หูฟังไร้สายกำเนิดขึ้นมาเพราะความสะดวก ซึ่งก็ต้องยอมรับว่า ความสามารถในการเชื่อมต่อสัญญาณกับแหล่งกำเนิดสัญญาณโดยไม่ต้องใช้สายสัญญาณของหูฟัง wireless มีส่วนช่วยให้หูฟังประเภทนี้ได้รับความนิยมอย่างสูง ยิ่งเป็นหูฟังไร้สายประเภท Earbuds แบบ True Wireless ก็ยิ่งได้ความนิยมอย่างกว้างขวาง เพราะขนาดที่เล็กและมีน้ำหนักเบา ทำให้มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการใช้งานในชีวิตประจำวันของคนทั่วไปอย่างมาก
แต่เพราะ “ความสะดวกสบายในการใช้งาน” ไม่ได้จำกัดอยู่กับคนทั่วไปเท่านั้น แม้แต่คนที่ให้ความสำคัญกับ “คุณภาพเสียง” ในการใช้หูฟังเพื่อการฟังเพลงก็ต้องการหูฟังที่มีคุณสมบัติครบถ้วนเช่นกัน คือทั้งใช้สะดวกและเสียงดีด้วย นั่นเป็นที่มาของผู้ผลิตหูฟังบางแบรนด์อย่าง Edifier ที่มองเห็นความต้องการของตลาดคนใช้หูฟังตรงส่วนนี้และพร้อมให้การสนับสนุนด้วยการทุ่มเททั้งงบประมาณและเวลาในการค้นคว้าเทคนิคที่นำมาใช้ในการออกแบบรวมถึงกรรมวิธีที่นำมาใช้ในการผลิต เพื่อให้ได้ออกมาเป็นหูฟังที่มีคุณสมบัติครบอย่างที่นักนิยม “คุณภาพเสียง” และต้องการความสะดวกในการใช้งานต้องการ
หูฟังเอียร์บัด Edifier รุ่น Neobuds Planar
เมื่อความสะดวกในการใช้งานมาพร้อมคุณภาพเสียงที่ขยับสูงไปอีกขั้น..!!!
ผมเคยทดสอบหูฟังเอียร์บัดซีรี่ย์ NeoBuds ของแบรนด์ Edifier มาตั้งแต่รุ่น NeoBuds Pro เมื่อ ปี 2021 (REVIEW) และรุ่น NeoBuds Pro 2 เมื่อ ปี 2023 (REVIEW) ซึ่งดูจากรอบการเปลี่ยนรุ่นของผลิตภัณฑ์ในซีรี่ย์นี้ เหมือนว่าทางผู้ผลิตจะวางไทม์ไลน์ในการพัฒนาปรับปรุง (อัพเกรด) ไว้รุ่นละ 2 ปีโดยประมาณ เพราะตอนนี้เขากำลังเปิดตัวรุ่น NeoBuds Pro 3 อยู่

รุ่นแรก NeoBuds Pro (2021) ของผมแบตเตอรี่ข้างซ้ายกลับดาวไปแล้ว ส่วนตัว NeoBuds Pro 2 ยังใช้งานได้ดีอยู่ ตัว NeoBuds Planar ดูเหมือนจะเข้ามาแทรกเป็นรุ่นพิเศษในกลุ่ม NeoBuds เพราะมันไม่ได้ใช้โค๊ดรหัสว่า ‘Pro’ ห้อยท้ายรุ่น ในภาพข้างบนคือตัว NeoBuds Planar (ซ้าย) วางประกบกับ NeoBuds Pro 2 (ขวา) แสดงให้เห็นว่า กล่องของตัว NeoBuds Planar มีขนาดเล็กกว่า NeoBuds Pro 2 นิดหน่อย แต่รูปลักษณ์ภายนอกคล้ายกัน แสดงว่าทาง Edifier เขาพัฒนาทั้งตัวหูฟังและตลับเก็บหูฟังไปพร้อมๆ กัน
กล่องเล็กกระทัดรัดดี + สีสวย.!!



ตัวหูฟัง NeoBuds Planar ทั้งสองข้างบรรจุมาในตลับสี่เหลี่ยมมีฝาปิด เหลี่ยมมุมทุกด้านถูกลบออกจนมีลักษณะกลมมน ละมุนมือ ขนาดก็เล็กกระทัดรัด สัดส่วนโดยรอบแต่ละด้านรวมถึงความสูง ไม่เกิน 5 ซ.ม. ประกอบกับความโค้งมนรอบตัว ไม่มีเหลี่ยมเลย ทำให้สามารถสอดใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงได้อย่างแนบเนียน น้ำหนักก็ไม่เยอะ ตัวตลับของรุ่นนี้ทำเป็นสีดำทั้งตัว แต่ถ้าเจอกับแสงสว่างแล้ว ผิวของมันจะสะท้อนเป็นเหลือบสีเทาเข้มๆ คล้ายสีโทน space black ของโน๊ตบุ๊ค MacBook Pro 14 นิ้ว เวอร์ชั่นปัจจุบัน (*ลองใช้ด้วยกันแล้ว ไปกันได้ดีมากทั้งรูปทรง, สีสัน และสุ้มเสียง)
กล่องภายนอก กับอุปกรณ์เสริมที่ให้มา

แพ็คเกจที่บรรจุภายนอกมาในกล่องกระดาษแข็งที่ซ้อนกันถึง 2 ชั้น ชั้นนอกเป็นกล่องกระดาษแข็งสีน้ำตาล ส่วนกล่องชั้นในเป็นกล่องกระดาษแข็งสีขาว ทำมาแน่นหนาแข็งแรงมาก..

A : ตลับใส่หูฟัง
B : ถุงผ้าสำหรับพกพา
C : สายชาร์จแบตเตอรี่
D : จุกยางสำรอง
E : คู่มือการใช้งาน

ในกล่องมีตลับหูฟังพร้อมอุปกรณ์อื่นๆ รวมกันทั้งหมด 5 ชิ้น ผมชอบถุงผ้าที่เขาให้มา เป็นถุงผ้าสีเทาเข้ม เข้ากับตัวตลับของหูฟัง กรุด้านในด้วยผ้านุ่มสีครีมอีกชั้น มีสายรัด ดูสวยงามและใช้งานได้ดี..
เอียร์บัดแบบมีปีก..!!

ตัวบอดี้ของหูฟัง NeoBuds Planar มีลักษณะเป็นทรงกลมแบบเอียร์บัดทั่วไป แต่มีเสริมปีกยื่นออกมาเป็นก้านชี้ลงด้านล่าง ซึ่งส่วนของ “ปีก” ที่ว่านี้มีประโยชน์หลายอย่าง ข้างในนั้นเป็นที่ติดตั้งชิปไอซีที่ควบคุมการทำงานของฟังท์ชั่นต่างๆ และติดตั้งเสาอากาศรับคลื่น Bluetooth ด้วย นอกจากนั้น ปีกที่ว่านี้ยังมีส่วนช่วยจับยึดตัวหูฟังให้ล็อคแน่นเข้ากับใบหูขณะสวมใส่อีกด้วย

บอดี้ของตัวหูฟังมีขนาดเล็กมาก แถมน้ำหนักเบา เวลาสวมเข้ากับรูหูแล้วจะไม่รู้สึกถ่วงหนัก ทำให้ใส่ได้นานโดยไม่รู้สึกอึดอัด การเลือกขนาดของจุกยางที่พอดีกับรูหูจะส่งผลมาก ทั้งในแง่ของความสบายในการสวมใส่และในแง่คุณภาพของเสียงที่ได้ด้วย หูของผมชอบขนาด M มันฟิตกำลังดี ตอนใส่แล้วสั่งเปิดใช้โหมด noise cancelling จะรับรู้ได้ถึงความสงัดเงียบที่ชัดเจน..
การควบคุมสั่งงานบนตัวหูฟัง

การควบคุมการทำงานของตัวหูฟังสามารถทำได้ 2 วิธี วิธีแรกคือสั่งงานผ่านการสัมผัสลงไปบริเวณด้านข้างของปีกที่ยื่นออกมา (ตามภาพข้างบน) ซึ่งวิธีนี้มีอ๊อปชั่นให้สั่งงานได้หลายหน้าที่ ครอบคลุมทั้งการใช้โทรศัพท์และใช้ฟังเพลง โดยที่หน้าที่ของหูฟังแต่ละข้างจะเปลี่ยนไปตามลักษณะการใช้งาน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าแตะลงบนหูฟังข้างซ้ายหรือข้างขวา 1 ครั้ง จะเป็นการสั่งให้หูฟังรับฟังสายโทรฯ เข้า แต่ถ้าเป็นขณะฟังเพลง การแตะลงบนหูฟังข้างซ้ายหรือขวา 1 ครั้ง จะเป็นการสั่งเล่นเพลง หรือหยุดชั่วคราว (pause) ซึ่งต้องทดลองใช้งานดูสักพักถึงจะชินมือ

ถ้าสังเกต พื้นที่ตรงตำแหน่งที่ใช้รองรับการสัมผัสเพื่อสั่งงานของหูฟังตัวนี้ ผู้ผลิตเขาจะทำเป็นร่องยาวๆ เอาไว้บนสันด้านข้างของตัวหูฟังทั้งสองข้าง (ศรชี้ในภาพข้างบน) ซึ่งเหตุผลที่เขาทำจุดสัมผัสด้วยการเซาะเป็นร่องลึกลงไปก็เพื่อป้องกันไม่ให้เราสัมผัสกับจุดสั่งงานโดยไม่ตั้งใจนั่นเอง ดังนั้น ถ้าต้องการกดสัมผัสเพื่อสั่งงาน แนะนำให้ใช้ปลายเล็บจิกลงไปในร่องนี้เบาๆ จะสั่งงานได้ง่ายขึ้น ถ้าเอาปลายนิ้วไปแตะเฉยๆ จะไม่รับคำสั่ง เพราะนิ้วของเราจะไม่ไปสัมผัสกับจุดรับแรงกดที่อยู่ในร่อง
แอพลิเคชั่น Edifier Connex App

การควบคุมสั่งงานอีกทางหนึ่งเป็นการกระทำผ่าน application ที่ชื่อว่า Edifier Connex App ซึ่งแอพฯ ตัวนี้ถูกออกแบบขึ้นมาให้ใช้กับผลิตภัณฑ์ของ Edifier โดยเฉพาะ มีให้โหลดมาใช้ทั้งเวอร์ชั่น Android และ iOS หน้าตาของแอพฯ ก็เป็นแบบภาพข้างบน

เมื่อติดตั้งเสร็จแล้ว ที่หน้าแรกหรือหน้า Home ของแอพฯ นี้จะมีแจ้งระดับเปอร์เซ็นต์ของแบตเตอรี่ในทั้งหูฟังซ้าย–ขวาและระดับแบตเตอรี่บนตลับเอาไว้ (ในกรอบสีแดง) และมีหัวข้อเมนูย่อยให้เข้าไปทำการปรับตั้งทั้งหมด 4 หัวข้อ คือ
A = Noise Cancellation Controls
B = Sound Effects
C = Game Mode
D = Light Effects
Noise Cancellation Controls
อันแรก Noise Cancellation Controls เป็นเมนูที่มีไว้ให้เข้าไปปรับตั้งรูปแบบของฟังท์ชั่น Noise Cancellation ซึ่งในนั้นมีให้เลือกปรับใช้งานอยู่ 5 อ๊อปชั่น

จากรูปข้างบน อ๊อปชั่นแรกคือ Adaptive Noise Cancellation หรือ ANC ซึ่งอันนี้เขาจะใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ระดับการตัดเสียงรบกวนให้คุณเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพในการตัดเสียงรบกวนสูงสุด โดยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและรุ่นของหูฟังที่ใช้ ซึ่งเป็นอ๊อปชั่นที่สะดวกมาก มันจะปรับระดับการตัดเสียงรบกวนไปตามสภาพแวดล้อมให้เอง เราไม่ต้องคอยเลือก ซึ่งต้องบอกเลยว่า อ๊อปชั่นนี้ให้ผลยอดเยี่ยมมาก แม้ในสภาพแวดล้อมที่รู้สึกว่าเงียบมากแล้ว พอกดเลือกอ๊อปชั่นนี้ พบว่า เสียงในหูฟังมันเงียบลงไปได้อีก ส่วนหัวข้อ Noise Cancellation เหมือนจะใช้อัตราการตัดเสียงรบกวนแบบคงที่ระดับเดียว ซึ่งก็ตัดเสียงแวดล้อมได้เงียบมาก

ส่วนอันที่สามคือ Ambient Sound เป็นหัวข้อที่เปิิดโอกาสให้คุณทำการปรับตั้งรูปแบบของการรับฟังเสียงแวดล้อมแบบไม่ต้องถอดหูฟังออก ซึ่งมีเงื่อนไข หรืออ๊อปชั่นให้เลือก 4 รูปแบบ คือ Adaptive Transparency เป็นรูปแบบที่ปรับระดับเสียงแวดล้อมที่เข้ามาในหูฟังแบบไม่ตายตัว ขึ้นอยู่กับสภาพเสียงแวดล้อมในสถานที่นั้นๆ อ๊อปชั่นที่สองคือ Voice Enhancement อันนี้จะเน้นทำให้ได้ยินเสียงพูดของคนที่ชัดเจนมากขึ้น เหมาะเลือกใช้กรณีที่ต้องมีการพูดคุยกับคนภายนอกโดยไม่ต้องถอดหูฟัง หัวข้อที่สามคือ Balanced จะปรับให้ได้ยินเสียงภายนอกในแต่ละความถี่ที่ใกล้เคียงกัน ส่วนอันสุดท้ายคือ Background Sound ดูเหมือนว่าเสียงแวดล้อมจะถูกทำให้ดังมากขึ้นหน่อย แต่ก็ยังไม่ดังเท่ากับถอดหูฟัง
หัวข้อต่อไปคือ Wind Reduction อันนี้เอาไว้ใช้ลดเสียงลมตีเข้าหูฟัง เหมาะกับการเลือกใช้ขณะที่คุณออกไปเดินนอกอาคารและมีลมค่อนข้างแรง สุดท้ายคือ Noise Cancellation Off อันนี้คือปิดการทำงานของฟังท์ชั่น Noise Cancellation ซึ่งเสียงที่ได้ยินในหูก็เหมือนกับเสียงที่ได้ยินหลังจากเสียบตัวหูฟังเข้าไป คือเสียงแวดล้อมจะเบาลงเพราะมีตัวหูฟังอัดอยู่ในรูหู
*** หมายเหตุ : หลังจากลองฟังแล้ว ผมไม่ชอบฟังเพลงด้วยการเปิดใช้ ANC ของหูฟังตัวนี้ เพราะว่ามันตัดเสียงด้านบนๆ (แหลม) และด้านทุ้มลึกๆ ของเพลงออกไปด้วย โดยส่วนตัวหลังจากทดลองกดเลือกฟังทุกโหมดแล้ว ขณะฟังเพลง ผมชอบเลือกเปิดโหมด Ambient Sound > Adaptive Transparency มากกว่า เพราะมันให้รายละเอียดเสียงออกมาครบกว่า และได้อัตราสวิงไดนามิกที่เปิดกว้างกว่าเปิดโหมด ANC อย่างชัดเจน
Sound Effects

เป็นเมนูให้ใช้ปรับแต่งเสียง ซึ่งในนั้นมีหัวข้อเมนูย่อยให้ปรับเลือกทั้งหมด 4 หัวข้อ เริ่มจาก Original อันนี้คือเสียงที่มาจากต้นทาง ไม่มีการปรับแต่งใดๆ หัวข้อที่สองคือ Dynamic เสียงจะเข้มข้นมากขึ้น เพราะมีการบู๊สต์ขึ้นมาทั้งทุ้ม–กลาง–แหลมโดยยังคงรูปแบบของโทนัลบาลานซ์เดิมไว้ กับเพลงเร็วๆ จะฟังมันส์มากขึ้น ส่วนข้อสามคือ Electrostatic อันนี้จะให้เสียงกลาง–แหลมที่โดดเด่น ติดโปร่งนิดๆ เบสจะถอยไปอยู่หลังกลาง–แหลมและลดความดังลง เหมาะกับหูฟังที่ใช้ไดเวอร์แผ่นฟิล์มจะถูกเน้นให้โดดเด่นมากขึ้น ใครชอบฟังเสียงกลาง–แหลมเด่นๆ น่าจะชอบอ๊อปชั่นนี้ ส่วนอันสุดท้ายคือ Customized เป็นอ๊อปชั่นที่เปิดโอกาสให้คุณปรับแต่งเสียงตามใจชอบด้วยตัวเอง

มีอีคิวมาให้ปรับตั้ง 4 แบนด์ โดยมีหัวข้อปรับแต่งให้มา 3 หัวข้อ ที่ปรับได้ คือ Gain, Q Factor และ Frequency ซึ่งความถี่ที่สามารถปรับตั้งได้จะอยู่ระหว่าง 20Hz ขึ้นไปจนถึง 6000Hz โดยแยกเป็น 4 แบนด์ ทางผู้ผลิตตั้งความถี่เริ่มต้นมาให้ที่ 100Hz, 1000Hz, 3000Hz และ 5000Hz คุณจะลองปรับตั้งตามความถี่ที่ผู้ผลิตกำหนดตั้งต้นมาให้ก่อนก็ได้ พอเริ่มคุ้นเคยแล้ว ค่อยลองปรับเปลี่ยนความถี่ตามที่ต้องการได้อีก ซึ่งคนที่พอมีความเข้าใจกับการปรับตั้งคงจะรู้สึกสนุกกับการปรับแต่งเสียงจากฟังท์ชั่นนี้ ส่วนคนที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจจะลองปรับเล่นก็ไม่เสียหายอะไร ถ้าปรับแล้วออกทะเลก็ยังสามารถกลับไปเลือกฟังโหมดเสียงที่ผู้ผลิตปรับสำเร็จมาให้ได้ ซึ่งจากการทดลองฟังผมพบว่า ทั้ง 3 โหมด คือ Original, Dynamic และ Electrostatic ก็ถือว่าครอบคลุมรสนิยมในการฟังของผมแล้ว เชื่อว่าคนทั่วไปก็น่าจะแฮ้ปปี้กับโหมดเสียงสำเร็จรูปทั้งสามแบบนี้เช่นกัน
*** หมายเหตุ : แน่นอนว่า ถ้าเน้นคุณภาพเสียงจากการฟังเพลงแบบจริงๆ จังๆ ไม่ชอบปรุงแต่ง color เข้าไปในเพลงให้ออกมาเป็นเสียงที่ตัวเองชอบ ต้องเลือกอ๊อปชั่นในเมนู Sound Effects ไปที่ Original เท่านั้น เพื่อฟังเสียงของเพลงที่เจ้าของเพลงตั้งใจจูนมาให้เราฟังจริงๆ.!!!
Game Mode

เมนูนี้จะปรับแก้เรื่องความหน่วงช้า (latency) ของสัญญาณเสียง เพื่อให้เสียงกับภาพของเกมส์เกิดขึ้นทันกัน เป็นโหมดที่เหมาะใช้กับการเล่นเกมส์ตามชื่อ ซึ่งหูฟังตัวนี้สามารถปรับลดความหน่วงช้าได้อยู่ในช่วง 80 – 60 มิลลิเซคัล
Light Effects

ที่แถวล่างสุดของหน้า Home ตรงหัวข้อ Light Effects เป็นที่เลือกสีของไฟ LED บนตัวตลับ โดยมีให้เลือกทั้งหมด 6 สีด้วยกัน ซึ่งอันนี้ไม่มีหลักเกณฑ์อะไร แล้วแต่ชอบเลย..!!
การตั้งค่าการทำงานของหูฟังอื่นๆ
ผ่านเมนู Settings

นอกจากนั้น ยังมีการปรับตั้งการทำงานของหูฟัง NeoBuds Planar อีกหลายอย่างที่ถูกเก็บรวบรวมอยู่ในหัวข้อเมนู Settings โดยมีทางเข้าอยู่ที่รูปเฟืองตรงมุมขวาบนของหน้าโฮม (ตำแหน่งศรชี้ภาพซ้าย) ซึ่งหลังจากแตะลงไปบนรูปเฟืองนี้แล้ว หน้าแอพฯ จะเปลี่ยนไปเป็นภาพทางขวา ซึ่งแสดงหัวข้อที่ให้คุณเข้าไปปรับตั้งได้ เรียงกันลงไปทั้งหมด 10 หัวข้อ ดังนี้
1. User Manual : ไปดูคู่มือการใช้งาน
2. Control Settings : ปรับตั้งการทำงานของหูฟังผ่านการแตะที่หูฟังข้างซ้ายและข้างขวา ทั้งที่เป็นการแตะ 2 ครั้ง (Double Press), แตะ 3 ครั้ง (Triple Press) และแตะค้างไว้ (Press and Hold)
3. Press Sensitivity : ปรับระดับแรงกดในการสั่งงานบนตัวหูฟังทั้งสองข้าง
4. Wearing Detection : ปรับตั้งการทำงานของหูฟังขณะปลดออกมาจากหู ซึ่งเลือกตั้งได้ 3 แบบ คือ
4.1 Disable = หูฟังยังทำงานต่อเนื่องปกติหลังจากปลดหูฟังออกมา
4.2 Remove to pause audio, Insert to resume audio = พอเอาหูฟังออก เพลงจะหยุด หลังจากเสียบหูฟังเข้าไป เพลงจะกลับมาเล่นต่อ
4.3 Remove to pause audio, No action when inserted = พอเอาหูฟังออก เพลงจะหยุด หลังจากเสียบหูฟังเข้าไปก็จะไม่เล่นต่อ
5. Multipoint Connection : เปิด/ปิดฟังท์ชั่นเชื่อมต่อหูฟังตัวนี้เข้ากับอุปกรณ์ 2 ชิ้นพร้อมกัน (* เคล็ดลับ > ถ้าเน้นคุณภาพเสียงในการฟังเพลง แนะนำให้ “ปิด” ฟังท์ชั่นนี้ไว้ขณะฟังเพลง)
6. Find My Product : ฟังท์ชั่นที่ใช้ค้นหาหูฟัง ใช้ในกรณีที่วางลืมไว้แล้วหาไม่เจอ (* หลังจากกดปุ่ม ‘Search’ ตัวหูฟังจะมีเสียงเพลงเล่นออกมาดังมาก ไม่แนะนำให้ทดลองใช้ฟังท์ชั่นนี้ขณะสวมหูฟังเด็ดขาด)
7. Prompt Volume : ปรับระดับความดังของเสียงที่ตบอสนองกับการสั่งงาน
8. Power Off : มีอยู่ 2 คำสั่ง คือ
8.1 Power Off = สั่งปิดการทำงานของหูฟัง
8.2 Schduled Power-Off = กำหนดเวลาปิดอัตโนมัติเมื่อไม่ได้มีการใช้งาน ซึ่งมีให้เลือกปรับตั้งหลายระดับ เริ่มตั้งแต่ Never คือไม่หยุดเลย และเริ่มหยุดหลังไม่ได้มีการใช้งานตั้งแต่ 10 นาที, 20 นาที, 30 นาที, 1 ชั่วโมง และ 1.5 ชั่วโมง
9. Bluetooth Settings : มีให้เลือก 2 อ๊อปชั่น คือ
9.1 Disconnect Bluetooth = ตัดการเชื่อมต่อบลูทูธ
9.2 Re-Pair = เชื่อมต่อใหม่อีกครั้ง
10. Factory Settings : เปิด/ปิด ฟังท์ชั่นที่ย้อนการปรับตั้งไปสู่ค่าที่ปรับมาจากโรงงาน
จุกยาง

ภายในกล่องจะมีจุกยางสำรองแถมมาให้หนึ่งแพ็ค 4 ขนาด คือ XS, S, M และ XL อย่างละชุด (บนตัวหูฟังจะมีจุกยางเบอร์ M ติดตั้งอยู่แล้ว ซึ่งหลังจากแกะกล่องแล้ว ก่อนอื่นเลย แนะนำให้ทดลองขนาดของจุกยางที่แนบแน่นพอดีกับรูหูของคุณเป็นอย่างแรก หลักการที่ถูกต้องคือเลือกจุกยางที่สวมใส่กระชับพอดีกับรูหูและร่องหูให้มากที่สุด ซึ่งจะส่งผลกับคุณภาพเสียงและการทำงานของฟังท์ชั่น ANC กรณีที่จุกยางหลวมไม่พอดีกับหู อาจจะทำให้รู้สึกใส่สบายก็จริง แต่จะซีลด์เสียงภายนอกได้ไม่สนิท มีผลให้เสียงไม่ดี คือเบสจะบาง เนื้อเสียงจะไม่เข้ม รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ จะถูกกลบ และทำให้ฟังท์ชั่น ANC ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และขณะเคลื่อนไหวเร็วๆ ยังอาจจะทำให้ตัวหูฟังหลุดจากหูได้ง่ายอีกด้วย
แบตเตอรี่ กับการชาร์จ


ที่ด้านหลังของตลับจะมีช่องเสียบหัวแจ็ค USB-C อยู่หนึ่งจุด ไว้ให้เสียบหัวแจ็ค USB-C ของสายชาร์จที่แถมมาให้ในกล่อง เมื่อชาร์จจนเต็ม จะสามารถใช้งานติดต่อกันตลอดเวลาได้นาน 5.5 ชั่วโมง กรณีที่เปิดใช้งานฟังท์ชั่น ANC แต่ถ้าใช้งานต่อเนื่องโดยปิดฟังท์ชั่น ANC จะยืดเวลาได้ยาวถึง 7.5 ชั่วโมง ในขณะที่แบตเตอรี่ในตลับจะช่วยชาร์จเพิ่มเวลาใช้งานไปได้อีก 22 ชั่วโมงครึ่ง กรณีไม่ใช้ฟังท์ชั่น ANC หรือได้ 15 ชั่วโมง ถ้าใช้ฟังท์ชั่น ANC (*สรุปคือ แบตเตอรี่ในตัวหูฟัง + จากตลับใส่หูฟังรวมกัน ถ้าไม่เปิด ANC จะใช้ได้นาน 30 ชั่วโมง ถ้าเปิด ANC จะใช้ได้นาน 20 ชั่วโมง) และหูฟังรุ่นนี้ยังรองรับการชาร์จแบบ fast charging ด้วย ในอัตราชาร์จ 10 นาที ใช้ได้ 2 ชั่วโมง

NeoBuds Planar รองรับการชาร์จแบตฯ ผ่านทางแท่นชาร์จไร้สายของแบรนด์ใดก็ได้ ที่จ่ายไฟ 5V/1A ผมทดลองชาร์จบนแท่นชาร์จของ Sony รุ่น CP-WP1 ที่ให้เอ๊าต์พุตอยู่ที่ 5W พบว่าสามารถชาร์จไฟให้ NeoBuds Planar ได้สบายเลย ขณะที่กำลังชาร์จ ไฟ LED ที่ด้านหน้าของตลับจะสว่างขึ้นในลักษณะวูบขึ้นวูบลง เมื่อชาร์จจนเต็ม ไฟนี้จะดับลง
พูดถึงปริมาณแบตเตอรี่ กรณีทดลองใช้งานในชีวิตจริง ผมพบว่า ผมจะใช้งานโดยเปิดฟังท์ชั่น ANC ประมาณครึ่งนึงของครั้งที่ใช้ในแต่ละวัน ซึ่งหลังจากชาร์จไฟทั้งบนตัวหูฟังและในตัวตลับจนเต็มแล้ว ผมสามารถใช้งานได้ “ทั้งวัน” โดยเสียบหูฟังไว้คาหูตลอด เวลาแบตฯ หมดก็เอาเข้าไปชาร์จในตลับ ชาร์จเต็มแล้วก็เอาออกมาใช้ต่อเลย ทดลองทำแบบนี้ตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เช้ายันเย็น นับเวลารวมๆ กันประมาณ 8 ชั่วโมง พบว่าผมไม่ต้องชาร์จเพิ่มเลย คิดว่าถ้าใช้โดยเปิดๆ ปิดๆ ฟังท์ชั่น ANC น่าจะใช้ได้นานไม่ต่ำกว่า 25 ชั่วโมงแน่ๆ
ไดเวอร์ Planar Magnetic
The Magic..!!!
ก่อนจะไปทดลองฟังเสียงของหูฟัง NeoBuds Planar ตัวนี้ ผมอยากจะวกกลับไปพูดถึงดีไซน์ของหูฟังตัวนี้ในบางจุดกันก่อน ซึ่งเหตุที่ต้องพูดถึงก็เพราะว่ามันเป็นดีไซน์ที่มีความพิเศษให้ต้องพูดถึงนั่นเอง..

และความพิเศษที่ว่าอยู่ที่ “ไดอะแฟรม” ที่ใช้ในหูฟังรุ่นนี้ ซึ่งโดยปกติ ในหูฟังเอียร์บัดแบบไร้สายส่วนใหญ่จะใช้ไดเวอร์ทรงกรวยไดนามิก แต่ไดเวอร์ที่ใช้ในรุ่น NeoBuds Planar ตัวนี้เป็นไดเวอร์แผ่นฟิล์ม Planar Magnetic ที่ถูกแพ็คให้อยู่ในลักษณะเป็นโมดูลไดเวอร์ขนาด 12 mm โดยมีแม่เหล็กติดตั้งอยู่ทั้งสองด้านของแผ่นฟิล์มไดอะแฟรมที่มีความบางมากแค่ 2 ไมครอน ซึ่งแม่เหล็กที่ว่านี้จะส่งแรงกระทำกับเส้นตัวนำบางๆ ที่ติดตั้งอยู่บนแผ่นฟิล์มในลักษณะ “ผลัก/ดัน” (push/pull) ไปตามขั้วของแม่เหล็กที่แปรเปลี่ยนสลับไปตามสัญญาณเสียงที่เข้ามา ก่อให้เกิดเป็นมูพเม้นต์การขยับเข้า/ออกของแผ่นฟิล์มไดอะแฟรมในการผลักและดึงอากาศจนเกิดเป็น “คลื่นเสียง“

ไดเวอร์ Planar Magnetic ดีกว่าไดเวอร์แบบกรวย dynamic อย่างไร.? แผ่นฟิล์ม Planar Magnetic บวกกับแผงเส้นตัวนำที่ติดตั้งอยู่บนแผ่นฟิล์ม รวมกันแล้วมีความหนาไม่ถึง 10 ไมครอน เท่านั้น นั่นทำให้ไดอะแฟรมพลาน่าร์มีความบางและเบามากเป็นพิเศษ ซึ่งส่งผลดีต่อการตอบสนองต่อสัญญาณเสียง ทั้งในแง่ของการตอบสนองต่อสัญญาณที่มีความเบามากๆ รวมถึงในแง่ของการตอบสนองต่อสัญญาณทรานเชี้ยนต์ที่มีความเร็วมากๆ ด้วย ทว่า.. นั่นเป็นเพียงแค่หนึ่งในข้อดีเท่านั้น ยังมีอีกคุณสมบัติของไดเวอร์ Planar Magnetic ที่ส่งผลดีต่อเสียงมากๆ นั่นคือ “ความสมมาตร” ของแรงกระทำจากเส้นลวดตัวนำลงไปบนแผ่นไดอะแฟรมที่เท่าเสมอกันทั้งแผ่น ทำให้คลื่นเสียงที่เกิดขึ้นมีความเที่ยงตรงแม่นยำ ไม่ผิดเพี้ยนไปจากสัญญาณต้นฉบับ ผิดกับไดเวอร์กรวยไดนามิกที่ขดลวดตัวนำ (วอยซ์คอย) จะกระทำลงบนแผ่นกรวยไดอะแฟรมเฉพาะบริเวณตรงกลางของกรวย ทำให้เกิดความไม่สมมาตรของแรงกระทำลงบนไดอะแฟรม ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึงคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นก็ไม่สมมาตรไปด้วย
ความสมมาตรของแรงกระทำลงบนแผ่นฟิล์มไดอะแฟรมของไดเวอร์พลาน่าร์ของหูฟังตัวนี้ เป็นผลที่ได้มาจากนวัตกรรมที่มีชื่อว่า EquaMassTM Wiring ซึ่งวิศวกรของ Edifier คิดค้นขึ้นมาใช้กับไดเวอร์พลาน่าร์ที่ใช้ในหูฟังรุ่นนี้ เป็นนวัตกรรมที่ใช้แผงลวดตัวนำที่ประกอบด้วยเส้นตัวนำที่มี “ความกว้าง” เท่ากันทุกเส้นวางเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบบนแผ่นไมล่าร์ที่ใช้เป็นไดอะแฟรมจนเต็มพื้นที่ ซึ่งแผงตัวนำ EquaMassTM ที่ใช้ในหูฟัง NeoBuds Planar เป็นเวอร์ชั่นที่พัฒนามาถึง generation ที่ 2 แล้ว โดยปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพในการควบคุมไดอะแฟรมที่ดีขึ้น
ทดลองใช้งานโทรศัพท์
NeoBuds Planar เชื่อมต่อด้วย Bluetooth กับสมาร์ทโฟน iPhone 12 ได้อย่างรวดเร็ว และใช้งานร่วมกันได้เสถียรมาก
มีข้อสังเกตอยู่นิดนึงตอนที่ผมทดลองใช้ NeoBuds Planar รับสายโทรฯ เข้า คือพบว่า ถ้าปลายสายโทรฯ มาผ่านผู้ให้บริการ WhatApp กับ Line ผมไม่ได้ยินเสียงตอนเรียกเข้า แต่เพลงที่กำลังฟังจะหยุดลงทำให้รู้ว่ามีสายเข้า พอกดรับสายก็ได้ยินเสียงจากปลายสายที่ชัดเจน สามารถพูดคุยสื่อสารกันได้โดยไม่มีอุปสรรคใดๆ พอลองเปลี่ยนมาให้ปลายสายโทรฯ เข้าผ่านทางเบอร์โทรฯ ค่าย dtac ปรากฏว่า ได้ยินเสียงเรียกเข้า และสามารถโทรฯ คุยกันได้อย่างชัดเจน เคลียร์มาก.. สรุปว่า NeoBuds Planar เป็นหูฟังที่มีคุณสมบัติในการรับสายโทรฯ ได้ดี เป็นที่น่าพอใจ ถ่ายทอดเสียงปลายสายออกมาได้ชัดเจนมาก การสนทนาก็ลื่นไหลตลอดไม่มีสะดุด ผมให้เต็มสิบไม่หักเลย.!!!
ทดลองใช้งานฟังเพลง
ก่อนเริ่มต้นทดลองฟังเพลง ผมทดลองเปิด/ปิดฟังท์ชั่น ANC ของหูฟังตัวนี้พร้อมกับการฟังเพลงไปด้วย พบว่า เลือกตั้งไว้ที่ Ambient > Adaptive Transparency จะให้เสียงโดยรวมออกมาดีที่สุด ซึ่งผลสรุปการฟังทดสอบคุณภาพเสียงของหูฟัง NeoBuds Planar ตัวนี้ ผมทดลองฟังภายใต้เงื่อนไขข้างต้นนี้

หูฟังตัวนี้ใช้ชิปโปรเซสเซอร์ของ Qualcomm ‘Snapdragon Sound’ จัดการกับ “เสียง” ทั้งในส่วนของฟังท์ชั่น ANC, การรับสายโทรฯ ร่วมกับไมโครโฟนที่ฝังอยู่บนตัวหูฟังข้างละ 3 ตัว นอกจากนั้น ชิปเซ็ต Snapdragon Sound ตัวนี้ยังรับหน้าที่ในการเชื่อมต่อและรองรับกับการถอดรหัสของสัญญาณเสียงเพลงที่เข้ามาในรูปของไฟล์ฟอร์แม็ตต่างๆ อีกด้วย และแน่นอนว่า ภาค DAC ในตัวหูฟัง NeoBuds Planar นี้ มีความสามารถรองรับฟอร์แม็ตเสียงระดับ Hi-Res อย่าง LHDC 5.0 และฟอร์แม็ต LDAC ของ Sony ที่ส่งผ่านมาทาง Bluetooth แบบไร้สายได้ถึงระดับ 24/96 ด้วย (*เมื่อใช้ร่วมกับอุปกรณ์พกพาที่รองรับฟอร์แม็ตเหล่านั้น)

แม้ว่าหูฟัง NeoBuds Planar ตัวนี้จะสามารถใช้งานร่วมกับ iPhone 12 ของผมได้ทุกหน้าที่ ทั้งรับโทรฯ และฟังเพลงที่เล่นไฟล์จากฮาร์ดดิสในตัว iPhone 12 เองหรือสตรีมไฟล์เพลงจาก TIDAL มันก็ทำงานได้อย่างลื่นไหล ไม่มีตำหนิใดๆ เสียงที่ออกมาก็ถือว่าดีพอสมควร พุดได้ว่าดีกว่ามาตรฐานที่คนทั่วไปคาดหวัง แสดงถึงประสิทธิภาพที่สูงมากของไดเวอร์ Planar ในตัวหูฟังตัวนี้ที่ทำให้เพลงที่ฟังมีความนุ่มนวล น่าฟัง และให้รายละเอียดของเสียงออกมาดี แต่สำหรับคนที่คุ้นเคยอยู่กับการเล่นเครื่องเสียงซึ่งมีมาตรฐานการฟังที่สูงกว่าคนทั่วไป ถ้าอยากจะฟังเพลงแบบที่เจาะลงไปให้ถึง “ก้นบึ้ง” ของอารมณ์จริงๆ ก็ต้องยอมรับว่า สมาร์ทโฟนค่าย Apple ก็ยังตอบสนองได้ไม่ถึงระดับของนักเล่นเครื่องเสียง ซึ่งไม่เกี่ยวกับหูฟัง แต่เป็นเพราะอุปกรณ์ของค่าย Apple ทุกชนิดไม่รองรับการส่งสัญญาณเสียงด้วยโปรโตคอล LDAC หรือ LHDC และโปรโตคอลอื่นใดนอกเหนือจาก SBC กับ AAC ของเขาเองเมื่อต้องรับ/ส่งสัญญาณเสียงผ่านทาง Bluetooth
ด้วยเหตุนี้ ถ้าต้องการฟังเพลงที่มีคุณภาพเสียงสูงขึ้นไปถึงระดับ Hi-Res ผ่านทาง Bluetooth คุณต้องมีสมาร์ทโฟน หรือเครื่องเล่นไฟล์เพลงพกพา หรืออุปกรณ์พกพาที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ Android จึงจะสามารถปลดล็อคความสามารถของชิป Qualcomm ‘Snapdragon Sound’ เพื่อเสพอรรถรสของคุณภาพเสียงเพลงระดับไฮเรซฯ ได้อย่างเต็มที่จริงๆ.!


เพื่อการทดลองฟังเพลงที่เน้นคุณภาพแบบจริงๆ จังๆ ผมจึงเปลี่ยนมาใช้เครื่องเล่นไฟล์เพลงพกพา (DAP) รุ่น A&Futura SE180 ของ Astell&Kern ทำหน้าที่เล่นไฟล์เพลงแทน iPhone 12 เพื่อทดลองฟังคุณภาพเสียงระดับไฮเรซฯ ของหูฟัง NeoBuds Planar ตัวนี้ ซึ่งขั้นตอนก็ไม่มีอะไรยุ่งยาก เพราะภาค DAC ของ A&Futura SE180 ตัวนี้ก็รองรับโปรโตคอล LDAC อยู่แล้ว แค่ผมทำการเชื่อมต่อ NeoBuds Planar เข้ากับ A&Futura SE180 ผ่านทาง Bluetooth เสร็จแล้ว จากนั้นก็เข้าไปในเมนูของ A&Futura SE180 เพื่อทำการปรับเลือก Bluetooth Codec ให้รองรับ LDAC เท่านั้นเอง
ฟังไฟล์ Hi-Res คือ เสียงสวรรค์.!!

เพลง : The Girl in The Other Room (https://tidal.com/browse/track/77702760?u)
ศิลปิน : Diana Krall
หลังจากเปลี่ยนมาใช้ A&Futura SE180 เล่นไฟล์เพลงแทน iPhone 12 แล้ว เสียงที่ออกมาเป็นหนังคนละม้วนเลย.!!! โดยเฉพาะเมื่อปรับที่ตัว SE180 ให้สื่อสารกับ NeoBuds Planar ด้วยฟอร์แม็ต LDAC ทำให้สามารถเล่นไฟล์เพลง FLAC 24/96 ที่สตรีมมาจาก TIDAL ออกมาได้เต็มๆ ทั้งเสียงร้องและเสียงเปียโนของ Diana Krall ทั้งลอย พลิ้ว และนวลเนียนมาก ยอดเยี่ยมสุดๆ โดยเฉพาะในแง่ของ “รายละเอียด” ที่ชี้ชัดมากยิ่งขึ้น เทียบกับตอนฟังเพลงเดียวกันนี้ จากแหล่งเดียวกันนี้ด้วยหูฟังคู่เดียวกันนี้แต่ใช้ iPhone 12 เล่นไฟล์เพลง พบว่า เสียงออกมานุ่มๆ นัวๆ ไปเลย ความสด กระจ่าง สู้ไม่ได้เลย ได้ฟังเทียบกันจะจะแบบนี้จึงทำให้เข้าใจความหมายของคำว่า background music คือเสียงที่ได้จาก iPhone 12 ที่ให้ได้แค่เสียงเพราะๆ นุ่มๆ สบายหู แต่พอฟังด้วยฟอร์แม็ต LDAC ซึ่งเล่นด้วย SE180 เสียงที่ออกมาให้ความรู้สึกเหมือนฟังการบรรเลงจริงๆ มากกว่า ทั้งๆ ที่เป็นหูฟังคู่เดียวกัน แต่ละเสียงมีความเป็นตัวเป็นตนปนออกมากับเสียงด้วย ไม่ถอยลงไปกลมกลืนอยู่กับแบ็คกราวนด์ด้านหลัง อย่างเสียงเปียโนของไดอาน่า ครอลก็รับรู้ได้ถึงปลายนิ้วที่เธอพรมลงไปบนคีย์แต่ละคีย์ด้วยน้ำหนักที่ต่างกัน เป็นความละเมียดละมัยที่สอดแทรกอยู่ระหว่างโน๊ตแต่ละตัว ซึ่งถ้าไม่ใช่ไฟล์ไฮเรซฯ และไม่ใช่หูฟังที่ใช้ไดเวอร์ Planar Magnetic คู่นี้ก็คงจะไม่ได้ยินอะไรแบบนี้..

เพลง : I Can’t Stand The Rain (https://tidal.com/browse/track/96461945?u)
ศิลปิน : Woongsan

เพลง : แค่นั้น (Live) (https://tidal.com/browse/track/255470111?u)
ศิลปิน : พงษ์สิทธิ์ คำภีร์
ตอนฟังเพลง The Girl in The Other Room ของ Diana Krall โดยเล่นเพลงผ่าน SE180 เทียบกับเล่นผ่าน iPhone 12 มาที่หูฟัง NeoBuds Planar แค่เริ่มรู้สึกว่า หูฟัง NeoBuds Planar ตัวนี้จะให้เสียงที่สามารถเจาะลงไปถึงรายละเอียดลึกๆ ออกมาได้มากขึ้นถ้าจับกับอุปกรณ์เล่นไฟล์เพลงที่มีประสิทธิภาพสูงๆ ที่รองรับฟอร์แม็ต LDAC ได้ และเพื่อให้ชัดเจนมากขึ้น ผมเลยเลือกไฟล์เพลงระดับไฮเรซฯ FLAC 24/96 จาก TIDAL ออกมาลองฟังอีก 2 เพลง คือเพลง I Can’t Stand The Rain ของ Woongsan กับเพลง แค่นั้น (Live) ของ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ซึ่งผมคุ้นเคยกับทั้งสองเพลงนี้ดีและใช้ทดสอบชุดเครื่องเสียงบ้านอยู่เป็นประจำ จุดเด่นของสองเพลงนี้คือบันทึกเสียงมาได้ความรู้สึกเหมือนฟังดนตรีสดมากเป็นพิเศษ คุณสมบัติที่ทำให้ฟังแล้วรู้สึกแบบนั้นก็คือ ความสามารถในการสวิงไดนามิกของเสียงที่เปิดกว้างมากๆ ตั้งแต่ช่วงเบาสุดขึ้นไปจนถึงระดับความดังสูงๆ โดยไม่มีการอั้น (compress) แต่อย่างใด ถ้าฟังสองเพลงนี้แล้วรู้สึกผิดปกติกับไดนามิกไม่ว่าจะเป็นไปในลักษณะที่อั้นตื้อ หรือพีคจนปลายเสียงแตกซ่าน แสดงว่าอุปกรณ์เครื่องเสียงชุดนั้นมีปัญหา ซึ่งหูฟัง NeoBuds Planar ตัวนี้สามารถถ่ายทอดไดนามิกสวิงของสองเพลงข้างต้นนั้นออกมาได้อย่างน่าพอใจ..
ยิ่งไปกว่านั้น ลักษณะการสวิงไดนามิกของหูฟังตัวนี้มันมีประเด็นบางอย่างที่แตกต่างจากหูฟังที่ใช้ไดเวอร์กรวยไดนามิกอย่างรุ่น NeoBuds Pro 2 คือผมพบว่า หูฟังตัวนี้มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘hot spot’ (หรือ overshoot) เกิดขึ้นกับส่วนที่เป็น “ทรานเชี้ยนต์” ของ “อิมแพ็ค” (สัมผัสแรกของเสียง) เหมือนตอนฟังผ่านหูฟังรุ่น NeoBuds Pro 2 ซึ่งใช้ไดเวอร์กรวยไดนามิก ซึ่ง ‘hot spot’ ที่ว่านั้นจะเกิดขึ้นเมื่อคุณเร่งวอลลุ่มขึ้นไปจนถึงระดับที่สูงกว่าความสามารถรองรับของไดเวอร์ ซึ่งถ้าเป็นไดเวอร์แบบกรวยไดนามิก พอถึงจุดพีคที่เกินความสามารถของไดเวอร์ ตรงหัวเสียงหรืออิมแพ็คของสัมผัสแรกจะมีลักษณะเป็นเสียงที่พุ่งออกมาแต่ไม่มีรายละเอียดของ texture ของเครื่องดนตรีออกมาด้วย แต่เมื่อผมทดลองเร่งวอลลุ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เริ่มเกินความสามารถของไดเวอร์ Planar ของ NeoBuds Planar พบว่า ไม่มีอาการ hot spot เกิดขึ้นกับสัญญาณทรานเชี้ยนต์ที่ออกมาจากไดเวอร์ของ NeoBuds Planar แต่จะเป็นอาการตื้อนิดๆ ออกมาแทน เมื่อลดวอลลุ่มลงมาจากจุดนั้นเล็กน้อยให้อาการตื้อหายไป พบว่า เสียงที่ได้ยินจาก NeoBuds Planar มันให้รายละเอียดของเสียงออกมาให้ได้ยิน “มากกว่า” ตัว NeoBuds Pro 2 ซึ่งส่วนที่ต่างกันชัดๆ ก็คือ รายละเอียดในระดับความดังต่ำๆ (Low Level Resolution) ที่ NeoBuds Planar ถ่ายทอดออกมาให้ได้ยินมากกว่า ทำให้เสียงแต่ละเสียง (ทั้งเสียงเครื่องดนตรีและเสียงร้อง) ที่อยู่ในเพลงปรากฏออกมาแบบ “เต็มตัว” (full body) มากกว่า
นอกจากนั้น ด้วยความบางและเบาของไดอะแฟรม Planar Magnetic ของ NeoBuds Planar ทำให้มันสามารถตอบสนองกับสัญญาณอินพุตได้เร็ว ทำให้ได้คุณสมบัติทางด้าน “ไทมิ่ง” ที่ฉับไว ไม่มีอาการหน่วงช้า ซึ่งเป็นอีกคุณสมบัติที่ทำให้เสียงเพลงที่ฟังผ่านหูฟัง NeoBuds Planar ตัวนี้มีความสด กระจ่าง ได้อรรถรสของเพลงออกมาเต็มที่จริงๆ

เพลง : Pillar I (https://tidal.com/browse/track/196421286?u)
ศิลปิน : Andy Akiho & Sandbox Percussion
ผมลองฟังเพลงนี้เพื่อทดสอบความสามารถในการรองรับกับสัญญาณทรานเชี้ยนต์ที่มีทั้งความเร็วและความหนักแน่นของเครื่องเคาะ (percussions) หลากหลายชิ้นที่โหมกระหน่ำกันออกมาอย่างเต็มที่ ซึ่ง NeoBuds Planar คู่นี้ก็สามารถตอบสนองกับสัญญาณทรานเชี้ยนต์ที่รุนแรงของเพลงนี้ได้อย่างน่าทึ่งมาก มันให้สนามเสียงที่แผ่ออกมารอบๆ ศีรษะ พร้อมกับเสียงทุ้มหนักๆ ที่มีทั้งความกระชับและหนักแน่น แทบไม่น่าเชื่อว่าจะได้ยินออกมาจากหูฟังตัวเล็กๆ แค่นี้ ยอมรับว่าทึ่งจริงๆ.!!!
สรุป

ขณะทดลองฟังเพลงผ่านหูฟัง NeoBuds Planar ตัวนี้ ผมใช้วิธีฟังเทียบกับชุดเครื่องเสียงบ้านในห้องฟังที่บ้าน ซึ่งหลังจากทดสอบเสร็จแล้ว ผมยืนยันได้เลยว่าหูฟัง Edifier รุ่น NeoBuds Planar ตัวนี้ได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ให้กับการฟังเพลงผ่านหูฟังประเภท Earbuds ขึ้นมาแล้ว.!!! ถ้าคุณต้องการหูฟัง Earbuds เพื่อใช้รับสายโทรฯ เป็นหลัก ไม่ได้เน้นคุณภาพเสียงในการฟังเพลง คุณเลือกซื้อหูฟังรุ่นไหนก็ได้ แต่ถ้าคุณอยากได้หูฟังเอียร์บัดที่มีคุณสมบัติเพรียบพร้อมจริงๆ ในทุกแง่ แนะนำให้คุณหาโอกาสทดลองฟังเสียงของหูฟัง Edifier รุ่น NeoBuds Planar ตัวนี้ให้ได้ (โดยลองฟังด้วยฟอร์แม็ต LDAC) ก่อนตัดสินใจ..
*********************
ราคา : 4,990 บาท / ชุด
*********************
(*** ราคาพิเศษ! เหลือเพียง 3,990 บาท
ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2568 เท่านั้น)
**********************
สั่งซื้อได้ที่ : https://bit.ly/47LUZVe



