พิงค์ ฟลอยด์ More มากกว่า คัลต์ – ปลดปล่อยอย่างอิสระ… เสรีผ่านสายลม แสงแดด ดนตรี ยาเสพติด และเซ็กซ์ [Part II]

การแข่งขันและแสดงออกถึงความเป็นดนตรีหัวก้าวหน้า บุกเบิกในด้านความคิดสร้างสรรค์ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน ทำให้ปลายยุคทศวรรษที่ 60 ขึ้นต้น 70 อบอวลด้วยดนตรีที่หลากหลายและร้อนแรง

เมื่อมองให้ลึกลงไปถึงภาวการณ์ของความกระตือรือร้นในการรังสรรค์งานดนตรีให้ไปข้างหน้า ด้วยพลังสร้างสรรค์ใหม่เพื่อค้นรูปแบบศิลปะดนตรีที่แหวกออกไป ภายใต้ศาสตร์ของดนตรีร๊อคในช่วงต้นยุคทศวรรษที่ 70 ซึ่งมีแรงเหวี่ยงอย่างมหาศาลมาจากยุคหัวก้าวหน้าและปัญญาชนที่เปลี่ยนรุ่นมาสู่คนรุ่นใหม่หลังยุคเบบี้บูมหรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2

คนรุ่นใหม่ที่มีพ่อแม่ค่อนข้างจะหัวอนุรักษ์นิยมเดินตามกรอบ และตกอยู่ในเบี้ยล่างของการทำงานแบบยุคอุตสาหกรรมการผลิตในทุกสิ่งทุกอย่าง ได้เผชิญกับความกดดันและแรงตึงเครียดอย่างมหาศาล คนยุคถัดมาหรือที่สถาปนาในช่วงหลังเรียกว่า ยุคบีท (Beat Generation) จึงแหกและขบถในทุกสิ่ง

ในวงการดนตรีร๊อคก็หนีไม่พ้นทิศทางของสังคมที่เอื้อเอนมาทางนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดนตรีแบบเก่าดูเหมือนเชยและล้าสมัย ไม่มีพุ่งสู่ข้างหน้าสู่อนาคต แน่นอนจุดเด่นของดนตรีในช่วงนี้ก็คือความลึกซึ้งของมุมมอง ความคิด และการค้นหาสิ่งใหม่ทางเทคโนโลยีทางเสียงมาประกอบสู่นวดนตรีที่พยายามหนีคนร่วมยุคให้มีความใหม่มากที่สุด

ดนตรี ‘โปรเกรสสีฟ ร๊อค’ จึงเป็นผลพวงของยุคสมัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ความพยายามสร้างสรรค์ดนตรีที่มีรูปแบบที่ยืดยาวในการเล่าเรื่อง ประพันธ์ดนตรีที่ซับซ้อนซ่อนรหัสนัย และขยายการโชว์เชิงชั้นทางชิ้นดนตรีกันแบบสุดลิ่มทิ่มประตูสนองอัตตาของคนเล่น เพื่อนำคนฟังล่องลอยเลยไปสู่เขตแดนใหม่ๆ ทางโสตที่ไม่เคยผ่านพบมาก่อน

ในข้อเท็จจริงแล้วนั้น วงโปรเกรสสีฟ ร๊อค ที่เกิดขึ้นในยุคนั้นมีมากมาย ซึ่งล้วนมีใจรักและแรงทะยานอยากในการโชว์ฝีไม้ลายมือทางดนตรีในการรังสรรค์งานอัลบั้มที่ความคิดรวบยอดเดียวกันเป็นเอกภาพ หรือ “คอนเซ็ปต์ อัลบั้ม” (Concept Album) ในแบบครบเครื่องและไปไกลกว่าใครๆ ที่ร่วมยุคสมัยให้มากที่สุด

การทำงานในแนวนี้ โดยปกติจะมีเทรนด์ในการเล่าเรื่องแบบมหากาพย์หรือเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ นอกจากนี้ยังมีการผลักดันและค้นหาเทคนิคในเชิงชั้นดนตรีร๊อครวมถึงการประพันธ์ดนตรีให้ข้ามขอบเขตเดิมๆ ที่เป็นอยู่

นอกจากเนื้อหาที่มีความเป็นเอกเทศแล้ว พัฒนาการและการวิวัฒน์ทางดนตรีที่เด่นชัด เห็นได้จากความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเสียงสังเคราะห์ทางอิล็กทรอนิคส์ รวมถึงการเล่นในเวทีใหญ่ๆ ที่เสริมปรุงแต่งด้วยแสงสีรูปรส หรือ วิช่วล เอฟเฟ็คต์ ทำให้ดนตรีโปรเกรสสีฟ ร๊อค ถือเป็นก้าวย่างยักษ์ของดนตรีร๊อคเลยทีเดียว

อัลบั้ม ‘More’ ของวง พิงค์ ฟลอยด์ (Pink Floyd) ก็อยู่ในขอบข่ายของการค้นหาและทดลองทางดนตรีและผูกเชื่อมกับยุคสมัย รวมทั้งทัศนคติดนตรีแบบหัวก้าวล้ำ

เมื่อมาดูบริบทสังคมดนตรีในแนวหัวแถวที่มีพลังขับเคลื่อนอย่างน่าตื่นใจทั้งสองฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งถือว่าเป็นผู้นำแฟชั่นและเทรนด์ดนตรีโลก ทั้งสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา ธุรกิจดนตรีได้ก้าวสู่ความเป็นอุตสาหกรรมดนตรีสร้างรายได้อย่างมหาศาล

รวมถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีบันทึกเสียงและการกระจายเสียงหรือบอร์ดคาสติ้ง ที่ทำให้คนฟังเพลงง่ายขึ้น ทั้งผ่านทางวิทยุ โทรทัศน์ และในแบบแผ่นเสียง เทปรีล และกำลังสู่ยุคเทปคาสเส็ตต์ ที่ทำให้เครื่องเล่นสู่ผู้คนในวงกว้างมากถึงมากที่สุด เป็นสินค้าระดับมวลชนทั่วไปจับต้องได้ในแง่ความบันเทิงเพลินใจที่ให้ความรื่นรมย์ในชีวิตประจำวัน

ในการขยับหากลุ่มคนฟังในระดับแมสหรือกระแสหลัก ดนตรีพ๊อพได้เติบโตผ่านยุควัยรุ่นคลั่งไคล้กรี๊ดกรีดร้องของร๊อคแอนด์โรล ผ่าน เอลวิส เพรสลีย์ (Elvis Presley และกระแส บริติช อินเวชัน (British Invasion) ผ่านปรากฏการณ์ บีเทิลส์มาเนีย (Beatlemania)

ความพยายามที่จะสร้างนวดนตรีที่ใหม่ล้ำขึ้นมาในช่วงยุคแรกสุดของดนตรีโปรเกรสสีฟ ร๊อค ซึ่งยังไม่สามารถแยกขาดได้จากแนวดนตรี อาร์ตร๊อค ได้เด่นชัด งานเพลงและดนตรีที่ออกมาในช่วงนั้นต่างอยู่บนทางการค้นหาที่ทุกอย่างยังไม่ลงตัวกลายเป็นสูตรของการทำเพลงและจริตดนตรีที่จะไม่เซ็ตตัวชัดเจนในแต่ละแนว

ในห้วงเวลานั้น บ๊อบ ดีแลน (Bob Dylan) นักเพลงประท้วงต่อต้านสงครามเวียดนามชาวอเมริกัน มีบทเพลงในเชิงชั้นกวีออกมา รวมถึงนวดนตรีในแบบอัลบั้มแนวคอนเซ็ปช่วลหรือคอนเซ็ปต์อัลบั้ม แหวกออกไปจากความคุ้นชินเดิมๆ ในอัลบั้มชื่อ ‘Freak Out!’ ของวง เดอะ มาเธอร์ส ออฟ อินเวนชัน (the Mothers of Invention) ซึ่งมีมือกีตาร์และนักร้องหัวล้ำยุค แฟรงค์ แซปปา (Frank Zappa) เป็นแกนนำเล่นดนตรีแนวทดลอง (Experimental Rock)

รวมถึงวง เดอะ บีเทิลส์ (the Beatles) ก็พยายามสลัดภาพและดนตรีเดิมๆ ด้วยอัลบั้มที่ข้ามเขตของดนตรีสู่การทดลองอันสวิงสวายในอัลบั้ม ‘Sgt. Pepper’s Lonely Hearts Club Band’ จากภาพรวมทั้งหมดของวงการดนตรี สังเกตได้อย่างชัดเจนว่า ดนตรีร๊อคได้ข้ามจากดนตรีสำหรับวัยรุ่นเพื่อความหรรษาบันเทิงทั่วไป โน้มนำไปสู่สิ่งที่มากกว่านั้น ไต่ขึ้นสู่ความเคร่งเครียดทางศิลปะดนตรี

เพราะฉะนั้นดนตรีโปรเกรสสีฟ ร๊อค จึงต้องแข่งกับความก้าวล้ำที่เป็นอยู่ มิเช่นนั้นก็จะถูกถีบตกเวทีของการสร้างสรรค์ที่มีการแข่งขันอย่างมุ่งมั่นในช่วงนั้น หากจะอยู่รอดบนเส้นทางสู่อนาคต

เมื่อดูบริบททางวงการดนตรีในชั่วโมงนั้น เป็นยุคสมัยที่มีเทรนด์ความอลังการงานสร้างของดนตรีร๊อคได้มุ่งทิศทางในความพยายามโชว์กึ๋นและความซับซ้อนของความคลาสสิคทั้งวรรณคดี ดนตรีคลาสสิค นำเข้ามาเขย่าใหม่ วงดนตรีต่างๆ สายพันธุ์ร๊อคได้นำพาตัวเองสู่ คลาสสิคอล ร๊อค หรือ ซิมโฟนิค ร๊อค อาทิ วง เดอะ ไนซ์ (the Nice) โพรโคล ฮารัม (Procol Harum) และเดอะ มูดี บลูส์ (the Moody Blues) ซึ่งมีสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 2 ‘Days of Future Passed’ ที่รุดหน้าในการรังสรรค์งานแบบคอนเซ็ปต์อัลบั้ม มีส่วนผสมของออร์เรสตร้าและดนตรีร๊อคอย่างคมกริบลงตัว ซึ่งมีการอ้างอิงถึงกันในยุคหลังว่า นี่คืออัลบั้มที่เป็นหนึ่งในหัวขบวนบุกเบิกสกุลดนตรีหรือแนวดนตรีโปรเกรสสีฟ ร๊อค ให้ปรากฏโฉมและเสียงบนโลกใบนี้

ในปี 1969 นั้น ดนตรีช่างร้อนแรงและสร้างสรรค์กันอย่างสุดกู่ อัลบั้มแรกของวง คิง คริมสัน (King Crimson) ซึ่งมีชื่อว่า ‘In the Court of the Crimson King’ ประวัติสาสตร์ดนตรีร่วมสมัยได้บันทึกและยืนยันให้เป็นแนวความคิดหรือคอนเซ็ปต์ของต้นแบบสกุลดนตรีโปรเกรสสีฟ ร๊อค ถือเป็นหนึ่งในอัลบั้มของยุคแรกที่มีอิทธิพลมากที่สุดในการสร้างสายพันธุ์วงแนวโปรเกรสสีฟ ร๊อค ขึ้นมา ด้วยขนาดวงที่ใหญ่มีสมาชิกเล่นชิ้นดนตรีมากมาย ผสมผสานแนวดนตรีจากอิทธิพลดนตรีบลูส์มาสู่ดนตรีร๊อค และเชื่อมรวมเอาดนตรีแจ๊ซ คลาสสิค และซิมโฟนิค มาหลอมรวมอย่างลงตัว

เมื่อดูจากสิ่งแวดล้อมและภูมิทัศน์ทางดนตรีที่มีความแรงร้อนแข่งขันกันสรรหาแนวดนตรีแบบไม่เคยปรากฏเสียงออกมาบนโลกใบนี้ในช่วงเวลานั้นของวงดนตรีต่างๆ การแสดงความแตกต่างที่ไม่ใช่เอกลักษณ์ดนตรีในแต่ละแนว แต่เป็นอัตลักษณ์ของวงที่คมชัดในแนวดนตรีนั้นๆ เพราะฉะนั้นเส้นทางดนตรีโปรเกรสสีฟ ร๊อค ของ พิงค์ ฟลอยด์ จึงท้าทายเป็นอย่างยิ่งในการต้องฉีกและหาทางของซาวด์ตัวเองที่โดดเด่นและใครทำตามไม่ได้

อัลบั้ม ‘More’ จึงเป็นรอยต่อของการแปรเปลี่ยนที่ปกป้องตัวเองไว้ชั้นหนึ่งจากการใส่เสื้อคลุมดนตรีและเพลงประกอบภาพยนตร์ที่มีโจทย์กำหนดอยู่ และเป็นการทดลองทางดนตรีที่ลดความเสี่ยงได้มากที่สุดในการเปลี่ยนผ่านแปรผันหาอัตลักษณ์ทางดนตรีของ พิงค์ ฟลอยด์

การขึ้นถึงอันดับ 9 บนยูเค ชาร์ต หรืออันดับอัลบั้มยอดนิยมในสหราชอาณาจักร เมื่อเอามาออกขายอีกครั้งในปี 1973 (พ.ศ. 2516) ก็สามารถติดอันดับ 153 อัลบั้มยอดนิยมในบิลบอร์ด สหรัฐอเมริกา และในปี 1987 (พ.ศ. 2530) ได้ออกในรูปแบบซีดี รวมถึงทำเป็นดิจิทัล รีมาสเตอร์ ซีดี ออกในปี 1995 (พ.ศ. 2538) ในสหราชอาณาจักร และในอีกปีต่อมา ปี 1996 (พ.ศ. 2539) ออกจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา

แน่นอน เมื่อครึ่งศตวรรษที่แล้ว หรือ 50 ปีที่พ้นผ่าน ตอนอัลบั้มนี้ออกมาได้รับเสียงวิจารณ์ในเชิงลบจากบรรดานักวิจารณ์และคนฟังเพลงที่ยังยึดติดกับงานสองอัลบั้มแรกของ พิงค์ ฟลอยด์

หากว่าไปแล้วความถดถอยของการตอบโจทย์การทำดนตรีและเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ให้เข้ากับท้องเรื่องของภาพยนตร์ ทำให้ภาพรวมของดนตรีในอัลบั้ม ‘More’ ออกไปในแนวทางไซเคเดลิค ร๊อค การวางให้เป็นซาวด์แทรคทำให้บรรจุบัลลาดอะคูสติกโฟล์คเพื่อเดินตามอารมณ์ของเนื้อเรื่อง ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มในการค้นพบแนวทางในการทำงานไม้ตายที่เสนาะโสตและถูกใจคนฟังในยุคต่อมา โดยเฉพาะเสียงหรือซาวด์กีตาร์ของ เดวิด กิลมอร์

แม้ว่าจะบันทึกเสียงบางบทเพลงที่ดูหนักหน่วงที่สุดตั้งแต่ทำงานดนตรีมาอย่าง ‘The Nile Song’ กับ ‘Ibiza Bar’ และมีหลายบทเพลงบรรเลงที่มีคุณภาพด้วยงานดนตรีทดลองแนว เอ็กซ์เพอริเมนทัล ร๊อค และ อวองต์-การ์ด และนี่เป็นอัลบั้มเดียวเท่านั้นของวง ที่ไม่มีเสียงขับร้องนำของ โรเจอร์ วอเตอร์ส ซึ่งนับเฉพาะที่เขาทำงานร่วมกับวงตั้งแตปี 1964 – 1985 (พ.ศ. 2507 – 2528) รวมถึงการจากไปของ ซิด บาร์เร็ตต์ ตั้งแต่ปี 1968 (พ.ศ. 2511) เป็นการร้องนำที่มอบให้ เดวิด กิลมอร์ มือกีตาร์ของวงรับผิดชอบไป

โรเจอร์ วอเตอร์ส ได้กล่าวถึงการทำงานอัลบั้มชุดนี้ไว้ว่า ความรู้สึกของผู้กำกับฯ บาร์เบ็ต ชโรเดอร์ เกี่ยวกับดนตรีในภาพยนตร์ เขาไม่ต้องการให้เดินไปกับตัวภาพยนตร์มากมาย ทั้งหมดที่เขาต้องการเป็นอย่างไรก็ได้ เป็นดนตรีที่เกี่ยวเนื่องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในภาพยนตร์ ค่อนข้างจะเป็นดนตรีหรือสกอร์ประกอบภาพยนตร์หรือภาพเคลื่อนไหวเท่านั้น เพราะฉะนั้นการทำงานจึงเป็นรูปแบบการแจมของชิ้นดนตรีที่แต่ละคนเล่น มีบทเพลง ‘The Nile Song’ ถือว่าค่อนข้างจะหลุดออกจากบุคลิกทางดนตรีของพิงค์ ฟลอยด์ อย่างแท้จริง

ความเป็นธรรมชาติที่ดิบของตัวภาพยนตร์ที่ออกไปทางตระกูลคัลท์ ทำให้แนวทางดนตรีที่กอปรรวมเข้ามาประดุจการเย็บปะติดปะต่อกัน กว้างตั้งแต่บัลลาดโฟล์คไปจนถึงอิเล็กทรอนิคส์หนักหน่วงที่เน้นหนักไปสู่ห้วงอารมณ์ความรู้สึกของดนตรี

หลายๆ บทเพลงให้ความรู้สึกเพลิดเพลินอย่างไม่สมเหตุสมผล แต่สามารถสังเกตฟังแล้วจับได้ว่าการบันทึกเสียงมาจากการประพันธ์และองค์ประกอบดนตรีแข็งเข้ม และถูกพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างยอดเยี่ยมในการแสดงสดในเวลาต่อมา เห็นได้ถึงความดีกว่า คุณภาพที่สูงกว่าในหลายเวอร์ชันจากการบันทึกเสียงแบบบูทเลก (การแอบบันทึกเสียงการแสดงสดหรือคอนเสิร์ตอย่างไม่เป็นทางการหรือขออนุญาต) ที่มีออกมามากมาย

หากว่าไปแล้ว อัลบั้ม ‘More’ ก็ถือเป็นหลักหมายที่สำคัญทางดนตรีในประวัติศาสตร์ของวงพิงค์ ฟลอยด์ แม้ว่าในเชิงชั้นทางดนตรีจะยังเป็นการค้นหาและผสมผสานหลากหลายที่ยังไม่ลงตัวและลักลั่นอยู่ก็ตาม เห็นได้ถึงความสดที่มองหาทางในการพัฒนาแนวทางดนตรีของวงไปสู่ความสมบูรณ์แบบของยุคสมัย เป็นเสมือนการผ่านทางอย่างระมัดระวังในความที่จะโลดโผนโจนทะยานจนเกินเหตุ ซึ่งถือเป็นงานที่ไม่ได้เลวร้ายและไม่ถึงกับฉูดฉาดอย่างน่าตื่นตาตื่นใจกับการสร้างสรรค์ทางดนตรีที่มองไกลและซับซ้อนเชิงการเล่าเรื่องมากขึ้น และเกี่ยวเชื่อมไปกับปลายยุคแสวงหาของคนยุคบีทและฮิปปี้

ความโดดเด่นของมือกีตาร์ เดวิด กิลมอร์ ปรากฏฉายชัดออกมา รวมถึงความสามารถในการร้องเพลงที่เป็นที่จดจำได้ในทันที เพราะอัลบั้มชุดนี้เหมือนกับการรอระยะเวลาเพื่อพื้นที่ในการหายใจและจัดระเบียบใหม่ของวง การค้นหาวิถีทางของดนตรีที่ยังเอาแน่ในการมุ่งทิศที่แจ่มแจ้งยังไม่ได้ แม้จะมีเค้าลางจากชุดที่แล้ว (อัลบั้มชุดที่ 2 ‘’A Saucerful Of Secrets’) ก็ตาม ประดุจการพักระหว่างทางเพื่อตั้งสติและลองเล่นกับวัฒนธรรมภาพยนตร์ในเชิงแหวกขนบเพื่อขยายฐานคนฟังที่เป็นสายพันธุ์เดียวกัน

ความพยายามที่จะค้นหาตำแหน่งแห่งหนของดนตรีในแบบตัวเอง คล้ายกับของที่ผสมปนเปกันจนกลายเป็นประติมากรรมดนตรี เมื่อมองกลับหลังไปก็จะพบว่าอัลบั้ม ‘More’ ชุดนี้ ก็คือจุดเริ่มต้นของมโนทัศน์ทางดนตรีและบทเพลงของพิงค์ ฟลอยด์ ที่จำลองถึงบุคลิกภาพของสองแกนนำในเวลาต่อมาคือ โรเจอร์ วอเตอร์ส และ เดวิด กิลมอร์

กิลมอร์ ได้สะท้อนบุคลิกผ่านดนตรีและบทเพลงในแบบของเขา สุภาพอ่อนโยน เพลงรักลวงเสน่ห์ เสียงกีตาร์กังวานนุ่มนวล คลอเคล้าเสียงเปียโนสะอาดเย็นเยียบ เสียงร้องดีงาม ซึ่งย้อนสวนกับทางดนตรีและความคิดของวอเตอร์สที่มีบทเพลงห้าวหาญ เสียดเย้ย ต่อต้าน และเย็นชา แต่มีสัมผัสทางโสตกับคนฟัง ซึ่งเป็นช่วงขณะเวลาของการไขกุญแจในการพัฒนาตัวเองของเขาในการเขียนเนื้อร้องในเวลาต่อมา

นับเป็นเรื่องที่น่าเศร้าด้วยเช่นกัน ที่แฟนเพลงประเมินและให้คุณค่าของอัลบั้มชุดนี้ไว้ต่ำจนเกินไป หรือแม้กระทั่งตั้งแง่เกลียดชังว่าเป็นอัลบั้มที่อ่อนด้อยที่สุดในอัลบั้มทั้งหมดของพิงค์ ฟลอยด์ ทั้งที่เป็นชั่วขณะเวลาที่ดีมากที่สุดช่วงหนึ่งของวง

ห้วงเวลาที่พวกเขาพยายามหนีอดีตเดินเครื่องขับเคลื่อนไปข้างหน้าให้มากที่สุดสู่ดนตรีโปรเกรสสีฟ ร๊อค ในแบบของตัวเอง พยายามทิ้งเปลือกของไซเคเดลิคไว้ข้างหลัง หัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญตัดไม่ขาดและรุดไปข้างหน้าได้เชื่องช้า แม้ไม่ได้ดีเลิศหรู แต่เป็นอัลบั้มที่น่าประทับใจในซาวด์โดยรวมที่สุดอัลบั้มหนึ่ง สามารถสัมผัสถึงความพิเศษนี้ได้ที่เป็นจุดผลักดันให้พิงค์ ฟลอยด์ มีความพิเศษและน่าจดจำ

44.56 นาที กับ 13 บทเพลง เริ่มเปิดหัวกันด้วยบทเพลงแรก ‘Cirrus Minor’ เสียงนกร้องขับขาน ตามด้วยกังวานเสียงอะคูสติคกีตาร์และออร์แกนที่เนิบช้า ทางคอร์ด โปรเกรสชัน หรือการดำเนินคอร์ดสวยงามดีเลิศ ให้ความรู้สึกเหนือจริงและดำมืดอยู่ภายในห้วงลึก คำร้องที่เขียนโดย วอเตอร์ส สื่อถึงการเขียนเพลงที่ยอดเยี่ยมของเขาออกมาเต็มที่ วิธีการขับร้องของกิลมอร์สมบูรณ์แบบในแนวทางเยิบย้วย

ทีเด็ดอยู่ที่เสียงออร์แกนของ ริค ไรต์ ที่โอบอุ้มบรรยากาศตัวเพลงอย่างสมบูรณ์แบบ สะท้อนสะท้านในหลายระดับของเสียงซึ่งไม่ประสานสอดคล้องกลมกลืนให้ความรู้สึกพลังงานด้านมืดล่องลอยอบอวลจนกระทั่งดนตรีค่อยๆ เบาเสียงลงเข้าสู่การปิดท้ายด้วยเสียงร้องขับขานของนก เป็นบทเพลงที่สมบูรณ์แบบในการเรียบเรียงดนตรีและเสียงประสานในแบบพิงค์ ฟลอยด์ ยุคใหม่ที่กำลังดำเนินต่อมาอย่างแท้จริง

ด้วยความยาว 5.18 นาที แสดงออกและสื่อถึงความละเอียดอ่อนของอะคูสติคกีตาร์ และบทเพลงกึ่งเห่กล่อม ซึ่งแสดงถึงอิทธิพลที่เพิ่มมากขึ้นในวงของกิลมอร์

ส่วน ริชาร์ด ไรต์ ก็แสดงถึงพรสวรรค์ที่แท้จริงของเขา ผ่านเสียงออร์แกนที่เปี่ยมอารมณ์ความรู้สึกและสงบงาม สร้างความรู้สึกถึงสันติสุขของบรรดาส่ำสัตว์และพระแม่ธรรมชาติที่เปล่งกำจายออกมาในตัวเพลง

เมื่อวิเคราะห์ดูศัพท์ ซีร์รัส (Cirrus) คือ เมฆชั้นสูงสุด หรือเรียกว่า เมฆขนนก มีลักษณะบางๆ ละเอียดสีขาวเป็นฝอยหรือปุกปุยคล้ายขนนก เกิดขึ้นที่ความสูงระหว่าง 7,500 – 11,000 เมตร บทเพลงนี้ก็ให้ความรู้สึกที่ฟุ้งลอยไปสู่ฟากฟ้าลอยไหลเรื่อยทะลุชั้นบรรยากาศของความหลอนที่กระจ่างโหวงว่างไปสู่มโนภาพของคนฟังแต่ละคน ปลดปล่อยไปตามจินตนาการ มีเค้าโครงของความเป็นแอมเบรียนต์ พ๊อพ ที่ลงตัวมาก่อนกาล

การเริ่มต้นด้วยบทเพลงที่หรูหรางดงามเช่นนี้ เหมือนฟังถึงความเพลิดเพลินสงบงามของสรวงสวรรค์ เสียงก้องสะท้อนของออร์แกนคล้ายการแกว่งของเสียงแห่งความสุขที่ผ่อนคลาย ทำให้หวนประหวัดนึกถึงความอบอุ่นของวันฟ้าใสเมฆลอยแห่งฤดูร้อน

* ตอนหน้าเป็นตอนจบ มาต่อบทเพลงที่เหลือในอัลบั้ม

พอล เฮง
paulheng_2000@yahoo.com
………………….

mm

About พอล เฮง

นักวิพากษ์-นักวิจารณ์ที่ชอบขุดคุ้ยสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเพลงออกมาตีแผ่

View all posts by พอล เฮง