รีวิวเครื่องเสียง KEF รุ่น LS60 Wireless ลำโพงไร้สายที่มีทั้งสตรีมเมอร์และ HDMI ในตัว

ถ้าคุณเริ่มชินกับคำว่า ลำโพงไร้สายเพราะหันไปทางไหนก็เจอแต่ลำโพงไร้สายออกมาเต็มตลาดไปหมด เลือกไม่ถูก แต่ถ้าพินิจพิจารณาดีๆ จะเห็นว่า ลำโพงไร้สายที่มีอยู่ในตลาดทุกวันนี้ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ประเภทแรกคือ ลำโพงไร้สายที่เน้น ความสะดวกอย่างเดียว ส่วนเรื่องอื่นให้ออกมาต่ำกว่ามาตรฐานทั้งหมด กับอีกประเภทคือลำโพงไร้สายที่เน้นทั้ง ดีไซน์“, “ฟังท์ชั่น” และ คุณภาพเสียงไม่น้อยไปกว่า ความสะดวก

KEF เป็นแบรนด์ผู้ผลิตลำโพงระดับไฮเอ็นด์มาตั้งแต่แรกเริ่ม (ก่อตั้งเมื่อปี 1961) ก่อนที่จะมีลำโพงไร้สายเกิดขึ้นมาในโลกซะอีก ในอดีตนั้น พวกเขาทุ่มเทมันสมองคิดค้นเทคโนโลยีต่างๆ ขึ้นมาก็เพื่อ คุณภาพเสียงเป็นหลัก คำว่า เสียงดีจึงฝังอยู่ในสายเลือด ปัจจุบัน เมื่อพวกเขาหันมาทำลำโพงไร้สาย ความใส่ใจและเอาจริงเอาจังเกี่ยวกับ คุณภาพเสียงก็ยังคงเข้มข้นอยู่เหมือนเดิม พิสูจน์ได้จากสารพัดเทคโนโลยีที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมาใช้ในการออกแบบลำโพงไร้สายเหล่านั้น

LS60 Wireless
ลำโพงไร้สายที่มีคุณสมบัติครบทั้งดีไซน์, ฟังท์ชั่น และคุณภาพเสียง

ตัวตู้รุ่นนี้มี 3 สีให้เลือก คือ Royal Blue, Mineral White และ Titanium Grey

โฉมหน้าคุณ Michael Young คนออกแบบรูปร่างหน้าตาของ LS60 Wireless

LS60 Wireless เป็นลำโพงไร้สายรุ่นแรกของ KEF ที่เป็นแบบตั้งพื้น รูปร่างหน้าตาของลำโพงรุ่นนี้ได้รับการออกแบบโดยทีมดีไซเนอร์ของ KEF ร่วมกับ Michael Young ซึ่งเป็นอินดัสเตี้ยล ดีไซน์ชาวอังกฤษ ผู้ที่เริ่มออกแบบลำโพงไร้สายรุ่น LSX มาก่อน ด้วยหน้าตาที่เรียบง่ายสไตล์มินิมอลิสต์ บวกกับเนื้องานการผลิตตัวตู้ที่เนี้ยบไปทุกตารางนิ้ว ทำให้รูปลักษณ์ของ LS60 Wireless มีความสวยสะดุดตา สง่า และดูดี

คู่ที่ผมได้รับมาทดสอบใช้งานเป็นสี Mineral White คือสีขาวที่ออกไปทางขาวนวลๆ ไม่ใช่ขาวจั๊ว และเนื่องจากผิวตู้ถูกทำให้มีลักษณะสากๆ ไม่ได้เรียบเงา ตัวตู้จึงไม่สะท้อนแสง เลยทำให้ดูนุ่มตา ไม่สว่างโพลน ลุคผู้ดีมาก..!!

ส่วนสัดและฟังท์ชั่น ของ LS60 Wireless

คงไม่มีใครเถียงว่า ลำโพงที่จะเอามาใช้งานในห้องรับแขกควรจะต้องสวย ถ้าคุณมีโอกาสได้สัมผัสกับ LS60 Wireless คู่นี้ต่อหน้าต่อตา คุณจะพบว่ามันสวยมาก ตัวตู้ทรงทาวเวอร์ที่มีแผงหน้าที่กว้างเพียงแค่ 13 .. x ลึก 32.1 .. x สูง 109 .. ด้วยลักษณะของแผงหน้าที่ออกไปทางสลิมบาง เมื่อนั่งประจันหน้ากับตัวลำโพงขณะใช้งานจึงไม่รู้สึกอึดอัด แม้ว่าจะนำ LS60 Wireless ไปใช้งานในพื้นที่จำกัดอย่างเช่นในห้องรับแขก วางขนาบข้างจอทีวี คุณก็จะมองเห็นแค่แผงหน้าแคบๆ ของมันเท่านั้น

ความสูงหนึ่งเมตรกับเก้าเซ็นติเมตร พอๆ กับความสูงของลำโพงสองทางที่วางบนขาตั้ง 24 นิ้วโดยทั่วไป ซึ่งเป็นระดับความสูงที่กำลังดี ขนาดสัณฐานโดยรวมก็ไม่เล็กและไม่ใหญ่จนเกินไป แต่น้ำหนักเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ชั่งได้ 62.4 กิโลกรัมต่อข้าง ที่ด้านล่างของตัวตู้มีแผ่นฐานรองที่มีขนาดใหญ่กว่าความกว้างและลึกของตัวตู้รองรับอยู่ (หนาประมาณ 3 ..)

ส่วนล่างสุดของตัวตู้กับแผ่นฐานที่รองอยู่ด้านล่างไม่ได้แนบติดกันสนิท ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่ามีช่องว่างโดยรอบระหว่างแผ่นฐานล่างกับส่วนล่างสุดของตัวตู้อยู่ประมาณเกือบ 1 เซนติเมตร ซึ่งเป็นช่องที่เปิดไว้สำหรับให้ความร้อนที่เกิดจากการทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิคในตัวตู้ระบายออกมา

ตัวขับเสียงกลาง+แหลมแบบ Uni-Q

โครงสร้างภายในไดเวอร์ Uni-Q ที่ใช้ใน LS60 wireless ตัวนี้

จริงๆ แล้ว แต่ละข้างของ LS60 Wireless จะมีไดเวอร์อยู่ทั้งหมด 6 ตัว แต่ที่มองเห็นว่ามีอยู่ 5 ตัว คือด้านข้างสี่และด้านหน้าหนึ่ง ก็เพราะว่าตัวที่อยู่บนแผงหน้าเป็นไดเวอร์ที่ทำหน้าที่ขับความถี่กลางและแหลม ออกแบบด้วยเทคนิดพิเศษที่ KEF เรียกว่า Uni-Q โดยเอาไดเวอร์ขับเสียงแหลม (ทวีตเตอร์ โดมอะลูมิเนียมอัลลอยด์) ขนาด 0.75 นิ้ว ไปฝังอยู่ตรงใจกลางของไดเวอร์มิดเร้นจ์กรวยอะลูมิเนียมขนาด 4 นิ้ว ที่ใช้ขับเสียงกลาง จึงดูเหมือนไดเวอร์ตัวเดียวแต่แท้จริงแล้วเป็นไดเวอร์สองตัวที่ซ้อนกันอยู่ ซึ่งการออกแบบลักษณะที่เรียกว่า Uni-Q นี้มีผลทำให้ความถี่ในย่านกลางและแหลมเปล่งออกมาจากจุดกำเนิดเดียวกัน โดยทางด้านเทคนิคแล้วจะส่งผลดีในแง่ของความกลมกลืนของเฟสเสียงและให้มิติของเสียงที่แผ่กว้างออกไปโดยที่ยังคงความคมชัดของตำแหน่งเสียงเอาไว้ได้ตลอดเวลา ซึ่งไดเวอร์ Uni-Q ที่ใช้ในรุ่น LS60 Wireless ตัวนี้ผ่านการพัฒนามาถึง เจนเนอเรชั่นที่ 12 แล้ว ซึ่งในเวอร์ชั่นล่าสุดนี้ได้มีการนำเอาเทคโนโลยี Meta เข้ามาใช้เพื่อเพิ่มคุณภาพเสียงด้วย

ส่วนวูฟเฟอร์ที่ใช้ขับความถี่ย่านต่ำเป็นไดเวอร์กรวยไดนามิกขนาด 5.25 นิ้ว จำนวน 4 ตัว เหตุผลที่ต้องใช้มากถึง ข้างละ 4 ตัว ก็เพื่อให้ LS60 Wireless สามารถตอบสนองความถี่ต่ำลงไปได้ลึกและให้มวลเสียงในย่านตั้งแต่กลางต่ำลงไปถึงทุ้มทั้งหมดที่แน่นและมีน้ำหนักนั่นเอง เนื่องจากตัวตู้ถูกล็อคไว้ด้วยแนวทางการออกแบบที่ต้องการให้ดูสลิมบาง เพื่อให้ดูไม่เทอะทะเกะกะสายตาตามแนวทางการออกแบบลำโพงยุคใหม่ เป็นเหตุให้ปริมาณอากาศในตัวตู้มีอยู่น้อย ไม่พอที่จะใช้สร้างความถี่ต่ำตามธรรมชาติให้ออกมาแน่นและหนักอย่างที่ต้องการ ด้วยเหตุนี้ ทางทีมออกแบบจึงแก้ปัญหาด้วยการใช้ไดเวอร์ขับความถี่ต่ำจำนวนมากถึง 4 ต่อข้างอย่างที่เห็น และใช้กำลังขับของแอมป์เยอะๆ สำหรับวูฟเฟอร์ทั้งสี่ตัวเพื่อให้มีแรงผลักอากาศมากพอในการปั๊มความถี่ต่ำออกมาให้ได้ตามที่ต้องการ

นอกเหนือไปกว่านั้น สิ่งที่ทีมออกแบบต้องการไม่ได้จบอยู่ที่ ปริมาณของความถี่ต่ำเท่านั้น แต่คอนเซ็ปต์ที่พวกเขากำหนดไว้เป็นเป้าหมายในการออกแบบ LS60 Wireless ตัวนี้คือการจำลองส่วนที่เป็น บรรยากาศ” (spatial) ที่ห้อมล้อมอยู่โดยรอบวงดนตรีที่กำลังบรรเลงอยู่ในสตูดิโอ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ซาวนด์เอ็นจิเนียร์ทำการบันทึกเสียงออกมาด้วย เนื่องจากรายละเอียดส่วนนี้จะทำให้ผู้ฟังเกิดความรู้สึกถึง ความสมจริงของเสียงที่เกิดขึ้น เสมือนว่ากำลังนั่งฟังการบรรเลงสดๆ ต่อหน้านั่นเอง (*อ้างอิงข้อมูลจาก Whitepaper ในการออกแบบ LS60 Wireless)

เพื่อทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ว่านั้น วิศวกรของ KEF ได้ใช้วิธีการออกแบบการจัดวางไดเวอร์ Uni-Q (กลางแหลม) กับวูฟเฟอร์ขับทุ้มทั้ง 4 ตัวออกมาในลักษณะที่เรียกว่า Single Apparent Source driver configuration ย่อว่า (SASซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้ครั้งแรกในลำโพงซีรี่ย์ท๊อปของแบรนด์คือ Blade โดยเอาวูฟเฟอร์ทั้ง 4 ตัวไปติดตั้งอยู่ที่ด้านข้างของตัวตู้ประกบอยู่ที่ด้านบนและด้านล่างของไดเวอร์ Uni-Q ซึ่งวูฟเฟอร์ทั้ง 4 ตัวจะมีระยะห่างจากไดเวอร์ Uni-Q ที่เท่ากัน เพื่อให้ความถี่ที่แผ่ออกมาจากไดเวอร์ทั้งหมดมีความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันมากที่สุด

ตัวขับเสียงทุ้มแบบ Uni-Core

ถ้าสังเกตให้ดี คุณจะพบว่า วูฟเฟอร์ทั้งสองตัวที่ติดตั้งอยู่บนผนังแต่ละด้านของตัวตู้มันมีตำแหน่งที่ ตรงกันเป๊ะ!คือตัวบนด้านซ้ายของตัวตู้จะตรงกับตัวบนด้านขวาของตัวตู้ และตัวล่างด้านซ้ายของตัวตู้ก็จะอยู่ในตำแหน่งที่ตรงกับตัวล่างด้านขวาของตัวตู้

จริงๆ แล้วถ้าผ่าตัวตู้เข้าไปดูข้างใน คุณจะเห็นว่า วูฟเฟอร์ซ้ายขวาที่อยู่ตรงกันนั้นแท้จริงแล้วมันอาศัยโครงสร้างเดียวกันอยู่ ซึ่งเป็นการออกแบบขึ้นมาเป็นพิเศษโดยวิศวกรของ KEF เอง โดยจับเอาส่วนที่เป็นแม่เหล็กซึ่งปกติแล้วจะอยู่ที่ส่วนท้ายของวูฟเฟอร์ทั้งสองตัวมารวมเป็นชิ้นเดียวกัน เมื่อมีสัญญาณเสียงเข้ามา แม่เหล็กนี้จะดันไดอะแฟรมของวูฟเฟอร์ออกไปทางสองด้านพร้อมกัน ทำให้เกิดเป็นความถี่ต่ำที่แผ่กระจายออกไปรอบด้าน ซึ่งทาง KEF ตั้งชื่อเรียกวูฟเฟอร์สองตัวที่มีส่วนของแม่เหล็กร่วมแกนเดียวกันแบบนี้ว่า Uni-Core โดยเริ่มพัฒนาขึ้นมาใช้ครั้งแรกกับลำโพงซับวูฟเฟอร์รุ่น KC62 ก่อนจะพัฒนาขึ้นมาใช้กับ LS60 Wireless ซึ่งถือว่าเป็นลำโพงไร้สายรุ่นแรกที่ใช้เทคโนโลยี Uni-Core ที่ว่านี้

และเนื่องจากวูฟเฟอร์ทั้งสี่ตัวต้องถูกขับดันด้วยความรุนแรงเพื่อปั๊มเสียงทุ้มออกมาโดยมีมวลอากาศในตัวตู้รองรับอยู่แค่เล็กน้อย ทำให้ภาระหนักไปตกอยู่กับส่วนที่เรียกว่า surround หรือขอบยางที่ยึดไดอะแฟรมกับโครง (basket) ของไดเวอร์ซึ่งเป็นส่วนที่ต้องยืดหยุ่นไปตามการเคลื่อนที่เข้าออกของไดอะแฟรม เพื่อให้ขอบยาง surround ที่ว่านี้มีความแกร่งมากพอรับมือกับการขยับตัวที่รุนแรงของไดอะแฟรมได้อย่างมั่นคง วิศวกรของ KEF จึงได้ออกแบบตัวขอบยางให้มีลักษณะเป็นขยัก ไม่โค้งเรียบเหมือนขอบยางที่ใช้ในลำโพงทั่วไป ซึ่งพวกเขาเรียกชื่อของยางแบบพิเศษนี้ว่า P-Flex surround ซึ่งเริ่มใช้ในลำโพงซับวูฟเฟอร์รุ่น KC62 เช่นกัน

ส่วนของ “แอมปลิฟาย” ที่ใช้อยู่ในตัว LS60 Wireless

พื้นฐานของ LS60 Wireless ก็คือ ลำโพงแอ๊คทีฟซึ่งก็หมายความว่ามันมีแอมปลิฟายอยู่ในตัว จากข้อมูลที่ทีมวิศวกรของ KEF พูดถึงกรรมวิธีที่ใช้ในการออกแบบภาคแอมปลิฟายสำหรับไดเวอร์แต่ละตัวของ LS60 Wireless เป็นอะไรที่วิชาการมากๆ (ด็อกเตอร์ Jack Oclee-Brown ตำแหน่ง VP of Technology เป็นคนดูแลการออกแบบ LS60 Wireless คู่นี้) พวกเขาใช้วิธีวิเคราะห์ถึงลักษณะการเปลี่ยนแปลงของความถี่จากเพลงที่นำมาทดสอบทั้งหมดมากกว่า 40,000 เพลง เพื่อตรวจเช็คดูพฤติกรรมของความถี่เสียงในย่านกลางแหลมกับย่านทุ้มในแต่ละเพลงว่ามีลักษณะอย่างไร จากผลการศึกษาดังกล่าว พวกเขาพบว่า ในเพลงส่วนใหญ่จะมีสิ่งที่พวกเขาเรียกว่า crest factor คืออัตราส่วนระหว่างช่วงพีคกับช่วงเฉลี่ยของแอมปลิจูดที่เกิดขึ้นในย่านความถี่ต่ำและย่านเสียงกลางอยู่ในระดับที่ต่ำ (ไม่ค่อยสวิงมาก) แต่เมื่อความถี่สูงขึ้น พวกเขาพบว่า อัตรา crest factor จะเริ่มสูงขึ้นมากอย่างมีนัยยะ

ผลจากการศึกษานั้น ทำให้รู้ว่า เพาเวอร์แอมป์ที่ป้อนให้ความถี่ต่ำ (LF) จะต้องสามารถจ่ายกำลังสูงได้ต่อเนื่องแต่ไม่ค่อยสวิง ในขณะที่เพาเวอร์แอมป์ที่ป้อนให้กับความถี่สูง (HF) จะใช้กำลังแบบต่อเนื่องที่ต่ำกว่า แต่มีการสวิงสูง จึงต้องมีความสามารถในการจ่ายกำลังช่วงพีคที่มากพอและต้องจ่ายให้เร็วด้วย เพื่อให้แอมป์กับไดเวอร์แต่ละตัวทำงานสัมพันธ์กันตามลักษณะความถี่ได้อย่างถูกต้องแม่นยำมากที่สุด พวกเขาจึงเลือกใช้ภาคขยายของแอมป์ที่มีรูปแบบการทำงานที่เหมาะสมกับพฤติกรรมของความถี่ที่ไดเวอร์ตัวนั้นๆ ต้องถ่ายทอดออกมา สรุปคือ พวกเขาเลือกใช้เพาเวอร์แอมป์ Class D ที่มีกำลังขับ 500 วัตต์ สำหรับความถี่ต่ำ (วูฟเฟอร์), ใช้แอมป์ Class D ที่มีกำลังขับ 100 วัตต์ สำหรับเสียงกลาง (มิดเร้นจ์) และใช้แอมป์ Class AB ที่มีกำลังขับ 100 วัตต์ สำหรับเสียงแหลม (ทวีตเตอร์) ซึ่งในรุ่น LS50 Wireless II ก็ใช้แอมป์ Class AB สำหรับย่านเสียงแหลมเช่นกัน ทว่า แอมป์ Class AB ที่ใช้ในรุ่น LS60 Wireless นี้เป็นเวอร์ชั่นที่ได้รับการปรับปรุงให้มีความเพี้ยนต่ำลงไปอีก ส่วนแอมป์ Class D ที่ขับทุ้มก็มี DSP เข้าไปควบคุม (เป็นส่วนหนึ่งของเทคโนโลยี Smart Distortion Control) ซึ่งช่วยลดความเพี้ยนลงไปได้มาก

นอกจากเลือกใช้รูปแบบของแอมป์ที่เหมาะสมกับการทำงานของไดเวอร์แต่ละตัวที่ถ่ายทอดความถี่ช่วงต่างๆ แล้ว พวกเขายังได้ออกแบบฟังท์ชั่นพิเศษเข้ามาเสริมอีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า “Phase Correctionทำหน้าที่จูนเฟสของสัญญาณเสียงที่ออกมาจากไดเวอร์แต่ละตัวให้กลมกลืนกัน เนื่องจากไดเวอร์แต่ละตัวติดตั้งอยู่บนตัวตู้คนละตำแหน่ง ทุ้มยิงออกด้านข้าง 4 จุด ในขณะที่กลางแหลมยิงออกมาทางด้านหน้าตรงๆ ถ้าไม่มีฟังท์ชั่นพิเศษ Phase Correction ที่ว่านี้เข้ามาช่วยจัดระเบียบ คลื่นเสียงที่ออกมาจากไดเวอร์แต่ละตัวจะไม่ผสมกลมกลืนกัน ฟังแล้วจะมั่วไปหมด

การเชื่อมต่อ

ลำโพง LS60 Wireless ทั้งสองข้างอาจจะดูเหมือนกันแทบทุกจุด แต่ถ้าอ้อมไปดูที่แผงหลังจะเห็นความแตกต่าง ข้างที่มีช่องต่อ มากกว่าจะถูกกำหนดให้เป็น master หรือ ตัวแม่” (Primary) ส่วนข้างที่มีช่องต่อ น้อยกว่าถูกกำหนดให้เป็น slave หรือ “ตัวลูก(Secondary)

1 : ปุ่มกด reset เพื่อการปรับตั้งค่าต่างๆ กลับไปเป็นค่าที่ปรับตั้งมาจากโรงงาน
2 : ปุ่มกด P/S pairing เพื่อเชื่อมต่อระหว่างลำโพงทั้งสองข้างด้วยคลื่น Wi-Fi กรณีที่การเชื่อมต่อหลุดไป
3 : ปุ่มกด Bluetooth pairing เพื่อการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์อื่นด้วยคลื่น Bluetooth
4 : ช่องต่ออินพุต HDMI สำหรับเชื่อมต่อกับสัญญาณเสียง digital ของทีวีผ่านทางช่อง HDMI eARC
5 : ช่องต่ออินพุต Optical สำหรับรองรับสัญญาณเสียง digital จากอุปกรณ์ภายนอก
6 : ช่องต่ออินพุต Coaxial สำหรับรองรับสัญญาณเสียง digital จากอุปกรณ์ภายนอก
7 : ช่องต่ออินพุต AUX สำหรับรองรับสัญญาณเสียง analog จากอุปกรณ์ภายนอก
8 : ช่อง USB สำหรับการตรวจเช็คระบบ
9 : ช่อง Subwoofer out สำหรับส่งออกสัญญาณความถี่ต่ำไปให้กับลำโพงซับวูฟเฟอร์ภายนอก
10 : ช่องเสียบสาย inter-speaker ที่ใช้เชื่อมโยงระหว่างลำโพงทั้งสองข้าง
11 : ช่อง Network สำหรับเสียบสาย LAN จากเร้าเต้อร์
12 : ช่องเสียบปลั๊กไฟเอซี

13 : ปุ่มกด P/S pairing เพื่อเชื่อมต่อระหว่างลำโพงทั้งสองข้างด้วยคลื่น Wi-Fi กรณีที่การเชื่อมต่อหลุดไป
14 : ช่อง USB สำหรับการตรวจเช็คระบบ
15 : ช่อง Subwoofer out สำหรับส่งออกสัญญาณความถี่ต่ำไปให้กับลำโพงซับวูฟเฟอร์ภายนอก
16 : ช่องเสียบสาย inter-speaker ที่ใช้เชื่อมโยงระหว่างลำโพงทั้งสองข้าง
17 : ช่องเสียบปลั๊กไฟเอซี

LS60 Wireless รองรับการเชื่อมต่อสัญญาณจากอุปกรณ์ต้นทางได้ ครบถ้วนจริงๆ ทั้งการเชื่อมต่อผ่านสาย (wired) และเชื่อมต่อด้วยวิธีไร้สาย (wireless) ที่พิเศษมากคือมีช่องอินพุต HDMI ที่ใช้รองรับสัญญาณเสียงจากทีวีหรือเครื่องเล่นเกมส์ (Xbox, PlayStation) นอกจากนั้นก็ยังมีช่องอินพุต Coaxial และช่องอินพุต Optical สำหรับรองรับสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตัลจากอุปกรณ์เครื่องเล่นแผ่นเพลง (CD) และแผ่นหนัง (DVD, BD) และมีช่องอินพุต analog ผ่านขั้วต่อ RCA (R/L) ไว้รองรับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจากอุปกรณ์เครื่องเล่นแผ่นเพลงประเภทต่างๆ รวมถึงรองรับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจากภาค Phono Stage ที่ขยายจากหัวเข็มของเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้ด้วย… ครบสุดจริงๆ.!!

แต่ไฮไล้ท์เหนือไฮไล้ท์ของ LS60 Wireless ก็คือการสตรีมไฟล์เพลงผ่านเข้าทางระบบ Network ที่รองรับได้ครบหมดทั้งแบบใช้สาย (Ethernet) และไร้สาย (Wi-Fi) เมื่อพูดถึงการรองรับการสตรีมไฟล์เพลงจากแอพลิเคชั่น ก็ต้องยอมรับอีกครั้งว่า KEF เขาจัดเต็มมากกับ LS60 Wireless ตัวนี้ เพราะนอกจากจะรองรับการใช้งานร่วมกับแอพลิเคชั่นดังๆ ที่เรารู้จักกันดีอย่าง TIDAL connect (Wi-Fi) และ Spotify connect (Wi-Fi) แล้ว ลำโพงคู่นี้ยังรองรับการสตรีมไฟล์เพลงจากแอพลิเคชั่นยอดนิยมของจีนที่ชื่อว่า QPlay ได้ด้วย รวมถึงแอพฯ Amazon Music, deezer และ Qobuz ก็รองรับได้หมด

นอกจากนั้น LS60 Wireless ยังรองรับการใช้งานร่วมกับระบบมัลติโซนมัลติรูมผ่านแอพลิเคชั่น AirPlay 2 (iOS/Wi-Fi) และ Chromecast (Android/Wi-Fi) และรองรับการสตรีมไฟล์เพลงแบบ peer-to-peer ระหว่างอุปกรณ์พกพากับ LS60 Wireless โดยตรงผ่านคลื่น Bluetooth ด้วย

เริ่มต้นใช้งาน

หลังจากเอาลำโพงทั้งสองตัวออกมาจากกล่องแล้ว ก่อนจะเริ่มต้นใช้งานครั้งแรก คุณต้องทำตามขั้นตอนเหล่านี้ก่อน นั่นคือ

I – เชื่อมต่อสาย inter-speaker เพื่อเชื่อมโยงระหว่างลำโพง Primary กับ Secondary เข้าด้วยกัน

IIเชื่อมต่อสาย LAN และสายสัญญาณจาก source เข้าที่อินพุตของลำโพงตัวหลัก Primary

IIIโหลดแอพ Google Home เพื่อใช้เชื่อมต่อลำโพง Primary เข้ากับเน็ทเวิร์คที่บ้านคุณ กับโหลดแอพ KEF Connect ไว้ติดต่อสื่อสารและควบคุมสั่งงาน LS60 Wireless

เมื่อเปิดไฟเข้าเครื่องแล้ว สิ่งที่ต้องทำต่อไปคือ เชื่อมต่อ LS60 Wireless เข้ากับเน็ทเวิร์คที่บ้านคุณด้วยแอพ Google Home ซึ่งผมแนะนำให้ใช้วิธีเชื่อมต่อด้วยสาย LAN เพื่อการใช้งานที่ได้ประสิทธิภาพเต็มที่มากที่สุดทั้งในแง่ของ คุณภาพเสียงและในแง่ ความเสถียร” ของการเชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์ค 

การใช้งานแอพ KEF Connect กับ LS60 Wireless

หลังจากเชื่อมต่อ LS60 Wireless เข้ากับเน็ทเวิร์คแล้ว การใช้งานในส่วนอื่นๆ ผู้ใช้สามารถควบคุมสั่งงาน LS60 Wireless ได้ 2 ทาง ทางแรกคือควบคุมผ่านทางรีโมทไร้สายตัวเล็กๆ ที่แถมมาให้ในกล่อง

แต่บนรีโมทไร้สายจะมีฟังท์ชั่นสั่งงานจำกัดอยู่แค่ไม่กี่อย่าง ได้แก่ เพิ่ม/ลดวอลลุ่ม, เลือกอินพุต, หยุดเสียงชั่วคราว (mute) และคำสั่งพื้นฐานในการควบคุมการเล่นไฟล์เพลง แต่ถ้าจะเอาแบบ ครบเครื่องจริงๆ แนะนำให้ควบคุมผ่านทางแอพลิเคชั่นที่ชื่อว่า “KEF Connect

KEF Connect เป็นแอพฯ ฟรีที่มีให้โหลดมาใช้ได้ทั้งจาก Google Play สำหรับอุปกรณ์แอนดรอยด์และโหลดจาก App Store สำหรับเวอร์ชั่น iOS

แอพ KEF Connect มีทั้งส่วนของการควบคุมสั่งงาน, การปรับตั้งค่าต่างๆ และฟังท์ชั่นควบคุมการเล่นไฟล์เพลง รวมอยู่ด้วยกัน จากภาพหน้าหลักของแอพฯ (หน้า Home) จะเห็นว่ามีการออกแบบเลย์เอ๊าต์ที่เรียบง่าย มีการแบ่งหมวดหมู่เอาไว้ชัดเจนโดยแยกออกเป็น 5 ส่วน คือ

SOUND OF LIFE = เป็นที่รวมลิ้งค์ไปที่ข่าวสารหรือบทความที่จัดทำโดย KEF
REMOTE = เลือกแหล่งอินพุตระหว่าง Wi-Fi, Bluetooth, TV, Optical, COAX และ AUX
MUSIC IN THE CLOUD = เลือกผู้ให้บริการสตรีมมิ่งเซอร์วิส
RADIO AND PODCASTS = สถานีวิทยุและรายการทอล์ก
MUSIC ON YOUR NETWORK = เลือกฟังเพลงที่อยู่ในฮาร์ดดิสที่เชื่อมต่ออยู่ในเน็ทเวิร์ค (NAS)

นอกจากนั้น บนหน้า HOME ของแอพ KEF Connect ก็ยังมีทางลัดที่นำไปสู่การใช้งานส่วนอื่นๆ อีก อาทิเช่น เข้าไปปรับตั้ง EQ (หัวข้อ EQ settings), ปรับตั้งการทำงานของ LS60 Wireless (หัวข้อ Speaker settings), หน้ารวมของแหล่งคอนเท็นต์ทั้งหมด (หัวข้อ Music contents) และ เลือกอินพุต และควบคุมการเล่นไฟล์เพลง (หัวข้อ Remote control) คุณสามารถปรับตั้งหน้า HOME ของแอพฯ ให้แสดงข้อมูลสั้นลงได้ อย่างเช่น แสดงขึ้นมาเฉพาะหัวข้อที่ใช้บ่อย เป็นต้น และสามารถเลื่อนขยับการเรียงลำดับของหัวข้อต่างๆ ได้ด้วย

เช็คเฟิร์มแวร์กันก่อน

การใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคที่เกี่ยวข้องกับ software โปรแกรมต่างๆ ควรตรวจเช็ค fireware update สม่ำเสมอ เพราะเฟิร์มแวร์ที่ออกมาใหม่ๆ จะทำให้การทำงานของอุปกรณ์มีความราบลื่นและได้ประสิทธิภาพสูงสุด

แอพฯ KEF Connect จัดวางเมนูไว้ง่ายต่อการเข้าไปใช้งาน และง่ายต่อการทำความเข้าใจ แค่กดไม่กี่คลิ๊กบนแอพฯ ทุกอย่างก็เสร็จสมบูรณ์

ต้องปรับตั้งฟังท์ชั่น “EQ settingsก่อนเริ่มฟังเสียงของ LS60 Wireless

หลังจากเช็ค fireware ล่าสุดแล้ว ขั้นตอนต่อไปก่อนจะเริ่มฟังเสียงของ LS60 Wireless เราต้องไปทำการปรับตั้งค่าในเมนูหัวข้อ EQ settings กันก่อน ซึ่งจุดประสงค์ของการปรับตั้งค่าในหัวข้อ EQ settings ก็เพื่อทำให้ LS60 Wireless ทำงานออกมาได้ผลของเสียงที่ดีที่สุดกับทุกสภาพห้องที่นำมันไปใช้งานนั่นเอง

ทางผู้ผลิตได้ออกแบบการปรับตั้งค่าในหัวข้อ EQ settings เอาไว้เป็นสองระดับ คือ “Normal Modeที่คนทั่วไปเข้าใจง่ายๆ กับ “Expert Modeที่ออกแบบไว้สำหรับผู้ใช้ที่มีทักษะและความเข้าใจเกี่ยวกับการปรับตั้งระบบเสียง ซึ่งใน Expert Mode จะมีการปรับตั้งที่ละเอียดลงไปมากกว่า Normal Mode โดยเฉพาะการปรับตั้งใช้งานกรณีที่มีลำโพงซับวูฟเฟอร์เข้ามาเสริม ทางเข้าไปเลือกโหมดการปรับตั้งที่ว่านี้จะถูกซ่อนอยู่ที่จุดสามจุดที่มุมขวาบนของหน้าแอพฯ (ศรชี้)

สำหรับผู้ใช้มือใหม่ ผมแนะนำให้เริ่มต้นการปรับตั้งด้วยโหมด “Normalก่อน ไว้มีความคุ้นชินกับเสียงของ LS60 Wireless ก่อนและอยากปรับตั้งค่าอย่างละเอียดค่อยลองปรับตั้งด้วยโหมด Expert ในภายหลัง ถ้าปรับตั้งแล้วเริ่มเละก็ไม่ต้องตกใจ เขามี ยางลบคือ “Defaultเอาไว้ให้ระลึกชาติกลับไปที่ค่าเริ่มต้นจากโรงงานได้ตลอด

ในโหมด Normal มีหัวข้อเมนูย่อยให้ทำการปรับตั้งทั้งหมด 6 หัวข้อ เริ่มจาก

Mode = เลือกโหมดการปรับตั้งระหว่าง Normal กับ Default

Distance from the wall = สามารถปรับจูนได้ตั้งแต่ระยะลำโพงห่างผนังหลัง น้อยกว่า 50 ..ลงไป ถ้าวางห่างผนังหลังเกิน 50 .. ขึ้นไปก็ให้สไลด์ไปทางขวา (>50cm) จนสุด การปรับตั้งนี้จะส่งผลกับเสียงทุ้มที่สมดุลกับกลางแหลม

How is your room? = ปรับไปตามสภาพอะคูสติกของห้อง มีให้เลือก 3 อ๊อปชั่นคือ Damped (ค่อนข้างซับ), Moderate (กึ่งซับกึ่งสะท้อน) และ Lively (ค่อนข้างสะท้อนเยอะ)

How large is your room? = เลือกตามขนาดห้องx ซึ่งมีอ๊อปชั่นให้เลือก 3 ขนาด คือ <20 ตรม. (ห้องเล็ก ประมาณ 4×5 ตรม.), 20-40 ตรม. (ปานกลาง ตั้งแต่ 4×5 ถึง 5×8 ตรม.) และ >40 ตรม. (ค่อนข้างใหญ่ คือมากกว่า 5×8 ตรม. ขึ้นไป)

Balance control = ปรับความดังซ้ายขวา

How many subwoofers are you using? = ฟังท์ชั่นสำหรับปรับตั้งกรณีที่มีลำโพงแอ๊คทีฟซับวูฟเฟอร์เข้ามาเสริมทำงานร่วมกับ LS60 Wireless ซึ่งมีอ๊อปชั่นให้เลือกอยู่ 3 อ๊อปชั่น คือ None, One และ Two

หลังจากปรับตั้งค่าเหล่านี้เสร็จแล้ว เสียงถึงจะเปลี่ยนไปตามที่ตั้งค่าไว้ ซึ่งแต่ละหัวข้อจะส่งผลกับเสียงทั้งหมด มากบ้างน้อยบ้าง ฟังท์ชั่นที่ผมลองปรับตั้งดูแล้วพบว่าส่งผลกับเสียงมากหน่อยก็มีหัวข้อ “How is your room?กับ “How large is your room?

ทดลองใช้งาน LS60 Wireless

ผมเริ่มต้นยก LS60 Wireless เข้ามาทดสอบในห้องรับแขกที่บ้านซึ่งเป็นพื้นที่เปิดที่มีส่วนเชื่อมโยงกับห้องทานอาหาร วัดพื้นที่ทั้งหมดได้ประมาณ 31 ตรม. วางลำโพงซ้ายขวาขนาบไว้สองข้างของทีวี Sony OLED A8F ขนาด 65 นิ้ว โดยดึงสัญญาณเสียงจากช่อง HDMI (ARC) ของทีวีโซนี่มาเข้าที่อินพุต HDMI ของ LS60 Wireless เอาไว้ทดสอบเสียงจากการดูหนังผ่านแอพ Netflix บนทีวีโซนี่, ไว้ฟังเสียงจากคลิปบน YouTube และฟังเสียงจากช่องฟรีทีวีทั้งหมด ส่วน source สำหรับทดสอบในการฟังเพลง ผมใช้วิธีสตรีมไฟล์เพลงจาก NAS ผ่านทางสาย LAN ผ่านเข้าทางอินพุต Network ของ LS60 Wireless, สตรีมไฟล์เพลงจาก TIDAL ผ่านแอพฯ KEF Connect เข้าทางอินพุต Network, สตรีมไฟล์เพลงจากแอพฯ Onkyo HF Player ตรงจาก iPhone 12 ของผมเข้าไปที่ LS60 Wireless ผ่านทางอินพุต Bluetooth ของ LS60 Wireless และสุดท้ายคือ เล่นเพลงจากแผ่นซีดีด้วยเครื่องเล่นซีดีของ Marantz รุ่น CD60 แล้วส่งสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตไปเข้าที่อินพุต AUX ของ LS60 Wireless ผ่านสายสัญญาณของ Nordost รุ่น White Lightning

หลังจากเปิดเบิร์นฯ LS60 Wireless ในห้องรับแขกผ่านไป 100 ชั่วโมงเต็มๆ ผมก็เริ่มเก็บข้อมูลของ LS60 Wireless ทั้งจากการดูหนังและฟังข่าวจากทีวี และฟังเพลงด้วยการสตรีมฯ ไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คและบลูทูธต่อมาอีกนับสิบชั่วโมง หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการทดสอบการใช้งาน LS60 Wireless ในห้องรับแขกด้วยมาตรฐานของคนทั่วไป ในช่วงท้าย ผมก็ยก LS60 Wireless เข้าไปทดสอบใช้งานในห้องฟังเพลงของผมต่อเนื่องอีก 3 วัน โดยใช้มาตรฐานของนักเล่นฯ เครื่องเสียงในการวัดผล (ห้องฟังของผมมีขนาดพื้นที่ประมาณ 24 ตรม.)

ผลการใช้งาน

ตลอดการใช้งานเดือนเศษๆ ที่ผ่านมา นอกจากรูปทรงที่สวยสะดุดตาแล้ว ยังมีสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจ LS60 Wireless อีกหลายอย่าง อย่างแรกสุดที่รู้สึกประทับใจมากรองลงมาจากรูปร่างหน้าตาก็คือ ความเสถียรในการทำงานของ LS60 Wireless ทั้งในส่วนของ ฮาร์ดแวร์ก็คือตัวลำโพง และในส่วนของ ซอฟท์แวร์ก็คือ แอพลิเคชั่น KEF Connect ซึ่งตลอดการทดสอบ ผมพบว่า LS60 Wireless ทำงานสอดรับกับการสั่งงานจากแอพลิเคชั่น KEF Connect อย่างแนบแน่น แม่นยำ ไม่มีอาการ error ใดๆ ออกมาให้เห็นเลย ตัว LS60 Wireless สามารถตอบรับกับทุกคำสั่ง ทุกฟังท์ชั่นที่ปรับตั้งผ่านแอพ KEF Connect ได้อย่างฉับไวและแม่นยำ รวมถึงการสั่งงานผ่านรีโมทไร้สายที่แถมมาให้ด้วย

ความประทับใจลำดับต่อมาอยู่ที่แอพฯ KEF Connect ซึ่งเป็นแอพฯ ที่ออกแบบยูสเซอร์ อินเตอร์เฟซที่เรียบง่าย ไม่ซับซ้อน ทำความเข้าใจและใช้งานง่าย อีกทั้งยังมีความเสถียรสูงอีกด้วย ยกตัวอย่างการใช้งานของผม ซึ่งผมต้องการให้ตัวลำโพงเปิดทำงานอยู่ตลอดเวลา ผมจึงเข้าไปที่เมนู settings > Speaker preferences > Power saver ซึ่งเป็นฟังท์ชั่นปิดการทำงานอัตโนมัติเมื่อไม่มีสัญญาณเสียงผ่านเข้ามาทางอินพุต มีอ๊อปชั่นให้เลือก 4 อ๊อปชั่น คือ ECO, 30, 60 และ Never ผมปรับเลือกไว้ที่ตำแหน่ง “Neverคือไม่ให้ฟังท์ชั่นนี้ทำงาน ความหมายคือเปิดตลอด หลังจากนั้นผมก็เปิดแอพ KEF Connect เชื่อมต่อกับลำโพงได้แล้ว ผมทดลองเปิดแอพฯ บน iPad mini2 ทิ้งไว้ข้ามคืน รุ่งขึ้นอีกวันผมกลับมาดู ปรากฏแอพฯ บน iPad Mini2 ยังคงเชื่อมต่ออยู่กับ LS60 Wireless เหมือนเดิม เมื่อผมเปิดเพลงผ่านแอพฯ ลำโพง LS60 Wireless ทั้งสองข้างก็เปล่งเสียงเพลงออกมาให้ฟังทันที.!! เจ๋งมาก.. !!!

ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากใช้งานไประยะหนึ่ง ผมทดลองเปลี่ยนสายไฟเอซีที่ใช้กับลำโพงทั้งสองข้าง ซึ่งผมต้องดึงสายไฟเอซีที่เชื่อมต่ออยู่กับลำโพงทั้งสองข้างออกก่อนจะเสียบสายไฟใหม่เข้าไปแทน นั่นเท่ากับว่า ลำโพงทั้งสองข้างถูกปิดการทำงาน (ไม่มีไฟเข้าไปเลี้ยงระบบภายใน) ไปประมาณ 2-3 นาที แต่หลังจากผมเสียบสายไฟเอซีทั้งสองเส้นเข้าไปที่ลำโพงทั้งสองข้างเสร็จ ทิ้งไว้แค่อึดใจ พบว่า LS60 Wireless กับแอพลิเคชั่น KEF Connect ก็กลับมาเชื่อมต่อกันได้เองโดยที่ผมไม่ต้องไปเริ่มต้นเชื่อมต่อใหม่.. สุดยอดจริงๆ ..!!! นี่ก็หมายความว่า ถ้าเกิดไฟดับ หลังจากไฟกลับมา ตัว LS60 Wireless ก็จะฟื้นคืนชีพและจัดการเชื่อมต่อตัวมันเข้ากลับเน็ทเวิร์คให้โดยอัตโนมัตินั่นเอง

เสียงของ LS60 Wireless

สิ่งที่ทำให้ผมเกิดความประทับใจ LS60 Wireless มากที่สุดคือ คุณภาพเสียงซึ่งเป็นสิ่งที่เหนือความคาดหมายของผมไปมาก..!!!

สิ่งที่ผมตั้งข้อสังเกตเป็นอันดับแรกในการเซ็ตอัพและทดลองฟังเสียงของ LS60 Wireless ก็คือเรื่องของ โฟกัสกับ มิติเสียงอ้างอิงจากข้อมูลใน Whitepaper ซึ่งเป็นข้อมูลเชิงลึกในการออกแบบลำโพงคู่นี้มีการแจ้งว่าทีมออกแบบได้ให้ความสำคัญกับเรื่อง เฟสของสัญญาณที่ลำโพงคู่นี้ให้ออกมามากเป็นพิเศษ มีการใช้วงจร phase correction เข้ามาปรับความถี่ที่ส่งออกมาจากวูฟเฟอร์ Uni-Core แต่ละตัวให้มีความผสมผสานเชิงเฟสกับความถี่กลางและแหลมที่ออกมาจากไดเวอร์ Uni-Q มากที่สุด ซึ่งผมพบว่า เมื่อทดลองติดตั้งลำโพงทั้งสองข้างในห้องรับแขกอย่างหยาบๆ ก็สามารถรู้สึกว่าการทุกครั้งที่ผมขยับตำแหน่งลำโพงซ้ายขวาให้เข้าชิดกัน และถอยห่างจากกัน มันจะส่งผลกับความคมชัดของตำแหน่งเสียงแต่ละเสียงออกมาให้สังเกตได้ค่อนข้างง่าย หลังจากขยับตำแหน่งจนได้จุดที่โฟกัสของเสียงมีความคมชัดมากที่สุด ผมได้ระยะห่างของลำโพงทั้งสองข้างอยู่ที่ 175 .. สามารถใช้งานร่วมกับทีวี 65 นิ้วได้สบาย (ทีวี 65 นิ้วมีความกว้างของจออยู่ที่ 145 ..)

ส่วนระยะวางห่างผนังด้านหลังจะส่งผลกับ ปริมาณของความถี่ตลอดทั้งย่าน โดยกระทบกับความถี่ต่ำมากที่สุดแล้วค่อยๆ ไล่ขึ้นมาที่ความถี่กลางและสูง ยิ่งวางชิดผนังหลังมาก เสียงทุ้มก็จะยิ่งเพิ่มปริมาณขึ้น เมื่อขยับห่างผนังหลังออกมา ปริมาณความถี่ก็จะลดลง สำหรับคนที่มีพื้นที่จำกัด ไม่สามารถวางห่างผนังหลังได้เยอะๆ คุณสามารถแก้ไขปัญหาเสียงเบสเยอะเกินไปได้ด้วยการเข้าไปปรับสมดุลระหว่างความถี่ทุ้มกลางแหลมได้ในเมนู “EQ settingsที่อยู่ในแอพ KEF Coonect

ช่วงแรกหลังแกะออกมาจากกล่องใหม่ๆ เสียงของ LS60 Wireless ยังไม่เข้าที่ ความถี่ต่างๆ ยังเกาะติดอยู่รอบๆ ตัวลำโพงทั้งสองข้าง เบสยังออกมาเป็นก้อน การสวิงความดังยังไม่กว้าง รายละเอียดที่มีความดังต่ำๆ ยังไม่เผยตัวออกมาให้ได้ยินทั้งหมด ต้องเปิดใช้งานไปเรื่อยๆ จนเลยชั่วโมงที่ 20 ไปแล้ว สนามเสียงจะเริ่มเปิดกว้างขึ้น การสวิงความดังเบาเริ่มขยายกว้างขึ้น ช่วงนี้ผมรู้สึกถึงรูปทรงของสนามเสียงที่เริ่มมีความลึกกับความกว้างมากขึ้น รายละเอียดที่มีความดังต่ำๆ เริ่มพร่างพรายออกมาให้ได้ยินมากขึ้น หางเสียงเริ่มทอดยาวออกไปมากขึ้น ส่งผลให้เสียงโดยรวมมีลักษณะที่ผ่อนปรนมากขึ้น เสียงกลางมีลักษณะที่พลิ้วและกังวานมากขึ้น เมื่อใช้งานต่อเนื่องไปจนเลยชั่วโมงที่ 70 ไปแล้ว ทุกอย่างดีขึ้นไปอีกหลายเปอร์เซ็นต์ เริ่มฟังเพลงที่ฟังยากๆ อย่างสแตนด์ดาร์ด แจ๊ส และคลาสสิกได้อรรถรสมากขึ้น รู้สึกได้ว่า ไดเวอร์ของ LS60 Wireless ทุกดอกเริ่มโอนอ่อนผ่อนตามสัญญาณอินพุตมากขึ้น เมื่อฟังเพลงเร็วที่มีไดนามิกกระแทกกระทั้นเยอะๆ ก็รับรู้ได้ถึง น้ำหนักของเสียงที่แสดงออกถึงพลัง เมื่อทดลองฟังเพลงช้าๆ ก็รับรู้ได้ถึงลักษณะการลากเอื้อนของเสียงที่แสดงออกถึงความแช่มช้อย อ่อนโยน และอ่อนไหว เมื่อเบิร์นฯ มาถึงชั่วโมงที่ร้อย LS60 Wireless ก็พร้อมแล้วสำหรับการฟังแบบเอาจริง..!!!

นี่คือลำโพง “ออลอินวันที่ทำให้แยกชิ้นต้องสะอึก..!!

ถ้าคุณไม่ใช่นักเล่นเครื่องเสียง และใช้งาน LS60 Wireless ในห้องรับแขก ดูหนัง ดูละคร ดูข่าวจากทีวีและสตรีมไฟล์เพลงจากบลูทูธเป็นหลัก ผมเชื่อว่าคุณต้องรู้สึกแฮ้ปปี้กับเสียงของ LS60 Wireless คู่นี้อย่างมาก เพราะมันให้เสียงที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามมาตรฐานของคำว่า เสียงดีที่คนฟังเพลงทั่วไปต้องการ รายละเอียดดี, น้ำหนักเสียงดี และแยกแยะมิติเสียงดี แค่นี้ก็ทำให้คุณหลงรักลำโพง ออลอินวัน ของ KEF คู่นี้ได้ไม่ยาก

แต่ถ้าคุณเป็นคนเล่นเครื่องเสียงที่มีประสบการณ์มากพอ ผมเชื่อว่า เมื่อคุณได้ยินเสียงของลำโพง ออลอินวัน ของ KEF คู่นี้ ในสภาพการเซ็ตอัพที่ได้มาตรฐาน ภายใต้ห้องฟังที่ดี คุณจะต้องตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน.. เหมือนกับผม.!!

การเล่นไฟล์เพลงด้วยการสตรีมฯ ผ่านแอพฯ KEF Connect เป็นอะไรที่น่าประทับใจเมื่อพบว่า แอพฯ KEF Coonect กับภาค DAC ในตัว LS60 Wireless รองรับการเล่นไฟล์ MQA ได้อย่างหมดจดด้วย ผมทดลองสตรีมไฟล์เพลง MQA จาก TIDAL ขึ้นมาเล่นผ่านแอพฯ KEF Connect พบว่า บนหน้าจอของแอพฯ แจ้งให้ทราบว่าไฟล์ MQA ที่กำลังเล่นนั้นถูกถอดรหัสได้สุดซอย โดยแสดงสัญลักษณ์ จุดสีฟ้า” (ศรชี้สีแดง รูปด้านบน) ขึ้นมาให้เห็น แสดงว่าไฟล์ MQA ของอัลบั้มชุด The Hunter บน TIDAL เป็นไฟล์ MQA ที่ทำมาจากสตูดิโอโดยเจ้าของผลงานเพลงโดยตรง และถูกถอดรหัสออกมาด้วยแอพ KEF Connect กับภาค DAC ในตัว LS60 Wireless ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เสียงที่ออกมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดี

ความน่ายินดีอีกอย่างสำหรับแอพฯ KEF Conncet ก็คือว่ามันรองรับการแสดงภาษาไทยได้อย่างสมบูรณ์แบบ (อัลบั้มนี้ผมใช้ KEF Connect สตรีมมาจาก NAS)

เมื่อนำ LS60 Wireless เข้าไปเซ็ตอัพและไฟน์จูนในห้องฟังของผมด้วยมาตรฐานเดียวกับการเซ็ตอัพลำโพงระดับไฮเอ็นด์ทั่วไป หลังจากเซ็ตอัพและไฟน์จูนลงตัวแล้ว ผมทำการทดสอบมันด้วยการทดลองฟังเพลงที่บันทึกด้วยกระบวนการที่สังกัดเพลงระดับไฮเอ็นด์ฯ ใช้ นั่นคือการบันทึกสดด้วยเทคนิคการจัดวางไมโครโฟนรับเสียงโดยตรง โดยไม่ผ่านการมิกซ์บนคอนโซล ซึ่งค่ายเพลงเล็กๆ อย่าง Proprius และ OPUS 3 ของสวีเดนนิยมทำกัน เพราะมันเป็นการบันทึกเสียงที่สามารถเก็บเอาความเป็นธรรมชาติของเสียงมาได้มากกว่าการบันทึกแบบมัลติแทรคอย่างที่ค่ายเพลงใหญ่ๆ ระดับคอมเมอร์เชี่ยลนิยมทำกัน

ข้อดีของการบันทึกเสียงแบบที่ว่านี้คือได้คุณภาพเสียงที่มีความเป็นธรรมชาติสูง แต่การบันทึกแบบนี้ก็มีข้อด้อยคือ ได้เกน (ความดัง) ของสัญญาณเสียงที่ค่อนข้างต่ำ การที่จะทำให้ได้เสียงออกมาตรงตามต้นฉบับที่บันทึกมาจริงๆ ต้องอาศัยการเล่นผ่านซิสเต็มเครื่องเสียงที่ให้ S/N ratio ที่สูงมากๆ ผมเลือกอัลบั้มชุด A Collection Of ‘Black is The Color’ ผลงานดูโอของ Cyndee Peters และ Eric Bibb เป็นเรฟเฟอเร้นจ์ในการทดสอบ ซึ่ง LS60 Wireless ถ่ายทอดเสียงของอัลบั้มนี้ออกมาได้อย่างน่าทึ่ง โดยปกติแล้ว ถ้าลำโพง (เน้นไปที่ลำโพง) ตอบสนองคุณสมบัติทางด้านเฟสของสัญญาณอินพุตออกมาได้ไม่ตรงกับต้นฉบับที่รับเข้าไป คุณจะไม่ได้ยินสนามเสียงที่แผ่กว้างและอบอวลไปด้วยแอมเบี้ยนต์ของอัลบั้มชุดนี้ เนื่องจากเครื่องดนตรี ทุกชิ้นที่ใช้บรรเลงในอัลบั้มนี้เป็นเครื่องดนตรีอะคูสติกทั้งหมด และการบรรเลงเพลงในอัลบั้มนี้ก็กระทำกันในโบถส์ที่มีสภาพอะคูสติกตามธรรมชาติ ซึ่งการบันทึกเสียงด้วยเทคนิคที่กล่าวมาข้างต้นสามารถเก็บเอาบรรยากาศของสถานที่ที่นักดนตรีกำลังบรรเลงอยู่เอาไว้ได้ การที่คุณจะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่ว่านั้นก็ต่อเมื่อ ซิสเต็มเครื่องเสียง (source + amp + speaker) ที่ใช้เล่นเพลงในอัลบั้มนี้ จะต้องสามารถตอบสนองกับ เฟสของสัญญาณที่ถูกต้องแม่นยำตลอดทั้งย่านเสียง และต้องให้คุณสมบัติทางด้าน S/N ratio ที่สูงมากด้วย ซึ่ง LS60 Wireless คู่นี้ทำให้ผมอ้าปากค้างมาแล้ว..!!!

เพลง “House Of The Rising Sunกับเพลง “Look Over Yonderคือไฮไล้ท์ของอัลบั้มนี้ เป็นสองแทรคที่มีคุณสมบัติของเสียงที่เลอเลิศหลายด้าน อย่างแรกสุดคือโฟกัสที่คมชัดมากเป็นพิเศษ ทรานเชี้ยนต์ ไดนามิกที่คมและเร็ว ประกอบกับพื้นเสียง (แบ็คกราวนด์) ที่ใสสะอาด ทำให้เสียงเพอร์คัสชั่นในแทรค “House Of The Rising Sunลอยเด่นขึ้นมาในอากาศอย่างน่าตกใจ ตัวเสียงกลมกลึงเป็นสามมิติที่เด่นชัดจนแทบจะหยิบจับเอาได้ หลุดลอยออกมาจากตัวลำโพงอย่างชัดเจน เป็นลักษณะเสียงที่ผมเคยได้ยินผ่านลำโพงที่มีคุณภาพระดับไฮเอ็นด์ฯ ที่มีราคาค่าตัวหลักหลายแสนขึ้นไปทั้งนั้น เสียงร้องของซินดี้ ปีเตอร์มีขนาดแผ่ใหญ่ มีมวลที่อิ่มหนา ฉีกตัวห่างออกไปจากเสียงอื่นๆ อย่างชัดเจน แยกตัวออกจากกันและทิ้งระยะห่างที่มีความลึกลดหลั่นกันลงไปด้านหลังของระนาบลำโพง มีการแบ่งชั้นความลึกเป็นเลเยอร์ที่มีมวลอากาศล้อมรอบ เหล่านี้เป็น ภาพของเสียงที่ลอยเด่นขึ้นมาในอากาศธาตุเบื้องหน้า คงอยู่และโลดแล่นอย่างนั้นไปจนจบเพลง

ถ้าความจริงคือ ความคมชัดของโฟกัสเกิดจากความสามารถในการตอบสนองกับคุณสมบัติทางด้าน เฟสของสัญญาณที่ถูกต้องเที่ยงตรงแล้วไซร้ ผมก็ต้องสรุปกับสิ่งที่ผมได้ยินว่า การออกแบบไดเวอร์ที่จัดวางด้วยเทคนิค Single Apparent Source (SAS) driver configuration ของ LS60 Wireless คู่นี้มันให้ผลลัพธ์ตรงตามความจริงที่ว่านั้นทุกประการ..!!!

Roon Ready ?

ที่ข้างกล่องของ LS60 Wireless มีพิมพ์สัญลักษณ์ Roon Ready เอาไว้ แต่เมื่อผมทดลองใช้ roon nucleus+ กับ LS60 Wireless พบว่า โปรแกรม roon แจ้งว่า LS60 Wireless ยังไม่ได้เป็น Roon Ready ที่สมบูรณ์ ณ เวลานี้ ยังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบของ roonlabs เมื่อใดที่กระบวนการ certify เสร็จสิ้น ทุกคนที่เป็นเจ้าของ LS60 Wireless ก็จะสามารถใช้งาน LS60 Wireless ร่วมกับระบบของ roon ได้อย่างสมบูณ์ด้วยการอัพเดตเฟิร์มแวร์ (คาดว่า Roon Ready น่าจะเสร็จประมาณปลายๆ ปีนี้)

แต่จริงๆ แล้ว ถ้าไม่นับความสามารถในการแสดงข้อมูลของเพลงที่เยี่ยมยอด กับอินเตอร์เฟซที่สวยงามของ roon แล้ว แอพลิเคชั่น KEF Connect ก็มีคุณสมบัติอื่นๆ ที่ตอบสนองคุณได้ไม่ต่างจาก roon ทุกอย่าง

สรุป

ตอนลองฟัง LS60 Wireless ในห้องรับแขก ผมก็รู้สึกได้ถึงความวิเศษของลำโพงออลอินวันคู่นี้ แต่พอยกเข้าไปลองฟังในห้องฟัง ผมยอมรับเลยว่า ผลลัพธ์ทางเสียงของลำโพงคู่นี้ที่ได้ยินในห้องฟังมันช็อคผมมาก.!!! ผมยอมรับว่าคาดไม่ถึงว่าเสียงของ LS60 Wireless คู่นี้มันจะออกมาดีมากขนาดนั้น ตอนทดสอบรุ่น LS50 Wireless II (REVIEW) ผมก็รู้สึกทึ่งกับเสียงของมัน แต่ก็ยังไม่ถึงกับอ้าปากค้างเหมือนตอนที่ได้ยินเสียงของรุ่น LS60 Wireless คู่นี้

หลังจากสอบถามราคาขายของ LS60 Wireless แล้ว ผมยอมรับเลยว่า ถ้ายื่นเงินสามแสนมาให้ แล้วบอกให้ผมจัดชุดแยกชิ้นในงบสามแสนที่ให้เสียงออกมา ดีกว่าเสียงของลำโพงออลอินวันอย่าง LS60 Wireless คู่นี้ ผมคงเหงื่อตกและอาจจะต้องยอมแพ้ เพราะเสียงที่ LS60 Wireless คู่นี้ให้ออกมามันคือระดับเสียงที่นับเป็นบรรทัดฐานใหม่ของวงการลำโพงแอ๊คทีฟ all-in-one ได้เลย..!!!

ถ้าคุณยังไม่มีอะไรเลย และวางงบกับชุดเครื่องเสียงไว้ไม่เกิน 3 แสนบาท ก่อนจะไปมองอย่างอื่น ผมอยากให้คุณไปหาโอกาสทดลองฟัง ทดลองใช้งาน KEF รุ่น LS60 Wireless คู่นี้ดูซะก่อน.. ถ้าคุณไม่ได้ตั้งใจที่จะ เล่นเครื่องเสียงแค่อยากได้ชุดเครื่องเสียงที่มีคุณสมบัติครบ ทั้งใช้งานง่าย, ดีไซน์สวย, รวยฟังท์ชั่น และที่สำคัญคือ เสียงดีเกินตัว LS60 Wireless ของ KEF คู่นี้อาจจะทำให้คุณ หยุดจบที่จุดนี้ได้โดยไม่มีข้อกังขาใดๆ /

***********************
ราคา : 259,000 บาท / คู่
***********************
ช่องทางจัดจำหน่าย :
ร้าน Piyanas ทุกสาขา
ร้าน
The Gadget Central World ชั้น 4 และ Icon Siam ชั้น 3
ร้าน Bangkok Digital
ร้าน Theatre House

ร้าน Audio Advisory
ออนไลน์ Mercular.com
ร้าน มั่นคงแก็ดเจ็ท
ร้าน HD HiFi
ร้าน HiFi Center

ร้าน Sound DDShop
ร้าน Fullbright
ร้าน Khonkaen Hifi
ร้าน H3-Hifi
ร้าน Pro Hifi
และร้านเครื่องเสียงชั้นนำทั่วประเทศ
********************
สนใจสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
vgadz.com/kef

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า