รีวิวเครื่องเสียง Gold Note รุ่น IS-1000 Deluxe อินติเกรตแอมป์ที่มีสตรีมเมอร์และ DAC ในตัว

Gold Note เป็นแบรนด์อิตาลี ดินแดนที่มีรากเง้ามาจากศิลปะและดนตรีในสายเลือด ด้วยเหตุนี้ ทั้งเทคโนโลยีและวิศวกรรมที่แบรนด์นี้คิดค้นขึ้นมาใช้ในการออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงจึงก่อร่างขึ้นบนรากฐานของ ศิลป์ทั้งหมด ซึ่งเป็นส่วนผสมที่จำเป็นของกันและกัน ระหว่าง เทคโนโลยีและวิศวกรรมที่เปรียบเสมือนร่างกาย กับ ศิลปะที่เปรียบเสมือนจิตวิญญาณ

IS-1000 Deluxe
ออลอินวัน ระดับไฮเอ็นด์ฯ!

Gold Note มีผลิตภัณฑ์ครบทั้ง 3 ส่วน ของซิสเต็มคือ Source, Amp และ Speaker โดยส่วนตัวผมเคยทดสอบผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้ไปแล้วหนึ่งชิ้น เป็น Streaming/External DAC รุ่น DS-10 (REVIEW) ส่วน IS-1000 Deluxe ตัวนี้เป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นที่สองของแบรนด์นี้ที่ผมได้มีโอกาสละเมียดสัมผัสด้วยมือ, เพ่งพิศด้วยตา และระรื่นฟังด้วยหู

ถ้ามีโอกาสเพ่งพิจารณารูปร่างหน้าตาของ IS-1000 Deluxe ตัวนี้อย่างละเอียด คุณจะพบว่า ไม่เสียแรงที่เป็นผลิตภัณฑ์จากประเทศอิตาลี เพราะบนบอดี้ของมันมีร่องรอยของการออกแบบที่คำนึงถึงความลงตัวในแต่ละแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนตัวเครื่อง, สีสัน, การจัดวางปุ่มปรับและจอแสดงผล ไปจนถึงการตกแต่งบนหน้าปัดและตัวถัง ทำให้ IS-1000 Deluxe ตัวนี้ดูดีในทุกมุมมอง

แผงหน้ามาในพิกัดความกว้าง 43 .. (17.2 นิ้ว) ตามมาตรฐานเครื่องติดแร็คทั่วไป ส่วนความสูงของตัวเครื่องก็ถูกกำหนดให้มีสัดส่วนที่ดูสมดุลกับความกว้างและความลึก ไม่แบนบางเกินไปเหมือนอินติเกรตแอมป์หรือออลอินวัน ระดับกลางๆ ส่วนใหญ่ที่มีอยู่ในตลาด เหตุผลที่ตัวถังต้องหนาก็เพราะเขาใช้ภาคขยาย Class-AB ที่ใช้ทรานสฟอร์เมอร์เทอรอยขนาดใหญ่เป็นฐานกำลัง เนื่องจาก IS-1000 Deluxe ถูกออกแบบมาให้เน้น สมรรถนะมากกว่าที่จะไปทางผอมเรียวไล้ฟ์สไตล์อย่างสมัยนิยม ซึ่ง all-in-one ส่วนใหญ่มักจะหันไปใช้ภาคขยาย Class-D ที่มีขนาดเล็กกว่าเพราะต้องการออกแบบตัวถังให้ออกมาสลิมแบนบาง ซึ่งคนเล่นเครื่องเสียงส่วนใหญ่ไม่ชอบ

แผงหน้าเรียบง่าย

บนแผงหน้าของ IS-1000 Deluxe มีเครื่องประดับแค่ 4 ชิ้น เริ่มจากซ้ายมือ (เมื่อหันหน้าเข้าหาแผงหน้าของตัวเครื่อง) จะมีโลโก้แบรนด์ที่ทำเป็นสัญลักษณ์คล้ายๆ เทพเจ้า หรือทหารกำลังเป่าเครื่องดนตรีประเภท horn ที่มีปากแตรโครงยาว โดยทำเป็นรูปสลักบนเหรียญทองขนาดใกล้เคียงกับเหรียญบาท ติดอยู่บนแผงหน้าปัดดูสวยและเก๋ดี ใต้เหรียญสัญลักษณ์ที่ว่านี้มีไฟ LED ดวงเล็กอยู่ดวงหนึ่ง (A) ซึ่งจะสว่างขึ้นเป็นสีฟ้าเมื่อคุณกดสวิทช์ main power ที่อยู่บนแผงหลัง และเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อปิดเครื่อง ใต้ไฟ LED ดวงนี้จะมีช่องรับคลื่นอินฟราเรดจากรีโมทไร้สาย (B) ที่แถมมาให้

ถัดไปทางขวาอีกนิดจะมีจอดีสเพลย์ขนาด ก ส เท่ากับ 7 x 5.5 ตร... (C) อยู่หนึ่งจอ ใช้แสดงผลการทำงานของตัวเครื่อง ถัดไปทางขวาไกลๆ เกือบสุดขอบแผงหน้าจะมีปุ่มทรงกระบอกอยู่หนึ่งปุ่มซึ่งทางผู้ผลิตตั้งชื่อเรียกปุ่มนี้ว่า Single Knob Control (SKC) เป็นปุ่มที่มีหลายหน้าที่อยู่ในตัว

อินพุต/เอ๊าต์พุตบนแผงหลัง

ขั้วต่อสารพัดรูปแบบที่อยู่บนแผงหลังของ IS-1000 Deluxe ตัวนี้แบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ “Analogue Inputsที่ให้มา 3 ชุด เพื่อใช้เป็นช่องขาเข้าของสัญญาณอะนาลอกสเตริโอจากอุปกรณ์ต้นทางสัญญาณประเภทต่างๆ ประกอบด้วยอินพุต XLR (1) ที่ใช้รองรับสัญญาณอะนาลอกแบบบาลานซ์ กับช่องอินพุต RCA อีกสองช่อง ซึ่งแยกการทำงานไว้ต่างกัน ช่องแรก (2) ระบุชื่อว่า “RCA 1 (LINE / PHONO)” เอาไว้รองรับสัญญาณอะนาลอกแบบซิงเกิ้ลเอ็นด์ (อันบาลานซ์) จากเครื่องเล่นแผ่นเสียง โดยที่เลือกประเภทของภาคขยายหัวเข็ม MM และ MC ได้พร้อมกับให้ขั้วต่อสายกราวนด์สำหรับโทรอาร์มมาด้วย (20) (ถ้าเป็นเวอร์ชั่น IS-1000 ธรรมดาจะไม่มีภาคขยายหัวเข็มในตัว อินพุตนี้ก็จะถูกใช้รองรับสัญญาณอินพุตระดับ Line Level จากเครื่องเล่นอื่นๆ อย่างเดียว) ส่วนอีกช่องที่มีชื่อเรียกว่า “RCA 2 (LINE / AV)” (3) ถูกออกแบบไว้ให้ใช้รองรับสัญญาณอะนาลอกอินพุตจากแหล่งต้นทางต่างๆ ที่ให้สัญญาณออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกระดับ Line Level (คือให้เกนระดับเกิน 1V ขึ้นไป) และสามารถปรับตั้งอินพุตช่องนี้ให้มีสถานะเป็นช่อง bypass ไว้รองรับสัญญาณจากปรีแอมป์ภายนอก หรือรองรับสัญญาณจากปรีโปรเซสเซอร์ คือปรับเป็นช่อง HT bypass ในกรณีที่คุณนำ IS-1000 Deluxe ตัวนี้ไปใช้งานร่วมกับชุดโฮมเธียเตอร์

เป็นการออกแบบอินพุตที่ฉลาดมาก ไม่ต้องใช้ขั้วต่อเยอะรุงรังแต่สามารถปรับตั้งอินพุตทั้งสองช่องให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ต้นทางได้หลายรูปแบบ.!

เทอร์มินัล I/O กลุ่มที่สองคือ “Analog Outputsสำหรับสัญญาณที่ปล่อยออกไปหาอุปกรณ์ตัวอื่น ซึ่งมีมาให้เลือกใช้อยู่ 2 คู่ ผ่านขั้วต่ออันบาลานซ์ RCA ทั้งสองคู่ คู่แรกคือ VALIABLE (4) จะปล่อยสัญญาณ Pre-out แบบผ่านวอลลุ่มคือสามารถปรับความดังค่อยได้ โดยให้เกนสูงถึง 4Vrms เหมาะกับต่อไปเข้าเพาเวอร์แอมป์ภายนอกเพื่ออัพเกรดประสิทธิภาพของภาคขยายในตัว กับอีกช่องที่ระบุชื่อ FIXED (5) นั้นสัญญาณที่ปล่อยออกไปจากมีเกนขยายคงที่อยู่ที่ 1.4Vrms ไม่ผ่านวอลลุ่มในตัว IS-1000 Deluxe ใครที่ต้องการสัญญาณ Line Out เพื่อไปต่อเข้าลำโพงแอ๊คทีฟซับวูฟเฟอร์ก็ใช้ช่องเอ๊าต์พุตนี้ได้

ขั้วต่อกลุ่มที่สามสำหรับสัญญาณอินพุตที่อยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตัลล้วนๆ ไม่มีช่องเอ๊าต์พุตสำหรับสัญญาณดิจิตัลมาให้ เนื่องจาก IS-1000 Deluxe ตัวนี้ถูกออกแบบมาให้เป็น all-in-one คือเป็นอินติเกรตแอมป์ที่มีภาค DAC ในตัวพร้อมช่องทางรองรับสัญญาณดิจิตัลจากภายนอกผ่านเข้าทางอินพุตรูปแบบต่างๆ เริ่มจากการสตรีมไฟล์เพลงด้วยวิธีไร้สายผ่านเข้าทางเสาอากาศรับคลื่น Wi-Fi (6) ที่แถมมาให้ ซึ่งขณะเชื่อมต่อ Wi-Fi เขาจะมีไฟ LED ดวงเล็กๆ (11) มาให้คอยสังเกตการเชื่อมต่อด้วย ส่วนปุ่มเล็กๆ ที่อยู่ข้างๆ เสาอากาศ (7) เข้ามีไว้ให้ช่างเซอร์วิส ห้ามกดเล่น รวมถึงช่อง Mini-USB (8) ที่อยู่ใต้จุดติดตั้งเสาอากาศ Wi-Fi นั้นก็มีไว้สำหรับการอัพเดตเฟิร์มแวร์เท่านั้น ไม่ใช่อินพุต ห้ามเสียบช่องนี้เข้ากับคอมพิวเตอร์ ถัดไปก็เป็นช่องอินพุต Optical (Tos-Link) ที่ให้มามากถึง 3 ช่อง (9) ใครเอา IS-1000 Deluxe ตัวนี้ไปใช้ในห้องรับแขกก็สามารถต่อสัญญาณดิจิตัล เอ๊าต์จากทีวีมาเข้าที่อินพุตอ๊อฟติคัลเหล่านี้ได้เลย ติดๆ กันก็เป็นช่องอินพุต COAX (10) ซึ่งช่องอินพุต Coax และช่องอินพุต Optical ทั้งสามช่องสามารถรองรับสัญญาณดิจิตัลอินพุตที่เป็นฟอร์แม็ต PCM ได้สูงถึง 24/192 ถัดไปก็คือช่อง Ethernet (13) ที่ให้มารองรับการสตรีมไฟล์เพลงจากสารพัดแหล่งผ่านระบบเน็ทเวิร์ค ซึ่งถือว่าเป็นอินพุตไฮไล้ท์ของ IS-1000 Deluxe เพราะมันมีความสามารถในการรองรับไฟล์เพลงได้หลายฟอร์แม็ต ถัดไปทางขวาของช่อง Ethernet เป็นช่องเสียบ USB external flash drive (14) ซึ่งรองรับไฟล์เพลงสำหรับการเล่นผ่านแอพลิเคชั่นได้อีกทางหนึ่ง

IS-1000 Deluxe ให้ขั้วต่อสายลำโพงมา 2 คู่ แยกต่อเชื่อมสำหรับลำโพงซ้าย (18) และขวา (19) อย่างละคู่ ซึ่งตัวขั้วต่อที่ให้มาใช้งานได้ดีมาก มีระบบล็อคสองชั้น ขันยึดขั้วต่อแบบหางปลาได้แน่นดี และมีรูเสียบสำหรับขั้วต่อสายลำโพงแบบบานาน่ามาให้ด้วย ครบถ้วน.!

มีรีโมทไร้สายมาให้ใช้ด้วย

ดีไซน์

พื้นฐานของ IS-1000 Deluxe ก็คืออินติเกรตแอมป์ที่มีภาคปรีแอมป์ทำงานร่วมกับภาคเพาเวอร์แอมป์ที่มีกำลังขับข้างละ 125 วัตต์ ที่โหลด 8 โอห์ม ใช้ทรานซิสเตอร์ Mosfet ที่ขับเคลื่อนด้วยวงจรขยายแบบ Class AB

ส่วน source ที่เสริมเข้าไปก็มีภาคขยายหัวเข็ม MM / MC (สำหรับเวอร์ชั่น Deluxe อย่างเดียว) ที่พัฒนามาจากรุ่น PH-10 ที่ถือว่าเป็นทีเด็ดของแบรนด์นี้ บวกกับ network streamer ที่รองรับ Roon Ready, Tidal Connect, MQA, Airplay, vTuner, Tidal, Qobuz, Deezer, Spotify Connect เล่นไฟล์ได้หลากหลายฟอร์แม็ต ไม่ว่าจะเป็น WAV, AIFF, WMA, MPEG-4 (AAC, Apple Lossless, M4a), MP3 และ DSD64 โดยเชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์คได้ทั้งแบบใช้สาย LAN (Ethernet) และแบบไร้สาย (WiFi) ซึ่งมีอยู่ฟอร์แม็ตหนึ่งที่ดูแปลกไปกว่าทั่วไปคือฟอร์แม็ต ASX (Advanced Stream Redirector) ซึ่งผมก็ยังไม่เคยเจอ นอกจากนั้น ระบบเน็ทเวิร์ค สตรีมเมอร์ของ IS-1000 Deluxe ยังรองรับการเชื่อมต่อกับเซิร์ฟเวอร์ Minim Server, Bubble UPnP และทุกโปรแกรมมีเดีย เซิร์ฟเวอร์ที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน UPnP ทำให้อินพุต network streaming ของ IS-1000 Deluxe มีความสามารถในการดึงไฟล์เพลงจากแหล่งต่างๆ ได้หลากหลายมาก

ที่ดูพิเศษอีกจุดสำหรับ IS-1000 Deluxe ก็คือภาค DAC ซึ่งในเวอร์ชั่น Deluxe นี้ พวกเขาเลือกใช้ชิป DAC เบอร์ PCM1792A ของ BurrBrown ทำงานในขั้นตอนแปลงสัญญาณดิจิตัล PCM ให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก ซึ่งชิป DAC ของ BB ตัวนี้เป็นหนึ่งในชิป DAC ที่นักออกแบบ D-to-A Converter ในอดีตชื่นชอบกันมากในความสามารถในการให้เสียงที่มีคุณภาพสูง ให้อัตรา SNR (Signal-to-Noise Ratio) ที่สูงถึง 132dB จึงให้รายละเอียดที่ลึกลงไปถึงขุมขน และให้ไดนามิกที่ดีทั้งคอนทราสน์และทรานชี้ยนต์ สปีดแม่นจึงทำให้โนเสียงของชิปตัวนี้ออกมาสด สมจริง และเพื่อให้ได้อรรถประโยชน์จากชิป DAC เบอร์ PCM1972A อย่างเต็มที่ เมื่อคุณเล่นไฟล์ DSD64 (DSF64) เข้าไปที่อินพุต USB-A ของ IS-1000 Deluxe ไฟล์ DSD64 จะถูกแปลงเป็น PCM ก่อนส่งให้ชิป PCM1972A ทำการแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอก

เมื่อดูจาก source และภาค DAC ที่ติดตั้งมาใน IS-1000 Deluxe แล้ว เห็นได้ชัดว่าทาง Gold Note มีความตั้งใจในการทำตัว IS-1000 Deluxe ตัวนี้ให้เป็น all-in-one ที่สมบูรณ์แบบจริงๆ เพราะแต่ละอย่างที่ใส่เข้ามามันไม่ใช่ ของแถมที่พอให้รู้สึกว่ามี แต่เป็นของดีที่ใช้งานได้จริงทั้งนั้น.!!!

ฟังท์ชั่นพิเศษ

หน้าจอของ IS-1000 Deluxe จะโชว์ผลการใช้งานฟังท์ชั่นต่างๆ ไว้ให้ยูสเซอร์สามารถมอนิเตอร์ได้ว่าได้ทำการปรับตั้งฟังท์ชั่นต่างๆ ไว้แบบไหนบ้าง ที่เบสิคทั่วไปก็มีแสดงอินพุตที่กำลังใช้งาน, แสดงอ๊อปชั่นของอินพุตที่มีให้เลือกมากกว่าหนึ่งรูปแบบ นั่นคืออินพุต RCA1 ซึ่งมีให้เลือกระหว่าง Line กับ Phono และ RCA2 ที่มีให้เลือกระหว่าง Line กับ AV, ฟังท์ชั่นปรับบาลานซ์ซ้ายขวาซึ่งแสดงไว้เป็นตัวเลข ยกตัวอย่างตามภาพด้านบน 50Left / Right50 นั้นเป็นการปรับบาลานซ์ไว้ตรงกลาง, ปรับเลือกระดับความสว่างของจอแสดงผล ซึ่งมีอ๊อปชั่นให้เลือกปรับได้ 4 อ๊อปชั่นคือ Full คือ 100%D50%, D25% และ OFF คือปิดหน้าจอไปเลย

ส่วนในกรอบสีแดงที่เป็นคำว่า “DF HIGHกับคำว่า “Booster OFFในกรอบสีน้ำเงินในภาพล่างนั้น เป็นสองฟังท์ชั่นพิเศษของ IS-1000 Deluxe โดยที่ ‘DFมาจากคำว่า ‘Damping Factorหมายถึงความสามารถในการหยุดยั้งกรวยลำโพง ซึ่งมีให้เลือกปรับใช้อยู่ 2 อ๊อปชั่นคือ HIGH กับ LOW โดยที่ตำแหน่ง HIGH จะมีค่าแด้มปิ้งแฟคเตอร์เท่ากับ 250 ในขณะที่ตำแหน่ง LOW จะมีแด้มปิ้งแฟคเตอร์อยู่ที่ 25 ซึ่งตัวเลขที่สูงกว่าหมายถึงมีแรงในการควบคุมเพื่อหยุดการขยับตัวของไดอะแฟรมของไดเวอร์มากกว่า จะให้เสียงออกไปทางกระชับ เร็ว ส่วนเลขต่ำกว่าจะมีกำลังหยุดไดอะแฟรมที่น้อยกว่า จะให้เสียงออกไปทางผ่อนคลาย แนวเสียงคล้ายไปทางแอมป์หลอด

ส่วนตัวอักษรคำว่า “Booster OFFที่อยู่ในกรอบสีฟ้าในภาพข้างบนนั้นเป็นฟังท์ชั่นพิเศษที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ออกแบบมาเพื่อช่วย บู๊สต์ความถี่ที่ 50Hz กับความถี่รอบๆ ให้ออกมามากกว่าปกติ ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มความอิ่มหนาให้กับเสียง เหมาะสำหรับคนที่ใช้ลำโพงขนาดเล็กที่ให้เบสออกมาน้อย ซึ่งทางผู้ผลิตมีทางเลือกให้ปรับแต่งได้ 3 อ๊อปชั่น คือ ถ้าเลือกไปที่ ‘Booster 1ที่ความถี่ 50Hz และรอบๆ จะถูกเพิ่มปริมาณความดัง (gain) ขึ้นมา 50% ถ้าเลือกไปที่ ‘Booster 2ที่ความถี่ 50Hz และรอบๆ จะถูกเพิ่มปริมาณความดัง (gain) ขึ้นมา 100% และถ้าไม่ต้องการใช้งานฟังท์ชั่นนี้ ให้ปรับตั้งไว้ที่ตำแหน่ง ‘Booster OFF

แม็ทชิ่งเพื่อการทดสอบ

ช่วงจังหวะที่ IS-1000 Deluxe อยู่กับผมร่วมๆ สามเดือนที่ผ่านมา มันได้มีโอกาสทดลองใช้งานมันทั้งสองสถานะ ช่วงแรกผมทดลองใช้ IS-1000 Deluxe กับชุดเล็กในห้องรับแขกร่วมกับทีวี โดยจับคู่กับลำโพงวางขาตั้งของ ATC รุ่น SCM7 วางบนขาตั้ง Atacama รุ่น Moseco 6 (REVIEW) ต่อสัญญาณดิจิตัลจากช่อง Optical ของทีวีมาที่อินพุต Optical ของ IS-1000 Deluxe เสียงออกมาดีมากๆ ทั้งดูหนังและฟังเพลง รู้สึกได้เลยว่ากำลังขับของ IS-1000 Deluxe มันมากพอในการควบคุมลำโพง เพราะเสียงที่ดังออกมามันหลุดลอยออกไปทุกเสียงไม่มีเกาะอยู่กับตู้ลำโพงเลย ตอนดูหนังจาก Netflix ได้อารมณ์มาก มิติเสียงมาแบบไม่ต้องง้อระบบเซอร์ราวนด์เลย ฟังคอนเสิร์ตจาก YouTube ได้อารมณ์สุดๆ เพลินมาก.! ตอนปิดทีวีผมทดลองสตรีมไฟล์เพลงจาก Tidal เข้ามาฟังก็ออกมาดีมาก สรุปคือ IS-1000 Deluxe มีสมรรถนะเหลือเฟือสำหรับการใช้งานในห้องรับแขกขนาดพื้นที่กว้างๆ ได้สบายๆ

ช่วงท้ายผมยก IS-1000 Deluxe เข้าไปในห้องฟังของผม ประกบกับลำโพงถึง 4 คู่ เพื่อตรวจเช็คแม็ทชิ่งและทดลองฟังเสียงตามมาตฐานของนักเล่นเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ โดยเริ่มตั้งแต่ลำโพงสองทาง 2 คู่ได้แก่ Totem Acoustics รุ่น The One และรุ่น Element ‘Ember’ และสลับด้วยลำโพงตั้งพื้นอีก 2 คู่คือ Totem Acoustics รุ่น Element ‘Metal’ กับ Audio Physic รุ่น Avanti 35 ในเบื้องต้นผมพบว่ากำลังขับ 125 วัตต์ ต่อข้างของ IS-1000 Deluxe ตัวนี้มันมีสมรรถนะสูงพอสำหรับขับเคลื่อนลำโพงทั้งสี่คู่ออกมาได้ผลลัพธ์ที่ผมพอใจ และเมื่อได้ลองเล่นฟังท์ชั่นพิเศษ คือลองปรับ Damping Factor ฟังดูระหว่าง HIGH กับ LOW เมื่อใช้กับลำโพงทั้ง 4 คู่ข้างต้น ผมพบว่า ปรับไปที่ HIGH ให้เสียงออกมาดีกว่าที่ LOW ทุกแง่ ตอนปรับไปที่โลว์เสียงโดยรวมจะออกนุ่ม แต่ไทมิ่งเฉื่อย ทรานเชี้ยนต์ไม่คม ปรับไปที่ไฮท์ได้ทุกอย่างดีกว่าหมด เสียงโดยรวมสดขึ้น อิมแพ็คหัวเสียงเน้นน้ำหนักมากขึ้น สปีดของทุ้มกลางแหลมไปด้วยกันมากขึ้น ไทมิ่งไม่เฉื่อย แสดงว่าที่ LOW น่าจะเหมาะกับลำโพงที่มีความไวสูงๆ ส่วนฟังท์ชั่น Booster ผมลองแล้วไม่ชอบ มันทำให้เสียงฟังดูหนาขึ้นจริง นิดหน่อยไม่เยอะแต่ที่ไม่ชอบคือมันทำให้เสียงขุ่นลงไปนิดนึง ไม่ดีดตัวและไม่โปร่งเท่ากับตอนปิดฟังท์ชั่นนี้เป็น Booster OFF

ในการทดสอบ IS-1000 Deluxe ในห้องฟังของผม ผมได้มีโอกาสทดลองฟังเสียงของภาค Phono ของ IS-1000 Deluxe ด้วย โดยใช้เครื่องเล่นแผ่นเสียงของ Gold Note รุ่น Valore 425 Plus ติดตั้งหัวเข็มเอ็มซีของ Kuzma รุ่น CAR30 พบว่าภาคโฟโนที่อยู่ในตัว IS-1000 Deluxe ก็ไม่ใช่ของแถมเหมือนกัน มันให้เสียงที่แสดงถึงความโดดเด่นของน้ำเสียงแบบอะนาลอกที่ไหลลื่นแต่คมชัดออกมาได้อย่างชัดเจน ผมยอมรับว่าไม่ได้รู้สึกเพลิดเพลินกับการฟังเพลงจากแผ่นเสียงมานานแล้ว ครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งครั้งที่เพลินมากกับการรื้อค้นแผ่นเสียงออกมาฟัง (ใครที่เคยถามถึงเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่อยู่ในงบไม่เกิน 100K ผมแนะนำให้ไปลองดูของ Gold Note รุ่นนี้เลย.. มันใช่!)

ส่วนอินพุต network streaming ของ IS-1000 Deluxe ผมทดลองฟังโดยใช้การเชื่อมต่อผ่านสาย LAN Cat8 ของคุณอึ่ง (เส้นสีเหลืองในภาพ)(REVIEW) ให้ผลออกมาน่าพอใจมาก น่าพอใจทั้งเสียงและการใช้งาน โดยเฉพาะการใช้งานที่ทำให้รู้สึกได้ถึงความเรียบง่าย มีแค่ IS-1000 Deluxe แค่ตัวเดียวกับลำโพงอีกคู่ แค่นี้ก็สามารถฟังเพลงดีๆ จากระบบเน็ทเวิร์คได้แล้ว ซึ่งทาง Gold Note มีแอพลิเคชั่นของเขาเองที่ชื่อว่า GN Control ไว้ให้ใช้ในการสตรีมไฟล์เพลงด้วย เป็นแอพฯ ที่พัฒนามาจากพื้นฐานของบริษัทคอนเวิร์ส ดิจิตัลที่ทำแอพ M-Connect ซึ่งคุณภาพการใช้งานอยู่ในระดับปานกลาง พอใช้ได้ทั้งอินเตอร์เฟซและฟังท์ชั่น แต่เนื่องจาก IS-1000 Deluxe ได้รับการรับรองจาก roonlabs ว่ามีสถานะเป็น Roon Ready แล้ว ดังนั้น ถ้าใครตัดสินใจเลือก IS-1000 Deluxe ไปใช้ในซิสเต็ม ผมแนะนำให้ใช้งานร่วมกับระบบทรานสปอร์ตของ roon โดยให้ IS-1000 Deluxe ทำหน้าที่เป็นเฉพาะ endpoint (DAC + analog output) จะให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าใช้แอพฯ ของเขาเอง ทั้งทางด้านคุณภาพเสียง, ยูสเซอร์ อินเตอร์เฟซ และการเข้าถึงไฟล์เพลงที่ดีกว่า อีกอย่างที่ผมชอบและเป็นเหตุผลสำคัญที่ผมแนะนำให้ใช้ระบบของ roon เป็นทรานสปอร์ตในการสตรีมไฟล์เพลงก็คือความเร็วในการจัดการกับ metadata ของเพลงเพื่อดึงเข้ามาใน Library ของ roon ซึ่งจากการเปรียบเทียบกับโปรแกรมเล่นไฟล์เพลงอื่นๆ ผมพบว่าจะช้ากว่า roon เกือบทุกโปรแกรม ยกตัวอย่าง เมื่อผมต้องการฟังเพลงจากแผ่นซีดีที่ไม่มีอยู่ใน Library ของ roon มาก่อน หลังจากผมริปแผ่นซีดีนั้นเข้าไปใน NAS แล้วกดรีเฟรช roon มันจะดึงไฟล์เพลงที่เพิ่งริปเสร็จสดๆ แผ่นนั้นเข้าไปโชว์ใน Library พร้อมเสพให้ฟังทันที.! เร็วมากๆ อยากฟังแผ่นไหนริปเสร็จปั๊บกดรีเฟรชปุ๊บได้ฟังทันทีไม่ต้องรออัพโหลดนานเหมือนแอพฯ อื่นๆ และเมื่อเล่นไฟล์ DSD ผ่าน roon มันจะทำการแปลงเป็น PCM ที่ระดับ 176.4kHz ก่อนส่งไปให้ IS-1000 Deluxe โดยอัตโนมัติ เสียงออกมาดีพอสมควร (ขึ้นอยู่กับสมรรถนะของ CPU ของฮาร์ดแวร์ที่ลงโปรแกรม roon)

ในช่วงท้าย ผมได้ทดลองฟังเสียงของอินพุต อะนาลอกของ IS-1000 Deluxe ดูด้วย พร้อมกับทดลองเปรียบทียบคุณภาพของภาค DAC ในตัว IS-1000 Deluxe กับภาค DAC ภายนอกโดยอาศัยภาค DAC ของเครื่องเล่นซีดี/ซุปเปอร์ ออดิโอ ซีดี ของ Accuphase รุ่น DP-570 (ศรชี้ภาพบน) โดยเล่นไฟล์จาก roon : nucleus+ เข้าที่อินพุต USB ของ DP-570 พบว่า ช่องอินพุตอะนาลอก RCA 2 (Line) ของ IS-1000 Deluxe ให้คุณภาพเสียงออกมาดีมาก แสดงว่าภาคเพาเวอร์แอมป์ของ IS-1000 Deluxe ตัวนี้ทำมาดีจริง.. เมื่อได้รับสัญญาณอะนาลอกเอ๊าต์จากภาค DAC ดีๆ (ราคาของ DP-570 อยู่ที่ 300,000 บาท/ตัว) เข้าไปมันสามารถอัพเกรดคุณภาพเสียงของมันเองขึ้นไปได้สูงกว่าการใช้ภาคใน DAC ในตัวอีกขั้น ซึ่งหลังจากลองฟังเทียบกันหลายครั้ง พบว่าจริงๆ แล้ว ภาค DAC ในตัว IS-1000 Deluxe ก็ถือว่าดีมากแล้ว ถ้าใช้ขับลำโพงระดับกลางๆ ตัวไม่ใหญ่มาก แค่ภาค DAC ในตัวก็เพียงพอแล้ว แต่ถ้าใครที่อยากจะไปให้สุดของ IS-1000 Deluxe โดยใช้กับลำโพงตั้งพื้นและอยากให้ได้คุณภาพออกมาครบมากขึ้น ก็สามารถอัพเกรดความสามารถของภาค DAC ภายนอกที่ดีกว่าที่อยู่ภายในตัว IS-1000 Deluxe ขึ้นไปได้อีก แต่แนะนำว่า ต้องเป็น external DAC ที่มีราคาอย่างต่ำ 100,000 บาทขึ้นไป ถึงจะข้ามภาค DAC ในตัวของมันได้ (ผมลองใช้ MyTek รุ่น Liberty DAC II ซึ่งถือว่าเป็นตัวจี๊ดในระดับราคาไม่เกิน 50K แต่เมื่อเทียบกับภาค DAC ในตัว IS-1000 Deluxe ปรากฏว่ากินภาค DAC ในตัว IS-1000 Deluxe ไม่ลง)

เสียงของ IS-1000 Deluxe

ผมมีข้อสังเกตอยู่อย่างนึง คือแบรนด์ที่ทำผลิตภัณฑ์ออกมาครบทุกเซ็กเม้นต์ของซิสเต็ม คือมีทั้ง source + amplifier + speaker มักจะให้เสียงออกมาดีในทุกประเภทของผลิตภัณฑ์ เหตุผลก็อาจจะเป็นเพราะพวกเขามีความเข้าใจในหัวใจหลักๆ ของอุปกรณ์แต่ละประเภท เลยรู้ว่า แต่ละส่วนทำงานประสานกันแบบไหน อินพุต/เอ๊าต์พุตของแต่ละส่วนจึงควรต้องปรับจูนออกมายังไงจึงจะได้ ความเป็นกลางที่ดี

ประเด็นแรกที่ผมอยากจะพูดถึงสำหรับ IS-1000 Deluxe ตัวนี้ นั่นคือสมรรถนะทางด้าน กำลังขับของมัน ซึ่งส่วนตัวแล้ว ผมชอบแอมป์ที่มีกำลังขับอยู่ระหว่าง 100 -150 วัตต์ต่อข้าง เพราะจากประสบการณ์ที่เจอมา แอมป์ที่มีกำลังขับ 100 – 150 วัตต์ จะให้ความยืดหยุ่นสูงต่อการแม็ทชิ่งกับลำโพง มักจะให้ลักษณะของการ ผสมผสานที่ลงตัวระหว่าง ความสามารถในการควบคุมลำโพงที่ส่งผลโดยตรงกับ คุณภาพเสียงคือแอมป์ที่มีกำลังขับมากกว่านี้ (มากกว่า 150 วัตต์ต่อข้าง) มักจะมีอาการที่ควบคุมลำโพงมากเกินไป คือมีสมรรถนะทางด้านพละกำลังสูงเกินไป ซึ่งส่งผลกับลักษณะเสียงที่ออกมาตึงตัวมากไป เขม็งเกร็งมากไป ในขณะที่แอมป์ที่มีกำลังน้อยกว่า 100 วัตตต่อข้างลงมาก็มีโอกาสที่จะควบคุมลำโพงได้ไม่เต็มที่ สรุปแล้ว กำลังขับของแอมป์ระหว่าง 100 -150 วัตต์ นี่แหละที่ผมชอบ เมื่อจับกับลำโพงที่แม็ทชิ่งได้ลงตัว เสียงที่ออกมาจะได้ทั้งลักษณะการควบคุมที่ดี (ไดนามิก, รูปวง และความดัง) และได้ลีลาของเพลงที่น่าฟัง (คอนทราสน์ไดนามิก, โฟกัส, ฮาร์มอนิก) ออกมาพร้อมกัน

IS-1000 Deluxe ให้เสียงออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดีผ่านมาตรฐานของเสียงดีเมื่อจับคู่กับลำโพงทั้ง 4 คู่ ที่ผมนำมาทดสอบร่วมกัน ถ้าถามว่ามันแม็ทฯ กับลำโพงคู่ไหนมากที่สุดในจำนวนสี่คู่นั้น ผมชอบเสียงของ IS-1000 Deluxe มากที่สุดตอนมันขับลำโพง Totem Acoustics รุ่น Element ‘Metal’ และชอบมากยิ่งขึ้นเมื่อทดลองฟังช่องอินพุต RCA โดยป้อนด้วยสัญญาณจากภาค DAC ของ Accuphase DP-570 ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่าภาคแอมปลิฟายในตัว IS-1000 Deluxe มีคุณภาพสูงมาก มันให้ความรู้สึกของการควบคุม Element ‘Metal’ ที่ดี ตลอดการทดสอบหลังเซ็ตอัพลงตัวแล้ว ผมพบว่า IS-1000 Deluxe ทำให้ลำโพง Element ‘Metal’ หายไป มันทำให้พื้นที่อากาศภายในห้องฟังของผมกลายสภาพเป็นสนามเสียงที่พร้อมกับการแปรขบวนปรับขนาดและทรวดทรงของเวทีเสียงไปตามเพลงที่ฟัง เมื่อลองฟังเพลงสแตนดาร์ดแจ๊สของวงทริโอและควอตเต็ต จะให้ความรู้สึกเหมือนนั่งอยู่หน้าวงที่เล่นอยู่ไม่ไกลตัว ซึ่งทำให้รับรู้ได้ถึงประสิทธิภาพในการถ่ายทอดรายละเอียดที่เยี่ยมยอดของแอมป์ตัวนี้ผ่านออกมาทางไดนามิกทรานเชี้ยนต์ทั้งระดับไมโครและแมคโคร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบุคลิกของแอมป์ตัวนี้ที่ออกไปทางเปิดเผย กระจ่างชัด ภาคเพาเวอร์แอมป์ของมันทำหน้าที่ถ่ายทอดพลังให้กับแต่ละเสียงในเพลงให้โลดแล่นออกมาเหมือนชีวิต นั่นคือเหตุผลที่มาของ ความสดของเพลงที่ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังทั้งวงมาเล่นสดในห้อง “ด้วยความเต็มใจ.!

Alice Babs ชุด Serenading Duke Ellington

ผมนั่งฟังเสียงของ Alice Babs จากอัลบั้มชุด Serenading Duke Ellington ของค่าย Prophone (PCD 021) แล้วรู้สึกได้ถึงอารมณ์ของเธอที่ค่อยๆ ละเลียดมันออกไปกับแต่ละพยางค์ของเนื้อร้องด้วยความบรรจง ละเมียดละมัย ซึ่งเป็นอีกครั้งที่ทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่า เพาเวอร์แอมป์ Class AB ในปัจจุบันมันดีมากจนไม่ได้รู้สึกแตกต่างไปจากภาคขยายที่ดีไซน์วงจรแบบ Class A มากเหมือนสมัยก่อนโน้น ฟังจากความลื่นไหลของไดนามิกคอนทราสน์แล้วมันใช่เลย.. ถ้ามีใครกล้าถามขึ้นมาตรงๆ ว่าผมได้ยินความผิดเพี้ยนที่เกิดขึ้นตรงรอยต่อระหว่างเฟสบวกกับเฟสลบของวงจรขยายแบบ Class AB มั้ย.? ผมจะรีบตอบกลับทันทีว่า ไม่ได้ยินและไม่ได้รู้สึกว่ามันมีอยู่ นั่นคือคำตอบที่จริงใจที่สุดของผม ถ้าไม่เอาแอมป์ทั้งสองดีไซน์ ที่มีคุณภาพเทียบกันมาเปิดสลับฟังแบบ A/B Test ผมเชื่อว่าถ้าได้ยิน Class AB ที่ออกแบบมาดีพอ จะมีใครกล้าพูดมั้ยว่าได้ยินความเพี้ยนที่ว่า.?

ผมไม่รู้ว่า Maurizio Aterini กับทีมงานของเขาออกแบบและปรับจูนเสียงของ IS-1000 Deluxe ตัวนี้อย่างไร ถ้าอยู่ใกล้กัน ผมจะเข้าไปขอจับมือกับเขาแล้วบอกเขาว่าผลงานของพวกเขามันยอดเยี่ยมมาก.! เพราะเมื่อผมเชื่อมต่อ IS-1000 Deluxe เข้ากับ Element ‘Metal’ แล้วทำการเซ็ตอัพระบบจนลงตัว สิ่งที่ปรากฏออกมามันคือเสียงสวรรค์ชัดๆ เสียงของแอมป์ตัวนี้มันพาประสาทหูของผมทะลุเข้าไปพบกับรายละเอียดในแต่ละเพลงที่ฟังได้อย่างแจ่มชัด มันไม่ได้ ดันรายละเอียดเหล่านั้นเข้ามาให้ผมได้ยิน แต่ดึง (การได้ยินของ) ผม ให้เข้าไปหารายละเอียดเหล่านั้น ตั้งแต่โครงสร้างลงไปจนถึงรายละเอียดยิบย่อยทุกอณูที่ประกอบอยู่ในวง มันทำให้ผมรู้ว่านักดนตรีแต่ละคนที่คอยแบ็คอัพให้กับนักร้องเหล่านั้น พวกเขากำลังทำอะไรกับเครื่องดนตรีที่พวกเขาดูแลอยู่ และรู้สึกได้ว่าพวกเขามีอารมณ์ร่วมไปกับเพลงมากแค่ไหน

กลับมาที่หลักการ รายละเอียดที่ชัดเจนตลอดทั้งแบนด์วิธ (ทุ้มกลางแหลม) ที่ได้ยินออกมาจากชุดเครื่องเสียงใดๆ ต้องเริ่มต้นมาจากความสามารถในการตอบสนองเชิงเฟสที่ดีของลำโพงก่อน ซึ่งเครดิตในครั้งนี้เป็นของโทเท็ม Element ‘Metal’ ที่ดีไซน์โดยไม่ใช้วงจรตัดแบ่งความถี่สำหรับวูฟเฟอร์ทำให้ได้เฟสสัญญาณที่แม่นยำ มีความผิดเพี้ยนต่ำมากๆ เมื่อเทียบกับต้นฉบับ ถัดลงไปจึงเป็นคุณสมบัติของแอมปลิฟายที่สามารถควบคุมการเคลื่อนตัวของไดอะแฟรมที่มั่นคง ขยับและหยุดไปตามสัญญาณอินพุตได้อย่างถูกต้องทุกระดับความดัง ซึ่งเครดิตนั้น ในครั้งนี้ต้องยกให้กับภาคแอมปลิฟายของ IS-1000 Deluxe

เมื่อติดกระดุมเม็ดแรกถูก เม็ดต่อๆ ไปก็จะไม่ผิด ผลที่ตามมาจากเหตุปัจจัยของเฟสที่ถูกต้องก็คือ โฟกัสกับ ไทมิ่งของเสียงที่ถูกต้องไปด้วย ซึ่งทั้งสองคุณสมบัตินั้นรวมกันก็คือ ความเป็นดนตรีนั่นเอง เพราะทั้งสองคุณสมบัตินั้นจะทำให้ไทมิ่งในการทำงานของชุดเครื่องเสียง (จากเพลงในรูปของสัญญาณไฟฟ้าออกมาเป็นคลื่นเสียง) มันสอดคล้องพอดีกับไทมิ่งของจังหวะเพลง แต่ละเพลงที่ฟังก็จะให้จังวะที่ถูกต้องแม่นยำ ไม่คล่อมจังหวะ ผลลัพธ์คือความเพลิดเพลินในอรรถรสดนตรีอย่างที่เพลงนั้นต้องการนำเสนอ ไม่ว่าจะฟังเพลงช้าหรือเพลงเร็วก็เข้าถึงอรรถรสได้เท่าเทียมกันหมด

สรุป

IS-1000 Deluxe เป็นอีกหนึ่งในไม่กี่ตัวเลือกสำหรับคนที่ต้องการสร้างซิสเต็มที่ เรียบง่ายแต่ไฮเอ็นด์เพราะทุกส่วนที่นำมาประกอบร่างเป็น IS-1000 Deluxe ตัวนี้มันคือ ของดีทั้งนั้น ไม่เสียแรงที่ไปได้รางวัลจากสำนักสื่อเครื่องเสียงจากทั่วโลก รวมถึงค่าย The Absolute Sound! ที่เคร่งครัดกับคุณภาพเสียงมากเป็นพิเศษด้วย

IS-1000 มีอยู่ 2 เวอร์ชั่น คือเวอร์ชั่นธรรมดากับเวอร์ชั่น Deluxe ซึ่งทั้งสองต่างกันแค่ชิป DAC ที่ใช้ในเวอร์ชั่น Deluxe ที่มีคุณภาพสูงกว่า ส่วนภาคแอมปลิฟายเหมือนกัน ดังนั้น ถ้าคุณมี streamer หรือเล่น DAC ที่มีคุณภาพสูงอยู่แล้ว เลือกเวอร์ชั่น IS-1000 ธรรมดาก็พอ แต่ถ้าสตรีมเมอร์หรือ ext.DAC ที่ใช้อยู่เดิมมีราคาไม่ถึง 7-8 หมื่นแนะนำให้ไปเวอร์ชั่น Deluxe จบในตัวไปเลย

หลังจากทดสอบแอมป์ตัวนี้เสร็จแล้ว ผมต้องยอมรับว่า มันทำให้ผมติดใจเสียงของแอมป์แบรนด์นี้มาก รู้สึกอยากทดลองฟังปรีแอมป์+เพาเวอร์แอมป์รุ่น P-1000 MK II กับเพาเวอร์แมป์รุ่น PA-1175 MK II ของแบรนด์นี้มาก โดยเฉพาะตัวเพาเวอร์แอมป์ PA-1175 MK II ซึ่งทางผู้ออกแบบใช้เป็นต้นแบบของภาคเพาเวอร์แอมป์ในตัว IS-1000 Deluxe ตัวนี้

สำหรับ IS-1000 Deluxe ตัวนี้ หลังจากได้ทดสอบด้วยตัวเองผ่านไปแล้ว (ใช้เวลาทดสอบนานมากก.!) ผมคิดว่าไม่มีคำตบท้ายไหนจะดีไปกว่า ***** Highly Recommended! /

********************
ราคา: IS-1000 Deluxe = 219,000 บาท / ตัว
ราคา: IS-1000 = 179,000 บาท / ตัว
********************
สนใจติดต่อ
Alpha Audio
โทร. 086-985-5252
Fb.me/alphaaudioth

หรือที่
Home Entertainment Expert
โทร. 080-987-9999

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า