รีวิวเครื่องเสียง : dCS รุ่น Rossini DAC ดีทูเอฯ แบบแยกชิ้น รองรับสัญญาณผ่าน USB, Network และ Wireless

ความแตกต่างที่มองเห็นได้ชัด ระหว่างผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงประเภทที่อยู่ในกลุ่ม digital เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงในกลุ่ม analog ก็คือ อุปกรณ์ประเภทที่อยู่ในกลุ่มดิจิตัลสามารถขยายประสิทธิภาพในการทำงานไปได้เรื่อยๆ ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มอะนาลอกทำได้ยากกว่าในประเด็นนี้ เหตุผลก็เพราะว่า โดยพื้นฐานการทำงานของอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภท digital นั้นอาศัยทั้งในส่วนของ hardware และส่วนของ software ประสานร่วมกัน ซึ่งส่วนของ software นั้นสามารถอัพเดตเฟิร์มแวร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตัวเครื่องไปได้เรื่อยๆ ตราบเท่าที่ส่วนของ hareware ของเครื่องนั้นยังคงรองรับได้

dCS แบรนด์เครื่องเสียงซุปเปอร์ไฮเอ็นด์สายพันธุ์ดิจิตัลที่แท้ทรู!

เดิมทีนั้น dCS หรือในนามของบริษัท Data Conversion System พวกเขาทำธุรกิจอยู่ในวงการคอมมิวนิเคชั่นที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงในการเข้ารหัส (encode) สัญญาณเสียงเพื่อส่งไปดาวเทียม และรับสัญญาณเสียงดิจิตัลที่ส่งมาจากดาวเทียมเพื่อถอดรหัส (decode) กลับมาเป็นสัญญาณอะนาลอก จึงไม่สงสัยใน know how ทางด้านดิจิตัลของพวกเขา และเนื่องจาก David Steven (ผู้พ่อ เสียชีวิตเมื่อปี 2009) มีความชอบวงการเครื่องเสียงไฮไฟฯ มาก่อน เมื่อวงการไฮไฟฯ เริ่มต้นยุคดิจิตัล คุณ David Steven จึงได้กระโดดเข้ามาร่วมเป็นหนึ่งในผู้ออกแบบและผลิตสินค้าเครื่องเสียงด้วย โดยเริ่มต้นด้วยการออกแบบภาค DAC ที่ชื่อว่า Ring DAC ให้กับเครื่องเล่นซีดีระดับมิดไฟฯ ยี่ห้อ Arcam หลังจากนั้น dCS ก็เริ่มทำผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์ dCS ของตัวเองออกมาจำหน่ายในกลุ่มอุปกรณ์แปลงสัญญาณดิจิตัลเป็นอะนาลอก (DAC) รุ่นแรกมีชื่อว่า “Elgarเปิดเผยออกสู่ตลาดในปี 1996

นอกจากจะผลิตอุปกรณ์สำหรับวงการเครื่องเสียงแล้ว พวกเขายังได้ผลิตอุปกรณ์สำหรับใช้ในสตูดิโอด้วย ซึ่งมีทั้ง ADC (A-to-D converter) และ DAC (D-to-A converter)

โรงงานของ dCS ที่ประเทศอังกฤษ

โฉมหน้าของ David Steven ผู้ลูกที่เข้ามาดูแลกิจการแทนผู้พ่อที่เสียชีวิตไปเมื่อปี 2009

โรงงาน dCS ปัจจุบัน อยู่ในบักกิ้งเวย์ บิซิเนส พาร์ค ที่หมู่บ้านสวาเวสเซ่ มณฑลแคมบริดจ์ ประเทศอังกฤษ ผมเคยไปเยี่ยมโรงงานของ dCS มาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว (ปี 2012) ได้มีโอกาสพูดคุยกับวิศวกรคอมพิวเตอร์ที่ทำงานอยู่ที่นั่นสองสามคน และ คุณเดวิด สตีเวน (คนลูกที่มารับช่วงธุรกิจต่อจากผู้พ่อ) ได้พาผมเข้าไปดูในแล็ปของพวกเขาด้วย ได้เห็นถึงความซับซ้อนของระบบตรวจสอบซอฟแวร์ที่พวกเขาออกแบบขึ้นมาใช้ในการตรวจวัดการทำงานของวงจรที่พวกเขาออกแบบขึ้นมา ซึ่งเป็นอะไรที่น่าทึ่งมาก แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจอย่างมากในการ ตรวจสอบที่เข้มงวด ซึ่งเป็นหนึ่งในปรัชญาการออกแบบของพวกเขา

ชักรูปคู่กับคุณเดวิด ที่โรงงานของเขา

คุณเดวิดกำลังอธิบายการทำงานของอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการตรวจสอบการทำงานของซอฟท์แวร์ที่เป็นระบบตรวจสอบที่พวกเขาออกแบบขึ้นมาใช้เอง มันมีความละเอียดและซับซ้อนมาก สามารถตรวจเช็คในบางประเด็นที่ไม่มีในผู้ผลิตรายอื่นๆ ตรวจวัดได้ โดยเฉพาะแบรนด์ที่ใช้วิธีออกแบบภาค DAC โดยอาศัยชิป DAC สำเร็จรูป เหตุผลที่ dCS สามารถเจาะลงไปในรายละเอียดลึกๆ ได้ ก็เพราะว่าการทำงานทั้งระบบของ dCS มีพื้นฐานอยู่บนซอฟท์แวร์ที่เขียนขึ้นมาเอง จึงไม่มีข้อจำกัดเหมือนอุปกรณ์ที่ออกแบบภายใต้ชิปสำเร็จรูปเหมือนแบรนด์อื่นๆ ส่วนใหญ่

dCS Rossini DAC
เมื่อ คุณภาพเสียงผสานเข้ากับ ความยืดหยุ่นในการใช้งานที่หลากหลาย

เนื่องเพราะมาตรฐานของระบบเสียง digital audio ที่แยกย่อยออกมามากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มตั้งแต่มาตรฐาน S/PDIF ผ่านขั้วต่อ coaxial, BNC, fiber optic และมาตรฐาน AES/EBU ผ่านขั้วต่อ XLR 3-pin ในอดีต มาจนถึงมาตรฐาน USB, Ethernet และ Wireless Streaming ในปัจจุบัน ซึ่งการที่ผู้ผลิตภาค DAC จะทำให้ DAC ของตัวรองรับมาตรฐานรูปแบบไหนได้ ไม่ใช่แค่เอาขั้วต่อที่ใช้สำหรับส่งผ่านสัญญาณของมาตรฐานนั้นมาติดตั้งลงบนตัวเครื่องแล้วทุกอย่างจบนะครับ ที่พูดถึงในประโยคก่อนหน้านี้มันแค่ส่วนของฮาร์ดแวร์เท่านั้น แต่ส่วนที่ยากสุดๆ คือการเขียนซอฟท์แวร์ฝังลงไปในฮาร์ดแวร์เหล่านั้นเพื่อให้มันทำงานร่วมกับอุปกรณ์ตัวอื่นในระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มตามมาตรฐานการส่งผ่านสัญญาณที่มาตรฐานนั้นๆ กำหนดไว้ ตรงนี้แหละที่เชือดเฉือนกันมากที่สุด

เพราะการทำงานในส่วนของ D-to-A converter คือหัวใจสำคัญที่กำหนดคุณภาพเสียง ภาค DAC จึงมีความสำคัญอย่างมากสำหรับอุปกรณ์ประเภท DAC ซึ่งผู้ผลิตอุปกรณ์ประเภท DAC ที่ไม่เก่งทางด้านดิจิตัล หรือไม่มีทีมงานที่เก่งทางด้านซอฟท์แวร์โปรแกรม ก็ต้องอาศัยซื้อชิป DAC สำเร็จรูปจากผู้ผลิตชิป DAC หลายๆ เจ้าในตลาดมาใช้ อาทิเช่น TI (BurrBrown), Asahi Kasei (AKM), Analog Devices, ESS Technology และ Cirrus Logic ส่วนบริษัทที่มีโนฮาว หรือทีมงานที่ expert ทางด้าน digital audio โดยเฉพาะ และล้ำลึกพอจนสามารถเขียนโปรแกรมขึ้นมาใช้ในขั้นตอน D-to-A converter ได้เองก็จะได้เปรียบ เพราะสามารถ custom การทำงานของภาค DAC ของตนเองได้อย่างที่ใจนึก ต้องการปรับปรุง หรือ fine tune ตรงจุดไหนก็สามารถเจาะลึกลงไปได้แบบไร้ซึ่งข้อจำกัด

Rossini DAC ตัวนี้เป็น DAC ที่ dCS ตั้งใจออกแบบมาเพื่อให้รองรับสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตัลได้หลากหลายรูปแบบ ครบทุกมาตรฐาน จากภาพข้างบนจะเห็นว่า Rossini DAC มีอินพุตสำหรับสัญญาณดิจิตัลที่รองรับมาตรฐานได้ครบทุกรูปแบบจริงๆ คือ ให้ช่องอินพุตสำหรับมาตรฐาน S/PDIF มาถึง 3 ชนิด ได้แก่ coaxial, BNC และ fiber optic อย่างละหนึ่งช่อง ให้ช่องอินพุตสำหรับมาตรฐาน AES/EBU มา 2 ช่อง ผ่านทางขั้วต่อ XLR นอกนั้นก็เป็นขั้วต่อ USB สำหรับมาตรฐานคอมพิวเตอร์ กับขั้วต่อ Ethernet สำหรับมาตรฐานเน็ทเวิร์ค

สำหรับช่องอินพุต S/PDIF ทั้งสามช่องนั้นรองรับสัญญาณได้สูงสุดตามมาตรฐานและความสามารถทางด้านแบรนด์วิธของมาตรฐานขั้วต่อที่ใช้ ที่มีแปลกหน่อยสำหรับนักเล่นฯ ที่ไม่คุ้นเคยกับ DAC ระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ก็คือช่องต่อ XLR สองช่อง เพื่อใช้รองรับสัญญาณดิจิตัลมาตรฐาน AES/EBU ที่เป็นฟอร์แม็ต “Dual AESซึ่งเป็นฟอร์แม็ตที่ dCS คิดค้นขึ้นมาเอง หากคุณใช้ทรานสปอร์ตของ dCS หรือของแบรนด์ใดก็ได้ที่สามารถปล่อยสัญญาณดิจิตัลฟอร์แม็ต Dual AES ออกมาได้ เมื่อเชื่อมต่อเข้ากับอินพุต AES/EBU ทั้งสองช่องของ Rossini DAC พร้อมๆ กัน แล้วเลือกอินพุตเป็น Dual AES คุณจะได้เสียงออกมาดีกว่าการเชื่อมต่อการรับ/ส่งสัญญาณผ่านทางช่อง AES เดี่ยวๆ หรือแม้แต่ช่อง S/PDIF ก็ให้เสียงเป็นรอง

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณมีทรานสปอร์ตที่สามารถส่งสัญญาณฟอร์แม็ต Dual AES ได้ และคุณส่งสัญญาณ 192kHz มาที่ Rossini DAC ผ่านออกทางช่อง AES1 กับ AES2 พร้อมๆ กันในโหมด Dual AES จากนั้น วงจรอิเล็กทรอนิคในตัว Rossini DAC จะทำการแบ่งแซมปลิ้งเรตของสัญญาณนั้นออกมาเป็น 96kHz สองสาย แล้วเข้ารหัสไว้ เสร็จแล้วก็แยกกันส่งมาทางช่อง AES ทั้งสองพร้อมๆ กัน ซึ่งภาคดีโค๊ดเดอร์ทางฝั่ง Rossini DAC จะทำการ ผสมสัญญาณทั้งสองเส้นนั้นเข้าด้วยกันแล้วแปลงกลับออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกที่มีเรโซลูชั่นตรงตามต้นทาง ซึ่งเหตุผลที่ทำให้ได้เสียงออกมาดีกว่าการรับ/ส่งสัญญาณที่มีแซมปลิ้ง 192kHZ ผ่านทาง S/PDIF เพียงช่องเดียวก็เป็นเพราะว่า มาตรฐาน Dual AES จับเอาแบนด์วิธของอินเตอร์เฟซ AES จำนวนสองช่องมาเบิ้ลกัน จึงมีผลให้สามารถส่งสัญญาณได้เร็วกว่า ความผิดพลาดทางด้านเวลา หรือปัญหา Jitter ก็เลยต่ำกว่านั่นเอง

ช่องอินพุต Dual AES ของ Rossini DAC สามารถรองรับสัญญาณเสียงที่มีแซมปลิ้งฯ สูงถึงระดับ 384kHz แล้ว ใครอยากจะขยับขึ้นไปอีกชั้นของคำว่า คุณภาพเสียงก็ต้องหาทรานสปอร์ตของ dCS มาจับคู่กัน

รองรับทั้ง USB เล่นจากคอมฯ
และ Ethernet ที่เล่นจากเน็ทเวิร์ค

คุณสมบัติสำคัญ external DAC ที่ดีสำหรับวันนี้ ต้องรองรับการเล่นไฟล์ผ่านทางทาง Network (Ethernet) กับทาง USB ได้ เพราะนอกจากจะได้ความสะดวกแล้ว ทั้งอินพุต Network และอินพุต USB ต่างก็เป็นช่องทางที่รองรับความละเอียดของสัญญาณได้ สูงสุดเท่าที่จะหาได้ในปัจจุบัน และยังเป็นดิจิตัล อินเตอร์เฟซที่เป็นมาตรฐานเปิด (open standard) อีกด้วย ทำให้สามารถอัพเกรดเฟิร์มแวร์ให้รองรับฟอร์แม็ตของสัญญาณและความละเอียดที่สูงขึ้นไปในอนาคตได้เรื่อยๆ

ในตลาด external DAC ทุกวันนี้ มีอยู่ไม่ถึง 30% ที่มีอินพุต USB และ Network (Ethernet) มาให้พร้อมกันทั้งสองรูปแบบ และจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมกล้าพูดเลยว่า มีไม่ถึง 10% ของ external DAC เหล่านั้นที่ให้คุณภาพเสียงทั้งจากช่อง Network และช่อง USB ออกมา ดีเท่ากันทั้งสองช่อง สาเหตุก็เพราะว่า คุณสมบัติพื้นฐานในการส่งผ่านข้อมูลผ่านการเชื่อมต่ออุปกรณ์ด้วย Network กับ USB มันมีรายละเอียดทางสเปคฯ ต่างกัน โดยทางเทคนิคแล้ว การส่งผ่านข้อมูลทาง Network จะมีปัญหา jitter น้อยกว่าการส่งผ่านข้อมูลทาง USB แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องดูด้วยว่า ผู้ผลิต external DAC “จัดการกับอินเตอร์เฟซ (hardware + software) ของ USB หรือ Network (Ethernet) ได้ดีแค่ไหนด้วย

เล่นไฟล์ผ่านเข้าทางช่อง USB type A ของ Rossini DAC

Rossini DAC ให้ช่อง USB มาสองช่อง ผ่านขั้วต่อ USB type A (2) กับขั้วต่อ USB type B (1) อย่างละหนึ่งช่อง ช่องที่เป็น USB type A นั้นใช้เล่นไฟล์เพลงที่อยู่บนแฟรชไดร้ที่ฟอร์แม็ตเป็น FAT16, FAT32 หรือ NTFS ได้หมด แต่เนื่องจาก Rossini DAC ไม่มีรีโมทไร้สายมาให้ การควบคุมการเล่นไฟล์จึงต้องสั่งงานผ่านทางแอพลิเคชั่นของ dCS Rossini DAC เอง โดยหาโหลดได้จาก App Store ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังมีเฉพาะเวอร์ชั่น iOS เท่านั้น

บนแอพฯ ของ dCS Rossini นอกจากจะใช้เล่นไฟล์เพลงจากช่อง USB type A แล้ว คุณยังสามารถใช้แอพฯ ตัวนี้ควบคุมและเลือกการทำงานของ Rossini DAC ได้เหมือนรีโมทไร้สายอีกด้วย ตั้งแต่เลือกอินพุต, ปรับตั้งค่า (Unit Settings) ต่างๆ อย่างเช่น เลือก USB audio class, เลือก output level, เลือกใช้งานและรูปแบบฟังท์ชั่น upsampling, ปรับระดับความสว่างของจอแสดงผล, ตั้ง Sleep Mode และอีกหลายรายการ ฯลฯ

เล่นไฟล์ผ่านเข้าทางช่อง USB type B และทางช่อง Ethernet ของ Rossini DAC

ผมใช้ roonlabs : nucleus+ ทำหน้าที่เป็นทรานสปอร์ตเล่นไฟล์เพลง แล้วอาศัย Rossini DAC เป็น external DAC โดยเชื่อมต่อทั้งทาง USB type B และทาง Ethernet (network) พร้อมกัน เวลาทดลองฟังเสียงผมก็แค่เปลี่ยนอินพุตของ Rossini DAC สลับไปมาระหว่าง USB กับ NETWORK เท่านั้นเอง

ช่องอินพุต USB type B ของ Rossini DAC สามารถปรับตั้งได้ 2 มาตรฐานคือ USB Audio Class 1 ซึ่งรองรับสัญญาณอินพุตได้เฉพาะฟอร์แม็ต PCM ที่มีแซมปลิ้งฯ แค่ 96kHz กับมาตรฐาน USB Audio Class 2 ซึ่งรองรับสัญญาณอินพุตตระกูล PCM ได้สูงสุดถึงระดับ 384kHz และสามารถรองรับสัญญาณ DSD ได้สูงสุดถึง DSD64 ที่เป็นฟอร์แม็ต DSD-over-PCM หรือ DoP ถ้าคุณใช้คอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ Windows ในการลงโปรแกรมเล่นไฟล์เพลง คุณต้องติดตั้งไดเวอร์ dCS USB Class 2 ลงไปบนคอมพิวเตอร์ด้วย แต่ถ้าคุณใช้คอมพิวเตอร์ Mac ก็ไม่ต้องลงไดเวอร์ใดๆ สามารถใช้งานช่อง USB Audio Class 2 ได้เลย

ในการทดสอบฟังเสียงของ Rossini DAC ทั้งทางช่อง USB type B และช่อง Ethernet ผมใช้ roon : nucleus+ เป็นทรานสปอร์ตเล่นไฟล์เพลงป้อนให้กับอินพุตทั้งสองช่อง จากภาพด้านบนทั้งสองภาพ จะเห็นว่า โปรแกรม roon บน nucleus+ มองเห็น Rossini DAC เป็นเอ๊าต์พุตทั้งสองทาง คุณแค่เลือกว่าต้องการฟังเสียงของ Rossini DAC ทางช่องอินพุตไหนเท่านั้นเอง

สตรีมสัญญาณเพลงส่งไปที่ Rossini DAC แบบไร้สายด้วย AirPlay

กรณีที่คุณเก็บไฟล์เพลงไว้ในสมาร์ทโฟน แท็ปเล็ต หรือแม้แต่บนคอมพิเวเตอร์ คุณก็สามารถสตรีมสัญญาณเพลงจากอุปกรณ์เหล่านั้นส่งไปที่ Rossini DAC ได้ผ่านทางคลื่น WiFi ด้วยเทคโนโลยี AirPlay (ในขณะที่ Rossini DAC อยู่ที่อินพุต NETWORK)

เซ็ตอัพ + ปรับจูน

คุณไม่มีทางที่จะได้คุณภาพเสียงออกมาดีที่สุด จากอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภท external DAC ระดับนี้ ถ้าไม่เปิดคู่มือ และทดลองเซ็ตอัพปรับตั้งค่าในเมนูเครื่อง โดยเฉพาะ external DAC ที่มีเทคโนโลยีระดับสูงอย่าง Rossini DAC ตัวนี้

คุณสามารถเข้าไปปรับตั้งพารามิเตอร์ต่างๆ ของ Rossini DAC ได้ 2 ช่องทาง ทางแรกคือกดปุ่มบนหน้าปัดเครื่องโดยตรง กับอีกช่องทางคือปรับตั้งผ่านทางแอพลิเคชั่นที่ชื่อว่า “dCS Rossiniซึ่งดาวน์โหลดได้ฟรีจาก App Store (ตอนนี้ยังมีเฉพาะเวอร์ชั่น iOS อย่างเดียว)

บนหน้าปัดของ Rossini DAC มีปุ่มกดเล็กๆ อยู่ทั้งหมด 5 ปุ่ม เรียงตัวกันเป็นแถวแนวนอนต่อจากจอแสดงผลไปทางขวามือของหน้าปัด ปุ่มแรกจากซ้ายไปขวา (A) คือปุ่ม power ใช้สำหรับเปิด/ปิดการทำงานของตัวเครื่อง โดยมีเมนสวิทช์สำหรับปล่อยไฟเข้าเครื่องอยู่ที่แผงด้านหลัง ติดกับช่องเสียบปลั๊กไฟเอซี, ปุ่มที่สอง (B) ถัดมาเป็นปุ่ม Menu ใช้กดเพื่อเจาะเข้าสู่เมนูเครื่อง, ปุ่มถัดไป (C) กับปุ่ม (D) เป็นปุ่มเลื่อนหัวข้อย่อยในเมนู และปุ่ม (E) ใช้กดเพื่อหยุดเสียงชั่วคราว หรือฟังท์ชั่น mute เสียง

ส่วนทางด้านขวามือสุดของหน้าปัดมีปุ่มหมุนขนาดกลางอยู่หนึ่งปุ่ม ใช้ควบคุม volume ซึ่งแบ่งระดับการปรับเพิ่มลดความดังของเอ๊าต์พุตออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกตั้งแต่เบาสุดคือ -80dB ไปจนถึงระดับ -50dB ความดังของเอ๊าต์พุตจะถูกปรับเพิ่ม/ลดสเต็ปละ 1.0dB หลังจากนั้น ตั้งแต่ระดับ -50dB ไปจนถึงจุดที่ความดังสูงสุดคือ 0.0dB ระดับของวอลลุ่มจะถูกแยกความดังออกเป็น 0.5dB ต่อสเต็ป

ฟังท์ชั่นในเมนูที่มีผลกับเสียงและจำเป็นต้องปรับตั้งให้ถูกต้อง

มีเมนูหลักที่จัดแยกกลุ่มไว้ให้เลือกปรับตั้งอยู่ทั้งหมด 6 กลุ่ม คือ

1. INFORMATION = แสดงรายละเอียดการเซ็ตอัพ, เกี่ยวกับข้อมูลของซอฟท์แวร์, ซีเรี่ยลนัมเบอร์ของเครื่อง และที่อยู่สำหรับติดต่อ
2. AUDIO SETTINGS = มีฟังท์ชั่นลึกๆ บางอย่างให้ปรับตั้งซึ่งไม่ได้เข้าถึงได้จากหน้าปัดเครื่อง
3. UNIT SETTINGS = รวมการปรับตั้งในส่วนที่ทำให้ Rossini DAC ทำงานร่วมกับซิสเต็มได้ดีที่สุด
4. CONFIGURATION = เป็นที่บันทึกค่าที่ทำการปรับตั้งเอาไว้ ล็อคค่าป้องกันการเปลี่ยน และรีเซ็ตการทำงานของตัวเครื่อง
5. DISPLAY SETTINGS = ปรับตั้งหน้าจอแสดงผล
6. SIGNAL GENERATOR = เป็นที่เก็บสัญญาณทดสอบและสัญญาณสำหรับเบิร์นอิน

ซึ่งกลุ่มที่ส่งผลกับคุณภาพของเสียง และคุณต้องเข้าไปทำการปรับตั้งมีอยู่ 2 กลุ่ม นั่นคือ “AUDIO SETTINGSกับ “UNIT SETTINGS

มีเมนูย่อยในกลุ่ม Audio Settings อยู่ 3 ตัวที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพเสียง นั่นคือ Phase, Filter สำหรับสัญญาณ PCM และ Filter สำหรับสัญญาณ DSD

เมนู Phase นี้จะส่งผลกับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ Rossini DAC ซึ่งผู้ใช้สามารถกดเลือกลักษณะของเฟสสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตให้สลับระหว่าง in-phase กับ out-of-phase เพื่อชดเชยกับสัญญาณเพลงที่บันทึกเฟสมาผิดพลาดให้กับมาถูกต้องได้

Rossini DAC มีเมนู Filter มาให้เลือกใช้ 3 กลุ่ม รวม 11 รูปแบบ แยกสำหรับสัญญาณ PCM จำนวน 6 รูปแบบ, สำหรับสัญญาณ DSD จำนวน 4 รูปแบบ และอีกหนึ่งรูปแบบสำหรับสัญญาณอินพุตที่เข้ารหัส MQA ซึ่งฟิลเตอร์แต่ละรูปแบบจะให้ลักษณะของเสียงออกมาต่างกัน เนื่องจาก Rossini DAC ถูกออกแบบมาให้ทำการ Upsampling สัญญาณดิจิตัลอินพุตทั้งหมดที่ต่ำกว่า 24/96 ไปที่ระดับ DXD (352.8kHz & 384kHz) โดยมีวงจร digital filter เป็นอ๊อปชั่นให้เลือกใช้ 4 รูปแบบ (ตั้งแต่ F1, F2, F3 และ F4) แต่ในกรณีที่สัญญาณอินพุตที่ป้อนเข้ามาเป็นสัญญาณ PCM ที่มีแซมปลิ้งฯ เท่ากับ 176.4, 192, 352.8 หรือ 384kHz ทาง dCS ก็ได้ออกแบบวงจรดิจิตัลฟิลเตอร์มาให้เลือกใช้กับสัญญาณไฮเรซฯ เหล่านี้อีก 2 รูปแบบคือ F5 กับ F6 และวงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์ทั้งสองนี้ยังถูกปรับจูนมาเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้กับสัญญาณดิจิตัล อินพุตที่มีแชมปลิ้งฯ 44.1kHz อีกด้วย

ในกรณีที่คุณป้อนสัญญาณ DSD เข้ามาที่ Rossini DAC รวมถึงกรณีที่ป้อนเข้ามาเป็นสัญญาณ PCM แล้วคุณกดเลือกใช้ฟังท์ชั่น Upsampling ให้เป็น DSD ทาง dCS ได้ออกแบบวงจร digital filter สำหรับจัดการกับสัญญาณ DSD มาให้คุณเลือกใช้จำนวน 4 รูปแบบ คือ F1 DSD, F2 DSD, F3 DSD และ F4 DSD แต่ละตัวก็มีรูปแบบการทำงานของวงจรฟิลเตอร์ที่ต่างกันออกไปและให้ผลลัพธ์ของเสียงที่แตกต่างกันออกไป

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อสัญญาณเข้ามาเป็น DSD (ศรสีฟ้าตามภาพข้างบน) และเลือกใช้ฟิลเตอร์โหมด F1 DSD (ศรสีแดงตามภาพข้างบน) จะให้ความถี่ตอบสนองของสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตออกมากว้างที่สุดในจำนวนทั้งสี่ฟิลเตอร์นี้ คือในย่านสูงเปิดขึ้นไปได้ถึง 90kHz เมื่อใช้กับสัญญาณอินพุต DSD64 (DSD2.8MHz) ซึ่งถ้าเป็นอัลบั้มที่บันทึกเสียงมาดี ย่านเสียงแหลมบนๆ มีความสะอาด และแอมปลิฟาย + ลำโพงที่เชื่อมต่อกับ Rossini DAC ตัวนี้มีคุณภาพในการถ่ายทอดความถี่สูงได้ดี ไม่อั้นแบนด์วิดธ์ การใช้ฟิลเตอร์ตัวนี้จะได้เสียงแหลมที่มีรายละเอียดครบถ้วน และให้แนวเสียงที่เปิดโปร่ง ไดนามิกคอนทราสน์จะลื่นผ่อน แต่ถ้าพบว่า เสียงที่ออกมามีอาการหยาบ แห้ง โดยเฉพาะแถวๆ ย่านเสียงแหลม ซึ่งมักจะเกิดกับอัลบั้มเก่ามากๆ แนะนำให้เปลี่ยนไปใช้ฟิลเตอร์ F2 DSD หรือ F3 DSD ซึ่งจะตัดความถี่สูงออกไปมากกว่า F1 DSD แต่ถ้าใช้ฟิลเตอร์ F2 DSD หรือ F3 DSD กับอัลบั้มเพลงยุคใหม่ๆ ที่บันทึกและมาสเตอร์ตามมาตรฐาน Hi-Res อาจทำให้สัญญาณความถี่สูงของอินพุตบางส่วนถูกตัดทิ้งไป ส่วน F4 DSD นั้นจะตัดความถี่สูงชันมากหรือ 25kHz สำหรับสัญญาณอินพุต DSD64 ซึ่งทางผู้ผลิตแจ้งไว้ว่าเอาไว้ใช้ตรวจเช็คเท่านั้น ไม่ได้ออกแบบมาให้ใช้ในการฟังปกติ

ผมลองสตรีมไฟล์เพลง Masters ของอัลบั้มชุด Neon Highway Blues ของ Gary Hoey จาก TIDAL แล้วส่งไปที่ Rossini DAC ผ่านทาง Network ซึ่ง Rossini DAC ก็สามารถ render ไฟล์เพลงของอัลบั้มนี้ออกมาได้เต็มประสิทธิภาพของตัวไฟล์และแสดงข้อมูลของตัวไฟล์เพลงที่เล่นออกมาบนจอได้ครบถ้วน ทั้งชื่ออัลบั้ม, ชื่อเพลง และชื่อศิลปิน โดยที่ Rossini DAC เลือกฟิลเตอร์ M1 (ลูกศรสีฟ้า) ให้โดยอัตโนมัติ ซึ่ง M1 เป็นฟิลเตอร์ที่ dCS ออกแบบมาสำหรับใช้กับการแปลงสัญญาณที่เข้ารหัส MQA โดยเฉพาะ ในกรณีที่อินพุตเป็นไฟล์ MQA คุณไม่สามารถเลือกดิจิตัลฟิลเตอร์รูปแบบอื่นได้ ซึ่งเสียงที่ได้ออกมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก แต่ระดับคุณภาพก็แปรผันไปตามคุณภาพของไฟล์ต้นฉบับที่รับเข้ามา

นอกนั้นก็เป็นฟังชั่นอำนวยความสะดวก คือ Channel Swap (CH Swap) มีไว้ใช้สำหรับสลับแชนเนลของสัญญาณเอ๊าต์พุต จากซ้าย > ขวา หรือ ขวา > ซ้าย กับฟังท์ชั่นปรับบาลานซ์ซ้ายขวา

อีกกลุ่มของเมนูที่ใช้ในการปรับตั้งที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพเสียงอยู่ในหัวข้อหลัก “Unit Settingsซึ่งในนั้นมีหัวข้อเมนูย่อยให้เลือกมากถึง 7 หัวข้อ

เมนูนี้ใช้เลือกแหล่งเรฟเฟอเร้นจ์ Clock ในการประมวลผลสำหรับสัญญาณดิจิตัล อินพุตซึ่งมีผลกับการทำงานของภาค DAC ด้วย มีอ๊อปชั่นอยู่ 3 รูปแบบคือ Audio (A), Master (M) และ WordClock (W) ซึ่งแต่ละรูปแบบของฐาน Clock นี้สามารถแยกใช้สำหรับอินพุตแต่ละช่องได้ และบางอินพุตไม่สามารถเลือก Clock บางรูปแบบได้ ยกตัวอย่างเช่น อินพุต USB และ Network จะใช้สัญญาณ Clock ในตัว Rossini DAC เป็นมาสเตอร์คล็อกในการควบคุมการทำงานของภาค DAC ในขณะที่ WordClock ซึ่งแสดงด้วยสัญลักษณ์ตัว “Wบนหน้าจอแสดงผลนั้น เป็นโหมดที่ใช้งานตัวสร้างสัญญาณ Clock จากภายนอกที่เชื่อมต่อสัญญาณ Clock เข้ามาที่ Rossini DAC ทางด้านหลัง* ซึ่งการเพิ่ม external Clock เข้ามาถือว่าเป็นการยกระดับคุณภาพเสียงขึ้นไปอีกขั้น

* dCS มีทำตัว external Clock ที่เข้าคู่กับ Rossini DAC ออกมาด้วย ชื่อว่า Rosini Clock

เมนู “Output Levelเป็นอีกหนึ่งฟังท์ชั่นที่มีผลต่อเสียงอย่างมาก ซึ่งในอุปกรณ์ที่มีราคาไม่สูงมากมักจะไม่มีให้เลือก เกนขยายหรือความแรงของสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุต โดยมากจะให้ค่าที่ fixed คงที่มาแค่ค่าเดียว ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้ทำการแม็ทชิ่งเกน (gain matching) ระหว่างเอ๊าต์พุตของ external DAC กับอินพุตของแอมป์ฯ ที่เชื่อมต่อกับ external DAC ตัวนั้น จึงมีโอกาสที่จะเกิดปัญหา mismatch ระหว่างเกนเอ๊าต์พุตของ ext.DAC vs. เกนอินพุตของแอมป์ฯ ขึ้นได้ ซึ่งแน่นอนว่า ผลลัพธ์ก็จะไปตกอยู่กับคุณภาพเสียงในขั้นตอนสุดท้ายนั้นเอง

ค่ามาตรฐานสำหรับความแรง (gain) ของสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของอุปกรณ์ประเภท front-end ทั้งหลายจะอยู่ระหว่าง 2 – 4Vrms ถ้าเป็นรุ่นเล็กๆ ระดับ affordable ก็มักจะอยู่ที่ 2Vrms รุ่นใหญ่ขึ้นมาหน่อยที่อยู่ในระดับกลางๆ ก็อาจจะมีสองระดับให้เลือก เช่น High (ประมาณ 4Vrms) กับ Low (ประมาณ 2Vrms) แต่ dCS Rossini DAC ตัวนี้มี gain มาให้คุณเลือกใช้มากถึง 4 ระดับ ไล่ตั้งแต่ต่ำสุดไปสูงสุดคือ 0.2Vrms, 0.6Vrms, 2.0Vrms และ 6.0Vrms ประโยชน์ที่เห็นชัดคือทำให้คุณสามารถแม็ทชิ่งเกนเอ๊าต์พุตของ Rossini DAC ให้เข้ากับเกนอินพุตของแอมป์ได้ตรงกันหรือไม่ก็ใกล้เคียงกันมากที่สุด ซึ่งแน่นอนว่า ผลลัพธ์คือคุณภาพเสียงที่ดีที่สุด เพราะเกนที่ตรงกันจะทำให้สัญญาณเสียงสามารถสวิงไดนามิกออกมาได้กว้างเต็มที่มากที่สุด ไม่มีอาการอั้น (compress) หรือเจิดจ้าเกินไป (overshoot) จนเสียการควบคุม

เกนของเอ๊าต์พุตที่ปรับได้ละเอียดของ Rossini DAC แบบนี้จะส่งผลโดยตรงสำหรับคนที่ต้องการใช้ภาควอลลุ่มในตัว Rossini DAC ทำหน้าที่เป็นปรีแอมป์ต่อตรงเข้ากับเพาเวอร์แอมป์ ซึ่ง Rossini DAC ให้เอ๊าต์พุต อะนาลอกมา 2 ช่อง ติดขั้วต่อบาลานซ์และอันบาลานซ์อย่างละช่อง

ในการทดสอบประสิทธิภาพวอลลุ่มของ Rossini DAC เมื่อทดลองใช้แทนปรีแอมป์ร่วมกับเพาเวอร์แอมป์ class D ของ Jeff Roland รุ่น Model 125 ผมพบว่า ต้องเลือกเกนเอ๊าต์พุตของ Rossini DAC ไปที่ระดับสูงสุดคือ 6.0Vrms เสียงจึงออกมาดีที่สุด แม็ทชิ่งกับอินพุตของ Model 125 มากที่สุด รายละเอียดพรั่งพรูออกมาแบบไม่ต้องเค้น เมื่อผมทดลองเลือกเกนวอลลุ่มที่ต่ำกว่า 6.0Vrms ปรากฏว่า ผมต้องเร่งวอลลุ่มจาก Rossini DAC ขึ้นไปอีกมาก เพื่อให้ได้ความดังเท่าเดิม แต่สิ่งที่หายไปคืออัตราสวิงของไดนามิกของเสียงที่แคบลง ส่งผลให้ความสดกระจ่างของเสียงแย่ลง โดยรวมจะออกนุ่มๆ น่วมๆ ไม่กระชับ

ประสิทธิภาพในการใช้งาน
และเสียงของ
Rossini DAC

ในการทดลองฟังเสียงของ Rossini DAC ตัวนี้ ผมเซ็ตอัพชุดไว้ 2 รูปแบบ แบบแรกคือใช้งานตัว Rossini DAC ให้ทำหน้าที่เฉพาะ external DAC แล้วป้อนสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตไปให้อินติเกรตแอมป์ Cambridge Audio รุ่น EDGE A แบบที่สองทดลองใช้ Rossini DAC เป็น ext.DAC ด้วยเป็นปรีแอมป์ด้วย โดยส่งสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตตรงเข้าเพาเวอร์แอมป์ Jeff Roland รุ่น Model 125 ส่วนลำโพงที่ใช้ทดสอบครั้งนี้ก็มี Totem Acoustics รุ่น Element ‘Amber’ กับรุ่น The One และใช้สายสัญญาณกับสายลำโพง Nordost รุ่น Valhalla และรุ่น Heimdall ในการเชื่อมต่อสัญญาณ

ผมทดลองฟัง Rossini DAC นานร่วมเดือน อย่างแรกที่ประทับมากๆ ก็คือว่ามันทำงานได้อย่างราบลื่นตลอดเวลาที่ผมใช้งานมัน ไม่มีอาการเอ๋อเลยแม้แต่ครั้งเดียว โดยเฉพาะการเชื่อมต่อกับ Network ซึ่งผมประทับใจมาก มันให้การเชื่อมต่อมีความเสถียรสูง รู้สึกได้ความนิ่ง ต่างชั้นกับ Network Player ระดับล่างๆ ลงมาอย่างชัดเจน ที่น่าแปลกใจคือผมรู้สึกว่า ผมฟังเพลงจากการสตรีมผ่าน TIDAL ได้อย่างมีคุณภาพมากกว่าทุกครั้ง เสียงนิ่งและมีน้ำหนักมากกว่าที่เคยฟังจากสตรีมเมอร์ตัวอื่น และเมื่อลองเปลี่ยนมาสตรีมไฟล์ที่ผมเก็บไว้บนฮาร์ดดิสก์ (จาก server ภายนอก) เข้าไป ความนิ่งก็ยังอยู่ในระดับเยี่ยมยอด รวมถึงน้ำหนักเสียงก็ดีมากด้วย

น่าทึ่งมาก.! จากการอ่านค้นข้อมูลในคู่มือผมมาเจอข้อมูลว่า ทาง dCS ออกแบบการเชื่อมต่อ (interface) ระหว่างตัว Rossini DAC กับอุปกรณ์ตัวอื่นบนเน็ทเวิร์คด้วยกรรมวิธีแบบ “Asynchronous modeว้าวว… !!

เซ็ตอัพที่ลงตัวมากที่สุดตอนผมทดสอบ Rossini DAC คือเล่นผ่าน Network ตามรูปแบบการเชื่อมต่อด้านบนนี้ ซึ่งสามารถเล่นไฟล์เพลงได้ทั้งจากที่เก็บอยู่ในฮาร์ดดิสและไฟล์เพลงที่สตรีมมาจาก TIDAL โดยเล่นได้หมดทั้ง PCM ตั้งแต่ 16/44.1 ไปจนถึง 24/384 และ DSD64 ไปจนถึง DSD128

ผมทดลองฟัง Rossini DAC นานร่วมเดือน ฟังมาแล้วทุกรูปแบบของสัญญาณ ทั้ง PCM, DSD และ MQA ทั้ง CD Quality และ Hi-Res สิ่งหนึ่งที่ผมได้ยินจาก Rossini DAC มาโดยตลอดช่วงเดือนเศษๆ ที่ผมใช้ชีวิตอยู่กับมัน นั่นคือ ความนิ่งซึ่งมันเป็นสัมผัสที่อธิบายได้ยาก แต่รู้ว่ามันมีอยู่ คล้ายกับการฉายภาพยนตร์ลงไปบนผิวน้ำ ถ้าน้ำไม่กระเพื่อมเป็นระลอก ภาพที่ฉายลงไปบนผิวน้ำนั้นก็จะดำเนินไปภายใต้ ความนิ่งแบบเดียวกับที่ผมพยายามอธิบาย เฉกเช่นเดียวกันกับการฟังเพลงผ่านระบบเน็ทเวิร์ค ซึ่งตัวสัญญาณเสียงต้องเคลื่อนที่ผ่านสายต่อและวงจรอิเล็กทรอนิคมากมายกว่าจะกลายเป็นคลื่นเสียงที่หลุดออกจากลำโพงมาถึงหูของเรา ลองนึกภาพดูว่า ถ้ากระบวนการในการ playback ไฟล์เพลงตั้งแต่ server มาถึงจน renderer มีอาการขลุกขลัก เหมือนสายนำที่ไหลไม่สม่ำเสมอไปตามท่อ มีสำลักฟองอากาศเป็นช่วงๆ การรับส่งข้อมูลเพลงจาก bit-to-bit ก็จะไม่ต่อเนื่อง ส่งผลให้เสียงเพลงที่ผ่านลำโพงออกมาก็จะขาดความต่อเนื่อง ไม่ลื่นไหล คล้ายอาการวูบวาบของภาพยนตร์ที่ฉายลงไปบนผิวน้ำที่กระเพื่อมเพราะคลื่นลมนั่นเอง

ปัญหาเสียงกระเพื่อมวูบวาบเพราะ “movement below the music flowมีอยู่ในทุกระบบเพลย์แบ็คครับ เนื่องเพราะสัญญาณเสียงเพลงที่เราฟังมันต้องเกาะมากับพาหะที่อยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอ อย่างเช่น movement below the music สำหรับการเล่นแผ่นเสียงก็คือรอบหมุน ทั้ง 33.3rpm และ 45rpm ถ้าสามารถทำให้สม่ำเสมอได้ตลอดเวลา ประสาทการรับฟังของเราก็จะลบสิ่งที่เป็น movement below the music flow ทิ้งไปจากความสนใจ เหลือแต่บทเพลงที่เคลื่อนไหวไปตามลีลาอย่างต่อเนื่อง นี่คือเหตุผลที่ระบบมอเตอร์และแบริ่งที่ดีของแพลตเตอร์มีผลต่อเสียงของการเล่นแผ่นเสียงมากเป็นพิเศษ ส่วนปัจจัยที่ทำให้เกิด movement below the music flow สำหรับการเล่นไฟล์เพลงนั้นมีอยู่หลายจุดครับ แต่ถ้าโฟกัสกันเฉพาะที่หลักๆ ก็คือ bandwidth ของระบบเน็ทเวิร์คนี่แหละ ซึ่งมีอุปกรณ์ที่มีชื่อเรียกว่า Router เป็นคนคอยควบคุมแจกจ่ายแบนด์วิธให้กับอุปกรณ์ทุกชิ้นที่เชื่อมโยงอยู่บนเน็ทเวิร์คเดียวกัน ซึ่งโดยธรรมชาติแล้ว ตัว Router จะมีวิธีจัดสรรแบนด์วิธให้กับอุปกรณ์แต่ละตัวแบบไม่คงที่ ไม่สม่ำเสมอ มันมีหลักพิจารณาของมันเองด้วยการคุย (communicate) ตรงกับอุปกรณ์แต่ละตัว ช่วงไหนที่อุปกรณ์ตัวไหนใช้แบนด์วิธเยอะ Router ก็จะจัดการดึงแบ่งแบนด์วิธไปให้เยอะหน่อย ตัวอื่นๆ ก็จะได้รับน้อยลง นี่เป็นต้นเหตุของอาการ movement below the music flow

ถามว่าแก้ไขได้มั้ย.? สามารถทำได้ ด้วยการควบคุมปริมาณสัญญาณที่ไหลเข้าสู่ภาค DAC ให้อยู่ในระดับคงที่สม่ำเสมอมากที่สุด ซึ่งกลไกที่ external DAC ใช้ทำการนี้เรียกว่าระบบ Clock ครับ ซึ่งทำหน้าที่จัดลำดับเวลาในการลำเลียงไฟล์เพลงเข้าสู่ภาค DAC ด้วยอัตราความเร็ว เท่ากับbit rate ของสัญญาณนั้นๆ อย่างเช่น ถ้าเล่นไฟล์เพลง 16/44.1 ซึ่งมีอัตราบิตเรตอยู่ที่ 1,411kbps สัญญาณเพลงจะต้องถูกส่งเข้าสู่ภาค DAC ด้วยความเร็วคงที่เท่ากับ 1,411 กิโลบิตต่อวินาที แต่เนื่องจากตัว Router มีการจัดสรรแบนด์วิดธ์หรืออัตราความเร็วในการส่งข้อมูลที่ไม่คงที่สม่ำเสมอ ทำให้บางช่วง ข้อมูลเสียงเพลงอาจจถูกส่งเข้าสู่ภาค DAC น้อยหรือมากกว่า 1,411kbps ได้ ส่งผลให้เสียงออกมาวูบวาบ

ผู้ออกแบบ external DAC จึงใช้วิธีออกแบบ buffer หรือถังพักข้อมูลขึ้นมาไว้ที่ภาครับ (อินพุต) ของ Network หรือ USB ของตัว ext.DAC คอยเก็บข้อมูลเสียงที่รับมาจาก router กักไว้เรื่อยๆ แล้วจัดส่งให้กับภาค DAC ด้วยอัตราความเร็วคงที่ตามสเปคฯ ของสัญญาณ อย่างเช่น 1,411kbps สำหรับการเล่นไฟล์ 16/44.1 stereo หรือ 4,608kbps สำหรับการเล่นไฟล์ 24/96 stereo โดยมีการทำงานของวงจรเซอร์โวเข้ามาช่วยควบคุมทั้งในส่วนของการเรียกข้อมูลจาก router จัดเรียงข้อมูลเข้า buffer และจ่ายข้อมูลออกจาก buffer โดยมีสัญญาณ Master Clock เป็นตัวควบคุมความเร็วอีกทีหนึ่ง กระบวนการทั้งหมดที่ว่ามานี้ก็คือ Asynchronous mode ที่ Rossini DAC นำมาใช้นั่นเอง

เหตุที่ผมต้องร้องว้าวว.. ก็เพราะว่า เดิมทีนั้น Asynchronous mode มีใช้เฉพาะการเชื่อมต่อผ่านทาง USB เท่านั้น แต่ผมเพิ่งเจอว่า dCS ได้นำเทคนิคนี้มาใช้กับการส่งข้อมูลเพลงผ่านทาง Network ด้วย ซึ่งส่งผลดีกับการเล่นไฟล์จาก ทุกแหล่งที่เชื่อมต่อผ่าน Network ทั้งหมด นั่นคือจาก TIDAL และแม้แต่การสตรีมไร้สายผ่านทาง Airplay ด้วย

ใสยิ่งกว่ากระจก
ลื่นไหลดั่งสายลม

ถ้าถามว่า เสียงของ Rossini DAC เป็นอย่างไร.? ผมอยากจะแยกพิจารณาออกเป็น 2 ประเด็น คือประเด็นของ คุณภาพเสียงกับประเด็นของ บุคลิกเสียงซึ่งทางด้านคุณภาพเสียงของ Rossini DAC นั้นปรากฏออกมาในลักษณะของ ความนิ่งของพื้นเสียงอย่างที่กล่าวมาข้างต้น เนื่องจาก Rossini DAC ได้จัดการสภาพแวดล้อมในการเล่นไฟล์ให้อยู่ในลักษณะที่ถูกต้อง และทำทุกอย่างให้มีเสถียรภาพ เสียงที่ผมได้ยินจึงเป็นเสียงของไฟล์เพลงเพียวๆ ซึ่งจะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามอัลบั้มที่เราเลือกฟัง โดยมี บุคลิกเสียงของ Rossini DAC ซึ่งเกิดจากการปรับจูนภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุตผสมอยู่น้อยมากๆ

Rossini DAC (รวมทั้ง ext.DAC อื่นๆ อีกหลายตัว) เปิดโอกาสให้ผู้ใช้กำหนดบุคลิกเสียงได้เอง โดยให้ digital filter มาหลายตัว เพื่อให้เป็นเครื่องมือสำหรับผู้ใช้ในการปรับจูนบุคลิกเสียงตามที่ชอบ ยกตัวอย่างเช่นวงจร digital filter ที่ใช้กับสัญญาณ PCM ตัว F2 ซึ่ง dCS ออกแบบมาให้เหมาะกับเพลงแนวคลาสสิก ในขณะที่ออกแบบตัวฟิลเตอร์ F3 และ F4 ให้เหมาะกับเพลงแนวร็อค ในขณะที่ฟิลเตอร์ F1 นั้นถือว่าเป็นฟิลเตอร์ที่ไม่อิงกับแนวเสียงใดๆ เพราะออกแบบตามมาตรฐานของ Nyquist ถ้าคุณได้ลองฟังด้วยฟิลเตอร์ F1 กับเพลงหลายๆ แนว คุณจะเข้าใจเองว่า ext.DAC ตัวนี้แทบจะไม่มีบุคลิกเสียงของตัวมันเองเลย

เราแทบจะไม่มีโอกาสรู้เลยว่า แท้จริงแล้ว ไฟล์เพลงที่เราฟังนั้น ตอนออกมาจากสตูดิโอเสียงของมันเป็นอย่างไร ซึ่ง ext.DAC บางตัวจูนบุคลิกเสียงมาโทนสว่าง (bright) ในขณะที่บางตัวจูนเสียงออกไปทางทึม (dark) เมื่อนำไฟล์เพลงมาฟังผ่าน ext.DAC เหล่านั้น โทนเสียงของไฟล์เพลงก็จะมีลักษณะเอนเอียงไปทางเดียวกับบุคลิกของ ext.DAC ตัวนั้น ซึ่งผมถือว่า ext.DAC เหล่านั้นไม่มีความโปร่งใสมากพอ ไม่มีความเป็นกลางในน้ำเสียง บุคลิกของมันจะมีลักษณะเหมือนฟิลเตอร์ที่ทาบทับลงบนไฟล์เพลงนั่นเอง เมื่อพิจารณาในบริบทนี้ ผมพบว่า Rossini DAC ให้ความเป็นกลางสูงมาก ที่ผมสรุปแบบนี้ก็เพราะว่าหลังจากทดลองฟัง Rossini DAC มานานเดือนเศษ ผมแทบจะกำหนดบุคลิกเสียงของมันไม่ได้เลย คือพอเปลี่ยนเพลง เปลี่ยนอัลบั้ม เสียงที่ได้ออกมาก็เปลี่ยนไปตามเพลงแทบจะทุกจุด ไม่มีบุคลิกใดเหลือค้างเป็นลายนิ้วมือของมันอยู่เลย

คุณสมบัติที่ทำให้ผมรู้สึกติดใจ ext.DAC ตัวนี้มากเป็นพิเศษก็คือ รายละเอียดของเสียงที่รับรู้ลึกลงไปถึงระดับ texture ของแต่ละเสียง กับ โมชั่นหรือลักษณะการขยับเคลื่อนไดนามิกคอนทราสน์ที่ลื่นไหลและต่อเนื่องเป็นเนื้อเดียวกัน

อัลบั้ม : My LIVE Stories
ศิลปิน : Susan Wong
ฟอร์แม็ต : MQA 96kHz / TIDAL Masters

ตอนสุ่มฟัง TIDAL Masters ไปเรื่อยๆ มาถึงอัลบั้มนี้ผมรู้สึกสะดุดหูมาก เพราะปกติแล้ว ฟังผ่าน ext.DAC ตัวอื่นๆ แล้ว เสียงของอัลบั้มนี้มักจะมีอาการแข็งและพุ่งๆ ความโปร่งใสน่ะดี แต่เนื้อเสียงจะออกเกร็งๆ ฟังแล้วไม่ค่อยผ่อนคลาย ไม่เหมือนที่ผมฟังจากแผ่นบลูเรย์ฯ แต่วันนี้เสียงของอัลบั้มนี้มันฟังแปลกหูไปมาก ทุกเสียงที่ได้ยินมันออกมากลมกล่อมกำลังดี อาการแข็งๆ เกร็งๆ หายไป มีแต่ความนวลเข้ามาแทน พอตั้งใจฟังมากขึ้น ผมก็พบว่า ทุกเสียงที่ได้ยินในอัลบั้มนี้มันมีรายละเอียดที่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังฟังเสียงจริงของเครื่องดนตรีเหล่่านั้นมากกว่าครั้งก่อนๆ ที่เคยฟังมา

อย่างเสียงร้องของซูซาน หว่องก็ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังเธอร้องจริงๆ มาก ทุกอากัปกิริยาปรากฏออกมาหมด ตั้งแต่อาการสูดลมหายใจเข้าไปก่อนปล่อยเสียงร้องออกมา เสียงลมพุ่งผ่านลอดไรฟังออกมา เสียงเลี้ยงลมหายใจไว้ในลำคอ ฯลฯ (จากเพลง You Make Me Feel Like a Natural Woman) เหล่านี้มันปรากฏออกมาอย่างง่ายๆ รวมถึงลักษณะการเอื้อน การทอดลากปลายเสียง ไปจนถึงอาการปล่อยเน้นย้ำบางคำร้องที่ปรากฏออกมาชัดเจน โดยไม่มีอาการเน้นย้ำจนเกินเลย ทุกอย่างมันดูเป็นธรรมชาติกำลังดี แม้ว่าลีลาของเพลงจะกระชับฉับไว (What a Difference a Day Made กับเพลง Perfect) ตัวโน๊ตและคำร้องมีการเคลื่อนย้ายไปอย่างรวดเร็ว แต่ลีลาทั้งหมดนั้นได้ถูกห้อมล้อมไปด้วยความนุ่มนวลละมุนละมัย ไม่มีอาการหยาบกร้านใดๆ เลย

อัลบั้ม : My Finest Work Yet
ศิลปิน : Andrew Bird
ฟอร์แม็ต : MQA 96kHz / TIDAL Masters

ทั้งอัลบั้ม My LIVE Stories ของซูซาน หว่องกับอัลบั้ม My Finest Work Yet ของ Andrew Bird สองชุดนี้ผมฟังผ่านการสตรีมจาก TIDAL Masters ที่เปิดบนโปรแกรม roon บนคอมพิวเตอร์ Mac Mini แล้วส่งไปที่ Rossini DAC ผ่านทางอินพุต Network ซึ่งเสียงที่ได้ยินนั้นดีกว่าที่เคยฟัง TIDAL Masters ครั้งไหนๆ มามาก อาการวูบวาบของเสียงที่ผมเคยรู้สึกเมื่อก่อนแทบจะไม่ปรากฏให้เห็นเลย รายละเอียดเสียงดีมาก โมชั่นลื่นไหล บรรยากาศเปิดกว้างและห่อหุ้ม ผมเชื่อว่านี่คงเป็นผลมาจากกรรมวิธี Asynchronous mode ที่ dCS ออกแบบขึ้นมาใช้กับอินพุต Network อย่างแน่นอน

อัลบั้ม : Songs For The Road
ศิลปิน : Allan Taylor
ฟอร์แม็ต : DSD64

เป็นที่ทราบกันดีว่าค่าย Stockfisch บันทึกเสียงได้ดีมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะความนุ่มและเนียนนั้นถือได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของค่ายนี้ไปเลย ยิ่งทำออกมาเป็นฟอร์แม็ต DSD บางคนก็ติว่ามันนุ่มเกินไปหรือเปล่า.? ซึ่งผมเองก็เคยได้ยินว่ามันนุ่มเกินไปจริงๆ เมื่อได้ลองฟังอัลบั้มนี้กับ ext.DAC บางตัว วันนี้เลยหยิบมาลองฟังกับ Rossini DAC ตัวนี้ดูหน่อย ซึ่งสิ่งที่ได้ยินมันมีอะไรบางอย่างที่น่าสนใจปรากฏออกมา อย่างแรกที่รู้สึกก่อนเลยก็คือ โมชั่นของเพลง หรือจะเรียกว่าจังหวะลีลาของเพลงก็ได้ ผมว่าพอฟังผ่าน Rossini DAC ตัวนี้แล้ว ลีลาของเพลงมันเปลี่ยนไป และทำให้ผมเข้าใจเลยว่า เพราะอะไรที่ผ่านๆ มาจึงได้รู้สึกว่าเพลงในอัลบั้มนี้มันออกมานุ่มเกินไป

หลายๆ เพลงในอัลบั้มนี้ใช้จังหวะที่มีความเร็วปานกลาง และมิกซ์เสียงกลองมาแบบยั้งๆ ไม่ได้เน้นหัวเสียงอิมแพ็คหนักๆ แรงๆ จังหวะของเพลงจึงออกมาลักษณะกระฉึกกระฉัก กระย่องกระแย่งไปเรื่อยๆ ถ้าระบบ Clock ในตัว ext.DAC จับไทมิ่งไม่นิ่ง จะทำให้จังหวะของเพลงในอัลบั้มนี้มีอาการแกว่งได้ง่ายๆ และด้วยลักษณะการบันทึกเสียงที่อบอวลไปด้วยมวลของแอมเบี้ยนต์ปกคลุมไปทั่ว ทำให้บรรยากาศของเพลงออกแนวนัวๆ นุ่มๆ เหมือนอยู่ในม่านหมอก ถ้า Clock ไม่แม่น จะทำให้เสียงโดยรวมมีอาการมัวลงไป ขาดความคมชัด เด็ดขาด พอมาฟังผ่าน Rossini DAC มันทำให้เพลงในอัลบั้มนี้มีความสด กระชับ และให้ความรู้สึกกระฉับกระเฉงขึ้นมามาก โดยที่ยังคงมีบรรยากาศนุ่มเนียนปกคลุมอยู่เหมือนเดิม คือ Rossini DAC ไม่ได้เข้าไปทำให้โทนเสียงของอัลบั้มนี้สว่างจ้าขึ้น แต่เข้าไปทำให้โฟกัสของหัวเสียงต่างๆ มันชัดเจนมากขึ้นด้วยพื้นเสียงที่โปร่งใสและสะอาด ส่งผลต่อเนื่องถึงจังหวะของเพลงที่มีความแม่นยำมากขึ้น เนื่องจากได้ยินเสียงอิมแพ็คของหัวไม้กลอง และเสียงเบสที่ชัดเจนมากขึ้นนั่นเอง

อัลบั้ม : Rio After Dark
ศิลปิน : Ana Caram
ฟอร์แม็ต : FLAC 24/96 / Hdtrack.com

ค่ายนี้มักจะถูกตำหนิเรื่องเนื้อเสียง ซึ่งหลายคนติว่าเสียงบาง ไม่ค่อยมีเนื้อมวล แต่จากประสบการณ์ผมอยากจะบอกว่า ถ้า ext.DAC ตัวไหนให้เสียงอัลบั้มนี้ออกมาบางและเนื้อเสียงแห้งหยาบ ให้โทษไปที่ ext.DAC ตัวนั้นเลยครับ.. ไม่ใช่ความผิดของอัลบั้มนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับเวอร์ชั่นไฮเรซฯ FLAC 24/96 ที่ซื้อมาจากเว็บไซต์ HDtrack.com นี้มันพิสูจน์ให้เห็นได้ชัดจากการทดลองฟังผ่าน Rossini DAC ตัวนี้ว่า ถ้า ext.DAC ดีจริง คุณจะได้เสียงเพอร์คัสชั่นสารพัดชนิดในเพลง Viola Fora de Moda (Outdated Viola) ที่มีบอดี้ มีมวล มีความหนาเป็นชิ้นเป็นอัน ไม่บางจ๋อยอย่างที่เคยได้ยินจาก ext.DAC บางตัว นอกจากนั้น อัลบั้มนี้ยังโชว์ให้เห็นถึงลักษณะของสนามเสียงที่โชว์ระนาบตื้นลึกและแผ่กว้างที่สวยงาม รูปวงลอยตัวเป็นสามมิติ แผ่คลุมพื้นที่อากาศโดยรอบ แม้ว่าเครื่องเคาะบางชิ้นจะมีตำแหน่งอยู่ด้านหลังของอีกชิ้น แต่ก็ไม่มีการบดบังกัน สามารถรับรู้รายละเอียดได้ทั้งหมด

แทรค/อัลบั้มที่ยกมาเป็นตัวอย่างเหล่านี้เป็นแค่เพียงบางส่วนที่ผมใช้ในการทดลองฟังเสียงของ Rossini DAC ตัวนี้ ซึ่งทั้งหมดมีอยู่เยอะมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพลงที่สตรีมจาก TIDAL Masters ซึ่งในอดีตนั้นผมมักจะฟังเพลงจากการสตรีมไม่ได้นานนัก เพราะพบว่ามันมีอาการวูบวาบอยู่บ่อยๆ ทำให้เสียงที่ออกมามีลักษณะ smear เบลอมัวไม่คมชัดสลับไปมาอยู่บ่อยๆ แต่กับ Rossini DAC ตัวนี้ผมพบว่า มันเป็น ext.DAC ที่ให้เสียงจากการสตรีมไฟล์เพลงจาก TIDAL ผ่านเน็ทเวิร์คที่ให้คุณภาพเสียงดีที่สุดที่ผมเคยฟังมา (ใช้ TIDAL ในตัวโปรแกรม roon เป็นตัวเล่น)

สรุป

ไร้ข้อกังขา.! dCS ยังคงรักษาตำแหน่งของ external DAC ระดับ “Referenceเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะความสามารถในการสตรีมไฟล์เพลงผ่านทาง Network ที่ Rossini DAC ได้แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่ดีเยี่ยมของมัน ซึ่งมีความเยี่ยมยอดมากทั้งในแง่ของการเชื่อมต่อที่มีเสถียรภาพสูง นิ่งและไม่มีอาการวูบวาบใดๆ เลย สามารถรองรับการสตรีมไฟล์เพลงที่มีความละเอียดสูงได้อย่างลื่นไหล แสดงถึงความสามารถของระบบบัฟเฟอร์ที่ดีเยี่ยม ตลอดไปจนถึงแง่ของคุณภาพเสียงที่ทำออกมาได้ดีมาก สามารถเลือกลักษณะของโทนเสียงที่ชอบได้ด้วยฟังท์ชั่น Upsampling ที่เลือกได้ว่าจะไปทาง DXD หรือ DSD และมีวงจร digital filter ให้เลือกใช้หลากหลาย แยกสำหรับสัญญาณ PCM และ DSD มาให้ด้วย

สมบูรณ์แบบจริงๆ !!! /

**********************
ราคา : 1,050,000 บาท / ตัว
**********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
:
. Deco2000
โทร. 0-2256-9700

Facebook : Deco2000

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า