวอลลุ่มของ 6000A Play ด้วย เวลาเพิ่ม/ลด ตัวเลขมันจะเลื่อนไปด้วยกัน

ผมทดลองใช้เพาเวอร์แอมป์ของ QUAD รุ่น Artera Power มาเชื่อมต่อกับสัญญาณ Pre-Out ของ 6000A Play เพื่อทดสอบภาคปรีแอมป์ของ 6000A Play พบว่ามันไปกันได้ดีมาก (ทั้ง 6000A Play และ Artera Power มาจากโรงงานเดียวกัน) ขับลำโพง Element ‘Metal’ ออกมาได้ดีขึ้นไปอีกขั้น ซึ่งแม้ว่าจะจับกับเพาเวอร์แอมป์คนละยี่ห้อ แต่ผมพบว่าโทนเสียงของ 6000A Play ที่ได้ออกมามันก็ยังคงมีลักษณะรวมๆ ที่ไม่ต่างไปจากตอนใช้เพาเวอร์แอมป์ในตัวสักกี่มากน้อย ส่วนทางด้านพละกำลังก็ออกมาแข็งขันดี แสดงว่าอินพุต/เอ๊าต์พุต อิมพีแดนซ์ของ 6000A Play กับ Artera Power มันไปกันได้

หลักฐานอีกชิ้นที่ยืนยันถึงคุณภาพของภาคแอมปลิฟายของ 6000A Play ว่าเจ๋งจริง ซึ่งมันได้แสดงศักยภาพออกมาให้ผมประจักษ์ตอนลองฟังช่องอินพุต AUX1 ซึ่งเป็นอินพุตอะนาลอกของ 6000A Play ด้วยเครื่องเล่นแผ่นซีดีของ Marantz รุ่น CD60 เสียงที่ได้ออกมามีความนวลเนียนมากเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่โทนเสียงออกมากระฉับกระเฉงแต่มวลเสียงมันไม่หยาบ พื้นเสียงสะอาด เนื้อมวลอิ่ม เป็นคู่ที่แม็ทชิ่งกันมากเป็นพิเศษ

ตัวเลข 50 วัตต์ต่อข้าง ของ 6000A Play แสดงศักยภาพออกมาได้เต็มที่มากที่สุดเมื่อผมนำมันมาใช้งานในห้องรับแขกที่เป็นพื้นที่เปิด มีขนาดพื้นที่ประมาณ 20 กว่าตารางเมตร (3.6 x 7.5 .) ขับลำโพงระดับกลางๆ ATC รุ่น SCM7 ซึ่งเป็นลำโพงตู้ปิดที่ค่อนข้างขับยาก แต่ไม่เป็นปัญหากับ 6000A Play มันสามารถผลักดันเสียงเครื่องดนตรีและเสียงร้องให้กระจายหลุดออกมาจากตู้ลำโพงได้อย่างหมดจดมาก เป็นแนวทางของแอมป์ Class A/B ในยุคปัจจุบันที่เดินทางมาถึงจุดของการออกแบบผสมผสานที่ลงตัว ทำให้ได้พลังเสียงออกมาเต็มวัตต์ตามมาตรฐานของแอมป์ Class B ในขณะเดียวกันก็สามารถแจกแจงรายละเอียดเสียงออกมาได้ระยิบระยับและลื่นไหลตามแบบอย่างของแอมป์ Class A ชั้นดี นั่งฟังเสียงของ 6000A Play ในห้องรับแขกแล้วเพลินมาก มันตอบสนองความต้องการได้ครบทั้งใช้ดูหนังจาก Netflix และใช้ฟังเพลงด้วยคุณภาพเสียงที่น่าพอใจ

สรุป

แม้ว่าปัจจุบัน all-in-one จะออกมาเยอะมากแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องชมทีมออกแบบของ Audiolab ที่สามารถปรุงแต่ง 6000A Play ให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจน ทำให้มันฉีกตัวออกมาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่แตกต่างจากออลอินวันตัวอื่นๆ ถ้าคุณคุ้นเคยกับเสียงของ audiolab อยู่แล้ว 6000A Play ก็ยังคงให้โทนเสียงในแบบฉบับเดิม เพียงแต่เพิ่มเติมประสิทธิภาพในการสตรีมฯ ไฟล์เพลงเข้ามาเท่านั้นเอง

สำหรับคนที่ใช้งานอินติเกรตแอมป์รุ่น 6000A อยู่แล้ว ถ้าต้องการเพิ่มเติมความสามารถในการสตรีมไฟล์เพลงจากอินเตอร์เน็ตเข้ามาเสริม แนะนำให้ไปถอย 6000N มาเสริมทัพจะดีกว่าทั้งในแง่ของประสิทธิผลของคุณภาพเสียงโดยรวมและได้ความยืดหยุ่นมากกว่า ไม่คุ้มที่จะเอา 6000A ไปเปลี่ยนเป็น 6000A Play

ด้วยสมรรถนะที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่ของฟังท์ชั่นใช้งานและทางด้านคุณภาพเสียง นั่นทำให้อัตรา ความคุ้มค่าของเครื่องเสียงประเภทนี้ขยับสูงขึ้นมาก เมื่อเทียบสัดส่วนระหว่างเงินที่จ่ายไปกับสิ่งที่ได้รับกลับมา นับว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับยุคปัจจุบัน

ถ้าวัดกันที่งบประมาณไม่เกิน 40,000 บาท วันนี้.. ผมขอมอบโล่ห์ให้ 6000A Play ตัวนี้ไปเลย.!!! /

********************
ราคา :
34,900 บาท* / เครื่อง
(*โปรโมชั่นพิเศษจากราคาเต็ม 44,900 บาท)
********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
. HiFi Tower
โทร. 02-881-7273-5

facebook: @hifitowerShop
LineID: @hifitower

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า