ขอแนะนำให้รู้จักกับ “Empire Ears” แบรนด์ผู้ผลิตหูฟัง IEM และ CIEM ระดับไฮเอ็นด์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา

วงการหูฟังในปัจจุบัน ได้มีการแบ่งแยกสินค้าที่เจาะกลุ่มเป้าหมายออกมาได้ชัดเจนมากขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยอาศัย ฟังท์ชั่นใช้งานกับ คุณภาพเสียงเป็นสองคุณสมบัติหลักๆ ที่ผู้ผลิตหูฟังในตลาดทั้งหมดใช้เป็นกรอบในการออกแบบหูฟังเพื่อป้อนให้ตรงกับความต้องการของตลาด ซึ่งตลาดของผู้บริโภคสินค้าประเภทหูฟังในปัจจุบันก็แบ่งออกหยาบๆ ได้เป็น 3 กลุ่ม นั่นคือ (1) กลุ่มของ นักเล่นหูฟัง” (2) กลุ่มของ “Professional studio” ซึ่งสองกลุ่มนี้มุ่งเน้นไปที่ คุณภาพเสียงเป็นเป้าหมายสูงสุด ในขณะที่กลุ่มที่ (3) คือ ผู้บริโภคทั่วไปซึ่งมองหูฟังเป็นของใช้ กลุ่มนี้จะออกมาหาซื้อหูฟังไปเพื่อ ใช้งานตามวัตถุประสงค์เป็นหลัก ส่วนเรื่องคุณภาพเสียงถือว่าเป็นรอง อาทิเช่น มองหาหูฟังอินเอียร์ที่มีคุณสมบัติกันน้ำ เพราะมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา กันเหงื่อ เหมาะกับเอาไปใส่ฟังเพลงขณะออกกำลังกาย หรือถ้าเป็นคนที่ชอบดูหนังตอนกลางคืน แต่กลัวว่าเสียงจากทีวีจะไปรบกวนคนอื่นในบ้าน ผู้ใช้กลุ่มนี้ก็จะออกมามองหาหูฟังแบบฟูลไซร้ที่ดีไซน์ตัวถังแบบตู้ปิด เพราะกันเสียงได้ดีกว่าแบบอื่นๆ

กลุ่มของนักเล่นหูฟังนั้น กลุ่มนี้จะสนใจเทคโนโลยีในการออกแบบและเทคนิคในการผลิตที่มุ่งเน้นไปที่คุณภาพเสียงมาเป็นอันดับแรก ซึ่งวันนี้ผมมีแบรนด์ผู้ผลิตหูฟัง IEM (In-Ear Monitorที่เน้นคุณภาพเสียงมาแนะนำให้รู้จักแบรนด์หนึ่ง ชื่อแบรนด์อย่างเป็นทางการก็คือ Empire Ears

Empire Ears เป็นใคร.?

Empire Ears เป็นผู้ผลิตหูฟังจากประเทศสหรัฐอเมริกา ทีมออกแบบหูฟังแบรนด์นี้ประกอบด้วยบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงหลายกลุ่มร่วมงานกัน มีทั้งวิศวกร, นักดนตรี และนักเล่นเครื่องเสียงที่มีชั่วโมงบินเยอะ ปรัชญาในการทำงานของพวกเขาก็คือ ร่วมกันพัฒนาการออกแบบหูฟัง IEM ให้ได้เสียงที่มีคุณภาพสูงสุด โดยเลือกใช้เทคโนโลยีที่ดีที่สุดเท่าที่จะหาได้

“ZEUS” ผลงานเชิดชูเกียรติของ Empire Ears

เมื่อปี 2015 Empire Ears ได้เปิดตัวหูฟังระดับเรือธงของแบรนด์ออกมาชื่อว่า ZEUS ซึ่งได้รับคำชมและรับรางวัลจากสื่อชั้นนำในวงการหูฟังของโลกจำนวนมาก อย่างเช่นรางวัล “Wall Of Fame Award 2017โดย John Grandberg จากสำนัก Inner Fidelity, ได้รับรางวัล “Writer’s Choice Award 2016โดย Peter Pialis จากสำนัก Headphone.Guru และรางวัล “Best Custom IEM Award 2016โดย Nic Flinkenflogel จากสำนัก Headfonics.com

เทคโนโลยีเฉพาะของ Empire Ears

ความสำเร็จ.. ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ” (เขียนโดย สิพา สิริลักษณ์) ความเป็นจริงของคำกล่าวนี้อยู่ในระดับสัจธรรม เช่นเดียวกับความสำเร็จของแบรนด์ Empire Ears ในการออกแบบและผลิตหูฟัง IEM ที่มีคุณภาพสูงออกมาได้ พวกเขาต้องระดมมันสมองในการคิดค้นเทคนิคพิเศษต่างๆ ขึ้นมา พัฒนา ทดลองใช้ แก้ไขข้อบกพร่องและปรับปรุงจนกระทั่งได้ผลลัพธ์ออกมาเยี่ยมยอดอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ มาดูกันว่า Empire Ears มีเทคนิคพิเศษอะไรบ้างที่เป็นเอกสิทธิ์ของพวกเขาเอง

A.R.C. (Anti-Resonance Compound)

เป็นที่รู้จักกันดีว่า ไดเวอร์ BA (Balanced Armature) มีจุดเด่นอยู่ที่ความคมชัดของเสียง แต่มันก็มีแนวโน้มที่จะทำให้เกิดความเพี้ยนของเสียงแหลม, มีอาการพีค และเรโซแนนซ์ที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อลดปัญหาเหล่านี้ ทีมออกแบบของ Empire Ears จึงช่วยกันคิดค้นวิธีแก้ด้วยการใช้แม่เหล็กเหลว (Ferrofluid) เข้ามาหล่อเลี้ยงอยู่ระหว่างแม่เหล็กกับตัวบอดี้ ทำตัวเป็นแด็มปิ้งที่มีค่าความหน่วงที่หลากหลาย ทำให้ไม่จำเป็นต้องใช้วัสดุแด็มปิ้งในท่อพอร์ต

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีสัญญาณรบกวนที่ไม่พึงประสงค์ ซึ่งเกิดจากส่วนประกอบอื่นๆ ที่กระทบกับไดเวอร์ BA เข้ามาปะปนกับเสียงเพลง เพื่อแก้ปัญหาในส่วนนี้ พวกเขาได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาอย่างหนึ่ง ชื่อว่า Anti-Resonance Compound (A.R.C.) มีลักษณะเป็นสารที่ใช้เคลือบลงบนวัสดุเพื่อขจัดการสั่นสะเทือนและเรโซแนนซ์ที่ไม่พึงประสงค์ที่เกิดขึ้นภายในโครงสร้างของตัวหูฟังเอง

A.R.C. ยังเข้าไปเพิ่มมวลให้กับคอมโพเน้นแต่ละส่วนที่ใช้ทำหูฟัง IEM อาทิ ไดเวอร์, ครอสโอเว่อร์ และท่อระบายเสียง ซึ่งทำให้โครงสร้างภายในตัวหูฟังมีความแน่นหนามากยิ่งขึ้น และมีคุณสมบัติในการดูดซับพลังงานความสั่นสะเทือนที่ไม่ต้องการเอาไว้ แทนที่จะปล่อยให้เรโซแแนนซ์นั้นแพร่กระจายสัญญาณผิดเฟสออกไปเข้าหูคนฟัง ด้วยเหตุนี้ เทคโนโลยี A.R.C จึงช่วยเพิ่มความชัดเจนของเสียงขึ้นได้มาก, เสียงเบสจะลงได้ลึกมากขึ้น และทำให้ประสิทธิภาพของหูฟัง IEM เพิ่มสูงขึ้นด้วย

synX

ซิ้งค์ (synX) เป็นเทคนิคการออกแบบวงจรครอสโอเว่อร์ที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าแบบอื่นๆ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน คือแยกความถี่แต่ละย่านเสียงให้กับแต่ละไดเวอร์ ด้วยการสร้างช่องทางสัญญาณหลายช่องทางที่มีลักษณะเปิดกว้างมากๆ ทำให้วิศวกรที่ออกแบบสามารถกำหนดความถี่ช่วงต่างๆ ให้กับไดเวอร์แต่ละตัวได้อย่างแม่นยำมากขึ้น ได้กราฟตอบสนองที่ดี และขจัดปัญหาเฟสระหว่างไดเวอร์ที่ไม่กลมกลืนและต่อเนื่องออกไปได้ หรืออีกทางหนึ่ง มิกซ์ เอนจิเนียร์หรือนักเล่นหูฟังที่เชี่ยวชาญจะสามารถควบคุมการทำงานของไดเวอร์ได้อย่างเต็มที่ ด้วยการปรับอิควอไลเซอร์ผ่านมิกซิ่ง คอนโซล หรืออีคิวบนตัว DAP

synX ของ Empire Ears เป็นเทคโนโลยีครอสโอเวอร์สำหรับหูฟัง IEM ที่มีความล้ำหน้ามากที่สุดในอุตสาหกรรมนี้ โดยในแต่ละรุ่นจะมีการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง หูฟังอินเอียร์ที่ใช้เทคโนโลยี synX จะให้การแยกสเตริโอที่ดี และให้การตอบสนองทางเฟสที่ราบลื่น ทำให้ได้ไดนามิกที่สมจริง ให้ซาวนด์สเตจที่เสมือนจริงทั้งการแสดงสดและในสตูดิโอ นอกจากนั้น synX ยังมีคุณสมบัติเด่นอีกหลายอย่าง อาทิเช่น

Best Signal-to-Noise: ให้สัดส่วนระหว่างสัญญาณเสียง/สัญญาณรบกวนที่ดีเยี่ยม เพราะมีการเลือกใช้คอมโพเน้นต์ที่คัดพิเศษ อาทิเช่น รีซีสเตอร์, อิเล็กโตรไลติค แคปาซิเตอร์ และฟิลเตอร์ต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงที่สะอาดและมีสัญญาณรบกวนต่ำ

Low Distortion : ความเพี้ยนต่ำ ซึ่งทำให้รายละเอียดทั้งหมดในงานเพลงถูกนำเสนอออกมาด้วยความเที่ยงตรง ปราศจากความผิดเพี้ยนใดๆ

Maximum Signal Transfer : ให้การส่งผ่านสัญญาณได้ดี ไดเวอร์แต่ละตัวกับวงจรครอสโอเวอร์ถูกเชื่อมต่อโดยสายสัญญาณที่ใช้ตัวนำ UPOCC ที่เป็นเส้นฝอยจำนวน 7 เส้นซึ่งหุ้มด้วยฉนวนเพื่อขจัดฟีคแบ็ค และใช้แคปาซิเตอร์ Mundorf Supreme เพื่อให้การนำส่งสัญญาณเป็นไปได้อย่างเต็มที่

EIVEC – Empire Intelligent Variable Electrostatic Control

โดยพื้นฐานแล้ว ไดเวอร์อิเล็กโตรสแตติค (Electrostatic = EST) มีคุณสมบัติโดดเด่นในแง่ของการตอบสนองความถี่ที่หนาแน่นในช่วง 4kHz ขึ้นไปจนถึง 100kHz แม้ว่ามนุษย์ทั่วไปจะไม่ได้ยินความถี่ช่วงที่สูงกว่า 20kHz ขึ้นไป แต่ด้วยเหตุผลที่ว่า ไดเวอร์ที่มีความสามารถในการตอบสนองความถี่ที่สูงถึงระดับนั้นได้ ย่อมมีความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดในย่านเสียงสูงได้ดีกว่าไดเวอร์ประเภทอื่น เหมาะกับการนำไปทำงานร่วมกับไดเวอร์กรวยไดนามิก และไดเวอร์ BA ซึ่งเทคโนโลยี EIVEC ของ Empire Ears จะช่วยลดความไวของไดเวอร์ EST ลงมาให้มีสปีดการตอบสนองที่คล้องจองไปกับสปีดการตอบสนองของไดเวอร์ไดนามิกกับไดเวอร์ BA ทำให้ความถี่สูงที่สร้างขึ้นโดยไดเวอร์ EST มีความกลมกลืนต่อเนื่องไปกับความถี่ในย่านกลางและแหลมที่สร้างขึ้นโดยไดเวอร์ไดนามิกและไดเวอร์บาลานซ์ อาร์มาเจอร์ ผลคือได้รายละเอียดของเสียงที่ดี โดยไม่มีอาการของเสียงแหลมที่แผดจ้ามากเกินไป ซึ่งเป็นจุดอ่อนของหูฟัง IEM ที่ใช้ไดเวอร์ EST หลายๆ ตัว

Hybrid Technology

หูฟัง Empire Ears อนุกรม X series ประกอบด้วยไดเวอร์ BA กับไดเวอร์ dynamic subwoofer เพื่อให้ได้ความสมจริงอย่างยิ่งยวด และได้เสียงทุ้มที่มีพลัง แต่ละรุ่นได้ผ่านการปรับจูนด้วยวงจรครอสโอเวอร์ synX เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพระดับสตูดิโอ มอนิเตอร์ สามารถสร้างเสียงที่ดีและเที่ยงตรง

หลังจากการพัฒนาอย่างคร่ำเคร่งตลอดเกือบ 2 ปีเต็ม วิศวกรของ Empire Ears ได้นำเสนอไดเวอร์ซับวูฟเฟอร์ขนาด 9 .. รุ่น Weapon IX (W9) ซึ่งใช่แม่เหล็ก rare-earth ที่ทรงพลัง ให้เอ๊าต์พุตที่แรงมาก ให้ไดนามิกที่แม่นยำ ให้เสียงที่ดีเลิศในทุกแง่ กุญแจสำคัญที่อยู่เบื้องหลังประสิทธิภาพที่สูงยิ่งของไดเวอร์ตัวนี้อยู่ที่การออกแบบ ซึ่งตัววูฟเฟอร์ถูกติดตั้งอยู่ในตู้เปิดที่ปรับจูนมาอย่างดี มีท่อระบายเบสที่ยิงเบสออกทางด้านหน้าและด้านหลัง ทำให้ได้เบสที่มีประสิทธิภาพเต็มสเปคฯ

ไดเวอร์ไดนามิกและเรดิเอเตอร์ทั่วๆ ไป มักจะประสบปัญหาในย่านออกเตรปต่ำๆ ของความถี่ และยังต้องการช่องอากาศภายในตัวบอดี้ที่มีขนาดใหญ่ ทำให้เกิดปัญหากับขนาดของตัวหูฟัง และมีผลต่อประสิทธิภาพเสียง ในขณะที่รุ่น W9 เหนือกว่าด้วยท่อระบายเบสที่ปรับจูนมาเฉพาะ สามารถตอบสนองความถี่ลงไปได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่ออกแบบไว้ และยังช่วยลดเสียงรบกวน เนื่องจากไดอะแฟรมของตัวไดเวอร์ไม่จำเป็นต้องเคลื่อนตัวมากจนเข้าไปใกล้กับจุดที่จะกระตุ้นให้เกิดความถี่เรโซแนนซ์นั่นเอง

ซับวูฟเฟอร์ W9 ทุกตัวถูกประกอบขึ้นมาด้วยมือ ภายใต้มาตรฐานชั้นสูง ภายในโรงงานของ Empire Ears เอง ที่เมือง Norcross, มลรัฐจอร์เจีย

นอกจากนั้น ในการออกแบบหูฟังบางรุ่น วิศวกรของ Empire Ears ยังเลือกใช้ไดเวอร์ BA ของ Knowles กับ Sonion ด้วย ซึ่งเป็นการเลือกใช้ให้ตรงกับความถี่ตอบสนองที่พวกเขาเจาะจงเท่านั้น ไดเวอร์ของพวกเขามีไดอะแฟรมที่บางและเบา ช่วยทำให้ได้รายละเอีดของเสียง ให้เสียงที่เข้าใกล้กับการบันทึกจริงๆ มากกว่า ในขณะที่ยังคงให้ประสิทธิภาพที่สูงมากพอสำหรับใช้งานกับอุปกรณ์ที่คนทั่วไปใช้กันอยู่ประจำวัน อย่างเช่น สมาร์ทโฟน

UPOCC cable

หูฟัง IEM ทุกรุ่นในอนุกรม EP series และ X series ของ Empire Ears ใช้สายสัญญาณทำด้วยมือรุ่นดัง Area II ของ Effect Audio ซึ่งใช้ตัวนำทองแดง UPOCC Litz copper ขนาด 26 AWG พร้อมฉนวนที่ให้ความยืดหยุ่นสูง ทำให้ได้สปีดในการส่งผ่านสัญญาณเสียงที่สูงมาก สายแต่ละเส้นถูกเชื่อมต่อด้วยขั้วต่อขนาด 3.5 mm ชุบทอง 24K ของ Oyaide และพิเศษสำหรับนักเล่นหูฟังระดับไฮเอ็นด์ที่ต้องการใช้สายบาลานซ์ 2.5 mm และ 4.4 mm ซึ่งทาง Empire Ears ก็จัดไว้ให้พร้อมโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

ด้วยพื้นฐานทางด้านเอนจิเนียริ่ง และประสบการณ์ในการผลิตที่ผ่านมา ทำให้ Effect Audio ได้เปรียบเหนือผู้ผลิตสายสัญญาณสำหรับหูฟังเจ้าอื่นๆ หลังจากการทดสอบอย่างละเอียด ทาง Empire Ears ได้ตัดสินใจร่วมมือกับ Effect Audio ในการออกแบบสายสัญญาณที่ดีที่สุดออกมาในตลาด /

*************************
* สนใจหูฟัง Empire Ears สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

BKK Audio
โทร. 02-129-3391-2, 086-688-8575
*************************
email : contact@bkkaudio.com
LINE ID: @BKKAUDIO
facebook : @BkkAudio

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า