Jeff Rowland หรือเต็มๆ คือ Jeff Rowland Design Group เป็นแบรนด์เครื่องเสียงไฮเอ็นด์ฯ ประเภทที่มีความเป็นตัวเองสูง ไม่ใช่แบรนด์ที่ทำตลาดเปรี้ยงปร้าง แทบจะเรียกได้ว่าสงบเงียบอยู่ในกลุ่มแคบๆ ของนักเล่นเครื่องเสียงที่ชื่นชอบความเป็น JR อย่างจริงจัง ทว่า เมื่อเจาะลึกลงมาที่ตัวผลิตภัณฑ์และแนวคิดเบื้องหลังการออกแบบผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่น กลับพบว่า พวกเขามีปรัชญาในการออกแบบที่แตกต่างจากแบรนด์ระดับไฮเอ็นด์อื่นๆ อย่างชัดเจน
เมื่อขยับขึ้นมาเป็นแบรนด์ที่วงการยอมรับกันว่าอยู่ในระดับ “ไฮเอ็นด์” หลายๆ แบรนด์จะใช้ปรัชญาในการออกแบบที่ “ซับซ้อน” มากขึ้นกว่าระดับมิดเอ็นด์ ซึ่งเป็นความซับซ้อนที่สามารถมองเห็นได้ด้วยสายตาในลักษณะของแผงวงจรที่ประกอบด้วยคอมโพเน้นต์จำนวนมาก บ้างก็แยกแยะการทำงานของแต่ละภาคออกจากกัน ทำให้ตัวเครื่องต้องถูกขยายให้มีขนาดที่ใหญ่โตมากขึ้น ซึ่งปรัชญาที่ใช้เป็นแนวทางการออกแบบของ JR กลับคิดต่างออกไป พวกเขาพยายามรักษา “ความบริสุทธิ์” ของสัญญาณอินพุตจากต้นทางเอาไว้ให้ได้มากที่สุดด้วยการทำให้มีความซับซ้อนน้อยที่สุดในขั้นตอนของการขยาย (amplify) แล้วมาให้ความสำคัญกับการป้องกันการรบกวนจากภายนอก อย่างเช่น คลื่นรบกวนประเภท RFI กับ EMI รวมถึงคลื่นพลังงานที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือน (vibration) ด้วย
ด้วยปรัชญาที่ใช้เป็นแนวคิดในการออกแบบวงจรการทำงานภายใน รวมถึงศิลปะที่ใช้ในการออกแบบรูปร่างภายนอก เหล่านี้ ส่งผลต่อรูปลักษณ์ของผลิตภัณฑ์ รวมถึงลักษณะของเสียงที่ออกมาเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแบรนด์ JR ซึ่งก็เป็นเสน่ห์อีกอย่างที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของ Jeff Rowland เป็นที่ต้องการของนักเล่นเครื่องเสียงในระดับเดียวกับรถยนต์หรูที่ผลิตแต่น้อย
ผู้มาก่อนกาล..
Jeff Rowland กับแอมป์ class-D
เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว Jeff Rowland เป็นผู้ผลิตแอมปลิฟายระดับไฮเอ็นด์ที่กระโดดเข้าสู่สนาม class-D เป็นแบรนด์แรกๆ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แอมป์ class-D ยังไม่ได้รับความนิยมมากเหมือนปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป็นความกล้าที่ท้าทายตลาดเครื่องเสียงไฮเอ็นด์ในยุคนั้นเป็นอย่างมาก เพราะในขณะนั้น เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของนักเล่นระดับไฮเอ็นด์ยังคงยึดมั่นอยู่กับวงจรขยาย class-A กับ class-AB กับตัวถังขนาดใหญ่ แม้ว่าบางคนจะเริ่มรู้สึกจับสังเกตกับลักษณะเสียงที่เนียนสะอาดของแอมป์ class-D ที่ JR ทำออกมาได้ก็ตาม แต่กระแสเดิมยังคงแข็งแรง จึงถือว่าเป็นช่วงยากลำบากสำหรับ Jeff Rowland ในฐานะที่เป็นหัวหอกในการเปลี่ยนผ่าน
Capri S2-SC + Model 125
บทพิสูจน์ปรัชญาในการออกแบบของ Jeff Rowland
จากที่กล่าวมาข้างต้นว่า ปรัชญาในการออกแบบของ Jeff Rowland ก็คือ พยายามรักษาความบริสุทธิ์ของสัญญาณต้นทางเอาไว้ให้ได้มากที่สุด นำมาซึ่งแนวทางการออกแบบที่เรียกว่า “Less is More” คือเมื่อวงจรไม่ซับซ้อน ทางเดินสัญญาณก็จะสั้น ส่งผลต่อเนื่องถึงตัวเครื่องที่สามารถทำให้ย่อเล็กลงได้มาก ซึ่งปรีแอมป์รุ่น Capri S2-SC กับเพาเวอร์แอมป์รุ่น Model 125 ที่ผมเลือกมาทดสอบครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของขนาดตัวถังที่ “ตั้งใจ” ออกแบบให้มีความกระทัดรัดอย่างที่ว่า
ปรีแอมป์ Capri S2-SC

A = ปุ่มกดเลือกอินพุตแบบ unbalanced
B = ปุ่มกดเลือก BYPASS MODE
C = ปุ่มกดเลือก PHASE
D = ปุ่มกดหยุดเสียงชั่วคราว (MUTE)
E = จอแสดงผล
F = ปุ่มควบคุมระดับวอลลุ่ม
G = เต้ารับปลั๊กไฟของสายเอซี
H / N = ขั้วต่ออินพุตแบบ unbalanced IN 1 ข้างซ้าย / ข้างขวา
I / M = ขั้วต่ออินพุตแบบ unbalanced IN 2 ข้างซ้าย / ข้างขวา
J / L = ขั้วต่ออินพุต BYPASS ข้างซ้าย / ข้างขวา
K = ขั้วต่อเอ๊าต์พุตหลัก (main output) แบบ unbalanced ผ่านขั้วต่อ RCA
O / S = ขั้วต่ออินพุตแบบ balanced IN 3 ข้างขวา / ข้างซ้าย
P / R = ขั้วต่ออินพุตแบบ balanced IN 4 ข้างขวา / ข้างซ้าย
Q = ขั้วต่อเอ๊าต์พุตหลัก (main output) แบบ balanced ผ่านขั้วต่อ XLR
T = สวิทช์หลักสำหรับเปิด / ปิดไฟเข้าเครื่อง
ปรีแอมป์ Capri C2-SC เป็นปรีแอมป์แบบเพียวอะนาลอก มีช่องอินพุตมาให้ใช้งานทั้งหมด 5 ชุด แยกเป็นช่องอินพุตสำหรับสัญญาณอะนาลอกแบบ unbalanced จำนวน 3 ชุด ผ่านขั้วต่อ RCA คือ IN 1 (H/N), IN 2 (I/M), BYPASS (J/L) โดยกำหนดเป็นปุ่มกดเลือกอินพุตบนหน้าปัด จำนวน 3 ปุ่ม พร้อมไฟแสดงสถานะที่อยู่ใต้ปุ่มทุกปุ่ม ซึ่งไฟที่อยู่ใต้ปุ่มอินพุตที่ถูกกดเลือกจะสว่างเป็นสีเขียว แต่ละปุ่มไม่มีชื่ออุปกรณ์กำกับไว้ มีแต่ตัวเลข IN 1, IN 2 และ BYPASS ซึ่ง BYPASS เป็นอินพุตที่ออกแบบมาให้ใช้ในกรณีที่นำ Capri S2-SC ไปใช้งานในชุดโฮมเธียเตอร์ร่วมกับปรีโปรเซสเซอร์ ซึ่งวงจรภายในตัว Capri S2-SC จะไม่ทำอะไรกับสัญญาณที่เข้ามาทางช่องอินพุตนี้ แค่ปล่อยผ่านออกไปทางเอ๊าต์พุตเฉยๆ แบบ full level คือเข้ามาแรงแค่ไหนก็ปล่อยออกไปแรงแค่นั้นโดยไม่ผ่านการควบคุมของวอลลุ่มด้วย (*** ต้องระวัง – ห้ามเชื่อมต่ออุปกรณ์เพลเยอร์ใดๆ ที่เป็นแหล่งต้นทางเข้าที่อินพุตนี้)
นอกจากอินพุตแบบอันบาลานซ์แล้ว ปรีแอมป์ตัวนี้ยังให้ช่องอินพุตแบบบาลานซ์มาด้วย 2 ช่อง กำกับด้วยตัวอักษร IN 3 (O/S) กับ IN 4 (P/R) ผ่านขั้วต่อ XLR (ขา 2 เป็นสัญญาณ +)
กรณีที่ใช้งานปรีแอมป์ตัวนี้กับเพลเยอร์ของแบรนด์ที่ใช้มาตรฐานของขั้วต่อ XLR แบบที่กำหนดให้ขา 3 เป็นสัญญาณซีกบวก (+) และ ขา 2 เป็นสัญญาณซีกลบ (–) อย่างเช่น เพลเยอร์ของแบรนด์ Accuphase คุณก็สามารถใช้ปุ่ม PHASE (C) สลับสัญญาณให้ได้เฟสตรงกันทั้งระบบได้ อันนี้สำคัญเพราะส่งผลกับคุณภาพเสียงโดยตรง ผิดไม่ได้

ปุ่มวอลลุ่มของ Capri S2-SC ถูกออกแบบให้ปรับระดับ เพิ่ม/ลด ความดังไว้ 2 ระดับ ขึ้นอยู่กับความเร็วในการหมุนปุ่มวอลลุ่ม คือถ้าหมุนไปตามเข็มนาฬิกาช้าๆ ความดังจะเพิ่มขึ้นช้าๆ แต่ถ้าหมุนไปทางเดิมเร็วขึ้น ความดังก็จะเพิ่มเร็วขึ้น และถ้าคุณหมุนปุ่มวอลลุ่มไปทางซ้าย (ทวนเข็มนาฬิกา) ความดังจะลดลง ถ้าหมึนเร็วจะลดเร็ว–หมุนช้าลดช้า ซึ่งระดับความแตกต่างของความดังในการหมุนไปแต่ละขั้นจะอยู่ที่ 0.5dB โดยเริ่มตั้งแต่เบาสุดคือ 0.0 ขึ้นไปจนถึง 99.5

ในกล่องมีรีโมทไร้สายตัวเล็กๆ มาให้ใช้ควบคุมการทำงานของตัวปรีแอมป์ Capri S2-SC ด้วย ซึ่งคำสั่งที่ติดตั้งมาให้บนรีโมทตัวนั้นก็จะเน้นฟังท์ชั่นที่ใช้บ่อยๆ อย่างเช่น เพิ่ม/ลดวอลลุ่ม, ปรับหยุดเสียงชั่วคราว, เลือกอินพุต, ปรับเฟส, ปรับบาลานซ์ซ้าย–ขวา ซึ่งจะว่าไป มันก็ครบแล้วนะกับการใช้งานจริง..
สารพัดเทคนิคดีไซน์ในบอดี้ขนาดกระทัดรัด.!
ตัวถังขนาดกระทัดรัดของ Capri S2-SC ทำด้วยอะลูมิเนียมหนาเบอร์ 6061-T6 เกรดอากาศยาน ขุดด้วย CNC ให้เป็นช่องว่างเพื่ออัดแผงวงจรทั้งหมดไว้ด้านใน ทำให้โครงสร้างตัวถังหลักของ Capri S2-SC มีส่วนประกอบแค่ 2 ชิ้น คือแผ่นปิดทางด้านล่างกับชิ้นบนที่เป็นอะลูมิเนียมขุดเท่านั้น

ภาคปรีแอมป์ในตัว Capri S2-SC ทำงานในโหมดบาลานซ์ เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงในขณะที่มีโอกาสเกิด noise ต่ำ โดยมีภาคเพาเวอร์ซัพพลายแบบ switch-mode ที่มีความเพี้ยนต่ำ จ่ายกระแสได้สูง (high-current) มีระบบเซ็นเซอร์และระบบจัดสรรพลังแบบออโต้ สามารถจ่ายกำลังให้กับการทำงานของภาคปรีฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายในวงจรเลือกใช้ตัวต้านทานแบบ thin-film resistors ที่มีน้อยซ์ต่ำ ใช้แผงวงจรแบบแยก 4 ชั้น แยกกราวนด์–อิมพีแดนซ์ต่ำ และทำให้เส้นทางสัญญาณสั้น เป็นผลดีต่อความบริสุทธิ์ของสัญญาณ ใช้ทรานฟอร์เมอร์คัปปิ้งทางอินพุตช่วยป้องกันปัญหากราวนด์ลู๊ปและลดการรบกวนของคลื่น RFI/EMI จากภายนอก
เพาเวอร์แอมป์รุ่น Model 125
เพาเวอร์แอมป์รุ่นนี้ออกมานานแล้ว แต่ผมยังไม่เคยทำรีวิวมาก่อน วันนี้มีโอกาสได้เครื่องตัวอย่างมาทดลองฟัง 2 ตัว เข้าชุดพร้อมกับปรีแอมป์รถ่น Capri S2-SC จึงเป็นจังหวะดีที่ได้ทดลองเล่นและลองฟังอย่างเต็มที่

1 = ปุ่มกดเปิด/ปิดเครื่อง
2 = ไฟแสดงสภาวะเปิด/ปิดเครื่อง
3 = เต้ารับปลั๊กของสายไฟเอซี
4 = สวิทช์เปิด/ปิดไฟเข้าเครื่อง
5 = สวิทช์โยก เลือกโหมดการทำงานระหว่าง Stereo Mode/Bridge Mode
6 = ขั้วต่อสำหรับสัญญาณอินพุตแบบบาลานซ์ XLR ข้างขวา
7 = ขั้วต่อสำหรับสัญญาณอินพุตแบบบาลานซ์ XLR ข้างซ้าย
8 = ขั้วต่อสายลำโพงข้างขวา
9 = ขั้วต่อสายลำโพงข้างซ้าย
10 = ช่องเชื่อมต่อสัญญาณ trigger เพื่อควบคุมกการเปิด/ปิดเครื่อง
ถ้าสังเกตที่อินพุตของ Model 125 จะเห็นว่ามีแต่ขั้วต่อบาลานซ์ XLR อย่างเดียว ไม่มีขั้วต่อ RCA ซึ่งเหตุผลที่ไม่มีขั้วต่อ RCA นั้นไม่ใช่เรื่องของการประหยัดต้นทุน แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับรูปแบบของการดีไซน์ภายในที่ผู้ออกแบบเลือกใช้การทำงานของวงจรในลักษณะที่เป็นบาลานซ์แท้ๆ ตลอดทั้งเส้นทางของสัญญาณตั้งแต่ต้นทางอินพุตไปจนถึงปลายทางที่เอ๊าต์พุต ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงตัดสินใจที่จะไม่เอาวงจรแปลง Unblance-to-Balance เข้ามาใช้ ซึ่งการออกแบบการทำงานของวงจรภายในเป็นแบบ balanced ตลอดทั้งเส้นทางแบบนี้ส่งผลดีอย่างมากในแง่ของการลดปริมาณของสัญญาณรบกวน (noise) และความผิดเพี้ยน (distortion) อันพึงมีที่จะเกิดขึ้นภายในวงจรออกไปได้มากกว่าการออกแบบให้ทำงานด้วยวงจรซิงเกิ้ลเอ็นด์
นอกจากนั้น เพื่อลดปัญหาการเกิดลู๊ปภายในวงจร, ลดโอกาสของการเกิดการเหนี่ยวนำภายในวงจร และลดสัญญาณรบกวน พวกเขาเลือกใช้วิธีประกอบคอมโพเน้นต์ลงบนแผงวงจรด้วยเทคนิค surface-mount คือใช้แขนกลฝังคอมโพเน้นต์ลงบนแผงวงจรซึ่งควบคุมด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์จึงให้ความแม่นยำสูงกว่าใช้มือคนทำ อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณการใช้ตะกั่วในการบัดกรีลงไปได้มาก ส่วนคอมโพเน้นต์หลักๆ ที่ส่งผลต่อเสียงก็เน้นเลือกใช้แต่ของที่มีคุณภาพสูง อย่างเช่น ใช้ตัวต้านทาน (resistor) ชนิด thin-film แบบที่มีความเพี้ยนต่ำและ noise ต่ำ เพียงแค่ 0.1% ซึ่งถูกใช้ในส่วนที่เป็นวงจร active ที่มีโอกาสเกิดน้อยซ์สูง
สายสัญญาณที่ใช้เชื่อมต่อภายในระหว่างจุดต่อจุด ทั้งทางด้านอินพุตและเอ๊าต์พุต เป็นสายที่หุ้มด้วยฉนวน teflon ซึ่งเป็นประเภทของฉนวนที่มีอัตราสะสมพลังงานต่ำ คัปปิ้งตรงอินพุตด้วยทรานฟอร์เมอร์เพื่อป้องกันปัญหากราวนด์ลู๊ป และป้องกัน noise ที่เกิดจากการรบกวนของคลื่น RFI/EMI และการคัปปิ้งด้วยหม้อแปลงแบบนี้ยังมีผลดีในการรักษา overall gain ของแอมปลิฟายให้เท่ากันอย่างสม่ำเสมอแม้ในขณะที่ใช้อะแด็ปเตอร์ RCA-to-XLR ด้วย (มีการเปลี่ยนแปลงของอิมพีแดนซ์)
class-D กับถาคจ่ายไฟแบบ Switch-Mode Power Supply
Jeff Rowland Design Group ได้เริ่มทำแอมปลิฟายที่ใช้ภาคขยาย class-D ออกมาเป็นเจ้าแรกๆ ของกลุ่มผู้ผลิตแอมปลิฟายระดับไฮเอ็นด์ฯ คือถ้านับเวลาก็นานเกินสิบปีขึ้นไป ซึ่งคนที่เป็นแฟนตัวจริงของแบรนด์นี้ต่างก็ยอมรับว่า JR ประสบความสำเร็จในการปรับจูนเสียงของแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D ของพวกเขาให้มีคุณภาพโดยรวมออกมาไม่แพ้แอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class อื่นๆ มานานแล้ว ซึ่งสาเหตุที่แอมป์ class-D ของ JR ไม่ดังเปรี้ยงปร้างออกมาตั้งแต่ตอนโน้นก็เพราะว่ายังเอาชนะทัศนคติเดิมๆ ของคนเล่นส่วนใหญ่ไม่ได้เท่านั้นเอง..

ปัจจุบัน นักเล่นฯ ส่วนใหญ่เริ่มยอมรับเสียงของแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D กันมากขึ้น หลายๆ คนที่ได้มีโอกาสทดลองฟังเสียงของแอมป์ class-D หลายๆ แบรนด์ในปัจจุบัน ต่างก็ยอมรับว่า เสียงของแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D ในปัจจุบันมีคุณภาพโดยรวมที่สู้กับแอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-A และ class-AB ได้สบาย แถมแอมป์ class-D ยังให้คุณสมบัติของเสียงบางแง่ที่ทำออกมาได้ “ดีกว่า” แอมป์ class-A และแอมป์ class-AB ซะด้วยซ้ำไป.!!
เพาเวอร์แอมป์รุ่น Model 125 ของ Jeff Rowland ก็ใช้วงจรขยาย class-D แต่ผู้ผลิตไม่ได้แจ้งว่าใช้โมดูลของค่ายไหน ส่วนภาคเพาเวอร์ซัพพลายก็เป็นแบบ switch-mode ที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถจ่ายไฟได้นิ่งแม้ในสภาวะที่ไฟเอซีขาเข้ามีความแปรปวน
สามารถ “บริดจ์” ให้เป็น “โมโน” ได้

ตัวเลขกำลังขับของ Model 125 ในคู่มือระบุไว้ที่ 125W ต่อข้างที่โหลด 8 โอห์ม และสามารถเบิ้ลได้ถึงสองเท่าคือ 250W เมื่อโหลดลดลงไปอยู่ที่ 4 โอห์ม ซึ่งเป็นกรณีที่ใช้งาน Model 125 ในโหมด stereo แค่ตัวเดียว แต่ถ้าลำโพงของคุณต้องการกำลังขับที่สูงขึ้น ทางผู้ผลิตแอมป์ตัวนี้เขาก็มีอ๊อปชั่นไว้ให้คุณทำการปรับการทำงานของภาคขยายด้วยวิธีจับการทำงานของวงจรขยายในตัว Model 125 ทั้งสองข้างให้ทำงานร่วมกันออกมาเป็นโมโนฯ ในลักษณะที่เรียกว่า Bridge-Tied Load (BTL) หรือ Bridge Mono ทำให้มีกำลังขับเพิ่มขึ้นเป็น 500W ที่โหลด 8 โอห์ม มากพอสำหรับขับลำโพงโหดๆ ได้สบาย
แม็ทชิ่ง

สเปคฯ ของปรีแอมป์ Capri S2-SC

สเปคฯ ของเพาเวอร์แอมป์ Model 125
ดูจากสเปคฯ ของปรีแอมป์ Capri S2-SC จะเห็นว่ามีตัวเลขไม่มาก โดยเฉพาะตัวเลขทางด้านคุณสมบัติทางไฟฟ้า ที่น่าสนใจคือสเปคฯ frequency response หรือความถี่ตอบสนอง ซึ่งจะเห็นว่า ปรีแอมป์ของ JR ตัวนี้ให้แบนด์วิธที่เปิดกว้างมากเป็นพิเศษ คือตั้งแต่ 10Hz ขึ้นไปจนถึง 350kHz (-3dB) ซึ่งสิ่งที่เราคาดหวังได้จากปรีแอมป์ที่ตอบสนองความถี่ได้กว้างๆ ระดับนี้ก็คือ ลักษณะของเสียงที่เปิดโล่ง เป็นอิสระ
ส่วนความสามารถในการตอบสนองความถี่ของตัวเพาเวอร์แอมป์ ตามตัวเลขนั้นตอบสนองได้แคบกว่าตัวปรีแอมป์ คือตั้งแต่ 5Hz ขึ้นไปจนถึง 130kHz (-3dB) ซึ่งโดยหลักการแล้ว เพาเวอร์แอมป์ซึ่งเป็นปลายทางตอบสนองความถี่ “แคบกว่า” ปรีแอมป์ซึ่งเป็นต้นทางก็ถือว่าสมเหตุสมผล โดยเฉพาะทางด้านความถี่สูง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เร้นจ์ความถี่ที่เพาเวอร์แอมป์ Model 125 ตอบสนองได้ทั้งหมดก็ยัง “กว้างกว่า” ความสามารถที่หูมนุษย์รองรับได้คือ 20Hz – 20kHz อยู่เยอะ.!! (หูมนุษย์จริงๆ แล้วได้ยินความถี่แคบกว่า 20Hz – 20kHz ซะอีก..!!)
ตัวเลขอื่นนอกจาก frequency response อาทิเช่น gain ทั้งของปรีฯ และเพาเวอร์ฯ, แด้มปิ้ง แฟคเตอร์และ THD + Noise ของเพาเวอร์แอมป์ ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของแอมป์ระดับไฮเอ็นด์ฯ ทั่วไป
จับคู่ลำโพง
เพื่อทดสอบฟังเสียง
ช่วงที่ได้รับปรี+เพาเวอร์แอมป์ของ Jeff Rowland ชุดนี้มาทดสอบ ผมมีโอกาสได้ทดลองใช้แอมป์คู่นี้ขับลำโพงทั้งหมด 4 คู่ ด้วยกัน นั่นคือ Wharfedale รุ่น EVO 5.4 (REVIEW), Audio Physic รุ่น Classic 8 (REVIEW), Magnepan รุ่น MG1.7i และ Wilson Audio รุ่น Sabrina V ซึ่งพบว่า Capri S2-SC + Model 125 สามารถขับลำโพงเหล่านั้นออกมาได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจทั้งสี่คู่ แต่ถ้าถามว่า ผลลัพธ์ที่ได้จากลำโพงคู่ไหนที่แสดงให้เห็นถึง “สมรรถนะ” ของปรี+เพาเวอร์ฯ Jeff Rowland ชุดนี้ออกมาได้ชัดเจนมากที่สุด.? คำตอบมีอยู่ 2 คู่ที่ผมประทับใจกับผลลัพธ์มากเป็นพิเศษ นั่นคือตอนขับลำโพง Magnepan ‘MG1.7i’ กับ Wilson Audio ‘Sabrina V’

กำลังขับของเพาเวอร์แอมป์ Model 125 อยู่ที่ 125W ที่ 4 โอห์ม และขยับขึ้นไปเป็น 250W ที่ 4 โอห์ม ซึ่งสามารถใช้ตัวเลขกำลังขับที่ 4 โอห์ม เข้าไปเทียบกับ power recommendation หรือกำลังขับที่ลำโพงทั้ง 2 รุ่นได้เลยเพราะอิมพีแดนซ์ปกติทั้งของลำโพง MG1.7i และของ Sabrina V อยู่ที่ 4 โอห์ม ทั้งคู่ เมื่อดูจากตารางข้างบนนั้นจะเห็นว่ากำลังขับของ Model 125 จะมากกว่ากำลังขับ “ต่ำสุด” ที่ลำโพง MG1.7i แนะนำไว้ประมาณ 2 เท่า และมากกว่ากำลังขับ “ต่ำสุด” ที่ลำโพง Sabrina V แนะนำไว้เท่ากับ 2.5 เท่า ซึ่งพิจารณาตัวเลขกำลังขับก็ดูไม่น่ากังวลว่าจะขับไม่ออก ที่เหลือต้องลุ้นจริงๆ ก็คือดูว่า “กำลังสำรอง” (กระแส) ของ Model 125 จะสามารถดันทลายแรงต้านที่เกิดจาก “ความไว” ที่ค่อนข้างต่ำของลำโพงได้มั้ย ซึ่งต้องใช้วิธีทดลองฟังจริงเท่านั้น เพราะ action & reaction ระหว่าง “กำลังสำรอง” กับ “ความไว” ของลำโพงมันเป็นพฤติกรรมแบบไดนามิกที่เกิดขึ้นขณะที่ลำโพงกำลังทำงานเท่านั้น ตอนที่ยังไม่เปิดเสียงคุณจะไม่สามารถรับรู้ได้ และยังแปรผันไปตามระดับวอลลุ่มที่ฟังด้วย

ทางด้านแหล่งต้นทางที่ผมใช้ในการทดสอบครั้งนี้ประกอบด้วยสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตของ Innuos รุ่น STREAM1 (REVIEW) + Phoenix USB Reclocker (REVIEW) จับกับ external DAC รุ่น Ayre Acoustics รุ่น QB-9 Twenty เป็นหลักโดยมี DAC อีกตัวคือ LAiV Audio รุ่น µDAC + µDDC เข้ามาแจมสั้นๆ ส่วนสาย USB ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่าง STREAM1, USB Reclocker และ QB-9 Twenty ผมใช้รุ่น Blue Heaven Leif 3 ของ Nordost สายสัญญาณบาลานซ์ XLR ก็ใช้รุ่น Blue Heaven Leif 3 ของ Nordost (REVIEW) รวมถึงสายลำโพงก็ใช้ของ Nordost แต่เป็นรุ่น Tyre 2 สายไฟเอซีเป็นของ Life Audio รุ่น Signature 1 (REVIEW) และรุ่น Essence 1 (REVIEW)
อุปกรณ์เสริมที่ใช้ร่วมในการทดสอบมีอยู่หลายชิ้น เริ่มจากตัวกรองน้อยซ์จากสายแลนรุ่น Jump-Up LAN ของ Life Audio (REVIEW), ตัวกรองไฟแบบขนานของ RN Marsh Design รุ่น Noise Trap (REVIEW), ตัวกรองไฟแบบไอโซเลต ทรานฟอร์เมอร์ของแบรนด์ Pulito รุ่น µ 0.6hr (REVIEW), ชั้นวางเครื่องเสียงของ Solid Tech รุ่น Rack of Silence (REVIEW)
ลองทดลองขับ Magnepan ‘MG1.7i’

หลังจากใช้ชุดปรี+เพาเวอร์ฯ Capri S2-SC + Model 125 ทดลองขับลำโพง Wharfedale ‘EVO 5.4’ กับ Audio Physic ‘Classic 8’ ไปแล้ว ซึ่งคู่ปรี+เพาเวอร์ฯ ของ Jeff Rowland ชุดนี้สามารถดึงศักยภาพของลำโพงทั้งสองคู่นี้ออกมาได้อย่างหมดเปลือก รู้สึกได้ถึงความ “สบายๆ” ของแอมป์ในการควบคุมการทำงานของลำโพงทั้งสองคู่นั้น แม้ว่าจะเป็นช่วงที่ผมเร่งวอลุ่มให้ได้สนามเสียงที่แผ่เต็มห้อง ก็ไม่มีอาการว่าแอมป์จะป้อแป้ มันนิ่งมาก แสดงว่าขับไหวสบาย.. เมื่อลองฟังและเก็บรายละเอียดของเสียงที่ได้จากลำโพงระดับมิดเอ็นด์ทั้งสองคู่นั้นเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาขยับขึ้นมาลองขับลำโพงที่มีระดับสูงขึ้นอีกขั้น โดยผมจัดให้มันลองขับลำโพงแผ่นฟิล์มรุ่น MG1.7i ของ Magnepan ก่อน โดยเริ่มที่ใช้เพาเวอร์แอมป์ Model 125 แค่ตัวเดียว ทำงานในโหมด Stereo ด้วยกำลังขับ 250W ต่อข้างที่โหลด 4 โอห์ม ตรงกับโหลดปกติของลำโพง พบว่า เสียงที่ออกมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ฟังดี บุคลิกโดยรวมเอนเอียงไปทางนุ่ม กับเพลงทั่วไปที่บันทึก gain มาค่อนข้างสูง (high gain) จะฟังดี เสียงเปิดเต็ม เนื้อเสียงเนียนสะอาด แต่กับเพลงที่เน้นไดนามิกสวิงกว้างๆ โดยเฉพาะในย่านทุ้มจะรู้สึกว่าย่านเบสมีลักษณะที่นุ่มไปหน่อย ความกระชับยังไม่เด็ดขาดเหมือนตอนขับลำโพง EVO 5.4 กับ Classic 8 ซึ่งผมเดาว่า กำลังสำรองของ Model 125 น่าจะไม่มากพอที่จะสามารถ “กระทุ้ง” หัวเบสให้พุ่งออกมาจาก MG1.7i ได้อย่างฉับไวและหนักหน่วงอย่างที่ใจผมอยากได้.. แต่ถ้าเป็นย่านเสียงกลางกับเสียงแหลมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้สำหรับผม กับเพลงช้าๆ ที่โชว์ลีลาของนักร้องหรือลีลาของการบรรเลงเครื่องดนตรีเดี่ยวๆ ถือว่าสอบผ่านเลย แต่กับเพลงที่มีเลเยอร์ดนตรีซับซ้อน และแยกกันสวิงไดนามิกที่รุนแรง พบว่าเสียงที่ออกมามีลักษณะเหมือนกับว่านักดนตรีเล่นแบบ “ออมแรง” ไม่ปล่อยพลังออกมาจนสุด มีผลให้โทนรวมของเพลงจึงติดไปทางนุ่มๆ ไม่สดเท่าที่ใจอยากได้

จริงๆ แล้วผมไม่ได้แปลกใจกับลักษณะของเสียงที่ได้ยินมากนัก จากประสบการณ์ก็พอจะเข้าใจได้ว่านั่นไม่ใช่บุคลิกเสียงของแอมป์ Capri S2-SC + Model 125 จริงๆ แต่มันเป็นอาการของแอมป์ที่มีกำลังสำรองไม่มากพอที่จะ “ควบคุม” มูพเม้นต์ของไดอะแฟรมของลำโพง MG1.7i ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งวิธีแก้มีแค่สองทาง นั่นคือ ถ้าไม่ “เปลี่ยนลำโพงเพื่อรักษาแอมป์” ก็ต้อง “เปลี่ยนแอมป์เพื่อรักษาลำโพง” ทางใดทางหนึ่ง ซึ่งโชคดีที่ว่า ทางบริษัท iAV ผู้นำเข้าแอมป์ Jeff Rowland ชุดนี้ได้จัดส่งตัวเพาเวอร์แอมป์รุ่น Model 125 มาให้ผมสองตัว เผื่อไว้ให้ปรับใช้งานในโหมด Bridge Mono กรณีที่เจอกับลำโพงที่เกินความสามารถของแอมป์ในโหมดสเตริโอ
ในภาพข้างบนเป็นตอนที่ผมเซ็ตอัพด้วยการใช้เพาเวอร์แอมป์ Model 125 พร้อมกัน 2 ตัว ทำงานในโหมด Bridge Mono ทำให้กำลังขับของแต่ละข้างขยับเพิ่มขึ้นไปเป็น 500W ต่อข้างที่โหลด 4 โอห์ม เพิ่มขึ้นจากเดิมข้างละ 5 เท่า.!! เสียงที่ออกมาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง ที่ชัดเจนมากที่สุดก็คือว่าแต่ละเสียงมีความสด เหมือนจริงมากขึ้น มูพเม้นต์ของเสียงของเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นมีความกระชับเร็วและเน้นน้ำหนักขึ้นมาก อาการนุ่มๆ ที่เกาะติดอยู่กับเสียงในย่านทุ้มหายไป กลายเป็นเสียงทุ้มที่มีความทะมัดทะแมง เคลื่อนไหวด้วยความฉับไว หัวเสียงมีน้ำหนักย้ำเน้นมากขึ้น ตัวเสียงมีความตึงตัวของเนื้อเสียงมากขึ้น เหมือนนักกีฬาที่มีมัดกล้าม ไร้ไขมัน ซึ่งส่งผลถึงไดนามิกที่มีอัตราสวิงที่เปิดกว้างมากขึ้น ช่วงเบาสุด กับช่วงดังสุด (peak) มีระยะห่างกันมากขึ้น แต่ใช้เวลาสวิงจากเบาสุดไปดังสุดสั้นลง นั่นคือทรานเชี้ยนต์ของไดนามิกคมมากขึ้น ช่องไฟระหว่างแต่ละเสียงมีความโปร่งใสมากขึ้น ทำให้แยกแยะเสียงแต่ละเสียงออกจากกันได้ง่ายขึ้น สรุปคือเสียงโดยรวมเปลี่ยนไปเยอะมาก.!!
Take ‘Model 125’ to the Limit.!!
ในช่วงเวลาใกล้ๆ กัน ก่อนปิดจ๊อบรีวิวชุดแอมป์ Capri S2-SC + Model 125 ของ Jeff Rowland ผมได้รับลำโพง Wilson Audio รุ่น Sabrina V เข้ามาทำการทดสอบ ซึ่งคู่ที่ได้รับมานั้นเป็นของใหม่แกะกล่อง หลังจากเบิร์นฯ Sabrina V ถึง 100 ชั่วโมงแล้ว ผมก็ทดลองเอา Capri S2-SC + Model 125 เข้าไปจัดชุดกับลำโพง Sabrina V เพื่อทดสอบดูว่า ชุดแอมป์ของ Jeff Rowland ชุดนี้มันจะสามารถทะยานไปได้ไกลแค่ไหน เพราะราคาค่าตัวของ Capri S2-SC + Model 125 มันแค่ประมาณครึ่งหนึ่งของราคาลำโพง Sabrina V เท่านั้น (ราคาของ Capri S2-SC + Model 125 เท่ากับ 280,000 + 175,000 = 455,000 บาท ส่วนลำโพง Sabrina V = 990,000 บาท / คู่) แม้ว่าตัวเลขสเปคฯ ของแอมป์กับสเปคฯ ของลำโพงคู่นี้มันดูจะไปกันได้ก็ตาม แต่ในชีวิตจริงต้องสรุปด้วยเสียงที่ฟังจากหูเราเท่านั้น

ผมเริ่มต้นด้วยการทดลองใช้ชุด Capri S2-SC + Model 125 ขับลำโพง Sabrina V โดยปรับตั้งให้ Model 125 ทำงานในโหมด Stereo ด้วยกำลังขับที่ 250W ต่อข้างที่ 4 โอห์ม ผลทางเสียงที่ได้ยินจากเซ็ตอัพนี้ออกมาคล้ายกับตอนขับลำโพง MG1.7i คือในย่านกลาง–แหลมออกมาอยู่ในเกณฑ์ที่ดี โดดเด่นชัดเจนในแง่ของความสะอาดของเนื้อเสียง ความละมุนของเนื้อมวลที่มีฮาร์มอนิกห่อหุ้ม กับเพลงช้าๆ เครื่องดนตรีน้อยชิ้น ฟังแล้วได้อารมณ์ใช้ได้เลย แต่กับบางเพลงที่บันทึกรายละเอียดในส่วนของ “แอมเบี้ยนต์” ที่โอบอุ้มและแผ่กว้างจะดูเหมือนออกมาไม่เต็ม ฐานล่างที่เป็นความถี่ต่ำๆ มีออกมาให้ได้ยินแต่ยังขาดความแผ่เต็มของมวลความถี่ต่ำไปหน่อย เมื่อเร่งวอลลุ่มให้สูงขึ้นเพื่อปั๊มความถี่ต่ำระดับนั้นออกมา ก็มีผลข้างเคียงไปกระทบกับรูปวงเวทีเสียง ทำให้ความลึกของเวทีเสียงด้อยลง เหมือนวงขยับตื้นขึ้นมา..

จากนั้นผมก็ลองเอา Model 125 เข้ามาเพิ่มอีกตัวแล้วปรับตั้งการทำงานของมันให้ออกมาเป็น Bridge Mode แต่ละตัวจึงกลายเป็นเพาเวอร์แอมป์โมโนที่มีกำลังขับ 500W ต่อตัวที่โหลด 4 โอห์ม ลองกลับไปฟังเพลงเดิม ปรากฏว่าเสียงที่ออกมายังกับคนละเพลง..!! คือแต่ละเสียงมันฟังดูมีชีวิตมากขึ้น เหมือนคนกำลังเล่นเครื่องดนตรีเหล่านั้น เพราะมันชัดลงไปถึง touching หรือลีลาการบรรเลงที่ผ่านการควบคุมพลังแขน พลังปาก และพลังของปลายนิ้ว ที่ปรากฏออกมากับเสียงของโน๊ตเพลงเหล่านั้นด้วย ซึ่งตอนใช้ Model 125 ตัวเดียว รายละเอียดของ “การกระทำ” ที่นักดนตรีกระหน่ำลงไปกับเครื่องดนตรีของเขามันไม่ชัดขนาดนี้ และอีกอย่างที่ชัดมากเมื่อใช้ Model 125 ขับ Sabrina V ในโหมด Bridge Mono นั่นคือ “ช่องไฟ” ที่เป็น space เว้นว่างระหว่างชิ้นดนตรีแต่ละชิ้นมันมีความโปร่งโล่งมากขึ้น และไม่ได้โปร่งโล่งแแบบไม่มีอะไรในนั้น แต่เป็นความโปร่งโล่งที่ทำให้ได้ยินรายละเอียดที่เบามากๆ อย่างพวกที่เป็นหางเสียงของตัวโน๊ตก่อนจะสลายตัวไปในอากาศ ซึ่งรับรู้ได้ถึงความยาวของหางเสียงของแต่ละโน๊ตได้ชัดขึ้น หมดจดมากขึ้น ตั้งแต่หัวเสียง > บอดี้ ไปจนถึงปลายเสียงสุดของหางเสียงหรือ natural resonant ของวัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรีนั้นๆ ที่แตกตัวเป็นละอองเสียงหายไปในอากาศ
พอปรับมาใช้ Model 125 สองตัวช่วยกันขับ Sabrina V มันทำให้รับรู้เลยว่า Sabrina V มีศักยภาพสูงมาก ถ้าแอมปลิฟายมีประสิทธิภาพ “ถึงจริงๆ” เสียงที่ออกมาจาก Sabrina V มันสามารถขยับพุ่งขึ้นไปได้อีกเยอะ อีกด้านหนึ่ง การทดลองขับด้วย Capri S2-SC + Model 125 x2 ครั้งนี้ได้ก็ทำให้เห็นว่า ปรี+เพาเวอร์ฯ ของ Jeff Rowland ชุดนี้มันมีศักยภาพสูงกว่าขนาดตัวถังที่ตามองเห็น
สรุปโทนเสียงของ
Capri S2-SC + Model 125
ถ้าคุณมีโอกาสสัมผัสกับแอมปลิฟายตั้งแต่ระดับล่างๆ ขึ้นมาจนถึงระดับไฮเอ็นด์ฯ คุณจะพบว่า แม้ว่าแอมปลิฟายที่อยู่ในระดับไฮเอ็นด์ฯ แต่ละแบรนด์จะมี “บุคลิกเสียง” (sound character) ที่แตกต่างกันค่อนข้างชัดเจน ซึ่งแบ่งหยาบๆ ออกได้เป็น 2 โทน คือ โทน “สด–แน่น” กับ โทน “นุ่ม–เนียน” แต่ก็มีอยู่อย่างหนึ่งที่แอมป์ไฮเอ็นด์ทุกแบรนด์ที่อยู่ในระดับไฮเอ็นด์ฯ มีอยู่เหมือนๆ กัน นั่นคือ “คุณภาพเสียง” (sound quality) ที่อยู่ในระดับ “สูงกว่า” แอมปลิฟายระดับกลางและระดับล่างๆ ลงไป
คุณสมบัติของเสียงที่อยู่ในส่วนของ “คุณภาพเสียง” หรือ Sound Quality ก็คือ ไดนามิก, ฮาร์มอนิก, ไทมิ่ง และ เนื้อเสียง ซึ่งแอมป์ที่อยู่ในระดับไฮเอ็นด์ฯ แต่ละแบรนด์จะมีระดับคุณภาพของคุณสมบัติข้างต้นที่แตกต่างจากแอมป์ระดับกลางลงไปอย่างชัดเจน จะเห็นได้ชัดเมื่อนำมาเปิดฟังในซิสเต็มเดียวกัน เปรียบเทียบกันด้วยวิธีสลับฟังกลับไปกลับมาแบบ A/B Test ซึ่งนักเล่นเครื่องเสียงที่มีประสบการณ์พอประมาณทุกคนจะสามารถฟังความแตกต่างได้โดยง่าย

ถ้าพิจารณาในแง่ “โทนเสียง” ก็ต้องจัดปรี+เพาเวอร์ฯ ของ Jeff Rowland คู่นี้เข้าไปอยู่ในกลุ่มที่ให้โทนเสียงค่อนไปทาง “นุ่ม–เนียน” มากกว่า “สด–แน่น” ในอัตราส่วนประมาณ 60 : 40 ซึ่งนอกเหนือจากความนุ่ม–เนียนแล้ว เสียงของ Capri S2-SC + Model 125 คู่นี้ยังมีลักษณะของความเปิดโปร่ง และสะอาดอยู่ในน้ำเสียงของมันด้วย ซึ่งคนที่เคยผ่านการใช้งานแอมป์ของแบรนด์ Jeff Rowland มาแล้ว (ในอดีตผมเคยใช้งานอินติเกรตแอมป์รุ่น Concentra อยู่ช่วงสั้นๆ) เชื่อว่าจะต้องจดจำโทนเสียงที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์นี้ได้ดี คือเจฟฟ์ โรวแลนด์ไม่ใช่แอมป์ที่ให้เสียงดุดันและแน่นหนัก กระแทกกระทั้นเหมือน Krell กับ Mark Levinson แต่จะให้โทนเสียงออกไปทางโปร่งและเนียนละเอียดออกไปแนวทางเดียวกับ Goldmund, Threshold และ Pass Labs
ซึ่งที่มาของเสียงที่เปิดโปร่งและเนียนสะอาดหมดจดที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ Jeff Rowland ได้มาจากหลายสาเหตุรวมๆ กัน ทั้งจากภายในและภายนอก ส่วนของปัจจัยภายในนั้นเริ่มตั้งแต่การออกแบบในวงจรที่กำหนดให้ตัวเพาเวอร์แอมป์ Model 125 มีพิสัยการตอบสนองความถี่ที่เปิดกว้างสุดๆ นั่นคือตั้งแต่ 5Hz เกือบถึงระดับดีซี ขึ้นไปจนถึง 130kHz (-3dB) แสนสามหมื่นเฮิร์ต.!! ซึ่งมีผลต่อความเพี้ยนที่ถูกไล่ให้ไปเกิดขึ้นในระดับความถี่ที่ต่ำและสูงเลยระดับความสามารถในการได้ยินของหูมนุษย์ไปเยอะ รอดพ้นผลกระทบจากการใช้วงจรฟิลเตอร์ในวงจรขยายไปได้อย่างหมดจด ไร้จากปัญหา bandwidth compression โดยสิ้นเชิง เสียงโดยรวมจึงมีความเป็นอิสระ, เปิดโปร่ง และผ่อนปรนเป็นอย่างมาก กับอีกประเด็นที่ส่งผลโดยตรงกับความเนียนสะอาดของเนื้อเสียงของแอมป์ตัวนี้ นั่นคือมันมีระดับความเพี้ยน THD + Noise ที่วัดออกมาได้น้อยมากๆ คือต่ำกว่า 0.008% เท่านั้น (วัดที่ความถี่ 1kHz) ซึ่งเป็นระดับของความเพี้ยนและน้อยซ์ที่ยากต่อการ “ได้ยิน” ของหูมนุษย์
นอกจากนั้น ตัวถังของทั้งปรีแอมป์ Capri S2-SC และเพาเวอร์แอมป์ Model 125 ที่ทำมาจากแท่งอะลูมิเนียมอย่างหนา เกรดอากาศยาน 6061-T6 ขุดด้วย CNC ขึ้นรูปในลักษณะที่ “หุ้มห่อ” วงจรอิเล็กทรอนิคส์ที่เปาะบางไว้ภายในอย่างมิดชิด แน่นหนา ป้องกันการแทรกซึมเข้าไปรบกวนของคลื่น RF และ EM ได้อย่างเด็ดขาด อีกทั้งความหนาและหนักแน่นของตัวถัง ยังมีส่วนช่วยลดความสั่น (vibration) ที่เกิดขึ้นทั้งจากภายในตัวเครื่องและแรงสั่นจากภายนอกไม่ให้แทรกซึมเข้าไปถึงภายในได้เช่นกัน ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้ล้วนช่วยส่งเสริมให้การทำงานของวงจรที่อยู่ในตัวถังของปรีและเพาเวอร์ฯ คู่นี้หลุดพ้นจากการรบกวนที่มาจากพลังงานคลื่นรูปแบบต่างๆ ได้อย่างสิ้นเชิง

อัลบั้ม : Beethoven Violin Concerto (FLAC-24/96)
ศิลปิน : David Oistrakh
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/album/136058847/u)

อัลบั้ม : Heartbreak – Romantic Encores For Violin (FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Elissa Lee Koljonen; violin & Robert Koing; piano
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/album/17129801/u)

อัลบั้ม : Pablo De Sarasate – Spanish Dances for Violin and Piano (FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Salvatore Accardo; violin & Laura Manzini; Piano
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/album/131167911/u)
เสียงสะอาดหมดจดบ้างล่ะ.. เสียงเป็นไฮเอ็นด์บ้างล่ะ.. เอาอะไรมาวัด.?? เพลงคลาสสิกนี่แหละครับใช้วัดประสิทธิภาพของเครื่องเสียงได้ดี เพราะเพลงคลาสสิกแท้ๆ ใช้วิธีบันทึกเสียงผ่านไมโครโฟนโดยไม่มีการปรับแต่งเสียงผ่านปลั๊กอินใดๆ เหมือนเพลงแนวอื่นๆ นั่นทำให้เสียงของเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงอยู่ในเพลงคลาสสิกมี “ความบริสุทธิ์” สูงมาก มีองค์ประกอบของ “ความเป็นธรรมชาติ” สูงมาก หลายๆ อัลบั้มสามารถบันทึกเสียงเครื่องดนตรีในวงออเคสตร้าออกมาได้โทนเสียงใกล้เคียงกับเสียงในบรรยากาศของการแสดงจริงมาก
เครื่องดนตรีที่นักฟังเพลงคลาสสิกมีความคุ้นเคยมากที่สุดก็คือ “ไวโอลิน” กับ “เปียโน” ซึ่งเป็นเครื่องดนตรีที่สร้างปัญหาให้กับชุดเครื่องเสียงได้ง่ายมาก โดยเฉพาะความสามารถในการถ่ายทอดคุณภาพเสียงในย่านกลางขึ้นไปแหลม ถ้าชุดเครื่องเสียงไหนสามารถสอบผ่านกับการถ่ายทอดเสียงไวโอลินกับเสียงเปียโนใน 3 อัลบั้ม ข้างบนนั้นได้ก็ต้องยอมรับว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงทุกชิ้นที่ประกอบอยู่ในซิสเต็มนั้นมีคุณภาพอยู่ในระดับไฮเอ็นด์ฯ แล้ว
ผมฟังทั้งสามอัลบั้มข้างบนนั้นผ่านลำโพง Wilson Audio ‘Sabrina V’ ที่ขับด้วยปรี+เพาเวอร์ฯ ของ Jeff Rowland โดยใช้เพาเวอร์แอมป์ Model 125 จำนวน 2 ตัว บริดจ์เป็นโมโนแยกกันขับข้างซ้ายและข้างขวา ส่วนสัญญาณต้นทางได้มาจากสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต Innuos ‘STREAM1’ + QB9 Twenty ซึ่งเสียงไวโอลินที่ได้ออกมาจากซิสเต็มนี้มันมีความสมบูรณ์แบบมาก คือ มีทั้งความนวลเนียนของเนื้อมวลและมีความพลิ้วที่กังวานออกไปเป็นระลอก และที่สำคัญคือ ได้ “ไดนามิกเร้นจ์” ที่แผ่กว้างสุดๆ และที่เด่นสุดๆ สำหรับปรี+เพาเวอร์ฯ ของ Jeff Rowland ชุดนี้คือความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดของเสียงในช่วงที่เบามากๆ คนออกแบบเขาจัดการกับ gain ขยายระหว่างปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์ไว้ได้สัดส่วนดี ตัวปรีแอมป์นั้น noise ต่ำมาก สังเกตได้จากระดับวอลลุ่มที่สามารถเร่งได้สูงมาก โดยไม่ทำให้เกิดความรู้สึกเครียด แสดงว่าแอมป์คู่นี้ให้อัตรา S/N ratio ที่สูงมากเป็นพิเศษ

อัลบั้ม : Duet (FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Doris Day with The Andre Previn Trio
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/album/1791019/u)
จะแอมป์ถูกหรือแอมป์แพง ความสามารถในการถ่ายทอดคุณภาพของเสียงในย่านกลางคือคุณสมบัติที่จำเป็นต้องมี ถ้าจะเป็นแอมป์ที่ได้รับการยอมรับว่า “ดีจริง” ซึ่งจะให้ชัดเจนก็ต้องใช้เสียงร้องเป็นตัวตัดสิน..
Doris Day บันทึกเสียงอัลบั้มนี้ตั้งแต่ช่วงปลายของ ปี 1961 ซึ่งเสียงร้องของเธอในอัลบั้มนี้จะมี signature ของเสียงร้องที่ถูกบันทึกออกมาช่วงปี ’60 – ’70 คือเป็นเสียงร้องที่มีขนาดแผ่ๆ ใหญ่ๆ ลอยตัวออกมาจากลำโพงอย่างชัดเจนในลักษณะที่ล้ำออกมาด้านหน้า (forward) นิดๆ เนื้อเสียงจะไม่เข้มมาก มวลเสียงจะติดบางหน่อยๆ ซะด้วยซ้ำไป โทนเสียงจะติดสว่างและมีขอบนิดๆ ซึ่งเสียงร้องของดอริส เดย์ในอัลบั้มนี้มีลักษณะตรงตามนี้เป๊ะๆ
อาการของโทนเสียงร้องที่ติดสว่างและมีขอบนิดๆ นี่แหละที่เป็นยาขมสำหรับแอมป์ที่ออกแบบไม่ดี โดยเฉพาะแอมป์ที่มี noise เยอะๆ จูนเสียงมาคมๆ มันจะทำให้เสียงร้องของ Doris Day ในอัลบั้มนี้ออกมาแห้ง, หยาบ และสากหูได้ง่ายๆ ส่วนแอมป์ที่ตอบสนองความถี่ไม่กว้าง บางตัวอาจจะทำให้เสียงร้องของดอริส เดย์ในอัลบั้มนี้มีลักษณะที่หม่นทึม แม้ว่าจะฟังดูเหมือนว่าเนื้อมวลจะหนา ออกแนวนุ่ม แต่จริงๆ แล้วคือมันขุ่น ไม่ลอย และไม่เปิดโล่งอย่างต้นฉบับ
ปรี+เพาเวอร์ฯ ของ Jeff Rowland คู่นี้ถ่ายทอดเสียงร้องของ Doris Day ในอัลบั้มนี้ออกมาได้ตรงกับลักษณะเฉพาะของเสียงในยุคหกศูนย์มาก เสียงร้องของดอริส เดย์ ลอยเด่นออกมาจากลำโพงข้างขวาอย่างชัดเจน โดยมีเสียงเปียโนของ Andre Previn อยู่ทางด้านซ้าย และถ้าตั้งใจฟัง คุณจะได้ยินเสียงซ่าๆ เบาๆ ลอยอยู่ในแบ็คกราวนด์ด้วย นั่นเป็นเสียงฮีสของมาสเตอร์อัลบั้มนี้ ซึ่งแอมป์ที่ให้แบนด์วิธกว้างๆ และให้พื้นเสียงที่ใสสะอาดมากๆ จึงจะสามารถถ่ายทอดรายละเอียดในระดับ Low Level แบบนี้ออกมาได้โดยไม่ทำให้ฟังแล้วรู้สึกรำคาญหู
ตลอดเวลาที่ทดลองฟังเสียงของปรีแอมป์+เพาเวอร์แอมป์ของ JR คู่นี้ ผมพบว่า แอมป์คู่นี้มีความสามารถในการ “แกะ” เอาความเป็นดนตรีที่อยู่ในเพลงนั้นๆ ออกมาโชว์ให้ฟังได้อย่างน่าหลงไหล ทุกครั้งที่ฟังแอมป์คู่นี้ มันทำให้รู้สึก “ทะลุ” จากเสียงของอิเล็กทรอนิคส์เข้าไปสัมผัสกับเนื้อในของดนตรีได้อย่างแนบเนียน เหมือนกำลังฟังการแสดงสดของศิลปินมากกว่าที่จะเป็นเสียงที่เกิดขึ้นจากการเพลย์แบ็คผ่านอุปกรณ์เครื่องเสียง ซึ่งส่วนตัวของผมชอบฟังเพลงภายใต้แสงสลัวๆ อยู่แล้ว พอได้แอมป์คู่นี้มาลองฟังภายใต้บรรยากาศที่มีแสงสลัวๆ แล้วรู้สึกได้เลยว่า ปรี+เพาเวอร์ฯ Jeff Rowland คู่นี้มันมีความเซ็กซี่ซ่อนอยู่ในน้ำเสียง คือฟังแล้วรู้สึกถึงลีลาของเพลงที่ไหลลื่น ฉวัดเฉวียนไปตามอารมณ์ของเพลงที่ถูกขับเคลื่อนโดยศิลปินที่ร่วมกันบรรเลงอยู่ในเพลงนั้นๆ ซึ่งความรู้สึกตรงนี้มันเป็นอะไรที่อธิบายยากมาก และตอบไม่ได้ด้วยว่า คุณสมบัติข้อไหนของแอมป์ที่ทำให้ฟังแล้วบังเกิดความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมา แต่ส่วนตัวแล้ว เชื่อว่า ปริมาณ noise ที่ต่ำมากๆ กับความสามารถในการถ่ายทอดความถี่ที่กว้างมากๆ สองคุณสมบัตินี้น่าจะมีส่วนอย่างมากที่ขัดเกลาให้เสียงของ Capri S2-SC + Model 125 มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ชัดเจนแบบนี้

อัลบั้ม : Soulville (FLAC-24/192)
ศิลปิน : The Ben Webster Quintet
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/album/108022860/u)
อัลบั้มนี้บันทึกเสียงตั้งแต่ ปี 1957 เก่ามากแล้ว เสียงโดยรวมจะติดทึบนิดๆ ถ้าแอมป์เสียงไม่เปิด พื้นเสียงไม่ใส โทนเสียงไม่สะอาดหมดจดจริงๆ ฟังชุดนี้แล้วจะรู้สึกอึดอัด เป็นอุปสรรคต่อการเสพอรรถรสของดนตรี แต่กับแอมป์ของ JR คู่นี้อาการทึบๆ เหลือน้อยมาก จากที่เคยฟังกับแอมป์บางตัวแล้วรู้สึกไม่น่าฟัง มากลายเป็นฟังแล้วได้อรรถรสมากขึ้น ได้อารมณ์ของความคลาสสิกจากแอมป์ของ JR คู่นี้เข้ามาเสริม คงจะเป็นเพราะความใสสะอาดของแอมป์คู่นี้ที่ทำให้อาการทึบๆ ขุ่นๆ ของอัลบั้มนี้และอีกหลายๆ อัลบั้มจางหายไปเยอะ ซึ่งเป็น “ความใส” ที่ไม่ใช่ลักษณะของเสียงที่ถูกทำให้สว่างขึ้น หรือให้ความรู้สึกเหมือนไป “ดัน” เสียงทั้งหมดให้ดังขึ้นมาอยู่เหนือ background noise ซึ่งมีผลให้เสียงสว่างใสมากขึ้นแต่ขาดความ “กลมมน” เป็นสามมิติของบอดี้ ซึ่ง Capri S2-SC + Model 125 คู่นี้มันปล่อยให้เสียงทั้งหมดมีความดังอยู่ในระดับเดิม แต่มันเข้าไปทำให้บรรยากาศโดยรอบเพลงนั้นมีลักษณะที่โปร่งใสด้วยการไม่เพิ่ม noise เข้าไปในเพลง ซึ่งตรงนี้เป็นจุดขายสำคัญของวงจรขยาย class-D แม้ว่ามันจะให้ “น้ำหนัก” เสียงได้ไม่ดีเท่ากับ class-AB ที่มีราคาพอๆ กัน แต่ในแง่ของพื้นเสียงที่โปร่งสะอาดแล้ว แอมป์ที่ใช้วงจรขยาย class-D ไม่แพ้คลาสใดๆ
สรุป
มีแอมป์บางตัวที่หลังจากได้ลองฟังและได้มีเวลาใช้ชีวิตอยู่กับมันสักระยะแล้ว คุณจะมีความรู้สึก “รัก” มัน เคยอ่านเจอว่า แอมป์ระดับไฮเอ็นด์ฯ ที่เป็นแบรนด์ดังๆ เก่าแก่ แต่ละแบรนด์จะมีเสน่ห์เฉพาะตัว มีอุปนิสัยเหมือนคน ถ้าคุณได้มีโอกาสค้นพบแอมป์ที่มีนิสัยตรงกับรสนิยมของคุณ คุณจะรู้สึกผูกพันธ์กับแอมป์ตัวนั้น ซึ่งความรู้สึกนั้นมันอยู่เกินเลยคำว่า “คุณภาพเสียง” ไปอีกระดับ
Jeff Rowland เป็นแอมป์ที่มีบุคลิกของตัวเองชัดเจน มันไม่ใช่แอมป์ที่พยายามอวดพลังด้วยทรานเชี้ยนต์ที่หนักหน่วงรุนแรง หรือพยายามเสนอหน้าด้วยรายละเอียดที่ยิงเข้าแสกหน้าทันทีที่ฟัง แต่มันจะเข้าไปขุดเอา “ความเป็นดนตรี” ในแต่ละเพลงออกมาให้คุณได้ยิน ให้คุณได้สัมผัสแบบค่อยเป็นค่อยไป ค่อยๆ ซึมเข้าไปในใจของคุณทีละนิด และเมื่อถึงเวลาหนึ่ง มันจะเข้าไปอยู่ในใจของคุณ.!
หลายคนได้ลองฟังเสียงของแบรนด์นี้แล้วหลงรักทันที และไม่ว่าจะปรับเปลี่ยนไปแบรนด์ไหนสุดท้ายก็มักจะเวียนกลับมาที่ Jeff Rowland จนได้ เนื่องจากแอมป์ของแบรนด์นี้มีราคาค่อนข้างสูง ผมจึงเลือกเอาปรี+เพาเวอร์ฯ รุ่น Capri S2-SC + Model 125 คู่นี้มาแนะนำให้คุณที่ยังไม่เคยสัมผัสกับแอมป์แบรนด์นี้ได้ทำความรู้จัก เพราะมันมีราคาต่ำที่สุดแล้วสำหรับแบรนด์นี้ แต่ทางด้านสมรรถนะและประสิทธิภาพนั้นวางใจได้ ขอแค่เลือกลำโพงที่เหมาะสมกับมันเท่านั้น..
********************
ราคา :
Capri S2-SC = 280,000 บาท / ตัว
Model 125 = 175,000 บาท / ตัว
********************
สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่
บ. Inventive AV
โทร. 02-238-4079
facebook: inventiveAV



