รีวิวเครื่องเสียง Cambridge Audio รุ่น EDGE NQ เน็ทเวิร์ค ปรีแอมป์ + EDGE W เพาเวอร์แอมป์

เครื่องเสียงอนุกรม EDGE Series ของ Cambridge Audio เป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำออกมาเพื่อฉลองครบรอบ 50 ปีของแบรนด์ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 3 รุ่น ได้แก่ EDGE A เป็นอินติเกรตแอมป์ที่รวมเอาแหล่งต้นทางสัญญาณดิจิตัลเข้ามาไว้ในตัว, EDGE NQ เป็นเน็ทเวิร์ค เพลเยอร์ที่รวมเอาปรีแอมป์ฯ เข้ามาไว้ในตัว ส่วนตัวที่สามคือ EDGE W เป็นเพาเวอร์แอมป์สเตริโอที่ออกแบบมาโดยตั้งใจให้จับคู่ใช้งานร่วมกันกับ EDGE NQ นั่นเอง (ผมทดสอบตัวอินติเกรตแอมป์ EDGE A ไปแล้ว สนใจเชิญอ่านได้จาก ลิ้งค์ นี้)

EDGE NQ
ผลิตภัณฑ์ที่เกิดมา พิฆาตปรีแอมป์โดยแท้!

ผมไม่ได้พาดหัวเกินเลย ถ้าคุณมีโอกาสได้ทดลองใช้งานและฟังเสียงของ EDGE NQ มาแล้วแบบผม คุณจะต้องคล้อยตามอย่างแน่นอน ทำไมผมจึงกล่าวเช่นนั้น.? ต้องขอย้อนกลับไปถึงความจำเป็นที่ต้องมีปรีแอมป์กันก่อน ในยุคที่แหล่งต้นทางเป็นอะนาลอก ถ้าคุณไปพลิกดูสเปคฯของ source ไม่ว่าเป็นชนิดไหน จะเครื่องเล่นแผ่นเสียง, เครื่องเล่นเทปคาสเส็ท หรือแม้แต่เครื่องรับสัญญาณวิทยุ AM/FM หรือที่เรียกันว่าจูนเนอร์ คุณจะพบว่า อุปกรณ์ต้นทางอะนาลอกเหล่านี้ล้วนแต่ให้เกนสัญญาณเอ๊าต์พุตออกมา ต่ำมากอยู่ในระดับมิลลิโวลต์เท่านั้นเอง ซึ่งในทางทฤษฎีแล้ว มันเป็นระดับของสัญญาณที่ต่ำเกินไป ไม่สามารถส่งเข้าสู่เพาเวอร์แอมป์เพื่อขยายออกลำโพงได้โดยตรง เพราะความเพี้ยนจะสูงมาก และถ้ามีความผิดปกติติดมากับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตที่มาจากแหล่งต้นทางเหล่านั้น เมื่อถูกขยายด้วยเพาเวอร์แอมป์ที่ระดับอัตราขยายสูงมากๆ ก็ทำให้ความผิดปกตินั้นถูกขยายตามขึ้นไปด้วยจนอาจทำให้เกิดความเสียหายต่อลำโพงได้ นี่คือเหตุผลที่จำเป็นต้องมีปรีแอมป์มาคั่น เพื่อทำการขจัด (filter) สิ่งผิดปกติที่ติดมากับสัญญาณออกไป และทำการขยายสัญญาณ (amplify) จากแหล่งต้นทางขึ้นมาระดับหนึ่งก่อนส่งให้เพาเวอร์แอมป์ทำการขยายเพิ่มอีกชั้นหนึ่ง

พอมาถึงยุค digital จะสังเกตได้ว่า สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของแหล่งต้นทางที่ใช้ DAC ในการแปลงสัญญาณดิจิตัลให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก ส่วนมากจะให้เกนสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตออกมาแรงมาก ส่วนใหญ่จะแรงกว่ามาตรฐานของสัญญาณอะนาลอก Line Level ที่วงการคอนซูเมอร์ ไฮไฟฯ ใช้กันอยู่คือ 2.83Vrms ลองไปพลิกสเปคฯ ของ external DAC ดูเถอะ ไม่ต้องถึงระดับรุ่นใหญ่ไฮเอ็นด์ก็ได้ เอาแค่รุ่นกลางๆ ส่วนใหญ่ก็ให้เอ๊าต์พุตออกมาเกิน 2Vrms กันทั้งนั้น ที่ผมเคยเจอยกตัวอย่างเช่น MyTek รุ่น Stereo 192 DAC ให้สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตออกมาแรงถึง 6Vrms แทบจะหาปรีแอมป์มารองรับไม่ไหว โชคดีที่มีอ๊อปชั่นให้สามารถปรับลดเอ๊าต์พุตลงมาได้

เมื่อผู้ผลิตเพาเวอร์แอมป์สำหรับตลาดคอนซูเมอร์ ไฮไฟฯ ยังคงใช้มาตรฐานของภาคอินพุตอ้างอิงกับความแรงสัญญาณที่ 2.83Vrms จึงเห็นว่า คุณสามารถเอาเอ๊าต์พุตจาก DAC ต่อตรงเข้าเพาเวอร์แอมป์ได้เลยเพราะเกนสัญญาณมันเกินพอ ไม่ต้องการปรีแอมป์มาช่วยขยายแต่อย่างใด

Cambridge Audio : EDGE NQ

Cambridge Audio : EDGE W

นั่นคือพื้นฐานที่ปูไว้ในการออกแบบ EDGE NQ ขึ้นมา ซึ่งเราจะไปดูกันว่า EDGE NQ ทำได้อย่างที่เกริ่นมารึปล่าว.? และเพื่อให้สมบูรณ์แบบจริงๆ ผมได้ขอตัวเพาเวอร์แอมป์รุ่น EDGE W ที่ออกแบบมาคู่กันมารีวิวไปพร้อมกันด้วย

รูปร่างหน้าตาทันสมัย
ฉีกไปจากผลิตภัณฑ์ในซีรี่ย์อื่นอย่างชัดเจน
!

ได้เห็นรูปร่างหน้าตาของผลิตภัณฑ์ของ Cambridge Audio สองตัวนี้แล้วต้องยอมรับว่า พวกเขามีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ในอนุกรม EDGE Series มีความแตกต่างฉีกหนีไปจากผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่พวกเขาสรรสร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าพวกเขาทำสำเร็จ EDGE Series เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างไปในทิศทางที่สูงขึ้นกว่าซีรี่ย์อื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด มาดูกันตั้งแต่รูปร่างหน้าตาก่อนเลย

A : โลโก้และชื่อแบรนด์ Cambridge Audio ถูกพิมพ์ผนึกฝังลงไปในเนื้อโลหะที่ใช้ทำแผงหน้าปัด
B : ปุ่มกดเปิดเครื่อง และกดซ้ำเพื่อเข้าสู่โหมดสแตนด์บาย
C : หน้าจอแสดงผลขนาด 2.5 x 4.25 ตารางนิ้ว
D : ปุ่มหมุนสองชั้น ชั้นบนเป็นวอลลุ่ม ชั้นล่างเป็น source selector
E : รูเสียบแจ๊คหูฟังสเตริโอขนาด 6.5mm

แผงหน้าของ Cambridge Audio : EDGE NQ ออกแบบได้เรียบง่ายแนวมินิมอลลิสต์ มีแค่ส่วนประกอบที่จำเป็นไม่กี่ชิ้นเท่านั้น ส่วนที่โดดเด่นชัดเจนมากที่สุดก็คือจอแสดงผลขนาดใหญ่ ซึ่งมีไว้แสดงรายละเอียดการทำงานของตัวเครื่องในสภาวะต่างๆ อย่างเช่น แสดงภาพปกอัลบั้ม, ชื่ออัลบั้ม และชื่อศิลปินของเพลงที่กำลังเล่นมาจากเน็ทเวิร์ค หรือทาง USB

ความเฉียบเท่ห์ของดีไซน์บนตัว EDGE NQ อีกจุดหนึ่งที่แอบซ่อนสายตา นั่นคือการจัดวางปุ่มหมุนสองปุ่มให้ซ้อนทับกันอยู่ โดยที่ปุ่มบน (ลูกศรชี้สีแดง) ทำหน้าที่ในการปรับระดับความดังของเสียง ในขณะที่อีกปุ่มที่อยู่ถัดลงไปด้านล่าง (ลูกศรชี้สีขาว) ทำหน้าที่เป็นปุ่มหมุนเลือกอินพุต เมื่อหมุนปุ่มด้านล่างไปทางขวาหรือทางซ้าย บนจอแสดงผลจะปรากฏสัญลักษณ์ที่ออกมาแทนอินพุตช่องต่างๆ ขึ้นมาให้รู้ตำแหน่งของอินพุตที่จะเลือกใช้งาน ไล่เรียงลำดับกันไปตามจังหวะการหมุน

A = ตำแหน่งอินพุตเดิมที่เราใช้งานอยู่ ขณะกำลังหมุนปุ่มอินพุตนี้ไปเรื่อยๆ ตัวเครื่องจะยังไม่เปลี่ยนอินพุตให้เราจนกว่าจะหยุดหมุน
B = ทุกครั้งที่หมุนปุ่มอินพุตไปเรื่อยๆ อินพุตที่อยู่ในตำแหน่งหมุนจะเป็นสีขาว พร้อมทั้งมีสัญลักษณ์ปรากฏขึ้นมาตรงกลางจอด้วย
C = รอบๆ ปุ่มด้านล่างที่ใช้เลือกอินพุตจะถูกทำให้มีลักษณะเป็นเส้นนูนเล็กๆ เพื่อให้ต่างจากปุ่มวอลลุ่ม แค่เอานิ้วไปแตะก็รู้แล้วว่าเป็นปุ่มไหน แทบจะไม่มีโอกาสปรับผิดเลย

ภาคปรีแอมป์ของ EDGE NQ

ถ้าแยกร่างของ EDGE NQ ออกมาเป็นส่วนๆ ตามลักษณะการทำงาน สามารถแยกออกได้เป็น 3 ส่วนคือ (1) อะนาลอก ปรีแอมป์ (2) external DAC และ (3) Network Player

EDGE NQ ในมุมของอะนาลอก ปรีแอมป์ มันให้ช่องอินพุตสำหรับรองรับสัญญาณอะนาลอกมา 3 ชุด ติดขั้วต่อ RCA สองชุดสำหรับรองรับสัญญาณอะนาลอก ซิงเกิ้ลเอ็นด์ และติดขั้วต่อ XLR อีกหนึ่งชุด สำหรับรองรับสัญญาณอะนาลอก บาลานซ์ ส่วนในแง่เทคนิคการออกแบบที่ทำให้ภาคปรีแอมป์ของ EDGE NQ มีความพิเศษก็คือ ไม่ใช้แคปาซิเตอร์มาขวางคั่นทางเดินของสัญญาณ โดยเปลี่ยนมาใช้ DC คัปปิ้งแทน ทำให้ความเพี้ยนที่ไปปนเปื้อนสัญญาณ (IMD = Inter Modulation Distortion) ต่ำกว่าปรีแอมป์ทั่วไปมาก และใช้วอลลุ่มโซลิดสเตททำให้ได้ระดับเสียงที่มีความดังเสมอกันทั้งสองแชนเนล

Product Preview VDO

EDGE NQ ในมุมของ external DAC

ส่วนคุณสมบัติทางด้าน external DAC ก็วัดกันที่ digital input กับภาค DAC ซึ่งในมุมนี้ EDGE NQ ให้ช่อง digital input มามากถึง 5 อินพุต แยกเป็น 3 มาตรฐาน

เริ่มด้วยมาตรฐาน S/PDIF ซึ่งมีให้มาทั้งหมด 3 ช่อง ประกอบด้วยช่อง Optical input จำนวน 2 ช่อง รองรับแซมปลิ้งของสัญญาณดิจิตัลได้ตั้งแต่ 32 – 96kHz ที่ความละเอียดของบิตข้อมูล 16/24bit ส่วนอีกหนึ่งช่องเป็นอินพุต Co-axial ซึ่งรองรับแซมปลิ้งของสัญญาณดิจิตัลได้สูงกว่าหน่อย คือตั้งแต่ 32 – 192kHz ที่ระดับความละเอียดของบิตข้อมูลเท่ากันคือ 16/24bit

ถัดไปก็เป็นช่องอินพุต USB สำหรับรองรับสัญญาณที่เล่นจากโปรแกรมเล่นไฟล์เพลงบนคอมพิวเตอร์ ซึ่งอินพุตช่องนี้ถือเป็นไฮไล้ท์ของ EDGE NQ เพราะมันรองรับสัญญาณได้สูงสุดแล้ว เพราะเป็นอินพุตที่ใช้มาตรฐาน USB Audio class 2.0 นั่นคือ รองรับสัญญาณ PCM ได้สูงสุดถึงระดับ 32bit/384kHz (มาตรฐาน S/PDIF และ DXD) และรองรับสัญญาณ DSD ได้สูงสุดถึงระดับ DSD256

นอกจากนั้น EDGE NQ ยังแอบซ่อนเซอร์ไพร้ไว้อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือ ช่องอินพุต HDMI ARC ซึ่งให้มาสำหรับเชื่อมต่อสัญญาณเสียงจากทีวีผ่านทางช่อง HDMI ของทีวีมาขยายผ่าน EDGE NQ ตัวนี้นั่นเอง เพอร์เฟ็กต์มากสำหรับคนที่ใช้ทีวีจอใหญ่และต้องการอัพเกรดคุณภาพเสียงจากทีวีให้สมน้ำสมเนื้อกับขนาดจอ (ในตัว EDGE NQ ไม่มีดีโค๊ดเดอร์ Dolby หรือ DTS ดังนั้น คุณต้องปรับตั้งที่ทีวีให้ปล่อยสัญญาณออกมาเป็น PCM stereo)

EDGE NQ ในมุมของ Network Player

Cambridge Audio เป็นหนึ่งในเจ้าแรกๆ ของวงการเครื่องเสียงที่บุกเบิกทางด้านเน็ทเวิร์ค ออดิโอมานานเกือบทศวรรตแล้ว พวกเขาทำผลิตภัณฑ์รุ่น NP30 ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงในกลุ่ม Network Audio Player ออกมาขายครั้งแรกตั้งแต่ปี 2011 ซึ่งมาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ Cambridge Audio พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้ในการสตรีมไฟล์เพลงที่เน้นคุณภาพเสียงโดยเฉพาะ ชื่อว่า “StreamMagicและนำมาใช้ตั้งแต่รุ่นแรก NP30 จนถึงปัจจุบัน

โมดูล StreamMagic เวอร์ชั่นล่าสุดได้ถูกติดตั้งมาใน EDGE NQ เพื่อให้ทำหน้าที่ในการเล่นไฟล์เพลงจากเน็ทเวิร์ค และใช้เป็นช่องทางในการอัพเฟิร์มแวร์ของเครื่องไปด้วย

EDGE NQ เปิดโอกาสให้คุณทำการเชื่อมต่อโมดูล StreamMagic เข้ากับโฮมเน็ทเวิร์คที่บ้านของคุณได้ 2 ทาง นั่นคือใช้สาย Ethernet (หรือสาย LAN) ในการเชื่อมต่อ กับการเชื่อมต่อแบบไร้สาย โดยใช้แท่ง USB Wi-Fi เสียบเข้าที่ช่อง USB-A ด้านหลังของ EDGE NQ ช่องที่อยู่ติดกับช่อง Ethernet ก็ได้ แต่ผมแนะนำให้เชื่อมต่อโดยใช้สาย LAN จะให้ความเสถียรในการเชื่อมต่อและให้คุณภาพเสียงออกมาดีกว่า (เชื่อมต่อด้วยสาย LAN เล่นไฟล์ได้สูงกว่า คือ ตั้งแต่ 176.4kHz ขึ้นไป รวมถึงถ้าต้องการเล่นไฟล์ DSD128 ด้วย)

กรณีของการเล่นไฟล์เพลงผ่านเข้า EDGE NQ ทางอินพุต USB จะรองรับสัญญาณได้สูงที่สุดเต็มที่ตามสเปคฯ เครื่อง คือ PCM 32bit/384kHz และ DSD256 ซึ่งต้องใช้วิธีเล่นด้วยคอมพิวเตอร์ + โปรแกรมเล่นไฟล์เพลงที่รองรับการเล่นไฟล์ไฮเรซฯ สเปคฯ สูงระดับนั้น หรือเล่นด้วยเครื่องเล่นไฟล์เพลงประเภทที่เรียกว่า Network Bridge ที่มีเอ๊าต์พุต USB ในการทดสอบครั้งนี้ ผมทดลองใช้เครื่อง roon : nucleus+ ทำหน้าที่เล่นไฟล์เพลงแล้วต่อเชื่อมสัญญาณเอ๊าต์พุตจาก nucleus+ ไปที่อินพุต USB ของ EDGE NQ ด้วยสาย USB type A > type B ก็เล่นได้ถึง PCM 32bit/384kHz และ DSD256 แบบเนทีฟ และสามารถควบคุมการเล่นไฟล์ด้วยแอพฯ รีโมทได้ และคุณสามารถใช้งาน EDGE NQ เป็น source เพียวๆ ได้ด้วยการปิดการทำงานของภาคปรีแอมป์ (ปรับตั้งในเมนูผ่านแอพฯ EDGE โดยเลือกปิดโหมดปรีแอมป์)

อินพุต Bluetooth, AirPlay, Chromecast และฟังท์ชั่นอื่นๆ

ในยุคอะนาลอก จะทำเครื่องเล่นให้มีความเป็นไฮไฟ ระดับไฮเอ็นด์ฯ ต้องพยายามตัดการทำงานของภาคต่างๆ ออกไปให้มากที่สุด ทำให้เครื่องมีความเรียบง่ายมากที่สุด แต่ในยุคดิจิตัลประเด็นนี้อาจจะไม่ใช่ประเด็นที่ใช่ เมื่อจำเป็นต้องมี source หลายชนิด การแยก source แต่ละชนิดออกไปเป็นเครื่องเดี่ยวๆ ก็ไม่พ้นต้องนำ source เหล่านั้นมาเชื่อมต่อกับปรีแอมป์ด้วยสายสัญญาณดิจิตัล หรือสายสัญญาณอะนาลอกอยู่ดี สุดท้ายก็ไม่พ้นทำให้ระบบมีความรุงรังและเปิดช่องโหว่ให้สัญญาณรบกวนจากภายนอกเจาะเข้ามาได้ วิธีผนวก source ทั้งหมดเข้ามาอยู่ในตัวเครื่องเดียวกัน กลับทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการมากกว่า ทำให้ได้ประสิทธิภาพสูงกว่า และซิสเต็มไม่รุงรังอีกด้วย

นอกจากจะรองรับสัญญาณเสียงอะนาลอกและดิจิตัลผ่านเข้าทางเทอร์มินัลที่ใช้สายเชื่อมต่อทั้งหลายแล้ว EDGE NQ ยังสามารถรองรับสัญญาณเสียงผ่านเข้ามาทางอากาศ (ไร้สาย) ได้อีกด้วย อย่างเช่น สตรีมสัญญาณเสียงจากแอพลิเคชั่นที่รองรับอาทิเช่น YouTube ผ่านเข้าทางอินพุต Chromecast (Wi-Fi) ไปที่ EDGE NQ ก็ได้ หรือจะเล่นไฟล์เพลงด้วยแอพลิเคชั่นบนอุปกรณ์พกพาแล้วยิงเข้าสู่ EDGE NQ ผ่านทาง AirPlay (Wi-Fi) ก็ได้ หรือจะใช้วิธีเล่นไฟล์เพลงจากเซิร์ฟเวอร์ของ Spotify ด้วยแอพลิเคชั่นของ Spotify ในตัว EDGE NQ โดยตรงได้

นอกจากนั้น คุณยังสามารถเล่นไฟล์เพลงด้วยแอพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตแล้วยิงสัญญาณตรงเข้า EDGE NQ ทาง Bluetooth ก็ได้ ซึ่ง Bluetooth บน EDGE NQ สามารถรองรับสัญญาณได้ถึงระดับ aptX HD ให้เสียงออกมาดีไม่แพ้ AirPlay เลย

EDGE NQ มีขั้วต่อสำหรับสัญญาณ control ผ่านอุปกรณ์จากภายนอกมาให้ด้วย ผ่านขั้วต่อ RS232 เพื่อความสะดวกสำหรับการติดตั้งใช้งานระบบที่เชื่อมโยงกับศูนย์ควบคุมรวมที่อยู่ภายนอก อย่างเช่นระบบโฮมออโตเมชั่น เป็นต้น

Cambridge Audio : EDGE W
เพาเวอร์แอมป์ Class XD

เพื่อให้ได้ความสมบูรณ์มากขึ้น ในการทดสอบ Cambridge Audio : EDGE NQ ครั้งนี้ ผมได้ขอยืมเพาเวอร์แอมป์รุ่น EDGE W ของ Cambridge Audio มาจับคู่ทดลองฟังไปพร้อมกันด้วย จะได้ตัดปัญหาบุคลิกเสียงและปัญหาแม็ทชิ่งออกไป เพราะ EDGE W ตัวนี้เป็นเพาเวอร์แอมป์ที่ถูกออกแบบมาให้แม็ทชิ่งกับ EDGE NQ โดยตรง

จากภาพด้านบนจะเห็นว่า หน้าตาภายนอกของ EDGE W ถูกออกแบบมาให้ดูเรียบง่าย ปราศจากความรกรุงรัง ทว่า ดีไซน์ภายในตรงข้ามกับ EDGE NQ โดยสิ้นเชิง เพราะวัตถุประสงค์หลักของ EDGE W มีอยู่แค่เป้าประสงค์เดียว นั่นคือขยายสัญญาณอะนาลอกเอ๊าต์พุตจาก EDGE NQ ให้มีกำลังสูงขึ้นจนมากพอสำหรบขับดันลำโพงให้ได้ความดังออกมาตามที่ผู้ฟังต้องการ ด้วยเหตุนี้ ลักษณะพื้นฐานในการออกแบบ EDGE W จึงมุ่งไปที่ความเรียบง่าย สั้น และไม่ซับซ้อน เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของเนื้อสัญญาณจากปรีแอมป์เอาไว้ให้มากที่สุด เสริมเพิ่มเติมเฉพาะ กำลังเข้าไปอย่างเดียวเท่านั้น

เพื่อให้บรรลุเป้าประสงค์ข้างต้น ในการออกแบบ EDGE W จึงมีการใช้เทคนิคพิเศษ 3 จุด จุดแรก คือใช้คอมโพเน้นต์จำนวนน้อยแค่ 14 ชิ้นที่ขวางกั้นสัญญาณระหว่าง input ไปจนถึง output เพื่อรักษาความบริสุทธิ์ของเสียงเอาไว้ให้ใกล้เคียงต้นฉบับที่รับเข้ามาทางอินพุตให้ได้มากที่สุด จุดที่สอง คือเลือกใช้ทรานฟอเมอร์แบบวงแหวน (toroidal transformers) ซึ่งยอมรับกันว่า ทรานฟอเมอร์รูปทรงวงแหวนลักษณะนี้ให้กำลังต่ำกว่าแบบแกน EI แต่มีข้อดีกว่าคือให้ความเพี้ยนต่ำกว่า เพื่อแก้ปัญหาทางด้านกำลัง วิศวกรของ Cambridge Audio จึงใช้วิธี เบิ้ลทรานฟอเมอร์วงแหวนขนาดใหญ่เข้าไป 2 ลูกประกบกัน โดยวางขั้วให้ตรงข้ามกัน มีผลให้คลื่น EMI (electromagnetic interference) ที่เกิดจากทรานฟอเมอร์แต่ละตัวมีลักษณะที่หักล้างกันเอง กลายเป็นเทคนิคดีไซน์ที่ให้ผลดีแบบดับเบิ้ล นั่นคือนอกจากจะได้สมรรถนะทางด้านกำลังที่เพิ่มสูงขึ้น (กว่าการใช้ทรานฟอเมอร์ลูกเดียว) แล้ว เทคนิคนี้ยังทำให้ได้ความเพี้ยนต่ำลงเป็นของแถมติดปลายนวมมาอีกด้วย

เทคนิคการออกแบบ EDGE W จุดที่สาม – คือเลือกใช้วงจรขยายแบบพิเศษ เรียกว่า class XD ซึ่งเป็นผลมาจากความพยายามที่จะทำให้ได้เสียงที่มีความละเอียดเนียนแบบที่ได้จากวงจรขยาย class A แต่เนื่องจากวงจรขยาย class A ให้กำลังขับต่ำ ทางวิศวกรของ Cambridge Audio จึงเลือกใช้วงจรขยาย class AB คือ class A + B โดยปรับระดับไบอัส (ระดับโวลเตจ) ให้สูงขึ้น ทำให้ได้ประสิทธิภาพในการขับดันลำโพงที่สูงขึ้น ความเพี้ยนต่ำลง

EDGE W มีช่องอินพุตมาให้ทั้ง XLR สำหรับรองรับสัญญาณบาลานซ์และ RCA สำหรับรองรับสัญญาณซิงเกิ้ลเอ็นด์ โดยให้สวิทช์โยกอันเล็กๆ มาให้หนึ่งอัน (ภาพบน) สำหรับโยกเปลี่ยนลักษณะการเชื่อมต่อสัญญาณระหว่าง XLR กับ RCA ถ้าปรีแอมป์ของคุณมีเอ๊าต์พุตบาลานซ์ XLR มาให้ แนะนำให้เชื่อมต่อผ่านทางช่อง XLR ก่อน

เมื่อแรกยกเครื่องออกมาจากกล่อง EDGE W ทุกเครื่องจะถูกปรับตั้งใช้งานโหมด APD (Auto Power Down) เอาไว้ในตำแหน่ง On คือถ้าไม่มีสัญญาณอินพุตป้อนเข้ามานานติดต่อกันเกิน 20 นาที ตัวเครื่องจะปรับการทำงานเข้าสู่โหมด standby โดยอัตโนมัติเพื่อประหยัดพลังงาน เมื่อมีสัญญาณอินพุตจากปรีแอมป์ส่งมาจะกระตุ้นให้ตัวเครื่องกลับเข้าสู่โหมด operate อีกครั้ง ซึ่งสัญญาณเสียงจะขาดหายไปชั่วเวลาสั้นๆ ขณะที่ตัวเครื่องกำลังสลับโหมดจาก standby เป็น operate ถ้าคุณไม่ชอบ สามารถสั่งปิดโหมด APD ได้ด้วยการสับสวิทช์ที่อยู่ตรงมุมล่างขวาของแผงด้านหลัง (ภาพล่าง)

คุณสามารถเบิ้ล EDGE W เพิ่มเข้ามาในระบบเพื่อการทำงานในรูปแบบ Bi-amp ได้โดยใช้สายสัญญาณอะนาลอกทำการเชื่อมต่อสัญญาณ output จาก EDGE W ตัวแรกไปเข้าที่ input ของ EDGE W ตัวที่สอง และสามารถเพิ่มจำนวน EDGE W เข้าไปได้อีกเรื่อยๆ โดยอาศัยการเชื่อมโยงสัญญาณเป็นลูปออกไปเรื่อยๆ

เชื่อมต่อ + เซ็ตอัพ + แม็ทชิ่ง

EDGE NQ + EDGE W คู่นี้เปิดโอกาสให้คุณใช้งานมันได้หลากหลายรูปแบบ แต่ด้วยความต้องการทดสอบประสิทธิภาพที่แท้จริงของเครื่องเสียง Cambridge Audio คู่นี้ ผมจึงอาศัยอินพุต Network กับอินพุต USB ของตัว EDGE NQ เป็นช่องทางขาเข้าของสัญญาณ เพราะเป็นอินพุตที่ให้สมรรถนะสูงสุดสำหรับอุปกรณ์เครื่องเสียงชุดนี้

เชื่อมต่อระบบเข้าทางอินพุต USB ของ EDGE NQ

เชื่อมต่อระบบเข้าทางอินพุต Network (Ethernet)

ทางด้านอินพุต ผมทำการเชื่อมต่อที่ช่อง Ethernet ของ EDGE NQ (ภาพบน) ด้วยสาย LAN เข้าไปที่ router แล้วเอา USB external SSD ของ Samsung รุ่น T5 ที่ผมเก็บไฟล์เพลงมาเชื่อมต่อที่ช่อง USB-A ของ EDGE NQ เพื่อใช้แอพฯ EDGE เป็นตัวเล่นไฟล์เพลงและควบคุมการเล่นไฟล์เพลงผ่าน iPad mini 2 ของผม ในขณะเดียวกัน ผมก็เอาตัว roonlabs : nucleus+ เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวเล่นไฟล์เพลงเพื่อป้อนสัญญาณให้ EDGE NQ ทางช่องอินพุต USB (ภาพล่าง) โดยเชื่อมต่อ nucleus+ เข้ากับ router ด้วยสาย LAN เพื่อควบคุมสั่งงานด้วยแอพฯ roon remote บน iPad mini 2 ของผม

แอพ EDGE

ลำโพงที่ผมใช้ทดสอบประสิทธิภาพของ EDGE NQ + EDGE W มีอยู่ 2-3 คู่ แต่สุดท้ายผมเลือกใช้ Audiovector รุ่น SR 3 Avantgarde เป็นตัวสรุปในยกสุดท้าย และหลังจากทดลองเชื่อมต่อระหว่างเอ๊าต์พุตของ EDGE NQ กับอินพุตของ EDGE W ด้วยสายสัญญาณสองสามตัว ผมพบว่า ที่แม็ทชิ่งลงตัวมากที่สุดคือเชื่อมต่อสัญญาณอินพุตทางช่องบาลานซ์ โดยใช้สายสัญญาณอะนาลอกบาลานซ์ของ Transparent Audio รุ่น PLUS ยาว 1.5 เมตร จับคู่กับสายลำโพงของ Nordost รุ่น Tyre 2 ซึ่งเซ็ตนี้ได้ค่าเฉลี่ยของเสียงในแต่ละด้านออกมาน่าพอใจมากที่สุด

เสียงของ EDGE NQ + EDGE W

ที่ผ่านมาหลายปี ผมมีโอกาสทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภท DAC ไปแล้วหลายตัว จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ผมพบว่า ทุกช่วงเวลาประมาณ 2 ปี ภาค DAC จะมีประสิทธิภาพ สูงขึ้นเป็นเท่าตัว นั่นคือมีความสามารถในการแปลงสัญญาณดิจิตัล อินพุตที่มีสเปคฯ สูงสุดเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวทุกๆ สองปี ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2017 ได้เริ่มมี DAC ที่รองรับสัญญาณดิจิตัลอินพุตที่เป็นตระกูล PCM ได้สูงสุดถึงระดับ 384kHz และรองรับสัญญาณดิจิตัลอินพุตที่เป็นตระกูล DSD ได้สูงสุดถึงระดับ DSD128 ออกมาในตลาด

มาถึงปี 2019 ถ้าเจาะสำรวจเข้าไปในกลุ่มของอุปกรณ์ประเภท DAC คุณจะเริ่มพบว่ามี DAC ที่รองรับสัญญาณดิจิตัลอินพุตที่เป็นตระกูล PCM ได้สูงสุดถึงระดับ 768kHz และรองรับสัญญาณดิจิตัลอินพุตที่เป็นตระกูล DSD ได้สูงสุดถึงระดับ DSD256 ปรากฏตัวออกมาบ้างแล้ว

โปรแกรม roon จะทำการสแกนเพื่อสำรวจความสามารถของภาค DAC ทุกตัวที่มาเชื่อมต่อกับมันและยินยอมให้มันใช้เป็นเอ๊าต์พุต จากสองภาพข้างบน ภาพบนสุดนั้น โปรแกรม roon กำลังบอกให้เรารู้ว่า ภาค DAC ในตัว Cambridge Audio : EDGE NQ มีความสามารถรองรับสัญญาณอินพุตตระกูล PCM ที่มีแซมปลิ้งสูงสุดได้ถึงระดับ 768kHz ส่วนรูปล่างนั้น โปรแกรม roon สแกนแล้วพบว่า ภาค DAC ในตัว EDGE NQ สามารถรองรับสัญญาณ DSD ได้สูงถึงระดับ DSD256

ส่วนภาพนี้แสดงให้เห็นว่า ภาค DAC ในตัว EDGE NQ สามารถรองรับสัญญาณอินพุตที่มี bit-depth ได้สูงสุดถึงระดับ 32-bit ซึ่งผมพบว่า มีเฉพาะช่องอินพุต USB ของ EDGE NQ เท่านั้นที่สามารถรองรับสัญญาณดิจิตัล อินพุตได้สูงลิบขนาดนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสามารถของชิปประมวลผลที่ใช้อยู่ในขั้นตอน D-to-A converter ที่มีประสิทธิภาพสูงมาก สูงกว่ามาตรฐานเดิมที่เริ่มมาในปี 2017 ขึ้นไปอีกขั้นแล้ว

จะได้ประโยชน์อะไร ในเมื่อเรายังไม่มีสัญญาณอินพุตที่มีเรโซลูชั่นสูงขนาดนั้น.? อย่างที่ผมเคยบอกไปแล้วว่า การแปลงสัญญาณดิจิตัลให้ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกนั้น ภาค DAC ควรที่จะต้องมีความสามารถในการประมวลผลที่ สูงกว่าเรโซลูชั่นของตัวสัญญาณอินพุต อย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว จึงจะทำให้สัญญาณอะนาลอกที่ผ่านขั้นตอน D-to-A converter ออกมา มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับสัญญาณอะนาลอกก่อนที่จะถูกทำให้เป็นสัญญาณดิจิตัลในขั้นตอน ADC (A-to-D converter) ในสตูดิโอมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องไปกับกฏ Nyquist-Shannon sampling theorem ของ Hary Nyquist กับ Claude Shannon นั่นเอง

อัลบั้ม : The Raven (บน PCM 16/44.1, ล่าง DSD64)
ศิลปิน : Rebecca Pidgeon

นับวัน digital audio พัฒนาคุณภาพขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ แทบจะไม่มีใครสนใจเอา digital audio ไปเปรียบเทียบกับ analog กันอิีกแล้ว เมื่อเข้าสู่ยุค Hi-Res Audio สิ่งที่ผมทำอยู่บ่อยๆ ในการทดสอบ DAC รุ่นใหม่ๆ ก็คือ เอาไฟล์เพลงระดับ CD quality 16bit/44.1kHz ที่ริปมาจากแผ่นซีดีมาฟังเทียบกับไฟล์เพลงอัลบั้มเดียวกันที่ออกมาเป็นไฟล์ที่มีสเปคฯ เรโซลูชั่นสูงกว่า อย่างเช่น DSD64 กับ PCM 24/96 และ PCM 24/192 เพื่อตรวจสอบดูว่า ประสิทธิภาพของไฟล์ไฮเรซฯ มันไปได้ไกลแค่ไหน.? ซึ่งในยุคแรกๆ ของ DAC ที่ออกมายังมีประสิทธิภาพไม่สูงพอที่จะสามารถแปลงสัญญาณ digital Hi-Res เหล่านั้นให้ออกมา เต็มสเปคฯ ยังไม่สามารถถ่ายทอดประสิทธิภาพของไฟล์ไฮเรซฯ ออกมาให้ได้ยินได้อย่างหมดจดครบถ้วนอย่างที่ควรจะเป็น จึงไม่น่าแปลกใจที่ DAC ในอดีตนั้น บางครั้งเราพบว่า เล่นไฟล์ CD quality กลับให้เสียงออกมานวลเนียน ต่อเนื่อง น่าฟังมากกว่า ซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดกับข้อเท็จจริงอย่างมาก

เมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา หลังจากชิป DAC ที่หลายๆ ค่ายทำออกมาขายให้กับผู้ผลิต external DAC นำมาใช้ในการผลิตเครื่อง มีความสามารถในการรองรับและแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นอะนาลอกที่สูงขึ้นถึงระดับ PCM 24/192 และ DSD64 ผมก็พบว่า หลายๆ อัลบั้มที่ทำออกมาเป็นไฟล์ PCM 24/96 ให้เสียงออกมาดีกว่าไฟล์ PCM 16/44.1 ที่ริปมาจากแผ่นซีดี แต่เมื่อเล่นไฟล์ PCM 24/192 บางอัลบั้มจะยังรู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างที่ยังเอาชนะไฟล์ PCM 16/44.1 จากซีดีได้ไม่เด็ดขาด

มาถึงวันนี้ เมื่อชิป DAC มีประสิทธิภาพสูงถึงระดับ PCM 32bit/384kHz และ DSD256 เมื่อนำมาฟังไฟล์ PCM 16/44.1 ผมก็พบว่ามันให้เสียงที่ดีน่าพอใจมาก แต่เมื่อทดลองเอาไฟล์ Hi-Res ที่เป็นอัลบั้มเดียวกันออกมาฟังเทียบ ผมพบว่า ร้อยละ 95 ของไฟล์ Hi-Res ให้เสียงดีกว่าไฟล์ PCM 16/44.1 ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดี.!

ยกตัวอย่าง อัลบั้มชุด The Raven ของ Rebecca Pidgeon ซึ่งเดิมออกมาเป็นเวอร์ชั่น CD บันทึกด้วยสัญญาณ PCM 16/44.1 มาบนแผ่น เสียงดีมากแล้วใครๆ ก็รู้ แต่ตอนหลังทางค่าย Chesky Records ได้ทำออกมาเป็นแผ่น SACD โดยบันทึกสัญญาณ DSD64 (2.8MHz) ลงไปในแผ่น ซึ่งเป็นฟอร์แม็ตที่ใช้สัญญาณที่มี resolution (bit x sampling x 2 ch) สูงกว่าสัญญาณ PCM 16/44.1 ที่ใช้กับเวอร์ชั่น CD ถึง 4 เท่า (1,411,200 vs. 5,644,800 bps) แต่ในยุคแรกๆ ที่เริ่มมี external DAC ที่รองรับไฮเรซฯ ออกมา มีอยู่หลายๆ ครั้งที่ผมพบว่า เมื่อเล่นไฟล์ทั้งสองเรโซลูชั่นกับ external DAC ตัวนั้น กลับพบว่าเล่นไฟล์ PCM 16/44.1 ให้เสียง (รวมๆ) ออกมา (ฟัง) ดีกว่า.!! ซึ่งสาเหตุก็มาค้นพบตอนหลังว่า คอขวดมันเกิดขึ้น 2 จุด จุดแรกอยู่ที่ประสิทธิภาพของ external DAC ยุคเก่า กับอีกจุดก็คือ ประสิทธิภาพของแอมป์กับลำโพงยุคเก่าที่ไม่รองรับแบนด์วิธของความถี่เสียงที่สูงกว่า 20Hz – 20kHz ขึ้นไป เมื่อเจอกับสัญญาณเสียงไฮเรซฯ ที่มีแบนด์วิธสูงๆ วงจร LPF ในแอมป์ + วงจร crossover network ในตัวลำโพงรุ่นเก่าบางตัวอาจจะทำให้เฟสของสัญญาณเคลื่อนไปได้ เป็นผลให้เสียงออกมาไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น

หลังจากนำอัลบั้ม The Raven ทั้งสองเวอร์ชั่นมาลองฟังผ่าน EDGE NQ บนซิสเต็มนี้ ผมพบว่า ตอนฟังเวอร์ชั่น PCM 16/44.1 เสียงที่ได้ออกมานับว่าดีมากน่าพอใจ มีอยู่บางจุดที่ออกมาดีกว่าตอนที่ผมเคยฟังผ่านเครื่องเล่นซีดีในอดีตมาก จุดที่จำได้แน่ๆ ก็คือไดนามิกของเสียงทั้งในส่วนที่เป็นคอนทราสน์ ไดนามิกที่ให้ความต่อเนื่องลื่นไหลที่ดีกว่า และส่วนของทรานเชี้ยนต์ ไดนามิกที่ให้อัตราสวิงของความดังได้กว้างกว่าและตอบสนองหัวเสียงได้เร็วกว่า ให้ความรู้สึกเหมือนฟังเสียงจากการบรรเลงจริงมากกว่า เมื่อสลับฟังเวอร์ชั่น DSD64 ผ่าน EDGE NQ บนซิสเต็มเดียวกันนี้ เสียงที่ได้ยินมันให้ ประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปจากเวอร์ชั่น PCM 16/44.1 บางอย่าง สิ่งแรกที่รู้สึกได้ชัดคือขอบเขตของเวทีเสียงที่แผ่ขยายเปิดกว้างออกไปรอบด้าน เทียบกับเวอร์ชั่น PCM 16/44.1 ที่ฟังแล้วรู้สึกเหมือนเวลาเสียงของเพลงมัน ถูกวาดลงไปในผืนอากาศเบื้องหน้าของเรา ทำให้เรารับรู้ถึง ขอบเขตของเวทีเสียงว่ามันไปสุดตรงไหน แต่พอเปลี่ยนมาฟังเวอร์ชั่น DSD64 ขอบเขตของเวทีเสียงมันกลืนหายไปกับอากาศธาตุ ทำให้ฟังแล้วรู้สึกเหมือนกับว่า เสียงทุกเสียงในเพลงที่กำลังฟังมันเกิดขึ้นในห้องที่เรากำลังนั่งฟังนั่นเอง!

อัลบั้ม : Ink (บน PCM 16/44.1, ล่าง PCM 24/96)
ศิลปิน : Livingston Taylor

อัลบั้ม : The Turn Of A Friendly Card (บน PCM 16/44.1, ล่าง PCM 24/192)
ศิลปิน : The Alan Parsons Project

เพื่อให้ชัวร์ ผมเลยเลือกอัลบั้มที่ผมมีหลายเวอร์ชั่นมาลองฟังเปรียบเทียบกันเพื่อวิเคราะห์ประเด็นที่อ้างถึงข้างต้น ชุดแรกเป็นงานเพลงท็อปฮิตอีกชุดของวงการ นั่นคืออัลบั้ม Ink ของ Livingston Taylor ค่ายเดียวกับชุด The Raven แต่เวอร์ชั่นไฮเรซฯ ของอัลบั้ม Ink นี้ ผมริปมาจากแผ่น DAD ซึ่งเป็นแผ่นเพลงที่ใช้มาตรฐานของเสียงที่ใช้กับงานวิดีโอมาบันทึกลงบนแผ่น เป็นสัญญาณ PCM 24/96 อีกชุดเป็นไฟล์เพลง PCM 24/192 ที่ผมริปมาจากแผ่น HDAD เป็นงานเพลงคอมเมอร์เชี่ยลแนวพ๊อพร็อคของวง The Alan Parsons Project ชื่ออัลบั้มว่า The Turn Of A Friendly Card ซึ่งเป็นงานเพลงที่ผมชอบฟังและคุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยเรียนหนังสือ

แค่เสียงผิวปากของ Livingston Taylor จากเพลง “Isn’t She Lovely” แทรคแรกของอัลบั้มชุด Ink จากเวอร์ชั่น PCM 24/96 เมื่อเล่นผ่าน EDGE NQ ผมก็ได้ยินอะไรที่แตกต่างจากเวอร์ชั่น PCM 16/44.1 ที่ริปมาจากแผ่นซีดีอย่างมาก คือ EDGE NQ ได้แสดงให้เห็นว่า เสียงผิวปากในแทรคนี้ที่มาจากไฟล์ PCM 24/96 ให้ความรู้สึกเหมือนคนผิวปากจริงๆ มากกว่า เสียงผิวปากที่ออกมามันมีเสียงของลมที่ถูกผลักดันผ่านริมฝีปากที่บีบห่อเป็นช่องแคบออกมาด้วย ซึ่งตอนฟังจากเวอร์ชั่น PCM 16/44.1 ที่ริปมาจากซีดีมันออกมาไม่ชัด หลังจากได้ยินจากเวอร์ชั่น PCM 24/96 แล้ว กลับไปฟังเวอร์ชั่น PCM 16/44.1 อีกทีถึงรู้สึกว่ามันมีเสียงลมออกมาด้วย แต่ไม่ชัดเท่าตอนฟังด้วยเวอร์ชั่น PCM 24/96 อีกจุดหนึ่งคือ น้ำหนักเสียงกับ มวลเนื้อของเวอร์ชั่น PCM 24/96 ที่ดีกว่าเวอร์ชั่น PCM 16/44.1 ที่ริปมาจากแผ่นซีดีอย่างมาก

ส่วนอัลบั้มชุด The Turn Of A Friendly Card นั้นมันบันทึกเสียงไม่ดีมาตั้งแต่แรกแล้ว ตอนฟังจากแผ่นซีดีด้วยเครื่องเล่นซีดี ผมพบว่าเสียงของอัลบั้มนี้ออกมาบางและเฟี้ยวฟ้าวมาก เมื่อได้ลองฟังเวอร์ชั่น PCM 24/192 ที่ริปมาจากแผ่น HDAD แล้ว EDGE NQ บนซิสเต็มนี้ ปรากฏว่าได้เสียงออกมาดีกว่าเวอร์ชั่น PCM 16/44.1 ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดีเยอะมาก เสียงโดยรวมมีความนุ่มนวลน่าฟังมากขึ้นเยอะ เสียงเครื่องเป่า fanfare ตอนขึ้นต้นในเพลง “May Be A Price To Playแทรคแรกมีมวลและทรวดทรงที่อิ่มเอิบมากขึ้น ไม่แหลมบางและแบนอย่างที่เคยฟัง เสียงทุ้มก็กระชับและมีน้ำหนักมากกว่า แต่อาการเสียงแหลมที่กุดห้วนอันเนื่องมาจากลักษณะการบันทึกเสียงของอัลบั้มนี้ยังคงปรากฏออกมาให้ได้ยินเหมือนเดิม เพราะภาค DAC ดีๆ ไม่สามารถแก้ไขงานเพลงที่บันทึกมาบกพร่องให้กลับมาดีได้ มันทำได้แค่แสดงออกมาให้เรารู้ว่าแต่ละเสียงในเพลงที่เรากำลังฟังมันมีลักษณะเป็นอย่างไรเท่านั้นเอง..

ลักษณะข้อมูลที่แสดงบนหน้าจอของ EDGE NQ เมื่อใช้งานอินพุต USB Audio ซึ่งผมเล่นไฟล์เพลงบน roon : nucleus+ แล้วส่งสัญญาณดิจิตัลเข้าช่องอินพุต USB Audio ของ EDGE NQ ผ่านสาย USB type A > type B ของ Nordost รุ่น Blue Heaven

อัลบั้ม : Playing With Fire – Music By Frank Ticheli (WAV 24/176.4)
ศิลปิน : Jerry Junkin & Dallas Wind Symphony feat. Jim Cullum Jazz Band

ทางค่าย Reference Recordings ของโปรเฟสเซอร์ Keith O. Johnson ใช้วิธีขายไฟล์เพลงด้วยการนำเอาสัญญาณเพลง PCM 24/176.4 ที่อยู่ในไฟล์คอนเทนเนอร์ฟอร์แม็ต WAV ไปบันทึกลงบนแผ่น DVD-R โดยตั้งชื่อฟอร์แม็ตว่า HRx ผู้ใช้สามารถนำแผ่น DVD-R ที่ว่านี้ไปใส่ในไดร้ดีวีดีของคอมพิวเตอร์แล้วก๊อปปี้ออกมาเป็นไฟล์ฟอร์แม็ต WAV พร้อมเล่นผ่านเซิร์ฟเวอร์ได้เลย ผมซื้อแผ่น HRx ไว้หลายชุด วันนี้ลองเอาอัลบั้มชุดนี้มาลองฟังผ่านเข้าทางอินพุต USB ของ EDGE NQ

ในอดีตนั้น ผมพบว่า ไฟล์ WAV 24/176.4 บนแผ่น HRx ของค่าย Reference Recordings นี้มันต้องการภาค DAC ที่มีประสิทธิภาพในการแปลงสัญญาณที่สูงมากเป็นพิเศษ เพราะโดยเนื้อสัญญาณแล้ว ถ้าคำนวนออกมาเป็น bitrate สัญญาณ PCM 24/176.4 ที่เป็นระบบเสียง stereo 2 ch จะมีบิตเรทสูงถึง 8,467,200 bps (176,400 x 24 x 2) คิดเป็นปริมาณข้อมูลเสียงที่มากกว่าไฟล์ DSD64 stereo ถึง 3 เท่า (2.8224MHz vs. 8.4672MHz) นั่นทำให้ภาครับ (receiver) ของอินพุต USB ต้องทำงานหนักมาก ถ้าโปรเซสเซอร์ไม่แรงพอ หรือซอฟท์แวร์ที่ใช้ในการ render ไฟล์ WAV 24/176.4 ออกมาเป็นสัญญาณดิจิตัล PCM 24/176.4 ใน receiver chip ถูกออกแบบมาไม่ดี เมื่อเล่นไฟล์ WAV 24/176.4 ของแผ่น HRx แล้วมักจะมีปัญหากระตุก บางทีมีเสียงสแครชดังแทรกออกมาด้วย

ผลปรากฏว่า EDGE NQ สอบผ่านการเล่นไฟล์ WAV 24/176.4 ของแผ่น HRx ได้สบาย ไม่พบอาการกระตุก และเสียงที่ออกมาด็ไม่บางและไม่มีอาการเคร่งเครียด ซึ่งใน DAC รุ่นเก่าๆ ที่มีสเปคฯ ต่ำว่า EDGE NQ ที่เล่นผ่านไม่กระตุก ก็มักจะให้เสียงออกมาเครียดและเกร็ง ซึ่ง EDGE NQ ไม่ปรากฏอาการเคร่งเครียดใดๆ เสียงที่ได้มีลักษณะที่ผ่อนคลายและสวิงไดนามิกได้เต็มสเกล ที่เด่นมากคือรายละเอียด โดยเฉพาะในระดับ Low Level ก็สามารถขุดขึ้นมาให้ได้ยินได้แม้ในระดับความดังที่แผ่วเบามากๆ

1 = ชื่อเพลง
2 = ชื่อศิลปิน
3 = ชื่ออัลบั้ม
4 = รูปแบบของสัญญาณเสียง

5 = แทรคที่กำลังเล่น
/ จำนวนแทรคทั้งหมดในอัลบั้มนี้
6 = เวลาของแทรคที่กำลังเล่น
7 = ความยาวของแทรคที่กำลังเล่น

เมื่อเล่นไฟล์เพลงด้วยแอพลิเคชั่น EDGE ของ Cambridge Audio ที่ออกแบบมาให้ใช้กับ EDGE NQ โดยเฉพาะ จะมีรูปปกขึ้นโชว์บนจอ และแสดงรายละเอียดของเพลงที่กำลังเล่นให้เรารู้ด้วย (ภาพด้านบน) ซึ่งดูจากดีไซน์แล้ว จะเห็นได้ชัดว่า ทาง Cambridge Audio ตั้งใจให้คุณใช้แอพฯ เป็นหลัก เพราะหากว่าคุณใช้แอพฯ EDGE บนอุปกรณ์พกพา อย่างเช่น iPad นอกจากจะมีรายละเอียดของเพลงแสดงให้ดูอีกหลายอย่างแล้ว ทางผู้ผลิตได้นำเอาเมนูการปรับตั้งค่าต่างๆ ของตัว EDGE NQ มาใส่ไว้ในแอพฯ ด้วย เหตุผลสำคัญอีกข้อที่สนับสนุนให้คุณ (ต้อง) ใช้แอพฯ ในการใช้งานตัว EDGE NQ ตัวนี้ก็คือการอัพเดตเฟิร์มแวร์ ซึ่งผู้ผลิตได้ออกแบบให้การอัพเฟิร์มแวร์ต้องทำผ่านแอพฯ และตัวเครื่องต่อเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตผ่านทาง Ethernet เท่านั้น

หน้าตาแอพฯ EDGE บน iPad เมื่อเลือกอินพุต Ethernet แล้วจิ้มไปที่ “Mediaเพื่อเข้าไปเลือกไฟล์เพลงในฮาร์ดดิส USB ที่เสียบอยู่ที่ช่อง USB-A ที่แผงหลังของ EDGE NQ

ตัว EDGE NQ จะใช้ฟังท์ชั่น UPnP server สแกนเข้าไปค้นหาแหล่งเก็บไฟล์เพลง (music server) ที่เชื่อมต่ออยู่กับเน็ทเวิร์คมาโชว์ให้เราเลือกเพื่อดึงไฟล์เพลงมาเล่น ซึ่งในเน็ทเวิร์คของผมมีอยู่ 4 แหล่ง ในนั้นรวม SSD external USB ที่ผมเสียบไว้ที่ช่อง USB-A ของ EDGE NQ ด้วย เมื่อต้องการเล่นไฟล์จากแหล่งไหนก็จิ้มเลือกลงไป..

เมื่อจิ้มเลือกลงไปแล้ว จะปรากฏชื่อของ external USB ที่เราตั้งไว้ขึ้นมา ให้จิ้มซ้ำลงไปเพื่อเจาะเข้าไปข้างใน..

ใน external USB ของผมมีทำเป็นโฟลเดอร์เอาไว้โดยแยกเป็นโฟลเดอร์ตามฟอร์แม็ตของไฟล์ เมื่อเลือกไปที่โฟลเดอร์ CD ที่ผมทำไว้เก็บไฟล์เพลงที่ริปมาจากแผ่นซีดี ตัวแอพฯ จะโชว์อัลบั้มทั้งหมดออกมาตามภาพข้างบน

เมื่อพบอัลบั้มที่ต้อการฟัง ก็จิ้มลงไปที่อัลบั้มนั้น ภาพบนจอจะเปลี่ยนไปแสดงภาพปกและรายชื่อเพลงทั้งหมดในอัลบั้มนั้นออกมาตามภาพข้างบน..

ผู้ผลิตซ่อนคำสั่งที่ใช้ควบคุมการเล่นไฟล์ไว้ตรงตำแหน่งศรชี้ เมื่อใช้ปลายนิ้วจิ้มลงไปตรงตำแหน่งที่เป็นจุด 3 จุด จะปรากฏหน้าต่างคำสั่งขึ้นมาที่ด้านล่าง ซึ่งมีให้เลือกอยู่ 4 คำสั่ง คือ Play now = เริ่มเล่นเลยจากแทรคแรกเป็นต้นไป, Play next = เริ่มเล่นต่อจากเพลงที่กำลังเล่นอยู่ในขณะนั้น, Add to queue = เพิ่มเพลงเหล่านี้เข้าไปต่อท้ายในรายชื่อเพลงที่เตรียมไว้, Replace queue = เอาเพลงเหล่านี้ไปแทนที่เพลงเดิมที่เตรียมไว้ในรายชื่อ ต้องการฟังท์ชั่นไหนก็กดเลือกไปที่คำสั่งนั้นโดยตรง จะเห็นว่า คุณสามารถใช้คำสั่งนี้สร้าง playlist ที่ตัวเองชอบได้

หลังจากกดเลือกฟังแล้ว เพลงที่เราเลือกจะเริ่มเล่น โดยมีภาพปกกับรายละเอียดของเพลงที่เล่นปรากฏขึ้นมาที่ด้านล่างของจอแบบนี้ (ศรชี้) เมื่อจิ้มลงไปที่รูปปกตรงนี้ หน้าจอแอพฯ จะเปลี่ยนไปแสดงภาพปกและรายละเอียดแทรคที่เล่นตามภาพล่าง

อินพุต Ethernet ของ EDGE NQ สามารถเล่นไฟล์เพลง DSD ได้ และสามารถแสดงภาพปกกับรายละเอียดของเพลงบนจอด้วย

อัลบั้ม : Bach – Goldberg-Variationen BWV 988 (DSD64)
ศิลปิน : Gaede Trio

อัลบั้ม : Reference Songs-Sixth Edition the essential (DSD64)
ศิลปิน : Carmen Gomes

อัลบั้ม : Virtuoso Pieces of Chinese Percussion (DSF64)
ศิลปิน : Yim Hok-Man

ผมทดลองฟังไฟล์เพลง DSF64 กับ EDGE NQ ผ่านทางอินพุต Ethernet หลายอัลบั้ม ทุกอย่างลื่นไหล เล่นได้อย่างราบลื่นทุกอัลบั้ม เสียงดีมาก ยิ่งเป็นอัลบั้มที่เน้นคุณภาพการบันทึกเสียงเป็นพิเศษ ตัวอย่างเช่นสามอัลบั้มด้านบนนั้น จะยิ่งได้เสียงที่มีคุณภาพโดดเด่นขึ้นมาอย่างชัดเจนในทุกด้าน ทั้งความนุ่มเนียนของมวลเนื้อ ความลื่นไหลของท่วงทำนอง ความหนักแน่นและกระชับเร็ว และรายละเอียดที่พร่างพราย

ภาค DAC ของ EDGE NQ มีประสิทธิภาพสูงมาก รองรับไฟล์ได้สูงกว่ามาตรฐานของไฟล์เพลงที่มีจำหน่ายอยู่ในปัจจุบันไปสองขั้น ส่งผลให้เล่นไฟล์ PCM ออกมาได้ดีตั้งแต่ระดับ 24/192 ลงไป และเล่นไฟล์ DSD64 ออกมาได้คุณภาพเต็มสเปคฯ ดีกว่า DAC ยุดก่อนที่รองรับได้แค่ 24/192 อย่างชัดเจน พิสูจน์ได้จากเสียงที่ออกมา

นอกจากนั้น อินพุตอื่นๆ ของ EDGE NQ ก็ยังให้ทั้งคุณภาพเสียงและความสะดวกในการใช้งานที่ดีน่าพอใจ สำหรับคนที่นำไปใช้ร่วมกับทีวีจอใหญ่ ดึงสัญญาณเสียงจากทีวีออกมาขยายผ่าน EDGE NQ + EDGE W ด้วยสาย HDMI ARC ทำให้เสียงของทีวีดีขึ้นมาก ผมชอบมาก.. โดยเฉพาะตอนที่รับชมภาพยนตร์จาก Netflix และรับชมวิดีโอคลิปจาก YouTube ช่วยได้มาก รวมถึงสตรีมเพลงผ่าน AirPlay, Chromecast และ Bluetooth ก็ฟังดีด้วย เอาไว้ในห้องรับแขกได้เลย ไม่ต้องไปซื้อลำโพง Bluetooth มาเพิ่ม

สรุป

ไม่เสียแรงที่ Cambridge Audio หมายมั่นปั้นมือให้ผลิตภัณฑ์ในซีรี่ย์ EDGE ของเขาเป็นผลิตภัณฑ์ระดับเรือธงที่สะท้อนประสบการณ์ 50 ปีที่แบรนด์สะสมมา ได้ลองใช้งานและลองฟังเสียงของ EDGE NQ + EDGE W สองตัวนี้แล้ว มันสะท้อนใหเ้ห็นเลยว่า ถ้าไม่เอาข้อจำกัดทางด้านระดับชั้นทางการตลาดมาขวาง และให้อิสระในการออกแบบกันอย่างเต็มที่ ต้องยอมรับว่า ทีมเอนจิเนียร์ของ Cambridge Audio มีศักยภาพสูงมาก ทั้งทางด้านวิศวกรรมและดีไซน์ ที่สำคัญที่สุดคือคุณภาพเสียง ซึ่งปรับจูนมาได้เข้าถึงมาตรฐานระดับไฮเอ็นด์อย่างเต็มภาคภูมิ

เมื่อนำ EDGE NQ จับคู่กับ EDGE W แล้ว ผมพบว่า สองตัวนี้เป็นคู่ source + amp ที่ให้คุณภาพเสียงที่ดีพอ และยังให้ความยืดหยุ่นในการจัดซิสเต็มระดับกลางๆ ขึ้นไปจนถึงระดับไฮเอ็นด์ฯ ระยะเริ่มต้นอีกด้วย คือแค่หาลำโพงคุณภาพดี รุ่นที่เหมาะสมกับขนาดพื้นที่ของห้องฟังมาจัดชุดกับสองชิ้นนี้ แค่นี้ก็จบ ได้ทั้งความเรียบง่าย สวยงาม และเสียงดี

ถ้ารู้สึกว่าซิสเต็มเครื่องเสียงของคุณเริ่มจะเก่ามากแล้ว อยากจะอัพเกรดใหม่ ผมแนะนำให้ไปหาโอกาสทดลองสัมผัส EDGE NQ + EDGE W สองตัวนี้ดูก่อน คุณอาจจะได้ซิสเต็มใหม่ที่ดูหรูและเรียบง่ายมากขึ้น รองรับการใช้งานได้กว้างขึ้น และที่สำคัญคือ ได้เสียงที่ดีขึ้นด้วย /

************************
ราคา : EDGE NQ = 179,000 บาท
ราคา : EDGE W = 129,000 บาท
************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
. Powerbuy

สนใจข้อมูลเพิ่มเติม เชิญที่
facebook : Powerbuy Thailand
facebook : CambridgeAudio Thailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า