รีวิวหูฟัง Sony รุ่น IER-M9 หูฟังอินเอียร์ระดับมอนิเตอร์ กับเทคโนโลยี Penta Balanced Armature

หูฟังอินเอียร์รุ่น IER-M9 เป็นหูฟังอินเอียร์หนึ่งในอนุกรม monitor ของ Sony ที่ออกมาใหม่ล่าสุด คือรุ่น IER-M7 กับ IER-M9 ที่ผมกำลังกล่าวถึงนี้ โดยที่ M9 (ต่อไปผมจะเรียกสั้นๆ ว่า M9) ถูกวางตัวให้เป็นรุ่นใหญ่ แนวทางการออกแบบคือเน้นการใช้งานที่ต้องการความแม่นยำสูง อย่างเช่น ใช้ในงานมอนิเตอร์สำหรับวงการออดิโอ โปรเฟสชั่นแนล หรือยูสเซอร์ที่ต้องการหูฟังที่ถ่ายทอด ความจริงของอุปกรณ์ร่วมในระบบและคุณภาพของเพลงที่ฟัง

รูปร่างหน้าตาของ M9

ลักษณะภายนอกของบอดี้หูฟังตัวนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ดูคล้ายหูฟังคัสต้อมซะเลยทีเดียว บอดี้มันมีขนาดที่เล็กกระทัดรัด น้ำหนักเบา

เนื้อวัสดุหลักๆ ที่ใช้ทำบอดี้เป็นแม็กนีเซียม แล้วเคลือบผิวด้านนอกเป็นสีดำด้าน

ตัวหูฟังทั้งสองข้างถูกแพ็คมาในกล่องขนาดใหญ่ ซึ่งบรรจุทุกอย่างที่ให้มาไว้ภายในกล่องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นจุกยาง (ear buds), สายสัญญาณ, ผ้าสำหรับทำความสะอาด, คลิปหนีบ และกล่องใส่หูฟังสำหรับพกพา ที่ผมประทับใจมากก็คือจุกยาง ซึ่งให้มาเยอะมาก แยกเป็น 2 รูปแบบ แบบแรกเป็นจุกยางซิลิโคนสีดำที่มีความนิ่ม ให้มาถึง 6 ขนาด คือ SS, S, MS, M, ML และ L อย่างละหนึ่งคู่ อีกแบบเป็นเมมโมรี่โฟมอีก 7 คู่ที่มีขนาดต่างกันไล่ตั้งแต่ SS, S, MS, M, ML, L และ LL

ดีไซน์ภายใน

ภายในตัวบอดี้ (B) ที่เล็กกระทัดรัดนั้น ประกอบด้วยส่วนประกอบหลักคือไดเวอร์ที่ใช้สร้างความถี่เสียง ซึ่งเป็นแบบ Balanced Armature (D) โดยใช้ไดเวอร์ทั้งหมด 5 ตัวทำงานประสานกันด้วยเทคนิคพิเศษของ Sony ที่ชื่อว่า Penta Balanced Armature* ฝังรวมกันอยู่ในบอดี้ (E) ที่ทำมาจากแม็กนีเซียมเพื่อเพิ่มความแน่นหนา สร้างความถี่ตอบสนองตั้งแต่ 5Hz ขึ้นไปจนถึง 40kHz โดยมีวงจรครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์ค (C) ช่วยตัดแบ่งความถี่ทั้งหมดไปให้ไดเวอร์แต่ละตัว

ตัวตู้ของ M9 ทำงานในระบบตู้ปิด โดยมีท่อนำเสียง (F) กับแผ่นจูนเสียง (A) ที่ทำด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ปิดช่องว่างเอาไว้

* ลิ้งค์ | ข้อมูลเพิ่มเติมเรื่อง Penta Balanced Armature

ทดลองใช้งาน

เมื่อพิจารณาจากความไวของ M9 ซึ่งอยู่ที่ 103dB ถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ภายใต้อิมพีแดนซ์ 20 โอห์ม การขับดันเสียงออกมาจาก M9 จึงไม่ได้ต้องการพละกำลังมหาศาลจากแอมป์ เมื่อผนวกกับความถี่ตอบสนองที่กว้างขวางมากตั้งแต่ 5Hz ไปถึง 40kHz ทำให้ M9 มีคุณสมบัติครบถ้วนในการถ่ายทอดสัญญาณเสียงสำหรับไฟล์ Hi-Res ออกมาได้เต็มที่แทบทุกฟอร์แม็ต

เพื่อทดสอบทั้งด้านความไวและลักษณะแนวเสียงของหูฟังตัวนี้ ผมจึงเลือกใช้ source หลายๆ ตัวที่มีระดับต่างกันลองฟังกับหูฟังตัวนี้

เสียงของ IER-M9

เมื่อพูดถึงความรู้สึกหลังจากทดลองฟังเพลงหลายๆ เพลง หลายๆ สไตล์ผ่านไป สิ่งแรกที่ผมประมวลออกมาได้ก่อนก็คือ “ความโปร่ง” ซึ่งหูฟังตัวนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการจัดวางรูปวงที่กลมกลึง สมดุล และสวยงาม คือมันไม่ได้พยายามฉีกชิ้นดนตรีในวงให้แยกห่างจากกันมากเกินไป แน่นอนว่า จากซ้ายไปขวาคุณจะรู้สึกได้ถึงความกว้างขวางของซาวนด์สเตจที่ลอยห่างออกไปจากศีรษะอย่างชัดเจน

อัลบั้ม: So Far (WAV 16/44.1)
ศิลปิน
: Crosby, Stills, Nash & Young

เสียงร้องประสานในเพลง Helplessly Hoping ของสี่นักร้องประสานเสียง Crosby, Stills, Nash & Young จากอัลบั้มชุด So Far วางระยะห่างจากกันอย่างมีนัยยะทั้งทางด้านกว้างและลึก ฟังแล้วให้ความรู้สึกถึงความเป็นวงที่มีปริมณฑล ไม่แบนเป็นแถวเรียงเดี่ยว สาเหตุที่ทำให้ฟังแล้วรู้สึกว่าเสียงมันโปร่งโล่งทั้งๆ ที่เวทีเสียงไม่ได้กว้างขวางมากนั่นเป็นเพราะหูฟังตัวนี้มันแจกแจงและแยกแยะความถี่ในย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มต้นๆ ออกมาได้ดี ไม่ boost ขึ้นมาจนเกิดอาการขุ่น ซึ่งในย่านเสียงที่ว่านี้จะไวต่อการที่ทำให้ฟังแล้วรู้สึกถึงความ “ใส” หรือ “ขุ่น

อัลบั้ม: Modern Cool (WAV 16/44.1)
ศิลปิน
: Patricia Barber

ได้ยินเสียงกลางต่ำที่เป็นโอเวอร์โทนของเสียงร้องในอัลบั้มชุด So Far แล้วรู้สึกตื่นเต้น เลยอยากลองฟังความสามารถในการถ่ายทอดเสียงในย่านทุ้มของ M9 ดูบ้าง ผมเลือกฟังเพลง Company แทรคที่ 7 ในอัลบั้มชุด Modern Cool ของ Patricia Barber ซึ่งแทรคนี้มือเบสคือ Michael Amopol โชว์ลีลาไว้สวิงสวายมาก เขาเดินเบสโน๊ตเดี่ยวๆ สลับไปสลับมาตลอดตั้งแต่ต้นเพลง ไม่ใช่แค่เน้นโน๊ตเดียวซ้ำๆ ไปเรื่อย ซึ่งตอนลองฟังกับหูฟังฟูลไซร้ที่คุณภาพดีๆ อย่าง AKG รุ่น K 702/65th มันแยกแยะโน๊ตเบสของแทรคนี้ออกมาได้ชัดมาก ผมตั้งใจลองฟังเพลงนี้กับ M9 เพราะอยากรู้ความสามารถในการแยกแยะเสียงทุ้มของหูฟังตัวนี้ ซึ่งน่าทึ่งที่ M9 ก็สามารถแยกแยะโน๊ตเบสในแทรคนี้ออกมาได้ดีกว่าที่คาด มิหนำซ้ำ M9 ยังโชว์เสียงโซโล่กลองของ Mark Walker ในช่วงเวลาประมาณ 2:46 นาทีของเพลงนี้ออกมาได้ดีอีกด้วย ตำแหน่งของหัวไม้ที่กระทบหนังกลองแต่ละใบถูกจับวางลงตำแหน่งที่แม่นยำเป๊ะๆ มีพิกัดโลเคชั่นที่ชัดเจนทุกเม็ด แถมวางเลเยอร์ลดหลั่นออกมาเป็นสามมิติด้วย ยอดเยี่ยมมากๆ ซึ่งผมต้องเน้นย้ำว่า M9 ให้ความใสของพื้นเสียงที่ดีเยี่ยมมากๆ เพราะนั่นคือคุณสมบัติที่ทำให้หูของผมได้ยินรายละเอียดของเสียงเบสและกลองที่กระจ่างชัดมากกว่าที่เคยฟังจากไดเวอร์ไดนามิกตัวใหญ่ๆ

อัลบั้ม: The Greatest Basso Vol.1 (WAV 16/44.1)
ศิลปิน
: Zhao Peng

เพื่อให้ชัวร์ในแง่การตอบสนองความถี่ต่ำของหูฟัง M9 ตัวนี้ ผมจึงลองฟังเพลง The Moon Represents My Heart ของ Zhao Peng ซึ่งมีเสียงทุ้มหนักๆ เร็วๆ ต่อเพิ่มอีกแทรค ซึ่งผลที่ได้ยินก็ทำให้ยืนยันได้หนักแน่นมากขึ้นถึงบุคลิกที่ “โปร่งโล่งใส” ของหูฟัง Sony ตัวนี้! เพราะมันสามารถฉีกแยกเสียงทุ้มในแทรคนี้ให้ถอยลงไปอยู่ในเลเยอร์หลังๆ ของซาวนด์สเตจไดอย่างชัดเจนมาก และตัวเสียงทุ้มเองก็มีมวลที่อิ่มข้นมากพอสมควร อาจจะไม่แน่นหนาและเข้มข้นเท่ากับที่ได้ยินจากหูฟังฟูลไซร้ทั่วไป แต่เมื่อเทียบกับขนาดของไดเวอร์และบอดี้ของ M9 แล้วต้องยอมรับว่ามันอะเมธซิ่งมากกับสิ่งที่มันให้ออกมา.!

แค่นาทีแรกที่ได้ยินเพลงนี้ก็รู้สึกถึงความแตกต่างของหูฟังตัวนี้เมื่อเทียบกับหูฟังตัวอื่นๆ แล้ว เพราะนาทีแรกของแทรคนี้มีทั้งเสียงกีต้าร์โปร่ง 2 ตัว, เสียงร้อง, เสียงฟรุ๊ท และเสียงเครื่องเป่าโทนเสียงทุ้มๆ หม่นๆ อีกเสียงที่โผล่มาให้ได้ยินเป็นช่วงๆ

ที่ทำให้รู้ว่าเสียงของ M9 ออกแนวโปร่งก็สังเกตจากเสียงร้องของจ้าวเผิงนี่แหละ ซึ่งโดยปกติแล้ว หูฟังอินเอียร์ที่ใช้ไดเวอร์ BA ยุคแรกๆ ส่วนใหญ่มักจะถูกจูนมาให้มีความถี่เสียงย่านกลางต่ำที่หนากว่าปกติ เพื่อทำให้ฟังแล้วไม่รู้สึกว่าเสียงบาง ขาดเบส ซึ่งนั่นเป็นเพราะหูฟังอินเอียร์ยุคก่อนใช้ไดเวอร์ BA ที่เด่นเสียงกลางแหลมอย่างเดียว ทำให้ขาดความถี่ในย่านกลางต่ำที่ทำให้รู้สึกอิ่มหนา จึงแก้ด้วยการปรับจูนเน็ทเวิร์คเข้ามาช่วย เมื่อฟังเสียงลูกคอของนักร้องคนนี้จะรู้สึกถึงความหนาแบบขุ่นๆ ทึบๆ ซึ่งต่างจากที่ผมกำลังฟังจาก M9 ตัวนี้มาก..

เมื่อมีไดเวอร์เข้ามารับหน้าที่ในการขับความถี่ด้านต่ำอย่างเป็นกิจจลักษณะ และใช้ไดเวอร์ถึง 2 ตัวช่วยกันสร้างความถี่ในย่านกลาง จึงทำให้เสียงในย่านกลางมีความอิ่มข้นมากพอ ไดเวอร์ตัวที่ทำหน้าที่ขับทุ้มจึงทำงานในย่านเสียงทุ้มได้เต็มที่ ไม่ต้องขยับขึ้นมาช่วยหนุนเสียงกลางต่ำ มีผลให้รายละเอียดระหว่างความถี่ในย่านกลางถึงกลางต่ำกับย่านทุ้มถูกแยกออกจากกันได้อย่างชัดเจน และส่งผลให้ความคลุมเครือระหว่างเสียงลูกคอของจ้าวเผิงกับเสียงโน๊ตต่ำๆ ของกีต้าร์, ฟรุ๊ท และเครื่องเป่าอีกตัวถูกปัดเป่าให้หายไป รายละเอียดเหล่านี้ถูกแจกแจงออกมาให้ได้ยินอย่างชัดเจน เปิดกระจ่างออกมา ไม่อึมครึม ขุ่นมัว เหมือนฟังผ่านไดเวอร์ไดนามิกตัวเดียวที่ใช้กับหูฟังออนเอียร์อย่าง AKG : K420 ที่ผมมีอยู่ คือเมื่อฟังเพลงนี้ผ่าน M9 ตอนเสียงร้องลงลูกคอต่ำๆ ซ้อนอยู่กับเสียงฟรุ๊ทและกีต้าร์มันไม่มีอาการกลบทับกันเลย ต่างคนต่างเล่น ต่างคนต่างแสดงตัวตนออกมาอย่างเป็นอิสระ ได้ยินชัดเจนทุกชิ้น

นี่เองคือความหมายของคำว่า “Monitorที่ถูกกำหนดเป็นเป้าหมายในการปรับจูนหูฟังอินเอียร์ IER-M9 ตัวนี้.!!!

อัลบั้ม: Duets (WAV 16/44.1)
ศิลปิน
: Rob Wassenman

ผมมีแทรคที่ไว้ใช้ทดสอบเสียงกลางอยู่หลายแทรค แต่ถ้าเน้นทดสอบในแง่ของ ความต่อเนื่องลื่นไหลของคอนทราสน์ไดนามิกในย่านเสียงกลาง ผมจะใช้เสียงร้องของ Cheryl Bentyne ซึ่งเป็นแทรคที่ 8 ชื่อเพลงว่า Angel Eyes อยู่ในอัลบั้มชุด Duets ของ Rob Wassenman ซึ่ง M9 ไม่ได้ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับจุดตัดความถี่บนวงจรครอสโอเวอร์เน็ทเวิร์คที่ใช้อยู่ใน M9 ออกมาให้ทราบ ทำให้เราไม่รู้เลยว่า การส่งต่อความถี่เสียงระหว่างกลางสูงจากไดเวอร์ BA ตัวที่ใช้ขับความถี่ในย่านกลางสูง (เส้นสีเขียวในภาพด้านล่าง) กับแหลมต้นล่างที่ขับโดยไดเวอร์ BA เสียงแหลม (เส้นสีน้ำเงินในภาพด้านล่าง) ใช้จุดตัดแบ่งความถี่ที่กี่เฮิร์ต

ต้องอาศัยฟังจากเสียงร้องของเชอร์ริลในแทรคนี้ สังเกตตอนที่เธอโหนเสียงขึ้นคีย์สูง ซึ่งเกิดขึ้นหลายๆ ช่วงในแทรคนี้ จากการลองฟังผมก็ไม่พบอาการสะดุดซึ่งเป็นรอยต่อของเสียงที่เกิดจากการทำงานของไดเวอร์ทั้งสองช่วงนี้แต่อย่างใด ความต่อเนื่องระหว่างย่านกลางสูงไปถึงแหลมตอนล่างเป็นไปด้วยความราบลื่น เนื้อเสียงกลางมีความอิ่มแน่นดี

อัลบั้ม: Rumours (PCM 24/96)
ศิลปิน: Fleetwood Mac

อัลบั้ม: Close To The Music Volume 4 (DSD64)
ศิลปิน: Various Artists

อัลบั้ม: Orff – Camina Burana (DSD64)
ศิลปิน: Eugen Fochum & Chor Und Orchester Der Deutschen Oper Berlin

อัลบั้ม: Way Out West (DSD64)
ศิลปิน: Sonny Rollin

อัลบั้ม: Opus3 DSD Showcase 3 (DSD128)
ศิลปิน: Various Artists

ในช่วงท้ายๆ ของการทดสอบ M9 ผมใช้ไฟล์เพลงไฮเรซฯ หลายๆ ฟอร์แม็ต ทั้งตระกูล PCM และ DSD ทดลองฟังกับ M9 โดยอาศัย DAP ของ Sony รุ่น NW-WM1Z ซึ่งเป็นเพลเยอร์พกพารุ่นท๊อปของ Sony และได้ถือโอกาสทดสอบ M9 ด้วยสาย balanced 4.4mm ไปด้วยในตัว (WM1Z จะเล่นไฟล์ DSD แบบเนทีฟเฉพาะตอนเชื่อมต่อหูฟังทางช่อง balanced 4.4mm เท่านั้น) ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ออกมามันกระโดดไปอีกขั้น ที่โดดเด่นมากๆ คือความรู้สึกเปิดโล่งของสนามเสียงที่ไร้ขอบเขต ให้ความรู้สึกเหมือนได้ยินเสียงมาลอยวนอย่างอิสระอยู่รอบศีรษะ ไม่เหมือนว่ามันออกมาจากหูฟัง อีกอย่างที่เด่นมากคืออิมเมจเสียงที่เด่นชัดขึ้นมาก ทั้งมวลเนื้อที่เนียนและอิ่ม กับความต่อเนื่องที่สวิงดังเบาได้อย่างราบลื่นมากขึ้น ฟังสบายมากขึ้น

ดีไม่มีที่ติ.??

จะว่าอย่างนั้นก็ไม่เชิง โดยส่วนตัว ผมเองมีโอกาสสัมผัสและทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทที่ปรับจูนมาให้มีคุณสมบัติของความเป็น monitor มาหลายตัวแล้ว จึงมีความเข้าใจคุณสมบัติเฉพาะตัวของอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทนี้ดีว่ามันมีจุดแข็งจุดอ่อนตรงไหน

ลำโพงและหูฟัง ที่ถูกออกแบบและปรับจูนให้ใช้งานในลักษณะ monitor จะเน้นที่ความเที่ยงตรงในการนำเสนอสัญญาณต้นฉบับที่ส่งผ่านมาจากแอมปลิฟายเป็นหลักโดย “มีความยืดหยุ่นต่ำ” หมายความว่า ถ้าสัญญาณเพลงบันทึกมาไม่ดี หรือแอมปลิฟายไม่ดี ลำโพงหรือหูฟัง monitor เหล่านี้จะฟ้องความไม่สมบูรณ์ของสิ่งที่อยู่ข้างหน้ามันออกมาให้เราได้ยินโดยไม่มีการปกปิดอำพราง ซึ่งคุณจะเรียกคุณสมบัตินี้ว่าเป็น “จุดเด่น” หรือ “จุดด้อย” ก็สุดแล้วแต่ว่าคุณมีความเข้าใจมันมากแค่ไหน และมีความพร้อมสำหรับการลงทุน source กับ amplifier ที่มีคุณภาพสูงๆ มาใช้กับมันหรือไม่?

เมื่อผมทดลองขับมันด้วยอะแด๊ปเตอร์ DAC/HP Amp แบบพกพาของแอ๊ปเปิ้ลเอง (ตัวเล็กๆสีขาว) โดยอาศัยแอพ Onkyo HF Player บน iPhone 7 ทำหน้าที่เป็น source เล่นไฟล์เพลง ผมพบว่า เสียงที่ได้จากการขับ M9 มันออกมาทึบๆ ขุ่นๆ ไม่ใสกระจ่างเหมือนตอนขับด้วยเครื่องเล่นไฟล์เพลงของ Sony รุ่น NW-WM1Z รวมถึงคุณภาพเสียงในแง่อื่นๆ ด้วย ประมาณว่าห่างกันสักพันลี้ ซึ่งพอจะสรุปได้ว่า M9 ไม่เปิดโอกาสให้ DAC/HP Amp ตัวเล็กๆ เข้าใกล้มัน.!!!

ถ้าคุณเคยสังเกต จะพบว่า ไดเวอร์ตัวเดียวกัน เมื่อนำมาออกแบบเป็นหูฟัง หรือลำโพงบ้านต่างยี่ห้อ ต่างรุ่นกัน มักให้เสียงออกมาต่างกัน ผู้ผลิตบางเจ้าที่ต้องการทำหูฟังให้เหมาะกับคนทั่วไป ให้ใช้งานได้ง่ายหน่อย ก็มักจะปรับจูนให้ “มีความยืดหยุ่น” มากหน่อย คือขับง่าย กินกำลังน้อย ซึ่งโดยมากแล้ว หูฟังลักษณะนี้จะไม่สามารถดึงประสิทธิภาพของไดเวอร์ที่ใช้ออกมาได้หมด เพราะโดยธรรมชาติ ไดเวอร์ยิ่งดียิ่งต้องการกำลังขับมาก สำรองต้องถึง ซึ่งทำให้เป็นภาระของแอมป์ตามมา

ลำโพงหรือหูฟังที่ถูกออกแบบและปรับจูนมาให้มีคุณสมบัติเป็น minitor จริงๆ จะพยายามทำให้มันสามารถแสดงความสามารถของไดเวอร์ออกมาให้ได้มากที่สุดโดยไม่รอมชอมใดๆ ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ผู้ใช้ต้องเข้าใจว่า คุณต้องมีหน้าที่ในการจัดหา source และ amplifier ที่ดีพอสำหรับ requierment ของไดเวอร์ที่ลำโพงหรือหูฟังตัวนั้นต้องการ ถ้าหย่อนไปกว่านั้น คุณจะรู้สึกทันทีว่าเสียงของมันไม่ดี ซึ่งต่างจากลำโพงหรือหูฟังคอมเมอร์เชี่ยลทั่วไปที่ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นมอนิเตอร์จริงๆ (แม้ว่าจะใช้ไดเวอร์ตัวเดียวกันก็ตาม!)

เมื่อจับคู่กับ source + amplifier ที่มีสมรรถนะถึงหรือสูงกว่าระดับที่ไดเวอร์ต้องการ คุณจะได้สัมผัสกับคุณภาพความเป็นมอนิเตอร์ของหูฟังตัวนี้ออกมาทันที นั่นคือ “กระจกสะท้อน” คุณภาพของไฟล์เพลงที่ฟังผ่านมันไปนั่นเอง เมื่อจับคู่กับเพลเยอร์ NW-WM1Z เจ้า M9 มันทำให้ผมรับรู้ว่า เพลงทุกเพลงที่ฟังมีอะไรอยู่ในนั้นบ้าง มันแสดงให้เห็น (ได้ยิน) ว่า ซาวนด์เอนจิเนียร์ทำอะไรลงไปกับเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นที่อยู่ในเพลงนั้นๆ บ้าง เมื่อลองฟังเพลงเก่าๆ ของวงคาราบาวคือ “คนเก็บฟืน” หูฟังตัวนี้ก็บอกให้ผมรู้ว่า เสียงดนตรีบางชิ้นในเพลงเดียวกันนี้บันทึกมาไม่ดี ในขณะที่บางชิ้นบันทึกมาได้ดีกว่า และเมื่อลองฟังไฟล์ MQA งานเพลงของ Caroll Vanwelden ชุด Shakespeare Sonnets 2 ปรากฏว่าเสียงออกมาดีมากๆ ..

เมื่อจับกับ DAP ตัวเล็กๆ ลงมา

คุณสมบัติสำคัญข้อหนึ่งของไดเวอร์ BA คือตอนยังเบิร์นฯ ไม่ถึงที่ เอ๊าต์พุตที่มันให้ออกมาจะไม่เต็มที่ ความดังของเสียงและไดนามิกเร้นจ์จะไม่เปิดกว้างอย่างเต็มที่ การฟังในขณะที่ยังไม่พ้นเบิร์นฯ จะกินกำลังแอมป์มากกว่าปกติ หลังจากพ้นเบิร์นฯ ไปแล้ว (ประมาณ 200 ชั่วโมงขึ้นไป) มันจะมีความไวสูงขึ้นมาก เสียงจะปลดปล่อยออกมามากขึ้น ขับง่ายขึ้น ดังมากขึ้น ซึ่ง Sony รุ่น IER-M9 ตัวนี้ก็อยู่ในข่ายนี้เช่นกัน

หลังเบิร์นฯ เกิน 200 ชั่วโมงไปแล้ว ผมได้หยิบเอา DAP พกพาตัวเล็กๆ ของผมมาลองฟังกับ M9 อีกสองสามตัว นั่นคือ Sony : ZX-100 ราคาสองหมื่นกว่า กับ Astell&Kern : AK Jr. ราคาหนึ่งหมื่นกลางๆ

จับคู่กับ Astell&Kern รุ่น AK Jr.

ช่วงเริ่มเบิร์นฯ 2-3 ชั่วโมงแรกๆ ผมลองฟัง M9 กับ Astell&Kern : AK Jr. มันส่ออาการว่า AK Jr. ขับ M9 ออกมาไม่หมด แม้ว่าในแง่ความดังที่ออกมาจะเพียงพอ แสดงว่ากำลังขับของ AK Jr. พอขับ M9 ไหว แต่เสียงโดยรวมจะออกไปทาง dark แม้ว่าจังหวะเพลงจะออกมากระชับมีพลัง สปีดดี แต่เบสต้นๆ จะออกมาอวบหนา กลางมีเนื้อมวลแต่บอดี้ไม่หลุดลอยขึ้นมาจากกลุ่มของเสียงดนตรีอื่นๆ เกาะกุมอยู่กับเสียงทุ้มต้นๆ แยกกันไม่ขาด เสียงแหลมก็เก็บรวบปลายเสียงเร็ว ไม่จี๊ดจ๊าด รายละเอียดของฮาร์มอนิกหุบหายแทบหมด ขนาดฟังเพลงไทยอย่างอัลบั้มชุด “ทำมือ” ของยืนยง โอภากุล และอัลบั้มชุด “คนจนรุ่นใหม่” ของ พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ เสียงโดยรวมยังออกมาหนานุ่ม แหลมหุบ เมื่อลองเร่งวอลลุ่มที่ AK Jr. เพื่อดึงรายละเอียดของเสียงแหลมขึ้นมาจนเกินสเกล 50 ก็เริ่มมีอากาศเสียงพุ่ง ดังขึ้นจริงแต่ออกอาการอั้นตื้อ ฟังไม่สบายหูเลย ฟังได้ไม่นานก็ต้องยอมแพ้ จับ M9 ออกไปเบิร์นฯ ต่อ

หลังจาก M9 ผ่าน 200 ชั่วโมงมาแล้ว ผมเอามาจับกับ AK Jr. อีกรอบ ปรากฏว่าเสียงเปลี่ยนไปมาก ความดังโดยรวมไม่ต่างไปมาก แต่ในแง่การแยกแยะรายละเอียด ความเนียนของเนื้อเสียง และมิติซาวนด์สเตจ ดีขึ้นมาก พอฟังอรรถรสดนตรีได้น่าพอใจมากขึ้น

จับคู่กับ Sony รุ่น ZX100

โดยปกติแล้ว ผมไม่ค่อยจะคาดหวังว่า DAP ราคาสองหมื่นกว่าจะขับหูฟังราคาสามหมื่นกว่าออกมาได้ดีนัก อย่างมากก็พอฟังได้ แต่กรณีของ ZX100 ต้องถือว่าทำได้เหนือคาดหมาย อย่างแรกในแง่ของกำลังขับ ซึ่ง ZX100 ให้ความรู้สึกว่ามันสามารถขับดัน M9 ออกมาได้ดีพอสมควร อย่างน้อยก็ออกมาดีกว่า AK Jr. มากมาย ฟังแล้วรู้สึกได้ว่า “ขับออก” เสียงทุ้มรวบกระชับเป็นตัว ไม่หนาเป็นก้อนตังเมเหมือนตอนขับด้วย AK Jr. มีพลังดีดตัวและเด้งไปตามจังหวะของเพลงได้อย่างคล่องแคล่ว เสียงกลางและแหลมลอยตัว แยกกันเด็ดขาด และโลดแล่นไปตามลีลาของเพลงได้อย่างอิสระ เมื่อเทียบกับ M9 + WM1Z ตัวท็อปของโซนี่เอง คู่ของ M9 + ZX100 สู้ไม่ได้ที่ “เนื้อเสียง” กับ “คอนทราสน์ของไดนามิก” ซึ่งคู่ M9 + WM1Z ทำออกมาได้ดีกว่ามาก โดยรวมออกมาเนียนละมุนมากกว่า ฟังแล้วรู้สึกถึงความเป็นไฮเอ็นด์ที่สูงกว่า แต่ถ้าคุณชอบฟังสไตล์เสียงที่ติดดุดันนิดๆ เอาจริงเอาจังหน่อย เป็นแฟนเพลงแนวร็อคหรือสแตนดาร์ดแจ๊ส คุณก็อาจจะรู้สึกพอใจแล้วสำหรับ M9 + ZX100 คู่นี้

M9 กับ external DAC ตั้งโต๊ะ!

ผมจำได้ว่า ในงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ M9 กับเพื่อนพ้องในซีรี่ย์ Signature ทั้งหลายที่ประเทศฮ่องกง ผมได้ลองฟัง M9 กับ DAP ขนาดยักษ์ของ Sony รุ่น DMP-Z1 ด้วยความสงสัย ปรากฏว่า หูฟัง M9 ตัวนี้ไปกับ Z1 ได้เฉยเลย แม้ว่ากำลังขับของ Z1 จะมากมายเกินพอสำหรับ M9 แต่เมื่อมันทั้งสองจับคู่กัน พลังอันล้นเหลือของ Z1 ก็ไม่ได้ทำให้ M9 อึดอัดหรืออั้นตื้อแต่อย่างใด กลับปลดปล่อย M9 ให้โชว์ออฟออกมาได้อย่างเต็มที่ซะอีก

ลองจับกับ external DAC ของ TEAC รุ่น NT-505

เพื่อพิสูจน์ความอึดของ M9 ผมลองฮุคมันเข้ากับ external DAC รุ่น NT-505 ของ TEAC เครื่องตัวอย่างที่ได้รับมาทดลองฟังเล่นๆ ดู ปรากฏว่า M9 ร่วมกันร้องเพลงไปกับกำลังขับ 500mW (ที่ 32 โอห์ม) ของ NT-505 แบบสบายๆ ไร้ซึ่งอาการอึดอัดอันเนื่องจากถูกขับเกินกำลัง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่น่าทึ่งสำหรับหูฟังอินเอียร์ตัวเล็กๆ แบบนี้.!!!

หลังชั่วโมงที่ 300 ไปแล้ว มันยิ่งขับง่ายขึ้นอีก.!

นี่คือความแปลกประหลาดของไดเวอร์ Balanced Armature หลังการเบิร์นฯ และใช้งานต่อเนื่องมาถึงชั่วโมงที่ 200 ผมก็รู้สึกว่า M9 มันให้ตัวมากแล้ว เสียงโดยรวมมีลักษณะที่เปิดโปร่งมากแล้ว รายละเอียดก็พรั่งพรูออกมามากแล้ว แต่พอใช้งานต่อเนื่องไปอีกจนถึง 300 ชั่วโมง ผมกลับพบว่า เสียงมันก็ยังเปิดโล่งออกมาได้อีก ปลดปล่อยเสียงให้มีอิสระหลุดออกมาจากไดเวอร์ได้มากขึ้นอีก ตัวเสียงเข้มและฉีกตัวหลุดลอยออกจากกันได้มากขึ้น เป็นซาวนด์สเตจที่เปิดกว้างมากขึ้นได้อีก

ถึงตอนนี้ ผมพบว่า M9 สามารถแยกแยะเลเยอร์ของดนตรีที่สลับซับซ้อนมากๆ ออกมาได้ดีขึ้น ในขณะเดียวกัน มันก็แสดง ช่วงถ่างของเวลาระหว่าง อิมแพ็ค (หรือหัวเสียง) – ตัวเสียงหางเสียง ออกจากกันได้ชัดเจนมากขึ้น ส่งผลให้เสียงโดยรวมมีความเปิดโล่งและผ่อนปรนมากขึ้น

ลองจับกับ Audiolab รุ่น M-DAC nano

ถึงตอนนี้ ผมทดลองใช้ DAC/HP Amp ของ Audiolab รุ่น M-DAC nano ซึ่งรองรับอินพุตด้วยคลื่น Bluetooth มาจับกับ M9 ตัวนี้ ผมพบว่า กำลังขับที่ไม่ได้มากมายของ M-DAC nano ก็สามารถผลักดันรายละเอียดเสียงออกมาจาก M9 ได้ดีอย่างน่าประหลาดใจ ทั้งๆ ที่ตอนได้ M9 มาใหม่ๆ ผมเคยลองฟังกับ M-DAC nano ดูแล้ว ตอนนั้นเหมือนจะขับไม่ออก แต่หลังจาก M9 เบิร์นฯ และถูกใช้งานมานานเกิน 300 ชั่วโมง M-DAC nano สามารถขับ M9 ออกมาได้ดีขึ้นจนยอมรับได้

สรุป

ในอดีตนั้น ลำโพงที่มีคุณสมบัติเป็น มอนิเตอร์จะใช้กันเฉพาะในวงการโปรเฟสชั่นแนล ออดิโอเท่านั้น เพราะนักดนตรีและซาวนด์เอ็นจิเนียร์ต้องการ เครื่องมือที่แม่นยำในการตรวจวัด คุณภาพเสียงของงานที่พวกเขาทำออกมา ซึ่งลำโพงที่ถูกออกแบบมาให้เป็นมอนิเตอร์จึงเป็นลำโพงที่ถูกกำหนดความสามารถในการตอบสนองที่เจาะจงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น ลำโพงมอนิเตอร์รุ่น LS 3/5a ที่ BBC ใช้ก็ต้องการให้ตอบสนองความถี่ในย่านกลางที่ดีที่สุดเป็นหลัก เพราะใช้เป็นมอนิเตอร์สำหรับผู้อ่านข่าวออกอากาศในสถานีและโมบายนอกสถานที่ เช่นเดียวกับลำโพงมอนิเตอร์รุ่น NS10M ของ Yamaha ที่ Bob Clearmountain เลือกใช้เป็นลำโพงมอนิเตอร์สำหรับหอบหิ้วออกไปทำการบันทึกเสียงในสตูดิโอต่างๆ ที่เขาไปทำงานด้วย ซึ่งเหตุผลที่บ๊อบเลือก NS10M ก็เพราะว่ามันมีขนาดเล็กกระทัดรัด สามารถหอบหิ้วไปมอนิเตอร์งานที่ไหนๆ ได้สะดวก และในขณะเดียวกัน ลักษณะเสียงที่ NS10M ให้ออกมานั้น มันทำให้เขาสามารถ mappingเข้ากับลักษณะเสียงของลำโพงมอนิเตอร์ที่เขาใช้อยู่ในสตูดิโอซึ่งเป็นระบบลำโพงที่มีขนาดใหญ่กว่าได้ตรงกันมากที่สุด

เช่นเดียวกับสาเหตุที่ Dave A. Wilson เจ้าของลำโพง Wilson Audio ต้องลงมือออกแบบลำโพง WATT ออกมาใช้เป็นลำโพงมอนิเตอร์สำหรับหอบหิ้วไปใช้ในการบันทึกเสียงนอกสถานที่ก็เพราะว่าเขาไม่สามารถหาลำโพงเล็กคู่ไหนที่ให้แนวเสียงไปทางเดียวกับลำโพงมอนิเตอร์แบบ full spectrum รุ่น WAMM ที่เขาใช้เป็นมอนิเตอร์ฟูลเร้นจ์ที่บ้าน

หูฟัง IER-M9 ของ Sony ตัวนี้ถูกออกแบบมาให้มีสมรรถนะสูงมาก คือสามารถตอบสนองความถี่ได้กว้างมากๆ และทำให้มีความดังสูงถึง 103dB ทำให้ M9 มีคุณสมบัติเป็น มอนิเตอร์สำหรับใครก็ได้ ทั้งนักดนตรี, ซาวนด์เอนจิเนียร์ และนักฟังเพลงที่ต้องการหูฟังที่สามารถถ่ายทอดเสียงของ เครื่องเล่นไฟล์เพลง” + “เพลงออกมาได้ตรงกับบุคลิกจริงของ เครื่องเล่นไฟล์เพลงที่คุณใช้อยู่ + “เพลงที่คุณเลือกฟัง

M9 จะแสดงความแตกต่างของเสียง DAP แต่ละตัวออกมาให้รับรู้ได้ชัดมาก เมื่อจับคู่ M9 กับ NW-WM1Z ตัวท๊อปของ Sony มันทำให้รู้ว่า DAP ที่ดีมากๆ ทำให้เพลงที่เลือกฟังมันถ่ายทอดรายละเอียดต่างๆ ออกมาได้ตรงอย่างที่คนทำเพลงต้องการนำเสนอมากแค่ไหน.!! /

*****************************
ราคา : 39,990 บาท / ชุด
*****************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย:
. Sony Thai Co. Ltd
โทร. 66 (0) 2-715-6100

สั่งซื้อทางออนไลน์ | ที่นี่

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า