รีวิวเครื่องเสียง Edifier รุ่น Neobuds Pro หูฟังไร้สายแบบ earbuds ที่มาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวน Active Noise Cancellation

Edifier เป็นแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าเครื่องเสียงที่เริ่มสร้างชื่อมาจากวงการคอมพิวเตอร์ ซึ่งแบรนด์นี้ได้รับความนิยมสูงมากในกลุ่มของคนที่ชอบสมรรถนะสูงๆ ในราคาที่ไม่เป็นภาระกระเป๋ามาก ปัจจุบัน Edifier มีผลิตภัณฑ์ออกมาหลากหลายประเภทมากขึ้น รวมถึงสินค้าในกลุ่มหูฟังด้วย

หูฟัง earbuds แบบ TWS หรือ True Wireless Stereo ของ Edifier รุ่น Neobuds Pro ตัวนี้เป็นผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากการระดมทุนผ่านเว็บไซต์ Indiegogo ซึ่งเป็นโปรเจคต์ที่สามารถระดมทุนได้สูงถึง 18 ล้านบาทจากจำนวนผู้สนับสนุนมากถึง 4698 คน.! เหตุผลที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากยอมระดมเงินทุนให้กับหูฟังตัวนี้ก็คือ The First Hi-Res ANC Earbuds! นั่นเอง

ทำไมหูฟังตัวนี้ถึงฮ้อทฮิตนัก.? มันมีดีอะไร ก่อนจะไปเจาะลึกถึงภายใน เรามาโฉบดูลักษณะภายนอกของมันก่อน..

แพ็คเกจอินเตอร์.!

หูฟังตัวนี้บรรจุมาในกล่องกระดาษแข็งสี่เหลี่ยมสีเงินพร้อมอุปกรณ์เสริมทั้งหมด

ตัวหูฟังถูกแพ็คมาในตลับเก็บหูฟังทรงสี่เหลี่ยมมนๆ สีดำ ขนาดกระทัดรัด น้ำหนักเบา พกพาสะดวกมาก ใส่กระเป๋ากางเกงไปไหนๆ ได้สบายเลย

ตรงรอยต่อของฝาตลับจะมีไฟสีแดงอยู่แถบหนึ่ง ซึ่งจะทำหน้าที่แสดงสถานะการเปิด/ปิดของตัวหูฟัง อย่างเช่น ขณะที่ตัวหูฟังอยู่ในตลับ ถ้าคุณเปิดฝาตลับขึ้นมา ไฟสรแดงแถบนี้จะสว่างขึ้น แสดงว่าหูฟังถูกเปิดขึ้นมาแล้ว (power on) และเมื่อปิดฝาตลับลงไป ไฟก็จะสว่างขึ้นมาแสดงสถานะปิด (power off) นอกจากจะแสดงสถานะเปิด/ปิดแล้ว เจ้าไฟสีแดงที่ว่านี้ยังทำหน้าที่แสดงสถานะตอนเชื่อมต่อหูฟังกับอุปกรณ์อื่นด้วย

ที่ด้านหลังของตลับเก็บหูฟังจะมีขั้วต่อ USB-C สำหรับเชื่อมต่อกับสายชาร์จ (แถมมาให้ในกล่อง ภาพล่าง) ตอนชาร์จแบตเตอรี่

ในตลับมีหลุมที่ขุดไว้สำหรับใส่หูฟังซ้ายขวาทั้งสองตัว ข้างใครข้างมัน คือหูข้างซ้ายจะใส่หลุมของหูข้าขวาไม่ได้ และตรงข้ามกันคือหูข้างขวาก็ใส่ในหลุมของหูข้างซ้ายไม่ได้เนื่องจากลักษณะของหลุมกับบอดี้ของหูฟังมันถูกล็อคมาให้พอดีกัน ที่หลุมใส่หูฟังแต่ละข้างจะมีตุ่มโลหะตัวนำสีทองข้างละสองตุ่ม (ศรชี้สีแดง) ใช้สำหรับชาร์จไฟเข้าหูฟัง นอกจากนั้น ยังมีปุ่มกดที่มีลักษณะเป็นแป้นเรียบๆ อีกหนึ่งปุ่ม (ศรชี้สีฟ้า) มีไว้สำหรับใช้กดสำหรับเปิดโหมด Bluetooth เพื่อส่งคลื่นบลูทูธจากตัวหูฟังออกไปเชื่อมต่อเข้ากับอุปกรณ์ตัวอื่น

Edifier : Neobuds Pro
ไม่ได้เก่งอย่างเดียว แต่สวยด้วย.!

Neobuds Pro เป็นหูฟังแบบเอียร์บัดเพราะมันมีรูปทรงเหมือนสมอลทอล์คที่มีเสาอากาศงอกเป็นก้านยาวๆ ออกมาจากตัวบอดี้ที่อ้วนกลมของมัน ซึ่งบอดี้ของหูฟังตัวนี้มันถูกออกแบบมาให้ซุกตัวอยู่ในช่องหูได้อย่างแนบเนียน มีความตรึงแน่น ไม่หลวมหลุดง่ายๆ ผมทดสอบด้วยการใส่ขณะถีบจักรยานออกกำลังกายในหมู่บ้าน พบว่าแม้ผมจะเร่งสปีดในการถีบจักรยานมากแค่ไหนหูฟังทั้งสองข้างก็จะยังตรึงแน่นอยู่ในรูหู ไม่มีแววว่าจะหลุดออกมาจากรูหูเลย แถมหูฟังตัวนี้ยังผ่านมาตรฐานกันฝุ่นและกันน้ำระดับ IP54 มันจึงใส่เพื่อออกกำลังกายได้สบายๆ ไม่ต้องห่วงว่าจะเปียกและเสียหาย ต่อให้เจอฝนก็สบาย..

ตุ่มโลหะตัวนำสีทอง (ศรชี้สีแดง) ที่ใช้ชาร์จไฟเข้าแบตเตอรี่บนตัวหูฟังฝังอยู่ที่ก้านสองตุ่ม ที่ส่วนบนและล่างของก้านเป็นที่ติดตั้งไมโครโฟน ซึ่งหูฟังตัวนี้มีไมโครโฟนติดตั้งอยู่มากถึง 6 ตัว แบ่งกันทำหน้าที่ในการรับเสียงจากภายนอกเข้ามาขยายในหูสำหรับฟังท์ชั่น Ambient Mode และใช้ดูดเสียงรอบๆ ตัวเราเข้ามาเพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการสร้างสัญญาณเฟสตรงข้ามออกมาหักล้างเมื่อผู้ใช้เปิดใช้โหมด ANC นอกจากนั้น ไมโครโฟนเหล่านี้ยังถูกใช้รับเสียงพูดของเราเพื่อส่งให้คู่สนทนาตอนรับสายโทรศัพท์ด้วย

มีจุกยางแถมมาให้ 7 คู่ ติดมากับตัวหูฟังหนึ่งคู่ ส่วนอีก 6 คู่ใส่มาให้ในกล่อง มีตั้งแต่ขนาดใหญ่ไล่ลงมา เวลาใช้งานจริงแนะนำให้ทดลองเอาจุกที่แถมมาให้มาลองใส่ดูให้หมดทุกขนาด เนื่องจากโครงสร้างของรูหูแต่ละคนแตกต่างกัน ให้ทดลองและเลือกจุกยางที่ทำให้ใส่สบายที่สุดและเก็บเสียงได้ดีที่สุดเพราะมันจะส่งผลต่อการฟังเพลงด้วย คือทำให้ได้เสียงที่ดีที่สุดนั่นเอง

อ้อ.. ลืมบอกไป จุกยางที่แถมมาให้ก็ไม่ธรรมดานะ ทางผู้ผลิตระบุว่า นอกจากจะใส่แล้วรู้สึกสบายหูแล้ว มันยังเป็นจุกยางที่มีคุณสมบัติพิเศษที่เรียกว่า Germ-Proof Ear-Tips อีกด้วย คือมีความสามารถป้องกันแบคทีเรียได้สูงถึง 99.8% จึงมั่นใจได้ในเรื่องของสุขอนามัยในการใช้งาน ไม่อันตรายเนื่องจากแบคทีเรียหมักหมมอย่างแน่นอน

ในกล่องมีถุงใบเล็กๆ ที่มีลักษณะนุ่มและเบาแถมมาให้หนึ่งใบ ไว้ใส่ตลับหูฟังขณะพกพาออกไปใช้นอกสถานที่ ซึ่งถุงใบนี้จะช่วยป้องกันความเสียหายจากการขูดขีดได้กรณีที่คุณเอาตัวหูฟังใส่ลงไปในกระเป๋าที่มีสิ่งของอื่นๆ อยู่รวมกัน

สมรรถนะ

ทำความรู้จักกับรูปร่างหน้าตาของหูฟัง Neobuds Pro กันไปแล้ว ต่อไปเรามาดูการออกแบบภายในตัวหูฟังกันบ้าง

หูฟัง Neobuds Pro ตัวนี้มีความสามารถในการตอบสนองความถี่เสียงได้กว้างมาก คือไล่ตั้งแต่ความถี่ต่ำที่ระดับ 20Hz ขึ้นไปจนถึงความถี่สูงที่ระดับ 40kHz ซึ่งทางผู้ผลิตคือ Edifier กล้าเคลมว่า Neobuds Pro ตัวนี้เป็นหูฟังเอียร์บัด ตัวแรกที่มีคุณสมบัติในการตอบสนองความถี่เสียงได้ตามมาตรฐาน Hi-Res Audio ที่หน่วยงาน JEITA (Japan Electronics and Infomation Technology Industries Association) ของประเทศญี่ปุ่นกำหนดเอาไว้ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้หูฟังตัวเล็กๆ ตัวนี้มีความสามารถในการตอบสนองความถี่ได้กว้างขวางขนาดนั้นได้ก็เพราะว่ามันใช้ไดเวอร์ 2 ตัวต่อข้างในการร่วมมือกันผลิตความถี่เสียงออกมานั่นเอง

ตัวขับเสียงที่ทำหน้าที่สร้างความถี่ในย่านทุ้มขึ้นมาถึงย่านกลางต่ำเป็นไดเวอร์แบบไดนามิกที่ใช้วัสดุประเภทโพลีฯ ผสมกันขึ้นมาเป็นไดอะแฟรมที่ให้ความแกร่งแต่เบา ส่วนตัวขับเสียงที่สร้างความถี่กลางสูงขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดเป็นหน้าที่ของไดเวอร์แบบ Balanced Armature (BA) ที่ผลิตโดยบริษัท Knowles Electronics ที่มีชื่อเสียงของประเทศสหรัฐอเมริกา

และเพื่อทำให้ไดเวอร์ทั้งสองตัวทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด วิศวกรของ Edifier ใช้ภาคขยายถึง 2 ตัวต่อข้างในการขับไดเวอร์แต่ละตัวแยกกันเด็ดขาด เป็นเทคนิคที่เรียกว่า Bi-amp คือระหว่างไดเวอร์ไดนามิกกับไดเวอร์ BA แต่ละตัวต่างก็มีแอมป์ของตัวเอง จึงไม่มีการแย่งกำลังขับซึ่งกันและกันเหมือนหูฟังสองไดเวอร์ที่ใช้แอมป์ขับตัวเดียว นอกจากนั้น หูฟังตัวนี้ยังใช้วงจร DSP ที่มีประสิทธิภาพสูงเข้ามาควบคุมการปรับตั้งเสียงผ่าน EQ ที่สามารถปรับแต่ง Frequency, Q Factor และ Gain ได้ ทำให้ สัญญาณอินพุตกับ แอมป์และ ไดเวอร์ทั้งสองตัวทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

การเชื่อมต่อ Bluetooth ระหว่าง Neobuds Pro กับอุปกรณ์อื่น

สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือ Bluetooth เวอร์ชั่นใหม่ๆ จะเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ได้ง่ายกว่าเวอร์ชั่นเก่าอย่างเห็นได้ชัด หูฟัง Edifier Neobuds Pro ตัวนี้ใช้ Bluetooth เวอร์ชั่น 5.0 ก็รู้สึกได้ถึง ความไวไฟของมัน แค่เปิดฝาตลับ > กดปุ่มส่งคลื่น Bluetooth ออกไป > เปิดอุปกรณ์ที่ต้อการเชื่อมต่อขึ้นมา > เข้าไปที่เมนู Bluetooth ของอุปกรณ์ตัวนั้นจะเจอชื่อ “Edifier Neobuds Proปรากฏขึ้นมา แค่ใช้ปลายนิ้วจิ้มลงไปที่ชื่อนั้น จากนั้นไม่กี่วินาที หูฟังตัวนี้ก็จะทำการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ของคุณทันที หลังจากนั้น เมื่อใดก็ตามที่คุณเปิดฝาตลับเก็บหูฟังตัวนี้ขึ้นมา ถ้าอุปกรณ์ที่เคยเชื่อมต่อกันอยู่ใกล้ๆ และเปิดโหมด Bluetooth เอาไว้ ทั้งคู่จะทำการเชื่อมต่อกันโดยอัตโนมัติ พร้อมสำหรับการใช้งานทันที

ผมทำการเชื่อมต่อ Neobuds Pro เข้ากับ iPhone 7 เพื่อทดลองฟังเพลงผ่าน Bluetooth ด้วยเอ็นโค๊ดดิ้ง AAC และทดลองรับสายโทรฯ เข้า ซึ่งพบว่า การเชื่อมต่อระหว่าง Neobuds Pro กับ iPhone 7 มีความเสถียรสูงมาก ตลอดการทดลองใช้งานหลายชั่วโมง ผมพบว่ามีอาการวูบวาบเกิดขึ้นบ้างเล็กน้อยไม่กี่ครั้ง ซึ่งจะเกิดขึ้นขณะที่ผมทดลองเคลื่อนที่ห่างออกไปจากตัว iPhone 7 ที่วางอยู่บนโต๊ะ คือพอห่างออกไปประมาณ 4-5 เมตรแล้วหมุนตัวเปลี่ยนทิศเร็วๆ จึงเกิดอาการวูบของคลื่นช่วงสั้นๆ แค่แว๊บเดียวก็กลับมาเชื่อมต่อได้เหมือนเดิม

หลังจากนั้น ผมก็ทดลองใช้งานหูฟัง Neobuds Pro ด้วยการเชื่อมต่อกับโน๊ตบุ๊ค MacBook Pro เพื่อฟังเสียงจากคลิปวิดีโอจาก YouTube พบว่า Neobuds Pro ตอบสนองการใช้งานลักษณะนี้ได้ดีมาก ด้วยน้ำหนักที่เบาและแกะติดหูได้หนึบมาก ทำให้ลืมไปเลยว่ากำลังฟังเสียงจากคลิปบนคอมพิวเตอร์ผ่านหูฟังตัวนี้ เสียงที่ออกมาเปิดกระจ่าง มีความชัดเจนสูง และรู้สึกได้เลยว่าตัวหูฟังมันไม่กินกำลังมาก ภาคแอมปลิฟายในตัวหูฟังได้รับการออกแบบและปรับจูนมาดีมาก ทำให้เปิดได้ดังโดยไม่มีอาการแตกพร่า นอกซะจากว่าหูของเราจะรับไม่ไหวจนต้องหรี่เสียงลงมาซะก่อน.!

ในภาพข้างบนนั้นเป็นการเชื่อมต่อระหว่างหูฟัง Neobuds Pro กับเครื่องเล่นไฟล์เพลงแบบพกพาของ Astel&Kern รุ่น SE180 เรฟเฟอเร้นจ์ตัวล่าสุดของผม ซึ่งเป็นขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพเสียง ขั้นสูงสุดของ Neobuds Pro ด้วยเอ็นโค๊ดดิ้ง LDAC และ aptX-HD ที่ส่งมาจาก SE180 ซึ่งผมพบว่า ตัวหูฟังกับเพลเยอร์เชื่อมต่อด้วยกันได้อย่างเหนียวแน่นตลอดช่วงการทดสอบนอก (จตุจักร) สถานที่เป็นเวลาหลายชั่วโมงโดยไม่มีอาการหลุดหรือวูบเลย (ผมเอาเพลเยอร์ใส่กระเป๋าสะพายไว้ข้างตัว ขณะทดลองฟังมีการเคลื่อนที่ตลอดเวลา หยุดอยู่กับที่น้อยมาก)

แอพลิเคชั่น Edifier Connect App

การปรับตั้งค่าต่างๆ ของตัวหูฟังถูกบรรจุไว้ในแอพลิเคชั่นตัวนี้ มีให้เลือกใช้ทั้งเวอร์ชั่น Android และ iOS ใช้สัญลักษณ์แสดงความหมายในการปรับตั้งทำให้ดูแล้วเข้าใจง่าย ใช้งานง่าย

โลโก้ของแอพฯ Edifier Connect

ก่อนจะเริ่มใช้งาน คุณต้องเชื่อมต่อหูฟังตัวนี้เข้ากับ Bluetooth ของสมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ที่คุณต้องการใช้งานร่วมกับหูฟังตัวนี้ซะก่อน

หน้า Home ของแอพฯ ตัวนี้จะแสดงปริมาณแบตเตอรี่ (ในกรอบสีฟ้า) บนตัวหูฟังทั้งสองข้างและปริมาณแบตเตอรี่ที่เก็บอยู่ในตลับเก็บหูฟังออกมาให้รู้โดยแจ้งไว้เป็นจำนวนเปอร์เซ็นต์ ทำให้สะดวกต่อการประเมินเวลาในการใช้งานก่อนการชาร์จแบตฯ ครั้งต่อไป นอกจากนั้น ในหน้าโฮมนี้ยังได้ติดตั้งเครื่องมือในการปรับเลือกลักษณะการทำงานของฟังท์ชั่น Active Noise Cancellation (ในกรอบสีแดง) ซึ่งมีให้เลือกปรับใช้งานอยู่ 4 อ๊อปชั่น คือ High Noise Cacellation = ตัดเสียงรบกวนมาก เมื่อกดใช้ เสียงที่อยู่รอบๆ จะลดเบาลงมาก แทบจะไม่ได้ยิน, Low Noise Cancellation = ตัดเสียงรบกวนน้อย เมื่อกดใช้จะลดเสียงรอบๆ ตัวลงบางส่วน ยังพอได้ยินอยู่บ้าง, Ambient Sound = บู๊สต์เสียงรอบข้างให้ดังเข้ามาในหู และ Normal Mode = ไม่ได้การทำงานของโหมด ANC แต่เสียงรอบข้างจะเบาลงเพราะถูกปิดกั้นโดยจุกยาง

ในกรอบสีเหลืองถัดลงไปเป็น mini player แสดงสถานะของเพลเยอร์ ส่วนสัญลักษณ์อีก 4 ตัว ที่อยู่ถัดลงไปด้านล่างสุดเป็นหน้า main menu เริ่มด้วย earbuds = คือหน้าโฮมที่เปิดอยู่ตอนนี้, Mall = หน้าโฆษณาขายสินค้าของ Edifier ซึ่งมีข้อมูลของผลิตภัณฑ์ตัวอื่นๆ อยู่ในนั้น, Discover = แนะนำผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของ Edifier ส่วนตัวสุดท้ายน่าสนใจคือ Mine = มีอยู่ 5 หัวข้อย่อย คือ customized tunings > EQ 4 แบนด์สำหรับปรับแต่งเสียง, Devices supported > คู่มือการใช้งาน, Add Widget > เพิ่ม widget ไปบนหน้าโฮมของสมาร์ทโฟนเพื่อให้ปรับใช้งานได้ง่ายขึ้น, FAQs > รวบรวมปัญหาที่พบบ่อย และ About Us > แนะนำบริษัท Edifier กับเช็คเวอร์ชั่นเฟิร์มแวร์ของแอพฯ

นี่คือของดีของแอพฯ ตัวนี้ มันทำให้คุณสามารถปรับจูนเสียงของหูฟัง Neobuds Pro ตัวนี้ให้ออกมาถูกใจคุณได้อย่างง่ายๆ โดยเริ่มด้วยการปรับตั้ง “Frequenciesหรือ ความถี่เซ็นเตอร์ของแต่ละแบนด์ในจำนวน 4 แบนด์ ที่อยู่ด้านล่างสุดของหน้าแอพนี้ ตำแหน่งแบนด์แรกถูกออกแบบมาให้ปรับตั้งความถี่ที่อยู่ในย่าน deep bass คือระหว่าง 20Hz – 200Hz ส่วนแบนด์ที่สองเป็นการปรับตั้งความถี่ในย่านเบสขึ้นไปถึงย่านเสียงกลาง คือตั้งแต่ 201Hz – 3kHz แบนด์ที่สามเป็นการปรับตั้งความในย่านกลางขึ้นไปถึงย่านสูง ตั้งแต่ 3001Hz – 5kHz และแบนด์ที่สี่เป็นการปรับตั้งความถี่ในย่านท๊อปเอ็นด์ที่มีผลกับปลายเสียงแหลม ตั้งแต่ 5001Hz – 10kHz

หลังจากกำหนดตำแหน่งของความถี่ที่ต้องการปรับแต่งในแต่ละแบนด์ได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการปรับตั้ง “Q Factorหมายถึงปริมาณความถี่ข้างๆ ความถี่เซ็นเตอร์ที่ส่งผลกระทบในการปรับเพิ่ม/ลดความถี่เซ็นเตอร์ ค่าที่มาก การปรับความถี่เซ็นเตอร์จะกระทบกับความถี่รอบๆ น้อยและในทางตรงข้ามถ้าค่า Q Factor น้อย การปรับความถี่เซ็นเตอร์จะกระทบกับความถี่รอบๆ จำนวนมาก ค่า Q Factor นี้มีเร้นจ์ให้ปรับได้ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไปจนถึงสูงสุดที่ 2.0 และค่าที่สามที่ต้องปรับตั้งก็คือ “Gainซึ่งก็คือค่าความแรง (ความดัง) ของความถี่ในแต่ละแบนด์นั่นเอง ซึ่งแต่ละแบนด์มีระดับของ gain ให้ปรับเพิ่ม/ลด อยู่ที่ 12dB (+/-6dB)

ผมทดลองใช้งานการปรับตั้งเสียงดู พบว่ามันใช้ได้ผลแฮะ.. การปรับตั้งส่งผลกับเสียงให้รับรู้ได้ชัด ตอนใช้งานแรกๆ ต้องทำการเรียนรู้ก่อนว่าตัวแปรทั้งสามคือ Frequency, Q Factor และ Gain ส่งผลอย่างไรกับเสียงบ้าง หลังจากนั้น จึงค่อยเริ่มปรับตั้งค่าตัวแปรทั้งสามผสมผสานกันเพื่อหาส่วนผสมที่ทำให้ได้เสียงที่ถูกใจ ใช้ๆ ไปสักพักก็พอจะจับทางของมันได้ สรุปคือเวิร์ค.! ดีกว่าที่ผมตาดไว้เยอะ สาเหตุที่ปรับแต่งตัวแปรเหล่านั้นแล้วเห็นผลลัพธ์กับเสียงได้ชัดขนาดนี้คงเป็นเพราะว่าหูฟังรุ่นนี้ให้ความถี่เสียงออกมากว้างมาก คือตั้งแต่ 20Hz – 40kHz สูงถึงระดับ Hi-Res Audio ตามมาตรฐานของญี่ปุ่นเป๊ะ.!

เสียงของ Neobuds Pro

นี่เป็นส่วนที่ผมอยากพูดถึงมากที่สุดสำหรับเอียร์บัดของ Edifier ตัวนี้ คือถ้าพิจารณาที่รูปร่างหน้าตาของมันคุณจะพบว่ามันก็ดูคล้ายหูฟังประเภทเอียร์บัดของแบรนด์อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นรูปทรงหรือขนาดที่ไม่ได้แตกต่างกันมากมาย แต่เมื่อได้ฟังเสียงของมัน เมื่อนั้นคุณจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง.!

ผมขอข้ามเรื่องการสนทนาไป เพราะแค่รับสายและพูดโต้ตอบทางโทรศัพท์ให้มีความชัดเจนมันดูจะเป็นคุณสมบัติพื้นๆ ไปแล้วสำหรับหูฟังเอียร์บัดลักษณะนี้ ที่มีอยู่ในท้องตลาดทุกวันนี้สามารถตอบสนองการใช้งานในลักษณะสมอลทอล์คได้ดีพอๆ กันหมดแล้ว แต่ที่เชือดเฉือนกันจริงๆ จังๆ ตอนนี้ไปอยู่ที่คุณภาพการฟังเพลงมากกว่า

ความประทับใจแรกหลังจากทดลองฟังเพลงกับ Neobuds Pro ตัวนี้ก็คือเสียงที่ เต็มและ แน่นโทนัลบาลานซ์ดีมาก ทุ้มกลางแหลม ออกมาในปริมาณที่สมดุล มีให้ครบและไม่ใช่โผล่ออกมาแค่ให้ได้ยินเท่านั้น แต่ทุกย่านเสียงมันพรั่งพรูออกมาพร้อมกับพลังอัดฉีด ดีดเด้งไดนามิกได้อย่างมีชีวิตชีวา ส่งผลให้ฟังเพลงแล้วรู้สึกได้ถึงความสด กระชับ จังหวะแม่นยำ ซึ่งเป็นลักษณะเสียงที่แตกต่างจากไดเวอร์เอียร์บัดประเภทซิงเกิ้ลไดเวอร์ที่เด่นทางด้านความต่อเนื่อง แต่ในแง่ไดนามิกและความเต็มของสเปคตรัมจะเป็นรองหูฟังเอียร์บัดที่ใช้ไดเวอร์ 2 ตัวช่วยกันทำงานแบบนี้

และจุดแข็งของ Neobuds Pro ยังมีอยู่อีกอย่างหนึ่ง นั่นคือแยกแอมป์ขับระหว่างไดเวอร์ไดนามิกที่รับหน้าที่ดูแลความถี่ในย่านทุ้มขึ้นไปถึงกลางตอนล่าง กับทวีตเตอร์ BA ที่รับหน้าที่ดูแลความถี่ในย่านแหลมลงมาถึงกลางสูง เมื่อมีแอมป์รับผิดชอบในการจ่ายกำลังขับให้กับไดเวอร์แต่ละตัวแยกขาดจากกันแบบนี้ สิ่งที่รับรู้ได้จากการฟังก็คือคุณสมบัติในการ แยกแยะรายละเอียดของเสียงได้ดี ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดในย่านแหลมกลาง หรือแม้แต่ทุ้มที่เป็นยาขมสำหรับหูฟังขนาดเล็กแบบนี้

ความสามารถในการถอดรหัสสัญญาณฟอร์แม็ตไฮเรซฯ อย่าง LDAC และ LHDC ที่ให้ความสามารถในการสตรีมกระแสสัญญาณได้มากถึง 900kbps เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยทำให้เสียงของหูฟัง Edifier ตัวนี้มีความโดดเด่นทะลุขึ้นมาอีกระดับ เมื่อผมทดลองใช้เครื่องเล่นไฟล์เพลงของ Astell&Kern รุ่น SE180 จับคู่ Bluetooth กับหูฟัง Neobuds Pro ตัวนี้ด้วยฟอร์แม็ตเสียง LDAC ซึ่งเสียงที่ได้ยินมันต่างไปจากตอนจับกับ iPhone 7 ด้วยฟอร์แม็ต AAC อย่างชัดเจน อย่างแรกที่รู้สึกได้ทันทีคือมวลของเสียงที่เข้มข้นและหนาแน่นมากกว่ากันอย่างมาก ซึ่งความเข้มข้นของมวลเนื้อเสียงที่ได้จากฟอร์แม็ต LDAC มันมาในทุกความถี่ รับรู้ได้ตั้งแต่แหลมลงมายันทุ้ม ผมทดลองฟังแทรคโชว์เพอร์คัสชั่นชื่อเพลง “Improvisationในอัลบั้มชุด AYA Authentic Audio Check ได้ยินเสียงทุ้มที่อิ่ม หนา และมีมวลแน่นอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากหูฟังเอียร์บัดตัวเล็กแค่ปลายนิ้วชี้แบบนี้.! และในช่วงกลางๆ เพลงผู้บันทึกเขาโชว์การเคลื่อนย้ายตำแหน่งเสียงของเครื่องเคาะคล้ายกระพรวนจากซ้ายไปขวา มันออกมาชัดมากๆ และเสียงกระพรวนที่ออกมาก็ไม่ได้มีแค่เสียงแหลมๆ กรุ๊งๆ กริ๊งๆ เท่านั้นแต่มันให้เสียงที่ฟังแล้วเหมือนลูกกระพรวนสั่นจริงๆ คือมีเนื้อมวลของโลหะผสมออกมาด้วย.. อุแม่เจ้า.!!! มันทำแบบนี้ได้อย่างไร.??? นี่มันคือลักษณะของเสียงแบบไฮเรซฯ อย่างที่ผมได้ยินจากเครื่องเล่นสตรีมเมอร์ในชุดเครื่องเสียงบ้านยังไงยังงั้นเลย.!!!

แทรค : The Panther (TIDAL | https://tidal.com/browse/track/63802136)
อัลบั้ม : The Well
ศิลปิน : Jennifer Warnes

ได้ยินเสียงแหลมของแทรคทดสอบของอัลบั้ม AYA แล้วทำให้ผมอยากลองฟังเสียงแหลมของเพลง The Panther ของเจนิเฟอร์ วอร์นขึ้นมาทันที เพราะเสียงแหลมของเพลงนี้จะให้ความแตกต่างกันชัดมากสำหรับหูฟังที่สเปคฯ frequency response ไม่เกิน 20kHz กับหูฟังที่ไปถึงระดับไฮเรซฯ จริงๆ ซึ่ง Edifier Neobuds Pro ตัวนี้แสดงให้เห็นเลยว่าสเปคฯ มันถึง Hi-Res ตามมาตรฐานจริงๆ เพราะมันสามารถถ่ายทอดเสียงโมบายในเพลง The Panther แทรคนี้ออกมาได้ใส และทอดปลายเสียงออกไปได้กังวานไกล แสดงถึงความสามารถในการถ่ายทอดความถี่ในย่านสูงที่ไปได้ไกลจริง จึงปลดปล่อยฮาร์มอนิกด้านสูงของเสียงโมบายออกมาได้ ทำให้เสียงโมบายมีลักษณะที่ล่องลอยอยู่ในเวทีเสียงและมีลักษณะของเสียงที่พลิ้วไสว ไม่ห้วนและไม่แข็ง

แทรค : Eleanor Rigby (TIDAL | https://tidal.com/browse/track/69348584) อัลบั้ม : Nothing Gonna Change My World
ศิลปิน : Barbara Dickson

มีปัญหาอยู่อย่างหนึ่งที่ทำให้หูฟังแบบที่ใช้ไดเวอร์หลายตัว (multi driver) มักจะสู้หูฟังแบบที่ใช้ไดเวอร์ตัวเดียว (single driver) ไม่ได้ นั่นคือหูฟังที่ใช้ไดเวอร์หลายตัวถ้าออกแบบไม่ดี เลือกไดเวอร์มาไม่เหมาะสมกันและจัดวงจรเน็ทเวิร์คไม่ลงตัว จะทำให้เกิดปัญหาความถี่ตรงรอยต่อระหว่างไดเวอร์ที่คาบเกี่ยวกันมีลักษณะที่ซ้อนกันไม่สนิท ผลคือทำให้เสียงในย่านกลางสูง (upper mid) ขึ้นไปถึงเสียงแหลมตอนล่าง (lower treble) ไม่เนียน ถามว่าฟังออกหรือ.? คุณต้องมีหูฟังแบบซิงเกิ้ลไดเวอร์ฟังเทียบ A/B test กับหูฟังแบบมัลติไดเวอร์ โดยฟังจากเพลงเดียวกัน อย่างที่บอกไว้ในตอนต้นนั่นแหละ คือถ้าหูฟังแบบมัลติไดเวอร์ออกแบบมาไม่ดี คุณจะรู้สึกได้ถึงความแตกต่าง แต่ถ้าฟังเทียบกันไปมาแล้วไม่รู้สึกถึงความแตกต่างก็แสดงว่า หูฟังแบบมัลติฯ ออกแบบและปรับจูนเน็ทเวิร์คมาดีทำให้ไม่เกิดปัญหาดังกล่าว

ผมใช้หูฟังของ Devialet รุ่น Gemini (REVIEWกับหูฟังของ Sony รุ่น WF-1000XM3 (REVIEWเป็นตัวฟังเทียบ ซึ่งหูฟังทั้งสองตัวนั้นเป็นหูฟังแบบซิงเกิ้ลไดเวอร์ที่ให้เสียงดีมากๆ โดยที่ผมใช้เพลง Eleanor Rigby จาก TIDAL โดยอาศัยเสียงร้องของ Barbara Dickson ในการฟังเทียบกัน หลังจากลองฟังเทียบกันแล้ว ผมพบว่า โทนเสียงของ Neobuds Pro จะต่างจากเสียงของ WF-1000XM3 กับ Gemini ตรงที่ Neobuds Pro ให้เสียงในย่านกลางสูงขึ้นไปถึงแหลมที่มีลักษณะสว่าง (bright) กว่าโซนี่และดิเวียเล คือฟังเทียบกันตอนแรกๆ จะได้ยินรายละเอียดในย่านกลางสูงขึ้นไปถึงแหลมจาก Neobuds Pro ออกมามากกว่า ชัดกว่าที่ได้ยินจากหูฟังที่เอามาเทียบทั้งสองตัว แต่ด้วยโทนเสียงกลางสูงถึงแหลมของ Neobuds Pro ที่มีลักษณะสุกสว่างมากกว่า (วัยรุ่นชอบ, ผู้สูงอายุไม่ค่อยชอบ) และด้วยการแยกแอมป์ขับไดเวอร์ทั้งสองด้วยส่งผลให้น้ำเสียงโดยรวมของ Neobuds Pro ออกไปทางสด กระจ่าง ส่วนความกลมกลืนระหว่างความถี่ย่านกลางสูงของไดเวอร์ไดนามิกกับความถี่ย่านแหลมตอนล่างของไดเวอร์ BA ถือว่าทำได้ดี เพราะผมไม่ได้ยินว่ามันมีรอยต่อแต่อย่างใด

มีอีกอย่างหนึ่งที่ผมพบตอนทดลองฟังเทียบ คือการปรับแต่ง EQ ของ Neobuds Pro มีผลต่อโทนเสียงมากพอสมควร กรณีที่รู้สึกว่าเสียงแหลมของหูฟัง Edifier ตัวนี้มีลักษณะที่สว่างเกินไป ถ้าคุณไม่ชอบ ก็สามารถปรับเสียงด้วย EQ เพื่อจูนโทนเสียงได้ ซึ่งจากการทดลองปรับจูนผมพบว่าฟังท์ชั่น EQ ที่ให้มามีผลในการปรับแต่งเสียงที่ชัดเจน แนะนำให้ทดลองใช้งานดู ถ้าหูยังไม่นิ่งพอปรับไปแล้วรู้สึกสับสนก็กลับไปที่ค่าตั้งต้นได้ ลองฟัง+ลองปรับไปเรื่อยๆ จนกว่าจะค้นพบเสียงที่ชอบ..

สรุป

ถึงแม้ว่าเสียงของ Neobuds Pro ตัวนี้จะยังสู้ WF-1000XM3 ของโซนี่ กับ Gemini ของ Devialet ไม่ได้ แต่พูดได้เลยว่า เสียงของ Neobuds Pro มาทางเดียวกับ WF-1000XM3 มันให้แนวเสียงออกมาคล้ายกันมาก ส่วนที่ยังต่างกันก็คือ WF-1000XM3 ให้เสียงที่แผ่เต็มและอิ่มนุ่มกว่าเท่านั้น แต่เมื่อคำนึงถึงราคาค่าตัวของ Neobuds Pro ตัวนี้แล้วต้องบอกเลยว่า ใครที่เคยชอบ WF-1000XM3 แต่งบไม่ถึง ขอให้ไปลองฟัง Neobuds Pro ตัวนี้เลย..!

ผมรู้สึกประทับใจเสียงของ Neobuds Pro มากเป็นพิเศษ ชอบที่ความเข้มข้นของมวลเสียงที่หูฟังตัวนี้ให้ออกมา มันตรงกับแนวการฟังในลักษณะเอาจริงเอาจังของผม Neobuds Pro เป็นหูฟังที่สามารถอัพเกรดเสียงของตัวมันเองไปกับคุณภาพของอุปกรณ์ต้นทางได้ไกลทีเดียว แม้ว่าจับกับสมาร์ทโฟนก็ให้เสียงที่ดีมากแล้ว (เสียดายผมไม่มีอุปกร์ที่ใช้ Android เลยไม่ได้ทดสอบระบบเสียง LHDC ของมัน) แต่เมื่อเปลี่ยนมาใช้ DAP คุณภาพสูงๆ กับ Neobuds Pro ตัวนี้ ผมพบว่ามันให้เสียงที่ดีขึ้นไปอีกระดับอย่างที่สามารถรู้สึกได้ชัดเจน เป็นหูฟังที่ให้เสียงคุ้มค่าเกินราคาไปมาก.!!! /

*********************
ราคา : 3,990 บาท / ชุด
*********************
สนใจสั่งซื้อได้ที่
425degree.com

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า