พิงค์ ฟลอยด์ ‘More’ มากกว่า ‘คัลต์’ – ปลดปล่อยอย่างอิสระ… เสรีผ่านสายลม แสงแดด ดนตรี ยาเสพติด และเซ็กซ์ [Part I]

[1] ออสซี่ ออสบอร์น (Ozzy Osbourne) นักร้องนำและคนเขียนเพลงในวงฮาร์ดร๊อคระดับตำนานของอังกฤษ อย่าง แบล๊ค ซับบาธ (Black Sabbath) ซึ่งต่อมากลายเป็นศิลปินเดี่ยวสายร๊อคผู้ทรงอิทธิพลและสร้างแรงบันดาลใจในแวดวงดนตรีฮาร์ดร๊อคและเมทัล ได้เคยเขียนถึงวงพิงค์ ฟลอยด์ (Pink Floyd) อย่างหมิ่นแคลนและเสียดสีใน ‘I Am Ozzyหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเขาเองว่า

พิงค์ ฟลอยด์ เป็นดนตรีสำหรับบรรดาเด็กมหา’ลัยที่รวยๆ แต่พวกเราเป็นรูที่เอากันก็แค่นั้น ซึ่งแน่ชัดว่าอยู่ฝั่งตรงข้ามกับดนตรีเหล่านั้น

วันที่ 10 มกราคม ปี 1969 (..2512) จิมี่ เฮนดริกซ์ (Jimi Hendrix) ยอดมือกีตาร์บลูส์ร๊อคชาวอเมริกัน ได้เปลี่ยนแผนไม่แสดงสดที่ ฟิชมองเกอร์’ส อาร์มส์ ซึ่งเปรียบเสมือนการซ้อมเตรียมพร้อมในการแสดงที่รอยัล อัลเบิร์ต ฮอลล์ ของเขา โอกาสจึงตกเป็นของวงพิงค์ ฟลอยด์ (Pink Floyd) ที่เสียบเข้ามาแทนที่ในการแสดงตรงนั้น

ต่อมาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ปีเดียวกัน วงพิงค์ ฟลอยด์ เริ่มต้นทำงานในสตูดิโอพาย ในกรุงลอนดอน เพื่อบันทึกเสียงดนตรีและเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อ ‘Moreของผู้กำกับภาพยนตร์เชิงศิลปะชาวฝรั่งเศส บาร์เบ็ต ชโรเดอร์ (Barbet Schroeder)

ภาพยนตร์เรื่องแรกของผู้กำกับฯ บาร์เบ็ต ชโรเดอร์ นำแสดงโดย มิมซี่ ฟาร์เมอร์ (Mimmy Farmer) และ เคล้าส์ กรุนเบิร์ก (Klaus Grunberg) ตามท้องเรื่องมีฉากอยู่ที่เกาะ อิบิซ่า (Ibiza) ซึ่งเป็นเกาะในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ห่างออกไป 79 กิโลเมตร จากชายฝั่งเมืองบาเลนเซีย ประเทศสเปน

เกาะแห่งนี้เป็นที่ปลดปล่อยอย่างอิสระเสรีด้วยสายลม แสงแดด ดนตรี ยาเสพติด และเซ็กซ์ รวมถึงการเต้นรำที่ก่อกำเนิดดนตรีชิลล์ เอ้าต์ (Chill Out) ในยุคต่อมา เป็นภาพยนตร์ที่โด่งดังมากในยุโรปช่วงต้นยุคทศวรรษที่ 70 และในทุกวันนี้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกยกย่องให้เป็นภาพยนตร์ คัลต์ คลาสสิค(Cult Classic)

นอกจากนี้ มีการตีความหนังคัลต์เรื่องนี้ ซึ่งเป็นผลงานของผู้กำกับการแสดงสายฮิปปี้เรื่องแรกของเขา แน่นอนกลายเป็นภาพยนตร์ที่ถูกจริตและเป็นที่ชื่นชอบของคนยุโรป บรรยากาศของเรื่องอยู่ท่ามกลางแสงแดดร้อนแรงและชุ่มเหงื่อบนเกาะอิบิซา ตัวละครเอกต้องการความอบอุ่นของอากาศและการเปลี่ยนแปลงของชีวิต อิสรภาพและเสรีภาพของชีวิตที่คนรุ่นบุปผาชนฝันหา มาปะทะกับจิตวิญญาณและความพึงพอใจที่อิสระไร้ขอบเขตในชีวิตแบบอเมริกัน รวมทั้งยาเสพติด และลงเอยด้วยโศกนาฏกรรม

สำหรับภาพยนตร์แนวคัลต์ (Cult Film) ซึ่งมีการแปลศัพท์ถอดเป็นคำไทยว่า ‘ภาพยนตร์เกินวิสัย’ เป็นภาพยนตร์ที่มีผู้ดูอยู่ในกลุ่มผู้ชื่นชอบกลุ่มเล็กๆ ส่วนมากหนังจะไม่เป็นที่รู้จักในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม ยังมีหนังที่โด่งดังจนติดระดับกระแสนิยมได้

คำจำกัดความของภาพยนตร์คัลต์นั้นค่อนข้างกว้าง คือสามารถเป็นภาพยนตร์ประเภทไหนก็ได้ ดีหรือเลวก็ได้ สัญชาติใดก็ได้ หรือทุนต่ำทุนสูงก็ได้ เพียงแต่มีผู้ที่ชื่นชอบ คลั่งไคล้อยู่ แต่โดยมากภาพยนตร์คัลต์จะมีภาพในลักษณะ สยองขวัญ ทุนต่ำ และคุณภาพโดยรวมต้องจัดอยู่ในขั้นเลว มีหลายเรื่องมีองค์ประกอบดิบเถื่อนและความรุนแรง

ภาพยนตร์คัลต์มักมีลักษณะบางอย่างซึ่งแปลกประหลาด หลุดโลก การเล่าเรื่องหรือเทคนิคภาพยนตร์ มีลักษณะไม่ธรรมดาที่คนส่วนใหญ่คุ้นเคย เป็นภาพยนตร์ที่มีผู้ชมอยู่ในกลุ่มเล็กๆ โดยผู้ชมเหล่านั้นเป็นแฟนเดนตายสำหรับหนังประเภทนั้นหรือเรื่องราวนั้นๆ ทีเดียว และความเป็นภาพยนตร์คัลต์นั้นก็ไม่จำกัดสัญชาติ ประเภทต้นทุนต่ำหรือสูงก็ได้ด้วย ขอแค่มีผู้คลั่งไคล้อยู่ก็พอ องค์ประกอบของภาพยนตร์คัลต์ไม่จำเป็นต้องดี แต่กลับมีประเด็นบางอย่างที่น่าสนใจเป็นพิเศษ

เนื้อหาของภาพยนตร์ ‘Moreเกิดขึ้นในช่วงปลายยุคทศวรรษที่ 60 หลังจากจบจากการศึกษาทางด้านคณิตศาสตร์ สเตฟาน บรูคเนอร์ โบกรถเดินทางท่องเที่ยวจากลูเบ็ค สู่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เพื่อท่องโลกโดยไม่มีเงินติดตัว เขาได้เจอกับชาร์ลีและคบกันเป็นเพื่อน จากนั้นก็ไปปาร์ตี้ แล้วได้พบกับ เอสเทล มิลเลอร์ สาวเจ้าอเมริกันผู้สวยงามโอ่อ่า ซึ่งชาร์ลี แนะนำให้สเตฟานอยู่ห่างจากหล่อน

แต่อย่างไรก็ตาม สเตฟานกลับตกหลุมรักเธอเข้าอย่างแรง หลังจากไปบ้านชาร์ลีเพื่อขโมยทรัพย์สิน เขาก็เดินทางตามเอสเทลไปยังเกาะอิบิซา ในประเทศสเปน และได้เจอกับเธอซึ่งมาพักในกระท่อม ในพื้นที่โรงแรมของ ดร.เออร์เนสโต วูล์ฟ เมื่อเจอกันสเตฟาน บอกเธอให้ไปอยู่กับเขาที่บ้านริมทะเลซึ่งแยกตัวอย่างโดดเดี่ยว

ก่อนที่จะออกจากโรงแรม เอสเทล ขโมยเงินและห่อของดร.วูล์ฟ ซึ่งต่อมาสเตฟานรู้ว่าในห่อนั้นมีเฮโรอีนอยู่ 200 โดส และเธอก็ตัดสินใจลอง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเดินทางไปสู่ถนนสายดำมืดในนรกของตัวเองอันทุกข์ทรมาน

ว่าไปแล้วผู้กำกับฯ บาร์เบ็ต ชโรเดอร์ ได้บอกถึงเบื้องหลังของแรงบันดาลใจและฐานเรื่องราวของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้นำแบบอย่างมาจากตำนานของกรีก เดดาลัส (Daedalus) และ อิคารัส (Icarus) ตามตำนานเล่าขานของชาวกรีก โดยที่เดดาลัสนั้นเป็นผู้สร้างเขาวงกต และอิคารัส ได้ถูกเรียกขานว่าเป็นเทพปีกขี้ผึ้ง

เดดาลัสถือว่าเป็นผู้ที่ความเฉลียวฉลาดในการสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์มากมายในยุคนั้น โดยที่สิ่งประดิษฐ์ชิ้นแรกที่เขาได้สร้างขึ้นมานั้นก็คือ เลื่อย แต่ในบางตำนานเล่าขานก็บอกว่า เลื่อยนั้นถูกสร้างโดย เพอร์ดิกส์ หลานชายของเขา แต่เมื่อเดดาลัสได้เห็นสิ่งประดิษฐ์ของเพอร์ดิกส์จึงเกิดความอิจฉาและได้ลงมือฆ่าเพอร์ดิกส์ทิ้ง พร้อมกับนำเอาสิ่งประดิษฐ์นั้นมาเป็นของตนเอง

ต่อมาเป็นเรื่องราวของการสร้างเขาวงกต เรื่องราวก่อนที่จะได้ทำการสร้างเขาวงกตนั้น ก็ถือว่าเป็นเรื่องราวที่แปลกประหลาด โดยที่ปัจจัยหลักๆ ในการสร้างนั้นเพียงเพราะต้องการกักขัง อมนุษย์ ที่มีลักษณะศีรษะเป็นวัว แต่มีลำตัวเป็นโค มีพละกำลังที่แข็งแรง โดยการสร้างเขาวงกตนี้เป็นพระประสงค์ของ ราชาไมนอส เพียงเพราะความอับอายที่ตนมีบุตรครึ่งคนครึ่งมนุษย์ และทำให้ประชาชนได้ติฉินนินทาว่าตนมีลูกอัปลักษณ์ มีบุตรเป็นปีศาจ

เขาวงกตของเดดาลัสนั้น มีความซับซ้อนเป็นอย่างมา จนเกือบที่จะทำให้เดดาลัสเองไม่สามารถออกมาจากเขางวงกตที่ตนเองสร้างขึ้นมา แต่เมื่อเดดาลัสสร้างเขาวงกตเสร็จ กษัติย์ไมนอส ได้เกรงว่าจะมีการเผยแพร่ความคิดในการสร้างเขาวงกตของเดดาลัส จึงได้ทำการจับตัวเดดาลัสและลูกชายไปไว้ที่หอคอยกลางทะเล เพื่อไม่ให้มีใครรู้ถึงโครงสร้างของเขาวงกต

เมื่อวันเวลาผ่านไปเดดาลัสกับลูกชายต่างได้แต่เฝ้ามองออกไปทางช่องหน้าต่างบนยอดหอคอย และได้แต่หวังเพียงว่าสักวันหนึ่งสองพ่อลูกจะได้ออกไปจากที่นี่เสียที แต่ด้วยความช่างสังเกตของเดดาลัส กลับทำให้เขาได้เห็นว่า ในทุกๆ วันจะมีนกบินมาเกาะที่ยอดหอคอยและทำให้ขนนกมีการร่วงหล่น ด้วยเหตุที่ได้จากการมองดูนก จึงทำให้เขาคิดว่า ถ้าตนมีปีกก็จะสามารถบินไปจากที่นี้ได้

จากนั้นเดดาลัสจึงได้ทำการสร้างปีกจากขนนก โดยการสร้างปีกนั้นจะใช้การเชื่อมปีกเข้าด้วยกันด้วยขี้ผึ้ง และมีเชือกคอยรัดและมัด การสร้างปีกของเดดาลัสนั้นค่อยๆ สร้างไปเรื่อยๆ จนในที่สุดความฝันก็สำเร็จ เขาและลูกชายได้มีปีกที่พร้อมจะบินหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้แล้ว

การโบยบินออกจากหอคอยของเดดาลัสและลูกชายของเขาชั่งเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์มาก เมื่อบินไปได้ซักพักหนึ่ง อิคารัสได้เกิดความคึกคะนอง บินสูงขึ้นไปใกล้กับดวงอาทิตย์มาก อพอลโลสุริยเทพ ซึ่งเฝ้ามองอยู่ เห็นมนุษย์อย่างอิคารัสบินสูงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบถึงดวงอาทิตย์ อพอลโลพิโรธด้วยเห็นว่า เป็นการกระทำของมนุษย์ที่ท้าทายต่อเทพเจ้า จึงเร่งแสงของดวงอาทิตย์ให้ร้อนขึ้นๆ จึงทำให้ปีกของอิคารัสนั้น ขนนกเริ่มร่วงออกทีละนิด เพราะความร้อนทำให้ขี้ผึ้งที่ใช้ในการยึดติดปีกนั้นเริ่มละลายเช่นกัน การบินขึ้นสูงไปเรื่อยของอิคารัส จึงทำให้อิคารัสเสียการทรงตัวของปีก และทำให้เขาร่วงลงสู่พื้นทะเล เดดาลัสคอยตักเตือนเขาว่าไม่ควรบินให้สูง แต่เขากลับไม่เชื่อฟังคำสอนของบิดา จึงทำให้อิคารัสนั้น เสียชีวิต และทำให้ทะเลที่ตกลงไปนั้น มีชื่อว่า ทะเลอิคารัส

เอสเทล ซึ่งเป็นตัวละครเอกฝ่ายหญิง ถูกตีความให้เป็นตัวแทนของ ‘ดวงอาทิตย์’ ที่ร้อนแรงแผดเผาเมื่อใครเข้าใกล้ก็จะพบจุดจบเผาไหม้ตัวเอง

การถ่ายและกำกับภาพที่โดดเด่นในมุมกล้องสถานที่ และบรรยากาศที่เด้งดีดออกมาเผาแผดคนดูของ เนสเตอร์ อัลเมนโดรส์ (Nestor Almendros) มือกล้องถ่ายภาพยนตร์ชาวสเปนิช ซึ่งต่อมามีชื่อเสียงโด่งดังและทำงานร่วมกันกับ ชโรเดอร์ อีกยาวนาน

สำหรับ เนสเตอร์ อัลเมนโดรส เป็นหนึ่งในตากล้องภาพยนตร์ที่ได้รับการยอมรับฝีไม้ลายมือในลำดับสูงที่สุดคนหนึ่งของยุค ถือเป็นศิลปินที่มีความลึกในมุมมองของการถ่ายอย่างสมบูรณ์แบบ มีความโดดเด่นในเรื่องของการจัดแสงที่สวยงาม รวมถึงจับอารมณ์ของแสงธรรมชาติได้อย่างยอดเยี่ยม เขาถูกจดจำและยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นปรมาจารย์ตากล้องทางแสงที่สมบูรณ์เด็ดขาดอย่างแท้จริงในเวลาต่อมา

Moreได้เปิดตัวฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ครั้งที่ 22 ที่ประเทศฝรั่งเศส และฉายรอบปฐมฤกษ์ในสหรัฐอเมริกา ในมหานครนิวยอร์ค ในเดือนสิงหาคม ปี 1969 (.. 2512) สกอร์หรือดนตรีและบทเพลงประกอบภาพยนตร์ได้ถูกยอมรับว่ามีความพิเศษแหวกออกมาในช่วงเวลานั้น ซึ่งเป็นการประพันธ์และทำงานร่วมกันของวงพิงค์ ฟลอยด์ เพื่อตอบโจทย์ภาพยนตร์เรื่องนี้และนำมาเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ของพวกเขา ซึ่งต่อมาโดยองค์รวมทั้งหมดของภาพยนตร์รวมถึงสกอร์ได้เป็นเหตุผลให้ภาพยนตร์เรื่องนี้มีสถานะเป็นภาพยนตร์คัลต์

[2] เพราะ Soundtrack from the Film Moreดนตรีและเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ของวงพิงค์ ฟลอยด์ เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกจัดเป็นประเภทภาพยนตร์คัลต์ (Cult Film) ถ่ายทอดเรื่องราวในยุคบุปผาชนที่เต็มไปด้วยโอสถหลอนจิตยาเสพติดประเภทต่างๆ ดนตรีไซเคเดลิค และชีวิตที่ไร้แก่นสาร สะท้อนถึงพิษภัยของยาเสพติด โดยเฉพาะเฮโรอีน ที่ในเรื่องเรียกว่า ม้า (Horse)

ในปี 1969 (.. 2512) อัลบั้มที่แสดงความรู้สึกที่ก้าวสู่การทดลองให้เห็นจริง ซึ่งไม่ใช่การแสดงถึงความโอ้อวดถึงความเก่งกาจ แต่ยังเป็นการค้นหาเส้นทางที่สามารถเป็นไปได้ในการผลิตหรือโปรดิวซ์ดนตรีที่ดีเยี่ยมในแบบของตัวเอง

Moreสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ซึ่งยังอยู่บนแนวทางของความไม่แน่นอนและเลื่อนไหลในการสร้างสรรค์ว่าจะเดินไปสู่จุดใดที่ลงตัวและสร้างสรรค์ไปสู่จุดสูงสุด แน่นอนไม่ใช่งานชิ้นเยี่ยมในระดับที่ดีเลิศ แต่สามารถทุบคนฟังในความเป็นดนตรีแห่งจินตภาพที่พุ่งทะลุขึ้นมาอย่างจริงจัง

อัลบั้มชุดนี้มีเป้าประสงค์หลักคือดนตรีและบทเพลงประกอบภาพยนตร์ หรือซาวด์แทร๊คของภาพยนตร์อวองต์การ์ด ฝรั่งเศส ปลายยุคทศวรรษที่ 60 ซึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับเฮโรอีน

โรเจอร์ วอเตอร์ส (Roger Waters)(ภาพบน – คนที่ 3 จากซ้าย) เริ่มต้นเคลื่อนมาอยู่ข้างหน้าในฐานะคนเขียนเพลงกึ่งผู้นำวง เดวิด กิลมอร์ (David Gilmour)(ภาพบน – คนที่ 2 จากซ้าย) ได้ขับร้องในอัลบั้ม แม้จะมีความพยายามในการทดลองและคลี่คลายทางดนตรีอย่างหลากหลาย แต่มวลรวมของดนตรีได้เฉออกไปในทางโฟล์ค และสูญเสียความหนักหน่วงในแบบร๊อคไปอย่างน่าเสียดาย อาจะเป็นเพราะโจทย์ที่เป็นภาพยนตร์และเรื่องราวที่แฝงความเอ็กโซติกของเนื้อเรื่องในที่แปลกถิ่นผิดทาง ทำให้การตีความและรังสรรค์ดนตรีคืบเคลื่อนหลุดจุดไปจากงานสองชุดแรกอยู่ไม่น้อย แต่บุคลิกและลายเซ็นทางภาพรวมใหญ่ทางดนตรีแบบพิงค์ ฟลอยด์ ยังเข้มข้นและแกร่งอยู่

สำหรับข้อเท็จจริงที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับวงดนตรีพิงค์ ฟลอยด์ ที่ทำงานออกอัลบั้มต่อเนื่องมาได้เพียง 2 ปี และค่อนข้างที่จะไม่แน่นอนในสถานะและสภาพการณ์ที่จะไปสู่อนาคต การพลิกตัวเองมาทำงานในแนวความคิดเชิงดนตรีและเพลงประกอบภาพยนตร์ ก็เปรียบเสมือนความพยายามที่จะแสดงถึงจุดเด่นที่มีความหมายสำคัญในอัตลักษณ์ของตัวเองในตำแหน่งหรือสถานะทางวัฒนธรรมดนตรีในการสร้างพลังของการขับเคลื่อนในห้วงเวลานั้น

จบจากอัลบั้มชุดที่ 2 ‘A Saucerful of Secretsภาพลักษณ์ของดนตรีคอสมิค ร๊อค และสเปซ ร๊อคเกอร์ ดูจะเลือนจางหายไปจากผนึกแน่นของคนฟังที่มีมาตั้งแต่ชุดแรก ‘The Piper at the Gates of Dawnการหันเหซาวด์อย่างจริงจังเพื่อให้หลุดจากรอยทางของอัลบั้มสองชุดแรก เป็นความท้าทายเมื่อโจทย์ที่รับมาช่างเข้าทางกับวิธีการทำงานที่มุ่งสู่แนวทางใหม่

A Saucerful of Secretsบทเพลงความยาวเกือบ 12 นาที ที่แบ่งเป็นท่อนคือ I. “Something Else” (3:57) II. “Syncopated Pandemonium” (3:07) III. “Storm Signal” (1:34) IV. “Celestial Voices” (3:19) เป็นการเปิดความมั่นใจในสายทางใหม่ของการทำงานในนามของพิงค์ ฟลอยด์ อย่างเต็มที่ เป็นแนวทางใหม่ที่ไม่มีใครทำมาก่อนในโลกดนตรีร๊อค เพราะฉะนั้นวิธีคิดที่เป็นรอยทางเดียวกันของดนตรีและบทเพลงประกอบภาพยนตร์ จึงเป็นการเติมเต็มความเชื่อว่าเดินมาถูกทางให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ในการปรับปรุงซาวด์และความเชี่ยวชำนาญไปสู่มิติและขอบเขตใหม่ๆ โดยเฉพาะความเป็นบรรยากาศของเพลงที่เรียกว่า แอมเบรียนต์ (ambient) ที่เล่นกับจินตภาพในหัวและโสตของคนฟัง

เพราะฉะนั้น อัลบั้ม ‘Moreจึงเป็นจุดปรากฏของดนตรีโปรเกรสสีฟร๊อคในแบบพิงค์ฟลอยด์ ที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัวอย่างจริงจัง แต่ยังไม่สามารถเข้าไปสู่ความสมบูรณ์แบบถึงขีดสุดของงานชิ้นเยี่ยมได้ เป็นแค่การถากถางทางและบ่มประสบการณ์ให้เข้มข้นแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

อัลบั้มชุดนี้เริ่มเปิดและฉายภาพให้เห็นถึงทิศทางของความแตกต่างระหว่างดนตรี โปรเกรสสีฟ ร๊อค (Progressive Rock) กับ อาร์ต ร๊อค (Art Rock) ซึ่งโดยเผินๆ แล้ว เหมือนกับซ้อนซับทับเหลื่อมกันอยู่อย่างแยกไม่ออก แต่การวิวัฒน์ทางดนตรีทำให้เกิดสกุลดนตรีใหม่ออกมา แม้อาร์ต ร๊อค จะมาก่อนและถูกเรียกคลุมการสร้างสรรค์ของเหล่าดนตรีร๊อคหัวก้าวหน้าในยุคปลายยุคทศวรรษที่ 60 ต่อต้นทศวรรษที่ 70

ในความเป็นจริงที่นำมาแบ่งแยกให้เห็นถึงความแตกต่างที่ใช้ทำอย่างง่ายๆ ตามที่เห็นและเป็นอยู่ในการฟังดนตรีสายโปรเกรสสีฟ ร๊อค จะโน้มเอียงไปในทางท่วงทำนองที่ไพเราะสละสลวยในแบบประเพณีนิยมของดนตรีร๊อคมากกว่า แม้ว่าจะมีการวางโครงสร้างของเพลงแบ่งเป็นส่วนหรือท่อนต่างๆ ที่ซับซ้อนก็ตาม มีลักษณะของการเขียนเพลงเป็นเรื่องราวออกในทางวรรณกรรม ไม่ว่าจะเป็นเชิงกวีนิพนธ์ นวนิยายวิทยาศาสตร์แฟนตาซี หรือไซไฟ และมีกลิ่นอายของดนตรีตะวันออกจนถึงเทคนิคการเล่นชิ้นดนตรีที่มีกฎหรือระเบียบของดนตรีคลาสสิค (ในที่นี้มียกเว้นอยู่วงเดียวที่แตกต่างออกไปอย่างเห็นได้ชัดตามพิมพ์นิยมของดนตรีโปรเกรสสีฟที่มีลักษณะฉีกออกไปในแนวของตัวเอง นั่นคือวงพิงค์ ฟลอยด์)

ทางด้านดนตรีอาร์ต ร๊อค ถึงแม้จะคล้ายคลึงกัน แต่จะมีลักษณะในการทดลองเชิงดนตรีที่ไร้กรอบในอิทธิพลแบบหัวก้าวหน้าเชิงศิลปะในโหมดอวองต์การ์ด เนื้อหาแก่นสารทางเสียงจะมีความเป็นนวนิยายในแบบเรื่องเล่า ซึ่งให้ความสำคัญกับส่วนนี้มากกว่าความยิ่งใหญ่ของดนตรีซิมโฟนีของโปรเกรสสีฟ ร๊อค

ทั้งสองสกุลดนตรีจะมีธรรมชาติที่เป็นแบบเดียวกัน ในอัลบั้มที่เป็นจุดเด่นคือแบบแผนของดนตรีที่มีความยาวยืด ประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ และท่อนดนตรีที่สลับซับซ้อน รวมถึงการปล่อยอิสระให้ดนตรีแต่ละชิ้นเล่นขยายในเพลงได้อย่างเต็มที่

ว่ากันตามข้อเท็จจริงแล้ว วงดนตรีโปรเกรสสีฟร๊อคโดยส่วนมากแล้วจะมีฝีไม้ลายมือในการทำงานงานเชิง คอนเซ็ปต์ อัลบั้ม ซึ่งมีเรื่องราวเดียวเรียงร้อยกันทั้งหมด บอกเล่าเรื่องในแบบมหากาพย์ มีธีมหรือใจความหลักที่ยิ่งใหญ่อลังการ เสริมเติมด้วยเทคนิคของดนตรีร๊อคที่คมเข้มมาเชื่อมให้สมบูรณ์ รวมถึงการนำเสียงสังเคราะห์จากซินธิไซเซอร์หรือดนตรีซาวด์อิเล็กทรอนิคส์ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ขาดไม่ได้มาผสมผสานสร้างจินตนาการทางเสียงเพื่อนำโน้มไปสู่ภาพในหัวของคนฟังผ่านเรื่องราวในตัวเพลง

ถ้าจะขุดรากลงลึกไปจริงๆ ถึงดนตรีโปรเกรสสีฟ ร๊อค ซึ่งเริ่มต้นปรากฏออกมาในช่วงเหตุการณ์ของการทะลักทะลายของดนตรีบริติช ไซเคเดลิค ในปี 1967 (.. 2510) โดยเฉพาะการผสมผสานดนตรีคลาสสิคัลหรือซิมโฟนิค เข้ากับดนตรีร๊อค จนเป็นซิมโฟนิค ร๊อค ภายใต้การนำของวงอย่าง เดอะ ไนซ์ (the Nice) โพรคอล ฮารัม (Procol Harum) และ เดอะ มูดี บลูส์ (the Moody Blues)

ด้วยเครื่องไม้เครื่องมือและอุปกรณ์บันทึกเสียงที่มาใหม่ตามเทคโนโลยีทางด้านอิเล็กทรอนิกส์เสียงสังเคราะห์ที่เหมาะสมกับการใช้งานในห้องบันทึกเสียง ทำให้ขอบข่ายของการสร้างสรรค์และทดลองด้านเสียงมีมากขึ้นเพื่อให้สอดรับกับจินตนาการหรือจินตภาพในการเล่าเรื่องหรือส่งเนื้อสารออกสู่คนฟังพร้อมดนตรีเป็นพาหะ ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกัน สอดคล้องไปกับการเจริญเติบโตของเหตุการณ์ทางดนตรีใต้ดินหรือ อันเดอร์กราวด์ ในกรุงลอนดอน ซึ่งการใช้แอลเอสดีหรือโอสถหลอนจิตเป็นเรื่องปกติสามัญและยังไม่ผิดกฎหมาย

บทบาทของคณะดนตรีพิงค์ ฟลอยด์ และ สล็อต แมชชีน (Soft Machine) ถือเป็นวงประจำคลับที่เล่นยืนพื้นกันตลอดทั้งคืนในการจัดคอนเสิร์ตในคลับอย่าง มิดเดิล เอิร์ธ และ เดอะ ยูเอฟโอ คลับ คลับเหล่านี้ วงดนตรีต่างๆ ที่เข้ามาเล่นจะมีการทดลองทางเสียงต่างๆ มีองค์ประกอบของบทเพลงผ่านดนตรีที่มีรูปแบบยาวยืด

ด้วยเรื่องที่ปรุงแต่งโดยผู้กำกับการแสดง บาร์เบ็ต ชโรเดอร์ ในแบบภาพยนตร์เดินทางท่องไปในแบบ โรด ฮิปปี้ ดิสโทเปียน (Dystopian Hippie Road) หรือสังคมที่ไม่พึงประสงค์หรือน่าหวาดกลัว ปกครองด้วยระบบรวบอำนาจเบ็ดเสร็จ ซึ่งความหมายโดยพยัญชนะของ ดิสโทเปีย จึงหมายถึง ‘สถานที่เลวร้าย’ ว่าตรงกันข้ามกับแนวคิดสังคมแบบยูโทเปีย

หากว่าไปแล้วการมารับทำงานสกอร์ชุดนี้ของวงพิงค์ ฟลอยด์ และนำมาเป็นสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ถือว่าเป็นความเสี่ยง มากกว่าที่จะช่วยให้เป็นหมุดหมายสำคัญอันน่าจดจำ เพราะเป็นความหนักหนาที่จะต้องใส่พลังและความมีชีวิตชีวาเข้าไปในศิลปะอีกแขนงหรือศาสตร์หนึ่งให้กลืนกลายเป็นหนึ่งเดียวอย่างกลมกล่อม และต้องขยับหนีซาวด์ก้องสะท้อนหลอนลอยแบบไซเคเดลิคจากความเป็นสเปซ ร๊อค ในอัลบั้ม 2 ชุดแรกที่คนฟังรู้สึกว่าเป็นบุคลิกของวงในช่วงเวลานั้น และงานดนตรีและบทเพลงชุดนี้ได้กลายเป็นย่างก้าวที่ขึ้นบันไดไปอีกขั้น

โรเจอร์ วอเตอร์ส สามารถสร้างงานในแบบอะคูสติค บัลลาด ออกมายอดเยี่ยมใน 2-3 เพลง ซึ่งให้บรรยากาศและอารมณ์ความรู้สึกมืดมนและอาลัยโศก ซึ่งได้ถูกต่อยอดพัฒนาต่อมาอย่างสมบูรณ์แบบในอัลบั้ม ‘Wish You Were Hereและ ‘The Wallขณะที่ เดวิด กิลมอร์ ได้แสดงออกถึงลูกริฟฟ์กีตาร์ที่เฉียบคม เป็นเค้าลางของมือกีตาร์ที่ยิ่งใหญ่ในยุคต่อมา

Moreในฐานะภาพยนตร์ รวมถึงดนตรีและบทเพลงของพิงค์ ฟลอยด์ ได้กลายเป็นส่วนผสมของอารมณ์วูบไหวที่น่าประหลาดใจอย่างไม่คาดคิดมาก่อน ถึงการมาถูกที่ในการเปิดวัฒนธรรมคัลต์ให้เกิดขึ้นอย่างน่าฉงน /

พอล เฮง
paulheng_2000@yahoo.com

**********************************

  •  ตอนหน้ามาลงลึกถึงรายละเอียดของดนตรีและบทเพลงทั้งหมดในอัลบั้มนี้
mm

About พอล เฮง

นักวิพากษ์-นักวิจารณ์ที่ชอบขุดคุ้ยสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเพลงออกมาตีแผ่

View all posts by พอล เฮง