‘Altamira’ – ดำดิ่งทิ้งลึกสู่เซลติกบรรพกาล ของ มาร์ค นอพฟ์เลอร์

[1] ถ้ำ “อัลตามิรา” (Altamira) เป็นถ้ำหินปูนมีขนาดความลึก 300 หลา ภาพเขียนอันเก่าแก่ภายในถ้ำแห่งนี้ถูกค้นพบโดยบังเอิญในปี 1869 (.. 2412) โดย มาร์เซลิโน ซันซ์ เด เซาตูโอลา (Marcelino Sanz de Sautuola) นักโบราณคดีสมัครเล่นและเป็นเจ้าของที่ดินบริเวณดังกล่าว

ถ้ำนี้เป็นถ้ำแห่งแรกที่มีการค้นพบภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ อีกทั้งภาพยังมีความงดงามและสมบูรณ์อย่างเหลือเชื่อ จนเกิดการโต้แย้งในวงการวิชาการยาวนานกว่า 20 ปี กว่าจะได้รับการยอมรับว่าเป็นผลงานของมนุษย์ยุคหินเก่า

วันหนึ่ง มาร์เซลิโน ออกเดินสำรวจตามบริเวณถ้ำต่าง ๆ ในแถบนั้น สังเกตดูลักษณะของถ้ำขนาดใหญ่ถ้ำหนึ่งคล้ายกับเคยมีสิ่งมีชีวิตอาศัยมาก่อน ได้พบร่องรอยบางประการ อาทิ เศษหินและกระดูกสัตว์เก่าๆ สลักเป็นลวดลายรูปสัตว์ แต่ก็ไม่ได้สำรวจสิ่งอื่นๆ อีก จนกระทั่งในอีก 10 ปีต่อมา ปี 1879 (.. 2412) จึงได้กลับมาสำรวจภายในถ้ำร่วมกับ มารีอา (María) ลูกสาววัย 8 ขวบ อีกครั้งหนึ่ง

คราวนี้ความลับที่ถูกปกปิดไว้ด้วยกาลเวลาได้ถูกเปิดเผยขึ้นต่อโลกใบใหม่อย่างที่ไม่มีใครล่วงรู้มาก่อน.!

ในขณะที่เขาก้มหน้าก้มตาคุ้ยเขี่ยพื้นถ้ำเพื่อหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์อยู่นั้น ลูกสาวก็กำลังยืนแหงนหน้ามองภาพต่างๆ ซึ่งมีอยู่มากมายบนผนังและเพดานถ้ำอย่างเพลิดเพลิน เท่ากับว่าเด็กหญิงผู้นี้เป็นมนุษย์สมัยใหม่คนแรกที่ได้เห็นภาพอันล้ำค่าของมนุษย์ยุคดึกดำบรรพ์

เพราะลักษณะเพดานของถ้ำอัลตามิรามีความสูงต่ำไม่เท่ากัน บางแห่งต่ำมากจนถึงกับต้องคลาน โดยเฉลี่ยแล้วความสูงของเพดานไม่มากพอที่จะให้ผู้ใหญ่ร่างสูงยืนสำรวจดูอะไรได้คล่องตัวนัก แต่อุปสรรคดังกล่าวไม่เป็นปัญหาสำหรับลูกสาวของเขา

เมื่อ มาร์เซลิโน ได้ยินเสียงลูกสาวร้องเรียกให้ดูภาพต่างๆ ทำให้เขารู้โดยทันทีว่าเป็นภาพวาดจิตรกรรมชิ้นเยี่ยมของมนุษย์ถ้ำยุคหินเก่าอย่างแน่นอน เขาได้รวบรวมหลักฐานสำคัญในการค้นพบครั้งนี้เสนอต่อที่ประชุมนักมานุษยวิทยาและโบราณคดี ณ กรุงลิสบอน ประเทศโปรตุเกส ในปี 1880 (.. 2413) แต่ได้รับการปฏิเสธจากที่ประชุมด้วยความคิดที่ว่าไม่น่าเป็นไปได้

จากนั้นอีก 16 ปี ต่อมา ในปี 1896 (.. 2439) หลังการตายของ มาร์เซลิโน ที่เสียใจและชอกช้ำจากการถูกปฏิเสธ มีการสำรวจอย่างจริงจังเกี่ยวกับภาพจิตรกรรมดังกล่าวของนักมานุษยวิทยาและนักโบราณคดี ทำให้พิสูจน์ได้ว่า ภาพเขียนบนผนังและเพดานถ้ำอัลตามิราของ มาร์เซลิโนนั้นเป็นความจริง เมื่อเทียบกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากแหล่งอื่นๆ ที่ค้นพบต่อมาในภายหลัง

ภาพวาดในถ้ำอัลตามิรา ได้รับการยกย่องว่าเป็นผลงานชิ้นเยี่ยม เนื่องจากมีความเป็นเลิศทางด้านการแสดงออกและกรรมวิธีความสามารถในการวาดระบาย รวมทั้งความงดงาม ความเข้าใจในสุนทรียภาพของผู้วาดเป็นอย่างสูง จากบริเวณปากถ้ำลึกเข้าไปประมาณ 30 หลา ปรากฏภาพเขียนจิตรกรรมเรื่อยไปจนจรดก้นถ้ำ

ภาพส่วนมากเป็นภาพสัตว์ชนิดต่าง ๆ ที่มีอยู่มากมายในยุคนั้น เช่น กวางเรนเดียร์ วัวไบซัน ม้า มีกิริยาอยู่ในท่ายืนแสดงอาการเคลื่อนไหวไม่แข็งนิ่งอยู่กับที่ รวมทั้งหมด 25 ภาพ แต่ละภาพมีขนาดใหญ่ใกล้เคียงความเป็นจริง มีความสูงโดยเฉลี่ย 5-6 ฟุต โดยที่จิตรกรหรือผู้วาดพยายามเลียนให้เหมือนของจริงตามธรรมชาติให้มากที่สุด วาดด้วยเส้นอันแข็งแรงเด็ดเดี่ยว สีที่ใช้เป็นสีแดงและสีน้ำตาลระบายตัวสัตว์ ตัดเส้นเน้นเป็นบางส่วนด้วยสีดำ

และที่น่าอัศจรรย์ใจคือ จิตรกรสมัยก่อนประวัติศาสตร์ผู้วาดภาพเหล่านี้ รู้จักการแก้ปัญหาการทับซ้อนกันของรูปทรง รวมทั้งแสดงถึงความเข้าใจความตื้นลึกของภาพตามหลักการวาดภาพที่มีทัศนมิติหรือสัดส่วนใกล้ไกล (perspective) ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ถือเป็นกลุ่มภาพที่บ่งบอกถึงวัฒนธรรมในยุคนั้นได้ดีที่สุด คาดว่าอยู่ในช่วงปี 16,000-14,000 ปีที่ผ่านมา

ปัจจุบัน ถ้ำอัลตามิรา (Cueva de Altamira) มีสถานะเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (Altamira Cave National Museum) ได้รับการเชิดชูเกียรติขึ้นทะเบียนในปี 1985 (.. 2528) จากคณะกรรมการสมัยที่ 9 ของยูเนสโก ได้จดทะเบียนในบัญชีมรดกโลก มีชื่อเสียงและความสำคัญเนื่องจากปรากฏภาพเขียนสมัยก่อนประวัติศาสตร์อยู่ภายใน ตั้งอยู่ใกล้กับ เมืองซานติยานาเดลมาร์ (Santillana del Mar) ในแคว้นปกครองตนเอง กันตาเบรีย ทางภาคเหนือของประเทศ สเปน ห่างจาก เมืองซันตันเดร์ (เมืองหลักของแคว้น) ไปทางทิศตะวันตก 30 กิโลเมตร

ทั้งหมดนั้นเป็นที่มาของภาพยนตร์ ‘Altamiraในปี 2016 (.. 2559) เป็นผลงานกำกับการแสดงของ ฮิวจ์ ฮัดสัน (Hugh Hudson) ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตการค้นพบถ้ำอัลตามิรา (Altamira) นำแสดงโดย อันโตนิโอ แบนเดราส (Antonio Banderas) กับ รูเพิร์ต อีเวเร็ตต์ (Rupert Everett)

[2] อัลบั้ม ‘Altamiraซึ่งเป็นอัลบั้มดนตรีและเพลงประกอบภาพยนตร์ (Soundtrack) ของ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ (Mark Knopfler) ที่ทำงานร่วมกันกับยอดมือเครื่องเคาะหรือเพอร์คัสชัน (percussion) สายคลาสสิค อีเวลิน เกลนนี (Evelyn Glennie) ซึ่งออกมาเมื่อกลางปี 2016 (.. 2559) น่าจะเป็นคำตอบที่ใกล้ที่สุดของการฟังให้ลึกซึ้งดำดิ่งไปถึงอารมณ์ความรู้สึกและบรรยากาศที่กำซาบซึมลึกไปในตัวเพลงแต่ละเพลงอย่างมีเอกภาพ เชื่อมโยงเป็นการเดินทางในโสตคนฟังไปตามท้องเรื่อง ดั่งชื่อของบทเพลงที่ล่องลอยพาไปสู่สถานที่แห่งนั้นและร่วมรู้สึกกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น

หรือถ้าจะฟังแบบโปร่งปลอดโล่งจากข้อมูลหรือรับรู้เนื้อหาของภาพยนตร์ จะพบได้ว่าบรรยากาศเพลงและซาวด์กีตาร์จะนำดิ่งลึกไปสู่ยุคบรรพกาลของมนุษย์ถ้ำในยุโรปใต้ ด้วยดนตรีเซลติกร๊อคที่มีลักษณะของการเพ่งสมาธิจิตแบบนิวเอจ ฟูฟ่องลอยล่องพาท่องสู่อดีตกาลอันไกลโพ้น ด้วยความงามของดนตรีและเสียงกีตาร์ที่กำทอนเสียงกังวานพาไปสู่อีกสุดขอบแดนหนึ่งผ่านเสียงที่จะนำพาโสตประสาทไปถึงได้

ฟังได้อย่างอิ่มเอมเต็มที่มากกับ 25.52 นาที ที่ระเรื่อยอ้อยสร้อยกังวานหวานกับ 10 บทเพลง ความอ่อนโยนละเมียดละไมที่สวยงาม ด้วยชิ้นดนตรีที่ส่งพลังต่อกันอย่างมีความหมายภายใต้การนำร่องของเสียงกีตาร์ของ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ ซึ่งเป็นเครื่องหมายประจำตัวอันสำคัญอยู่แล้ว แต่ไม่ได้ทำให้คนฟังรู้สึกว่าเสียงกีตาร์อันไพเราะกังวานสั่นหวานพริ้งพริ้วมีอิทธิพลครอบงำเหนือหัวใจหลักคือ เสียงมวลรวมของธีมดนตรีที่วางตามท้องเรื่อง

แม้ความหมายความงามของดนตรีเซลติกยังคงอยู่อบอวลอย่างที่คาดเดาได้ ถึงงานดนตรีและเพลงประกอบภาพยนตร์ของเขา แต่บรรยากาศและการอรรถาธิบายผ่านเสียงที่ลื่นเลื่อนไปสู่บรรยากาศในยุคหิน เป็นเสมือนความบริสุทธิ์ที่ถ่ายทอดจินตภาพทางดนตรีออกมาได้อย่างสง่าผ่าเผย

มาร์ค นอพฟ์เลอร์ ถือเป็นมือกีตาร์ในแบบฟิงเกอร์สไตล์ที่ถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 27 ของ 100 ยอดมือกีตาร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกตลอดกาล ในการจัดของนิตยสาร โรลลิ่ง สโตน (Rolling Stone) แน่นอนในปี 2018 ที่ผ่านมา เขาและวง ไดร์ สเตรตส์ ได้ถูกนำเสนอเขาหอเกียรติยศร๊อคแอนด์โรล (the Rock and Roll Hall of Fame) ไปเรียบร้อยแล้วเช่นกัน

รูปแบบหรือสไตล์การเล่นกีตาร์ของเขา ถูกยกย่องให้เป็นหนึ่งในตำนานของชุมชนประชาคมของเหล่ามือกีตาร์มายาวนานในหลายทศวรรษที่ผ่านมา มีการเรียนการสอนถึงวิธีการเล่นกีตาร์ในแบบของเขา รวมถึงการมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ให้กับ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ จาก 3 มหาวิทยาลัยในสหราชอาณาจักรอีกด้วย ซึ่งมาจากแนวทางของการเล่นกีตาร์ที่มีอัตลักษณ์และสำเนียงเฉพาะตัว รวมถึงการประพันธ์ดนตรีที่ยอดเยี่ยม โดยเฉพาะบทเพลงและดนตรีประกอบภาพยนตร์ที่มีบรรยากาศและกลิ่นอายเซลติกบลูส์ร๊อคที่โดดเด่น

ภาพที่เจนตาในการเล่นสดหรือแสดงคอนเสิร์ตของ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ เขาจะไม่โชว์การเล่นและเทคนิคที่หวือหวารวดเร็วแบบเทพหรือเซียนกีตาร์ ไม่สับคอร์ดหรือเร่งเร็วเป็นจักรผันในแบบขุนขวานกีตาร์ฮีโร่ แต่สำเนียงกีตาร์ของเขาก็โดดเด่นยิ่งกว่า เขาเล่นกีตาร์ด้วยวิถีทางที่เปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกในการเติมเต็มบทเพลงของเขาให้สมบูรณ์แบบไม่เปี่ยมด้วยอัตตาของฝีมือที่ทะลักล้นออกมาอย่างเดือดพล่าน

การเป็นนักฆ่าหรือขยี้ด้วยเสียงโซโล่กีตาร์ในการแสดง ซึ่งเป็นโน้ตที่ถูกต้องเล่นบนทุกๆ คอร์ด ซึ่งจะเห็นได้เสมอว่าเขาเล่นอย่างเรียบง่ายในรูปแบบของการตีคอร์ดจังหวะพื้นฐาน

ภายใต้เทคนิคการเล่นกีต้าร์ที่แปลกแหวกแนวกว่าคนอื่นๆ ในแบบ ฟิงเกอร์ ปิ๊คกิ้ง (Finger Picking) คือไม่ใช้ปิ๊คดีด แต่ใช้นิ้วมือสามนิ้วดีดแทนปิ๊ค คือนิ้วโป้ง นิ้วชี้ และนิ้วกลาง เป็นการรันโน้ตเบส และผสมผสานกับปิ๊คกิ้งไปด้วยกัน

อย่างที่รู้กันการเล่นกีตาร์แบบฟิงเกอร์สไตล์ เป็นการเล่นโดยใช้เฉพาะนิ้วมือขวาในการดีดสายเป็นหลัก และสามารถเล่นได้ครบทั้งองค์ประกอบของดนตรี ซึ่งก็คือ แนวเสียงเบส เสียงต่ำ แนวฮาร์โมนี เสียงประสาน และแนวทำนอง แนวเมโลดี้ ที่ประสานเสียงไปด้วยกันเหมือนการเล่นเปียโน ซึ่งสามารถบรรเลงประกอบการร้องเพลงหรืออาจจะบรรเลง ถือเป็นเสน่ห์ของการเล่นกีต้าร์แนวฟิงเกอร์สไตล์

การเล่นแบบต้องมีเบสคุมตลอดนี้ ตามด้วยเมโลดี้ เหมือนกับการเกาสายแต่เก็บเมโลดี้กับโน้ต ประดุจฟัง ‘กีต้าร์ร้องเพลง’ สำเนียงกีตาร์แบบฟิงเกอร์ ปิ๊คกิ้ง ของ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ ที่เด่นชัดและไม่เหมือนใครคือการขยี้หรือสั่นสาย (Vibrato) ให้ก้องกังวานล่องลอยค้างเติ่งในอณูอากาศ ถือเป็นเทคนิคที่ใช้ประจำจนเป็นเหมือนสัญชาตญาณหรือเครื่องหมายทางการค้าของสำเนียงที่ออกมา และสามารถสร้างความรู้สึกท่องเพริศไปอย่างลื่นไหลและซึมลึกเข้าไปในโสตของคนฟังอย่างชะงัด

เสน่ห์ในเทคนิคกีตาร์ของ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ หรือเทคนิคการเล่นอยู่ที่ความรู้สึกเชื่อมต่อกับบทเพลงของเขาทั้งหมดอย่างกลืนกลายเป็นเอกภาพ และบ่อยๆ ที่เป็นเช่นนั้น หลายๆ คนอาจมองว่าเขาไม่ใช่เอตทัคคะทางกีตาร์หรือผู้ยอดเยี่ยมเชี่ยวชำนาญทางด้านกีตาร์อย่างเอกอุ (Virtuoso) ซึ่งก็เป็นจริงถ้าวัดตามขนบและมาตรฐานของกีตาร์ฮีโร่

เมื่อมองมุมกลับกัน ลงไปในรายละเอียดของการเล่นกีตาร์ในแบบของ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ จะพบอย่างจริงจังว่า รายละเอียดของทุกโน้ตล้วนอยู่ในที่เหมาะที่ควรอย่างถูกที่ถูกเวลา ในเนื้อร้องผ่านเนื้อความและถ้อยคำที่สื่อความหมายออกมา เขาจะออกแบบดนตรีและเสียงกีตาร์เข้าไปอย่างลงตัวในบรรยากาศของเพลงที่สามารถหลั่งไหลออกมาอย่างท่วมท้นความรู้สึก ซึ่งหาไม่ได้มากนักในบรรดามือกีตาร์เก่งๆ ในระดับเอตทัคคะทางเทคนิคในการเล่นกีตาร์

ความไม่บ้าคลั่งในความเร็วเชิงเทคนิคและลูกเล่นอย่างมากมาย นี่คือความแตกต่างของเสียงกีตาร์ที่กลั่นออกมาจากหัวใจพรั่งพรูผ่านจิตใจออกมาสู่ปลายนิ้วกดลงไปบนเส้นสายลวดบนคอกีตาร์ทะลักทะล้นออกมาเป็นบทเพลง นี่คือสิ่งที่มาร์ค นอพฟ์เลอร์ ทำได้ดีเยี่ยมเป็นอย่างยิ่งจนต้องใช้คำพูดว่า “มากเหลือเกิน” ได้อย่างเต็มปาก

การร่วมงานกับสาวใหญ่มือเพอร์คัสชันระดับแถวหน้าของโลกดนตรีคลาสสิค อีเวอลิน เกลนนี ทำให้เกิดงานที่ข้ามสายของดนตรีในหลายชิ้นหรือหลายเพลงในอัลบั้มนี้

ความน่าสนใจอย่างยิ่งยวดสำหรับมือเพอร์คัสชันสาวใหญ่ชาวเมือง อเบอร์ดีน สกอตแลนด์ อีเวอลิน เกลนนี ซึ่งปัจจุบันอายุ 54 ปี เธอเป็นนักดนตรีที่หาได้ยากยิ่งในโลกดนตรีหรือโลกใบนี้ ในฐานมือโซโล่เพอร์คัสชันที่สามารถทำงานเชื่อมต่อหลายแนวดนตรีที่ยืนพื้นจากคลาสสิคไปสู่แนวดนตรีอื่นๆ ในหลายวัฒนธรรม ที่สำคัญเธอ ‘หูหนวก

เกลนนี พบว่าเธอหูหนวกสนิทตอนอายุ 12 แต่ก่อนหน้านั้นเธอสูญเสียการได้ยินมาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และสั่งสมเรื้อรังจนหนวกสนิท แต่ความพิการทางโสตมิสามารถสกัดกั้นพรสวรรค์ทางดนตรี โดยเฉพาะทางเครื่องเคาะของเธอ เธอเรียนและฝึกฝนจนเป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติและระดับโลก ถูกยกย่องเชิดชูเกียรติให้เป็นเอตทัคคะด้านเพอร์คัสชันของโลกดนตรีในปัจจุบัน

แบบแผนการเล่นดนตรีของเธอคือ ใช้เท้าเปล่าเพื่อให้สัมผัสถึงเสียงผ่านฝ่าเท้าทั้งในการเล่นแสดงสดและบันทึกเสียงในสตูดิโอ และสิ่งที่เธอทำสามารถทำให้รู้สึกถึงดนตรีประเภทเครื่องเคาะผ่านแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่าหูปกติ

ในอัลบั้มชุด ‘Altamiraธีมหลักที่เป็นหัวใจผ่านการเล่นกีตาร์อะคูสติคของ มาร์ค นอพฟ์เลอร์ ยังแพรวพราวสวยงาม ทั้งการเล่นและประพันธ์ดนตรี ในส่วนของเครื่องเคาะหรือเพอร์คัสชัน ซึ่งถูกวางให้เป็นพื้นเสียงที่อยู่ข้างหลังแสดงออกถึงความเชี่ยวชำนาญขั้นเยี่ยมยอดกับชิ้นดนตรีอย่างไซโลโฟนหรือระนาดเหล็กให้ไหลระเรื่อยรินของเสียงออกมาแสดงถึงธรรมชาติของโลหะที่ก้องกำทอนหลอนคล้ายภูตผีปีศาจที่แฝงฝังได้ยินแต่ไม่เห็น

ทั้ง 10 บทเพลง สามารถตีความครอบรวมถึงเนื้อเรื่องของภาพยนตร์ได้อย่างเด็ดขาดสมบูรณ์ โดยเฉพาะเสียงกีตาร์ที่สวยงามสมบูรณ์แบบ การเล่นโน้ตเดียว (single-note) ที่ใช้ศิลปะการประสานท่วงทำนอง กับการสไลด์สาย รวมถึงกลุ่มเครื่องสาย และเครื่องเคาะที่สั่นสะท้านโสตอย่างไม่แปลกแยกและมีชีวิตชีวา

Altamiraบทเพลงเปิดอัลบั้มช่างดีเลิศงดงาม ดึงดูดใจด้วยเสียงกีตาร์อัตลักษณ์เฉพาะตัวที่กำซาบสัมผัสแรกก็รู้เลยว่า สำเนียงไพเราะตรึงโสตงดงามมาจากฝีมือบนเส้นลวด 6 สายของใคร สำหรับคอเพลงที่คุ้นกับเสียงกีตาร์ของเขา สำหรับชุดนี้จะรู้สึกดำดิ่งทิ้งลึกลงไปในห้วงอารมณ์ที่หวานแผ่วและกังวานก้องกำทอนอยู่ในความรู้สึกที่เนิบลอยและเพราะพริ้ง

สองบทเพลงฝีมือการประพันธ์ของ อีเวอลิน เกลนนี คือ Dream of the Bisonกับ Farewell to the Bisonที่วางไว้ในลำดับที่ 3 และที่ 7 อาจะเรียกได้ว่าเป็นบทเพลงแห่งไบซัน ซึ่งเป็นสัตว์ยุคบรรพกาลในยุโรปและสูญพันธุ์จากดินแดนนี้ไปแล้ว แต่ในทวีปอเมริกาเหนือยังมีอยู่

Dream of the Bisonสร้างบรรยากาศที่หลอนลอยน่าสะพรึงของนิมิตที่ย้อนกลับไปสู่การฟื้นตื่นคืนชีพของสัตว์บึกบึนอย่างไบซัน ซึ่งทั้งสองบทเพลงมีความกระหึ่มก้องได้สร้างความแตกต่างในเอกภาพเดียวกันตามเส้นเรื่องของภาพยนตร์และความไพเราะมาตัดคัดได้อย่างพอดิบดีงามพร้อมในการบรรสานอารมณ์ไม่ให้เลี่ยนลึกหวานเนิบโศกจนเกินไป

อีกบทเพลง ‘Farewell To The Bisonอีเวอลิน เกลนนี ได้ผสมเสียงที่หลอนลอยคล้ายอยู่ในภวังค์ของการบดเบลอแห่งนิมิตเข้ากับเส้นสายลายเสียงของกีตาร์ ซึ่งเป็นธีมหัวใจหลักของมาร์ค นอพฟ์เลอร์ ถือเป็นซาวด์ ดีไซน์ หรือการออกแบบทางเสียงที่อยู่ในขั้นเยี่ยมยุทธ์ไร้รอยตะเข็บ สามารถลงลึกเข้าถึงภายในดนตรีของกันและกันได้อย่างสวยงาม

เสียงพิเศษสุดคือบทเพลงลำดับที่ 5 ครึ่งกลางอัลบั้ม ‘Onwardซึ่งตีความถึงโรคกลัวที่แคบ (Claustrophobia) หรือโรคกลัวสถานการณ์หรืออาการทางจิตในภาวะที่ตัวผู้ป่วยเหมือนถูกกักล้อมอยู่ในที่แคบๆ จนก่อให้เกิดอาการอึดอัด ใจสั่น เหงื่อซึม แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกของการแยกตัวและแปลกหน้า เสมือนดำดิ่งลึกลงไปท่ามกลางความมืดทึบอึดอัดของถ้ำ สามารถรังสรรค์ดนตรีให้ออกมางดงามปลุกตื่นความไพเราะของมนตร์วิเศษที่นำไปสู่การเดินหน้าอย่างมีความหวังงอกงาม

ความกลมกลืนกล่อมเกลาของการทำงานของทั้งสองคนที่ปะติดปะต่อเชิงชั้นทางดนตรีเข้าไว้ด้วยกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย ทำให้ช่วยลดทอนความอ่อนหวานโรแมนติกอย่างล้นทะลักของเสียงกีตาร์ นอพฟ์เลอร์ ได้อย่างลงตัว ซึ่งน่าจะเป็นความตั้งใจของผู้กำกับการการแสดงและนักดนตรีเอง เพื่อที่จะให้ทางดนตรีผิดแผกแย้งย้อนกันในที เพื่อสร้างภูมิทัศน์ทางเสียงให้มีความกระด้างขึ้นมา ทำให้มีความรู้สึกที่แตกต่างออกไปจากงานดนตรีประกอบภาพยนตร์ก่อนหน้านี้ของ นอพฟ์เลอร์

ความวิจิตรประณีตที่สะท้อนออกมาถึงความละเอียดงดงามในการเรียบเรียงดนตรี ทำให้เห็นถึงดนตรีคลาสสิคที่มีกลิ่นอายเซลติกในบทเพลง ‘Marcelino’s Despairโดยเฉพาะกลุ่มเครื่องสายที่พลิ้วพรายเสียงแสนไพเราะอ้อยสร้อยประดุจเวทย์มนต์ตรึงตรา

อีกคนที่ต้องกล่าวถึงคือ กาย เฟล็ตเชอร์ (Guy Fletcher) ที่มาร่วมโปรดิวซ์และเล่นฮาร์โมเนียมที่ให้เสียงของลิ่มลมโบราณของโน้ตออกมา รวมถึง ไมเคิล แมคโกลดริค (Michael McGoldrick) ซึ่งถือว่าเป็นนักดนตรีพรสวรรค์สูงสุดคนหนึ่งมาเป่าฟลุตเพื่อปลดปล่อยระบายอารมณ์และความรู้สึกที่ก้องกังวานหวานเศร้า

ความเศร้าโศกาผ่านเสียงคันชักบนเส้นสายไวโอลินที่เนือยเอื่อยช้า พร้อมเสียงดึงดีดตีตบสายอันดังเด่นในบทเพลง ‘By The Graveรวมถึงระยิบระยับโสตด้วยเมโลดี้จากเครื่องสายคู่

เสียงเครื่องสายที่มีอารมณ์โยนขึ้นลงเปี่ยมเต็มด้วยความหวังในอารมณ์ความรู้สึกรวมถึงการเดี่ยวดีดอะคูสติกกีตาร์ได้ซึมลึกลงไปในห้วงใจในบทเพลง ‘Glory of the Caveหากปล่อยใจให้เพริศเปิดเข้าสู่บทเพลงนี้ จะพบได้ว่าดนตรีจะนำพาไปสู่ความรู้สึกที่กว้างใหญ่ของภูมิทัศน์ที่ปกคลุมไปด้วยหมอกควัน และถ้ำที่ซ่อนเร้นได้ปรากฏขึ้นในจักษุของดวงจิต

มีบางคนอาจตั้งคำถามว่า ทำไมถ้ำอัลตามิราตั้งอยู่ในสเปน จึงไม่เลือกใช้ดนตรีที่เป็นละติน หรือฟลาเมงโก มาประกอบให้ได้กลิ่นอายที่ครบถ้วน แทนที่จะเลือกกลิ่นอายเซลติกในแบบ มาร์ค นอพฟ์เลอร์

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจถึงลักษณะภูมิศาสตร์ และภูมิหลังทางประวัติสาสตร์ของบริเวณถ้ำอัลตามิรา ที่มีมาแต่ยุคบรรพกาลหรือก่อนประวัติศาสตร์ สเปนทางตอนเหนือเป็นบริเวณที่ผสมผสานระหว่างสเปนและเซลติกที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวพร้อมด้วยภาษาและรสชาติทางวัฒนธรรมของตัวเอง

โดยเฉพาะชาวกาลิเซีย ซึ่งคิดว่าตัวเองเป็นชาวเซลติก ซึ่งแตกต่างจากชาวสเปนอื่นๆ การสืบเชื้อสายของพวกเขาเป็นคลื่นอพยพจากทิศตะวันออกในช่วงสหัสวรรษแรก ในเชิงดนตรีจะเห็นได้ชัดว่าแถบนี้มีดนตรีของสเปนเซลติก หรือดนตรีกาลิเซีย ที่สืบทอดประเพณีนิยมกันมา เครื่องดนตรีที่โดดเด่นคือ ปี่กาอิตา (Gaita) นักดนตรีที่มีชื่อเสียงระดับโลก คือ คาร์ลอส นูเนซ (Carlos Núñez) และ ซูซานา เซเบเน่ (Susana Seivane)

คาร์ลอส นูเนซ (Carlos Núñez)

ซูซานา เซเบเน่ (Susana Seivane)

อัลบั้ม ‘Altamiraแม้จะไม่มีส่วนผสมของปี่กาอิตา แต่ได้ตีความดนตรีเซลติกแบบคาบสมุทรสเปนตอนเหนือ ไปสู่จิตวิญญาณครั้งบรรพกาลที่ก้าวข้ามพ้นขีดคั่นจำกัดทางดนตรี แสดงให้เห็นพลังของเสียงดนตรีที่ไม่จำเพาะเจาะจงถึงห้วงเวลาหรือสถานที่ แต่จะเป็นพาหะแสดงให้เห็นถ้ำอัลตามิร่า ว่าคือเวทย์มนตร์อันมหัศจรรย์ที่มนุษย์ยุคโบราณสมัยหินได้รังสรรค์ภาพเขียนสีแบบดั้งเดิมหรือศิลปะยุคเริ่มแรก (Primitive) เป็นมรดกตกทอดงานศิลปะที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งหลงเหลือมาถึงปัจจุบันของมนุษยชาติ

มีเรื่องเล่าขานกันว่า เมื่อครั้งที่ศิลปินเรืองนาม ปาโบล ปีกัสโซ(Pablo Picasso) ได้เยี่ยมชมภาพเขียนฝีมือมนุษย์ยุคหินเก่า ณ ที่แห่งนี้ เขาถึงกับพูดว่า 

ผลงานทั้งหลายที่ตามมาหลังจากภาพเขียนที่ถ้ำอัลตามีรา ล้วนเป็นงานชั้นรองทั้งสิ้น” /

พอล เฮง
paulheng_2000@yahoo.com

**********************

mm

About พอล เฮง

นักวิพากษ์-นักวิจารณ์ที่ชอบขุดคุ้ยสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเพลงออกมาตีแผ่

View all posts by พอล เฮง