ผมชอบแบรนด์นี้นะ ผมว่าพวกเขาทำผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นออกมาได้ “ถึง” ดี เหมือนกับมีเป้าหมายชัดเจนสำหรับ “ฟังท์ชั่นใช้งาน” ที่ครอบคลุมได้ตรงจุด และใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพจริง ที่วิเศษกว่านั้นที่ทำให้ผมชอบผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้มากเป็นพิเศษก็คือ ผมว่าพวกเขาผสมผสานระหว่าง “ฟังท์ชั่นใช้งาน” กับ “คุณภาพเสียง” ออกมาได้คะแนนสูงทั้งคู่.!!!
ที่ผ่านมาผมได้ทำการทดสอบผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นี้ไปแล้ว 2 ผลิตภัณฑ์ ตัวแรกคือรุ่น Harmony DAC (REVIEW) ตัวที่สองคือรุ่น Harmony µDAC (REVIEW) ซึ่งทั้งสองรุ่นนั้นเป็นผลิตภัณฑ์ประเภท external DAC ทั้งคู่ โดยที่ตัว Harmony DAC นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของแบรนด์นี้ ส่วนรุ่น Crescendo VERSE ที่กำลังจะทำการทดสอบนี้ ก็เป็น external DAC เหมือนกัน แต่ฟังท์ชั่นที่พวกเขาเน้นเป็นพิเศษก็คือใช้เป็น DAC/Amp สำหรับขับหูฟัง
กระทัดรัด + หรู + เท่..

สัณฐานของ Crescendo VERSE ออกมาทางมินิ ที่มีหน้ากว้างประมาณ 6 นิ้วกว่าๆ เกือบ 7 นิ้ว ถือว่าอยู่ในระดับฮาร์ฟไซร้ คือเกือบๆ ครึ่งหนึ่งของเครื่องปกติที่มีหน้ากว้าง 17 นิ้ว ซึ่งสังเกตได้ว่า เครื่องเสียงยุคหลังๆ จะนิยมทำตัวถังออกมาในสัดส่วนนี้กันเยอะ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ประเภทดิจิตัล อย่างเช่น external DAC, Streamer รวมถึงอุปกรณ์เสริมอื่นๆ อย่างเช่น Network Switch, DDC และอุปกรณ์ประเภท noise filter ต่างๆ
ถึงแม้ว่าตัวถังจะเล็กกระทัดรัด แต่ก็ไม่ได้เล็กด้อยในแง่ของความปราณีตในการออกแบบและผลิตตัวถัง ซึ่งผนังโดยรอบของตัวถังทำด้วยอะลูมิเนียมชุบอะโนได้ซ์ โดยมีให้เลือก 2 สี two-tone คือ สีดำ/ทอง กับ สีเงิน/ทอง สำหรับผมมันดูสวยทั้งคู่ ตัวถังโทนดำ/ทอง ก็จะออกแนวขรึมเข้ม ส่วนตัวถังโทนเงิน/ทอง ก็จะออกหรูหรา ฟูฟ่า ในแง่เนื้องานประกอบตังถังทำได้เนียนเนี้ยบมาก มีการลบเหลี่ยมมุมรอบตัวถังให้มีลักษณะโค้งมน ลูบๆ คลำๆ ดูแล้วจะรู้สึกถึงสัมผัสของความเป็น “ของแพง” ได้อย่างชัดเจน.!
จอแสดงผลที่อยู่บนแผงหน้านั้นถือว่ามีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับขนาดของตัวเครื่อง แสดงผลด้วยหลอด LED ที่เรียงตัวเป็นแนว dot matrix จำนวน 20 เม็ดในแนวนอน x 7 เม็ดในแนวตั้ง สามารถปรับความสว่างได้ 3 ระดับ คือ สว่างสุด (HIGH) > ปานกลาง (MEDIUM) > หรี่ (LOW) และยังสามารถปรับตั้งให้ไฟ LED มันหรี่ลงหลังจากเราปรับใช้งานนานแค่ไหน มีให้เลือกหลายระดับเวลา เช่น 5 วิ, 10 วิ, 20 วิ หรือจะปรับตั้งให้ไม่ต้องหรี่ก็ได้ หรือถ้าซีเรียสเรื่องเสียงรบกวนจากหน้าจอ จะสั่งปิดจอ (Display Off) ไปเลยก็ยังได้ นอกจากนั้น คุณยังสามารถปรับตั้งจอให้แสดงข้อมูลของเพลงที่ฟัง หรือเลือกให้โชว์แหล่งต้นทางสัญญาณ (อินพุต source) หรือโชว์เอ๊าต์พุตก็ได้ (*การปรับตั้งทำผ่านเมนูเครื่อง)
ฟังท์ชั่นใช้งานบนแผงหน้า

A = ปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง
B = พื้นที่จอแสดงผล
C = รูเสียบแจ็คหูฟังแบบบาลานซ์ ขนาด 4.4mm
D = ปุ่มเข้าเมนูเครื่อง
E = ปุ่มหมุนใช้กับวอลลุ่มและเมนู
F = ปุ่มกด enter
G = รูเสียบแจ๊คหูฟังแบบซิงเกิ้ลเอ็นด์ ขนาด 6.3mm
เพราะพวกเขาที่ LAiV Audio ตั้งใจออกแบบ Crescendo VERSE ขึ้นมาเพื่อให้มันเป็นเครื่องมือสำหรับการเล่นหูฟังเป็นอย่างแรก รองลงมาคือใช้ในชุดเครื่องเสียงหลักสำหรับโฮม ออดิโอ บนแผงหน้าของ Crescendo VERSE จึงมีรูเสียบแจ๊คหูฟังมาให้ถึง 2 รู สำหรับรองรับแจ๊คบาลานซ์ขนาด 4.4mm กับรูเสียบแจ๊คหูฟังขนาดมาตรฐาน 6.3mm อย่างละช่อง นอกนั้นก็มีหน้าจอ และปุ่มกดเล็กๆ สองปุ่ม กับปุ่มหมุนขนาดใหญ่อีกหนึ่งปุ่มเท่านั้น
รูเสียบแจ๊คหูฟังทั้งสองช่องนั้นให้กำลังขับต่างกัน โดยที่รูเสียบมาตรฐาน XLR 6.3mm สำหรับสัญญาณแบบซิงเกิ้ลเอ็นด์ ซึ่งจะให้เอ๊าต์พุตประมาณ 5.5 Vrms (อิมพีแดนซ์ 2.6 โอห์ม / กำลังขับประมาณ 230mW) ส่วนรูเสียบแจ๊คบาลานซ์ 4.4mm จะให้เอ๊าต์พุตมากเป็นสองเท่าคือ 11 Vrms (อิมพีแดนซ์ 5.1 โอห์ม / กำลังขับประมาณ 1100mW) นอกจากนั้น พวกเขายังมีระดับของ Gain output ให้เลือกปรับตั้งเพื่อแม็ทชิ่งกับความไวของหูฟังต่างๆ ได้อีก 3 ระดับ คือ LOW – MID – HIGH
ฟังท์ชั่นใช้งานบนแผงหลัง

H = ขั้วต่อ RCA สำหรับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุต แชนเนลซ้าย
I = ขั้วต่อ XLR สำหรับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุต แชนเนลขวา
J = ขั้วต่อ XLR สำหรับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุต แชนเนลซ้าย
K = ช่องอินพุต I2S
L = ช่องอินพุต optical
M = ช่องอินพุต USB
N = ช่องเสียบไฟเลี้ยงจากอะแด็ปเตอร์ภายนอก
O = ช่องอินพุต coaxial
P = ขั้วต่อ RCA สำหรับสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุต แชนเนลขวา
ดิจิตัล อินพุต

Crescendo VERSE มีแต่ช่องอินพุตสำหรับสัญญาณดิจิตัล มันจึงมีสถานะเป็น external DAC เฉยๆ ไม่ใช่ DAC/Pre แม้ว่าระบบวอลลุ่มในตัวมันจะสามารถใช้ควบคุมระดับความดังเหมือนปรีแอมป์ได้ก็ตาม ซึ่งช่อง digital input ที่ให้มาก็เกือบครบทุกประเภท ที่ขาดไปก็คือช่องอินพุต AES/EBU ที่ใช้ขั้วต่อ XLR แต่ก็แลกมาด้วยช่องอินพุต I2S ที่ external DAC ทั่วไปไม่มี แต่เป็น “จุดขาย” สำคัญของแบรนด์ LAiV Audio เจ้านี้

ซอฟท์แวร์และวงจรภายในที่อยู่หลังช่องอินพุต optical และ coaxial ทำงานด้วยมาตรฐาน S/PDIF สามารถรองรับสัญญาณดิจิตัลฟอร์แม็ต PCM ได้ตั้งแต่ 44.1kHz – 192kHz และสามารถรองรับสัญญาณดิจิตัลฟอร์แม็ต DSD ได้ที่ระดับเริ่มต้นคือ DSD64 เมื่ออยู่ในแพ็คเกจของไฟล์ DoP (DSD-over-PCM) เท่านั้น ซึ่งก็ถือว่าเป็นความสามารถสูงสุดแล้วสำหรับอินเตอร์เฟซ S/PDIF ที่ติดขั้วต่อ RCA และ Optical ใครที่ใช้ CD Transport สามารถใช้งานอินพุต coaxial ของ Crescendo VERSE ได้ ในขณะที่ช่องอินพุต Optical นั้น เหมาะกับคนที่ต้องการนำ Crescendo VERSE ตัวนี้ไปใช้รองรับสัญญาณดิจิตัลจากทีวีในห้องรับแขก
ส่วนคนที่ต้องการนำ Crescendo VERSE ไปใช้กับสัญญาณ Hi-Res Audio จากสตรีมเมอร์ที่มีสเปคฯ สูงกว่ามาตรฐาน S/PDIF ทั่วไป ก็สามารถเลือกใช้งานช่องอินพุตได้ 2 ช่อง คือ USB กับ I2S ซึ่งเป็นสองช่องอินพุตที่มีประสิทธิภาพเท่ากัน คือถูกปรับจูนมาให้มีความสามารถรองรับสัญญาณอินพุตที่อยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตัลได้กว้างมากทั้งคู่ เริ่มต้นตั้งแต่ 44.1kHz ขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดที่ 768kHz สำหรับสัญญาณดิจิตัลที่เป็นฟอร์แม็ต PCM และรองรับสัญญาณดิจิตัลที่เป็นฟอร์แม็ต DSD ได้ตั้งแต่ DSD64 ขึ้นไปจนถึง DSD256
อะนาลอก เอ๊าต์พุต

เมื่อคุณนำ Crescendo VERSE เข้าไปใช้ในชุดเครื่องเสียงบ้าน ก็มีช่องอะนาลอก เอ๊าต์พุตให้คุณเลือกใช้อยู่ 2 ชุด ชุดแรกส่งออกสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตแบบ single end ผ่านขั้วต่อ RCA ซึ่งให้ความแรงของสัญญาณสูงสุดอยู่ที่ 2Vrms (อิมพีแดนซ์ 41 โอห์ม) ส่วนชุดที่สองส่งออกสัญญาณ อะนาลอก เอ๊าต์พุตแบบ balance ผ่านขั้วต่อ XLR โดยให้ความแรงของสัญญาณสูงสุดอยู่ที่ 4Vrms (อิมพีแดนซ์ 82 โอห์ม)
เพราะผู้ผลิตตั้งใจที่จะให้ใช้ภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ Crescendo VERSE ไปขับเคลื่อนร่วมกับเพาเวอร์แอมป์โดยตรง พวกเขาจึงตั้งใจออกแบบภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ Crescendo VERSE ให้มีลักษณะเสมือนกับเป็นปรีแอมป์ในตัว ด้วยการออกแบบระบบวอลลุ่มแบบอะนาลอกออกมาให้ใช้ และเพื่อให้ระบบวอลลุ่มของ Crescendo VERSE สามารถใช้งานได้จริง เสียงไม่ drop และไม่แห้งเหมือนวอลลุ่ม ดิจิตัลที่มากับ DAC ทั่วไป สิ่งที่พวกเขาทำก็คือ ออกแบบวงจร buffer ที่ทำหน้าที่แม็ทชิ่ง impedance ไปไว้ที่ output ซึ่งคอมโพเน้นต์ที่ใช้ในวงจรบัฟเฟอร์ที่ว่านี้เป็นแบบดีสครีตที่สามารถจ่ายกระแสได้สูง สามารถสวิงกระแสเอ๊าต์พุตไปตามการแกว่งของอิมพีแดนซ์ฝั่งปลายทางได้โดยไม่ตก มีผลให้วงจรอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ Crescendo VERSE คงตัวอยู่ในระดับอิมพีแดนซ์ที่ต่ำ จึงไม่ส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อสัญญาณเสียง และยังสามารถจ่ายกระแสได้อย่างเพียงพอแม้ว่าผู้ใช้จะใช้สายสัญญาณยาวๆ gain ที่ปลายทางก็จะไม่ตก
ดีไซน์ภายใน

ถึงรูปร่างภายนอกจะดูเล็กกระทัดรัด แต่ข้างในนั้นแน่นขนัด คอมโพเน้นต์ที่ใช้ในส่วนต่างๆ ถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ส่วนใหญ่เป็นคอมโพเน้นต์ขนาดเล็กที่ติดตั้งบนแผงวงจรด้วยเครื่องจักรแบบ surface mount จึงทำให้สามารถบรรจุการทำงานที่ซับซ้อนลงไปบนแผงวงจรขนาดเล็กได้ ไปดูกันว่าภายในของ Crescendo VERSE มีอะไรพิเศษบ้าง.?
ภาค DAC แบบ R-2R

อย่างแรกคือหัวใจสำคัญของ Crescendo VERSE นั่นคือภาค D-to-A converter ที่ใช้เทคนิคที่เรียกว่า Balanced discrete R-2R ladder ในการออกแบบ ซึ่งเป็นวิธีการออกแบบภาค DAC โดยใช้ Resistor จำนวนหลายตัวที่มีค่าความต้านทานแตกต่างกัน ไม่เกิน 0.05% มาต่อพ่วงกันในลักษณะทดค่ากันไปเป็นขั้นบันได เพื่อทำหน้าที่ในการแปลงค่า bit แต่ละบิตของสัญญาณดิจิตัลให้ออกมาเป็นแรงดันไฟฟ้า (Volt) ของสัญญาณอะนาลอก ซึ่งถือว่าเป็น “จุดขาย” สำคัญอีกอย่างหนึ่งของแบรนด์นี้ เพราะมันต่างจากการใช้ชิป DAC สำเร็จรูปจากแบรนด์ต่างๆ มาเป็นหัวใจหลัก ซึ่งจะทำให้มีข้อจำกัดในการออกแบบเกิดขึ้น ในขณะที่ภาค DAC ที่ใช้เทคนิค discrete R-2R จะไม่มีข้อจำกัดที่ว่า ผู้ผลิตสามารถแต่งเติมอะไรลงไปในขั้นตอน D-to-A converter ได้ตามใจชอบ ด้วยการเขียนคำสั่งเหล่านั้นขึ้นมาในรูปของโปรแกรม DSP Processing แล้วนำโปรแกรมทั้งหมดนั้นไปฝังไว้ในชิป FPGA ซึ่งในรุ่น Crescendo VERSE ตัวนี้ พวกเขาเลือกใช้ชิป FPGA ของ Altera/Intel รุ่น Cyclone เป็นที่เก็บและรันโปรแกรมทั้งหมดนั้น
Resampling Options
———-
– Non Over Sampling (NOS)
– Sampling Rate Conversion (SRC)
ข้างบนนั้นคือหนึ่งใน “ฟังท์ชั่นพิเศษ” ของ “ภาค input” ของ Crescendo VERSE ซึ่งจะกระทำกับสัญญาณดิจิตัล อินพุต PCM หรือ DSD ที่รับเข้ามาทางอินพุตช่องต่างๆ ก่อนที่จะจัดส่งไปแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกด้วย R-2R DAC
สำหรับการทำงานของฟังท์ชั่นพิเศษข้างบนนั้น ทางวิศวกรของ LAiV Audio ออกแบบให้ยูสเซอร์สามารถเข้าไปเลือกปรับการทำงานเหล่านั้นได้ตามอ๊อปชั่นตัวเลือกที่พวกเขาทำไว้ให้ ยกตัวอย่างเช่น ฟังท์ชั่น NOS/SRC คือคุณสามารถเลือกได้ว่าจะให้ Crescendo VERSE เล่นไฟล์เพลงที่คุณต้องการฟังไปตามฟอร์แม็ตออริจินัล (เลือก NOS = Non Over Sampling) หรือต้องการเปลี่ยนสัญญาณอินพุตให้มีแซมปลิ้งเรตสูงขึ้น (เลือก SRC = Sampling Rate Conversion) เช่น จาก PCM 44.1kHz ขึ้นไปเป็น PCM 88.2kHz หรือให้เป็น PCM 176.4kHz หรือให้เป็น PCM 352.8kHz หรือให้ขึ้นไปสูงสุดเป็น PCM 705.6kHz แล้วเลือกดิจิตัล ฟิลเตอร์ระหว่าง SHARP หรือ SLOW ก่อนส่งไปให้ R-2R DAC แปลงเป็นอะนาลอกก็ได้ ที่พิเศษกว่านั้นคือตอนคุณเล่นไฟล์ DSF หรือ DIFF ที่แพ็คสัญญาณ DSD64 เข้าไปใน Crescendo VERSE คุณก็สามารถเลือกให้ทำโอเว่อร์แซมปลิ้งกับสัญญาณ DSD ได้ด้วย ซึ่งเลือกได้ตั้งแต่ DSD128, DSD256 ไปจนถึง DSD512
DSD Playback Options
———-
– Native DSD 1-bit Processing
– DSD Multibit (convert to PCM)
วิศวกรของ LAiV Audio ได้เขียนโปรแกรมพิเศษเพื่อใช้เล่นกับสัญญาณ DSD ขึ้นมาชุดหนึ่ง โดยตั้งชื่อเรียกมันว่า DSD PROCESSING ซึ่งในเมนูหัวข้อนี้ จะมีอ๊อปชั่นให้คุณเลือกอยู่ 2 อย่าง ระหว่าง NATIVE กับ MULTIBIT ซึ่งเป็นรูปแบบการเพลย์แบ็คที่จะส่งผลกับสัญญาณ DSD ที่ต่างกัน เสียงจะออกมาไม่เหมือนกัน
เมื่อคุณเล่นไฟล์ DSF หรือ DIFF และต้องการฟังเสียงของสัญญาณ DSD ที่อยู่ในไฟล์เหล่านั้นแบบ “เพียวๆ” อย่างที่มันเป็นของมันแบบนั้นจริงๆ คุณต้องเลือกอ๊อปชั่นที่เมนู DSD PROCESSING ไปที่ ‘NATIVE’ เพื่อให้ภาคอินพุตเลือกรูปแบบการจัดการกับสัญญาณ DSD ด้วยโปรแกรม Native DSD 1-bit Processing ที่พวกเขาเขียนขึ้นมา ซึ่งจะทำให้สัญญาณ DSD จากไฟล์เพลง DSF หรือ DIFF ที่คุณเล่นถูกภาค R-2R DAC ในตัว Crescendo VERSE แปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกโดยไม่มีการเปลี่ยนจากฟอร์แม็ต DSD ไปเป็นฟอร์แม็ต PCM ก่อน แต่ถ้าไฟล์ที่คุณเล่นมีทั้งฟอร์แม็ต DSD และ PCM ปนกันอยู่ ถ้าคุณตั้งให้เล่น DSD แบบ Native เวลาที่เล่นสัญญาณ DSD อยู่แล้วไปเจอกับไฟล์ที่เป็นสัญญาณ PCM จะมีเสียงดังแคล็กเบาๆ ไปออกที่ลำโพง ถ้าคุณไม่ต้องการให้มีเสียงนั้น อยากเล่นไฟล์ที่มีความหลากหลายทั้งทางด้านฟอร์แม็ต DSD/PCM และทางด้านความละเอียดของสัญญาณแบบต่อเนื่อง ไม่มีเสียงสะดุดกวนใจ แนะนำให้เลือกอ๊อปชั่นในหัวข้อ DSD PROCESSING ไปที่ ‘MULTIBIT’ โปรแกรม SRC ในตัว Crescendo VERSE จะทำการเปลี่ยนสัญญาณ DSD ทุกเพลงให้เป็น PCM ก่อนจะส่งไปที่ภาค R-2R DAC
แน่นอนว่า การเลือกอ๊อปชั่นในการเพลย์แบ็คสัญญาณ DSD ระหว่าง NATIVE กับ MULTIBIT จะให้โทนเสียงออกมาต่างกัน แม้ว่าจะเป็นสัญญาณ DSD ตัวเดียวกันก็ตาม แต่ความต่างก็ไม่ได้ถึงขั้นเลวร้าย แนะนำให้ทดลองสลับฟังด้วยตัวเองแล้วเลือกโทนเสียงที่ตัวเองชอบได้เลย (การเลือกอ๊อปชั่น NATIVE กับ MULTIBIT ทำได้ในเมนูเครื่อง)
อินพุต I2S

นี่เป็นอินพุตที่ผู้ผลิตแนะนำให้ใช้ เพราะพวกเขาเน้นว่า การส่งสัญญาณดิจิตัลเข้าไปที่ DAC ผ่านทางอินพุต I2S นี้จะให้คุณภาพเสียงที่ดีกว่าอินพุตอื่นๆ เนื่องจากการส่งสัญญาณดิจิตัลจากทรานสปอร์ตไปที่ DAC ผ่านทาง I2S นั้น สัญญาณเสียง (data) กับสัญญาณ clock (สัญญาณเวลาที่ใช้ควบคุมสัญญาณเสียง) ถูกแยกออกจากกัน ทำให้ DAC ไม่ต้องเสียเวลาในการแยก clock ออกมาจากสัญญาณเสียง ซึ่งช่วยลดโอกาสที่จะเกิดปัญหาจิตเตอร์ (timing errors) ลงไปได้เยอะมาก ซึ่งแน่นอนว่าทำให้เสียงโดยรวมดีขึ้น

แต่การที่จะสามารถใช้งานอินพุต I2S ของ Crescendo VERSE ตัวนี้ได้ คุณต้องมีสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตที่มีเอ๊าต์พุต I2S ด้วย หรือถ้าสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตของคุณไม่มีเอ๊าต์พุต I2S แต่คุณอยากใช้อินพุต I2S ของ Crescendo VERSE คุณก็ยังมีอีกทางเลือก คือไปหาตัว DDC (Digital-to-Digital Converter) เข้ามาเสริม เพื่อทำการแปลงสัญญาณจากเอ๊าต์พุต network, coaxial หรือ USB ที่มาจากตัวสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตของคุณให้ออกมาเป็นเอ๊าต์พุต I2S เพื่อนำไปต่อเชื่อมกับอินพุต I2S ของตัว Crescendo VERSE ซึ่งทาง LAiV Audio ก็มีตัว DDC รุ่น µDDC ไว้คอยให้บริการด้วยแล้ว ภาพข้างบนคือลักษณะการเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตกับ Crescendo VERSE กรณีที่มีตัว µDDC เข้ามาคั่นกลาง
รีโมทไร้สาย

ผู้ผลิตให้รีโมทไร้สายอันเล็กๆ มาหนึ่งอัน ซึ่งบนนั้นมีฟังท์ชั่นสั่งงานเท่าที่จำเป็น ซึ่งผมชอบใช้รีโมทอันนี้ในการปรับเลือกหัวข้อเมนูมากกว่ากดปุ่มบนหน้าปัดซึ่งชวนให้งง.. ภาคจ่ายไฟที่ให้มาเป็นอะแด๊ปเตอร์ AC/DC ขนาด 15VDC กระแส 2A
ทดสอบใช้งานและลองฟังเสียง
ดูจากฟังท์ชั่นใช้งานบนตัวเครื่องก็พอจะรู้ถึงจุดมุ่งหมายของคนออกแบบว่าเขาเน้นให้ใช้ Crescendo VERSE ตัวนี้กับหูฟังเป็นอันดับแรก ส่วนการนำไปใช้กับชุดเครื่องเสียงบ้านน่าจะเป็นเป้าหมายรอง ผมจึงวางแผนการทดสอบ ext.DAC ตัวนี้ออกเป็น 3 เฟส โดยที่เฟสแรกผมเซ็ตอัพชุดขึ้นมาเพื่อทดสอบด้วยหูฟังก่อน จากนั้นก็ทดลองนำ Crescendo VERSE ตัวนี้ไปใช้กับทีวีในห้องรับแขกเป็นเฟสที่สอง และสุดท้ายเฟสที่สามจึงนำ ext.DAC ตัวนี้ไปใช้ในห้องฟังหลักของผม
I. เซ็ตอัพเพื่อการทดสอบกับหูฟัง

ผมใช้โปรแกรม Roon ที่ติดตั้ง Roon Core อยู่บน MacBook Pro เป็นตัวเล่นไฟล์เพลงที่สตรีมมาจาก TIDAL แล้วส่งสัญญาณดิจิตัลจาก MacBook Pro ทางช่อง USB ไปเข้าที่อินพุต USB ของ Crescendo VERSE ผ่านสาย USB ของ Nordost รุ่น Blue Heaven Leif3 ส่วนหูฟังที่เอามาใช้ทดลองฟังกับภาคขยายหูฟังของ Crescendo VERSE ตัวแรกคือหูฟูลไซร้ของ Sennheiser รุ่น HD650 ตัวเก่งที่ผมเก็บสะสมอยู่ เป็นหูฟังแบบ open back โดยใช้สายหูฟังของ Nordost ติดแจ๊ค 6.3mm เสียบเข้าที่ช่องเอ๊าต์พุตซิงเกิ้ลเอ็นด์ของตัว Crescendo VERSE

หูฟังอีกตัวที่ผมเอามาสลับฟังก็คือหูฟังฟูลไซร้ของ AKG รุ่น K702/65th Anniversary เป็นหูฟังแบบ open back เหมือนกัน ตัวนี้ผมใช้สายที่มากับตัวหูฟัง ติดหัวแจ๊ค 6.3mm เสียบเข้าที่ช่องเอ๊าต์พุตซิงเกิ้ลเอ็นด์ของตัว Crescendo VERSE เช่นเดียวกัน
ผลการรับฟังด้วยหูฟัง
หูฟังตัว HD650 มีอิมพีแดนซ์สูงถึง 300 โอห์ม ตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 10Hz ไปจนถึง 41,000Hz รองรับความถี่ของไฟล์ Hi-Res ได้เต็มมาตรฐาน ซึ่งโทนเสียงของ HD650 ตัวนี้จะออกแนวดาร์กนิดๆ รูปวงเวทีเสียงไม่กว้างมาก จะเกาะอยู่ข้างๆ หู วนอยู่รอบศีรษะ ไม่ฉีกไปไกล แต่เน้นเนื้อมวลที่เข้มข้น ซึ่งกำลังขับ 230mW ของ Crescendo VERSE ก็ถือว่ามากพอที่จะดันเสียงให้หลุดออกไปจากตัวหูฟังได้โดยไม่มีอาการอั้นหรือตื้อ ผมใช้วอลลุ่มที่ตัว Crescendo VERSE ประมาณบ่ายสองถึงบ่ายสามก็ได้ไดนามิกที่สวิงได้มากพอที่จะทำให้ได้โทนเสียงที่มีความสด กระจ่าง ซึ่งโดยปกติแล้ว ถ้าเจอแอมป์ที่ขับไม่ออก เสียงของ HD650 ตัวนี้จะออกมาอมๆ ไม่เปิดกระจ่าง ฟังแล้วน่าเบื่อเพราะมันไม่สด แต่กับ Crescendo VERSE ตัวนี้ถือว่าสอบผ่าน เพราะมันสามารถแยกแยะรายละเอียดทั้งย่านแหลม–กลาง และทุ้มในแต่ละเพลงออกมาให้รับรู้ได้ชัดเจน ผมชอบเนื้อเสียงที่เข้มข้นของมัน ถือว่าภาคขยายหูฟังในตัว Crescendo VERSE ทำหน้าที่ชับ HD650 ออกมาได้น่าพอใจ ให้ความเป็นดนตรีสูง.. สรุปคือผมให้ผ่านครับ.!!!
ที่ผิดคาดคือเสียงที่ได้จากหูฟัง K702/65th ซึ่ง Crescendo VERSE ขับออกมาไม่ค่อยดี ทั้งๆ ที่อิมพีแดนซ์ก็ต่ำแค่ 62 โอห์ม เท่านั้น ตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 10Hz ไปจนถึง 39.8kHz พอๆ กับ HD650 แต่เสียงออกมาบางไปหน่อย เมื่อจับคู่กับ Crescendo VERSE มันให้เวทีเสียงที่เปิดกว้างกว่า HD650 รายละเอียดเยอะกว่า แต่โทนเสียงโดยรวมติดบางไปนิด ผมชอบโทนเสียงของ Crescendo VERSE ตอนจับคู่กับ HD650 มากกว่า..
น่าเสียดายที่ตอนนี้ผมไม่มีหูฟัง IEM ดีๆ ที่ติดแจ๊คบาลานซ์ 4.4mm อยู่กับตัว เลยไม่ได้ทดลองฟังเสียงของภาคขยายหูฟังที่เป็นเอ๊าต์พุตบาลานซ์ของ Crescendo VERSE
II. เซ็ตอัพเพื่อการทดสอบกับชุดเครื่องเสียงในห้องรับแขก


ใครที่ใช้แอมป์ประเภท All-in-One อยู่ในห้องรับแขก ไว้ดูหนังและฟังเพลงในชุดเดียวกัน ถ้าแอมป์ที่คุณใช้อยู่มีราคาไม่เกิน 5 – 6 หมื่นบาท ถ้าคุณกำลังคิดจะอัพเกรดคุณภาพเสียงของชุดเครื่องเสียงในห้องรับแขกอยู่ ผมแนะนำให้ลองพิจารณาอัพเกรดด้วยการเอา ext.DAC ตัวนี้ไปใช้แทนภาค DAC ที่แถมมาใน All-in-One ของคุณ ซึ่งผลจากการทดสอบที่ผมทดลองเอา Crescendo VERSE เข้าไปใช้งานแทนภาค DAC ในตัว LEAK รุ่น Stereo 230 ที่ผมใช้อยู่เดิม โดยการเชื่อมต่อสัญญาณดิจิตัล เอ๊าต์จากทีวี Sony OLED A8F ของผมไปเข้าที่อินพุต Optical ของตัว Crescendo VERSE จากนั้นก็ใช้สายสัญญาณอะนาลอกของ Kimber Kable รุ่น Timbre ราคาคู่ละสี่พันกว่าบาท เชื่อมต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์ของตัว Crescendo VERSE ไปเข้าที่อินพุต AUX ของตัว Stereo 230 ฟังเทียบกับการต่อสัญญาณดิจิตัลจากทีวีเข้าไปที่อินพุต Optical ของ Stereo 230 ที่ผมเคยฟังอยู่เดิม
ผลปรากฏว่า เสียงของ Crescendo VERSE ที่เข้าทางอินพุต AUX ของ Stereo 230 ออกมา “ดีกว่า” เสียงที่ได้จากอินพุต Optical ของตัว Stereo 230 ค่อนข้างชัดเจน อย่างแรกคือ “ความลื่นไหล” และ “ความอิ่มฉ่ำ” ของเนื้อเสียงที่อินพุต Optical ของ Crescendo VERSE ให้ออกมามันนวลหูกว่าเสียงจากอินพุต Optical ของตัว Stereo 230 ซึ่งห่างกันอยู่พอสมควร ผมทดลองฟังคอนเสิร์ตจาก YouTube บนทีวี Sony ซึ่งตอนฟังนาทีแรกๆ เหมือนจะไม่ต่างกันมาก แต่พอผ่านไปสัก 4 -5 นาที จะรู้สึกได้ว่า เสียงที่มาจากเอ๊าต์พุตอะนาลอกของ Crescendo VERSE มันฟังแล้วสบายกว่า เปิดโล่งมากกว่า ความต่อเนื่องก็ดีกว่า คือถ้าดูหนังจาก Netflix จะไม่ค่อยรู้สึกว่าต่างกันมากนัก แค่ว่าเสียงจาก Crescendo VERSE มันจะให้เบสที่ลงลึกและหนากว่าหน่อย แต่พอดูคอนเสิร์ตจาก YouTube จะได้ยินความแตกต่างชัด ช่วงแรกๆ ดูเหมือนเสียงไม่ต่างกันมาก แต่หลังจากใช้งาน Crescendo VERSE กับทีวีอยู่พักใหญ่ๆ จนเริ่มชิน พอปลด Crescendo VERSE ออกแล้วเสียบสาย Optical กลับเข้าไปที่อินพุต Optical ของ Stereo 230 จึงรู้สึกว่ามีอะไรหายไปหลายอย่างเหมือนกัน ต้องหยุดฟังคอนเสิร์ตไปสอง–สามวันถึงเริ่มกลับมาคุ้นชินกับเสียงของช่องอินพุต Optical ของ Stereo 230 เหมือนเดิม.!!!
III. เซ็ตอัพเพื่อการทดสอบกับชุดเครื่องเสียงบ้าน

ทางผู้ผลิตอ้างว่า พวกเขามีวงจร impedance matching อยู่ที่ภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุต ซึ่งจะคอยดึงอิมพีแดนซ์ของ Crescendo VERSE ไว้ในระดับต่ำ เพื่อให้สามารถจ่ายกระแสได้เพียงพอแม้ว่าจะใช้สายสัญญาณยาวๆ ก็ไม่กระทบกับคุณภาพเสียง ในทางเทคนิคก็คือ แม้ว่าจะใช้สายสัญญาณยาวมากๆ ก็จะไม่กระทบกับ gain ของสัญญาณเอ๊าต์พุตนั่นเอง ซึ่งนับว่าเป็นคุณสมบัติที่ “เข้าทาง” ของผมมาก เพราะปกติผมก็เซ็ตอัพชุดแหล่งต้นทางสัญญาณไว้ที่ด้านข้างของตำแหน่งนั่งฟัง (วงกลมสีแดง ภาพข้างบน) แล้วลากสายสัญญาณยาว 6 – 7 เมตร ไปยังอินติเกรตแอมป์ หรือเพาเวอร์แอมป์ ที่วางอยู่บนพื้นที่ระหว่างลำโพงทั้งสองข้างอยู่แล้ว ในการทดลองฟังเสียงของ Crescendo VERSE ครั้งนี้ผมจึงจัดวาง Crescendo VERSE ไว้บนชั้นวางเครื่องเสียงที่อยู่ด้านข้างของจุดนั่งฟัง แล้วลากสายสัญญาณยาวๆ ไปที่แอมป์ โดยที่แอมป์ที่ผมใช้ทดสอบมีทั้งอินติเกรตแอมป์ และเพาเวอร์แอมป์ ตอนใช้งาน Crescendo VERSE ร่วมกับอินติเกรตแอมป์ ผมปรับตั้งเอ๊าต์พุตของ Crescendo VERSE ให้เป็นแบบ FIXED แล้วไปใช้วอลลุ่มที่อินติเกรตแอมป์ในการปรับเพิ่ม/ลดความดัง ส่วนตอนที่ทดลองใช้งานร่วมกับเพาเวอร์แอมป์ ผมก็เข้าไปปรับตั้งเอ๊าต์พุตของ Crescendo VERSE ให้เป็น VARIABLE เพื่ออาศัยระบบวอลลุมของ Crescendo VERSE ในการปรับเพิ่ม/ลดความดัง

ส่วนแหล่งต้นทางที่ผมใช้ทดลองฟังเสียงของ Crescendo VERSE มีอยู่ 2 แหล่ง โดยที่แหล่งแรกคือใช้สตรีมเมอร์ของ Bluesound รุ่น New NODE ทำหน้าที่เป็นสตรีมิ่ง ทรานสปอร์ต ดึงสัญญาณดิจิตัล เอ๊าต์พุตจากช่อง USB-A ของ New NODE ไปเข้าที่อินพุต USB-B ของ Crescendo VERSE โดยใช้สาย USB ของ Nordost รุ่น Blue Heaven Leif3 ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม ส่วนแหล่งที่สอง ผมใช้ซีดี ทรานสปอร์ตของ LEAK รุ่น CDT เล่นแผ่นซีดีแล้วดึงสัญญาณดิจิตัล เอ๊าต์พุตจากช่อง coaxial ของ CDT ไปเข้าที่อินพุต coaxial ของ Crescendo VERSE โดยใช้สายโคแอ็กฯ รุ่น Illuminati DV70 ของ Kimber Kable ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อม

ส่วนชุด “แอมป์ + ลำโพง” ที่ใช้เป็นมอนิเตอร์ในการฟังทดสอบเสียงของ Crescendo VERSE ผมสลับใช้อยู่ 2 ชุด ระหว่างชุดแรก อินติเกรตแอมป์หลอด Dared รุ่น Saturn Signature (REVIEW) ขับลำโพงตั้งพื้นขนาดเล็กรุ่น Diamond 12.3i ของแบรนด์ Wharfedale โดยใช้สายลำโพงของ Furutech รุ่น FS-301 เป็นสะพานเชื่อม ตอนฟังชุดแรกนี้ผมปรับตั้งวอลลุ่มของ Crescendo VERSE ไว้ที่ ‘FIXED’ โดยไปใช้วอลลุ่มของแอมป์ควบคุมความดังของระบบ
กับอีกชุดเป็นเพาเวอร์แอมป์ของ QUAD รุ่น Artera Stereo จับคู่กับลำโพงตั้งพื้นของ Audio Physic รุ่น Classic 8 (REVIEW) โดยใช้สายลำโพง Nordost รุ่น Blue Heaven Leif3 เป็นสะพานเชื่อม ซึ่งตอนฟังชุดนี้ผมปรับตั้งวอลลุ่มของ Crescendo VERSE ไว้ที่ ‘VARIABLE’ เพื่อใช้วอลลุ่มของ Crescendo VERSE ควบคุมความดังของระบบ
เสียงของ LAiV Audio ‘Crescendo VERSE’ กับชุดเครื่องเสียงบ้าน
หลังจากยก Crescendo VERSE เข้าห้องฟัง ผมใช้เวลาทดลองฟังเสียงนานมาก หลายวันติดต่อกัน ฟังเพลินจนลืมไปเลยว่า กำลังทดสอบ ext.DAC ราคาไม่ถึงสามหมื่นบาท.!! ที่เพลินก็เพราะว่ามันทำงานเสถียรมาก นิ่ง ไม่มีปัญหาใดๆ เลย และที่สำคัญมากที่สุดก็คือ “ลักษณะเสียง” และ “คุณภาพเสียง” ที่ DAC ตัวนี้ให้ออกมา ต้องบอกว่า มันถูกปรับจูนเสียงมาดีมาก อย่างแรกที่ต้องชมคือ gain ของสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตที่ปล่อยออกมาทั้งจากช่อง RCA และ XLR มันมี “ความแรง” มากพอที่จะทำให้ได้เสียงที่มีความสด มีพลัง และปลดปล่อยออกมาได้เต็มที่ ซึ่งปกติแล้ว DAC ราคาไม่สูงมักจะให้ gain output ค่อนข้างอ่อน เอาไปใช้กับชุดเครื่องเสียงในห้องฟังใหญ่ๆ มักจะไปไม่ไหว แต่ Crescendo VERSE ตัวนี้มันซิ่งไปกับชุดใหญ่ได้สบายเลย..!!!

อัลบั้ม : More Than You Know (FLAC-24/44.1)
ศิลปิน : Alice Carreri
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/album/195076046/u)

อัลบั้ม : Dream with Dean (FLAC-24/96)
ศิลปิน : Dean Martin
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/album/25688984/u)
ผมยอมรับว่า ฟังเสียงร้องของสองศิลปินหญิง–ชาย สองคนนี้แล้วอึ้งเลย.! ไม่น่าเชื่อว่า DAC ราคาไม่ถึงสามหมื่นจะสามารถสร้างเสียงร้องใหญ่ๆ หนาๆ เข้มๆ ของศิลปินสองคนนี้ให้ลอยออกมาแผ่เต็มห้องได้โดยไม่มีอาการวูบวาบใดๆ ด้วย แสดงว่า สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ Crescendo VERSE มันมี “ความเข้มข้น” ของเนื้อมวลเยอะ ซึ่งว่ากันว่าเป็นจุดเด่นของภาค DAC ที่ดีไซน์ด้วยเทคนิค discrete R-2R คือมันคล้ายกับ “หัวเชื้อ” ที่มีความหนาแน่นสูง แม้ว่าจะเอาไปขยายแผ่จนเต็มห้อง มันก็ยังคงความอิ่มหนาของเนื้อเสียงไว้ได้ เหมือนถ่ายรูปด้วยฟิล์ม medium format 6×6 แล้วเอาไปขยายทำโปสเตอร์ขนาดใหญ่ ภาพที่ออกมาก็จะยังคง “ความคมชัด” และ “ความหนาแน่น” ของเม็ดสีที่อัดแน่น เกรนภาพละเอียดเนียน ไม่แตก ยิ่งเป็นตอนที่ผมทดลองต่อเอ๊าต์พุตของ Crescendo VERSE ตรงเข้าเพาเวอร์แอมป์ Artera Stereo โดยใช้ระบบวอลลุ่มของ Crescendo VERSE ในการควบคุมความดัง เสียงที่ออกมาก็ยิ่งให้ความเข้มข้นสูงขึ้นไปอีก ซึ่งนอกจากความเข้มข้นของมวลเสียงแล้ว “ความสะอาดเนียน” ของเนื้อเสียงก็เป็นอีกคุณสมบัติที่น่าพอใจมาก (*มันตอบรับกับตัวกรอง noise ทางระบบกราวนด์ของ Black Cat HiFi ได้ดี ผมต่อเข้าที่ช่อง coaxial ตอนใช้อินพุต USB)

อัลบั้ม : Swing Feelings (FLAC-16/44.1)
ศิลปิน : Hugo Strasser & Die Heinrich Haas Jr. Bar-Combo
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/20858860/u)
เพลง Don’t Get Around Much Anymore ในอัลบั้มนี้บันทึกเสียงออกมาได้ดีมาก คือสามารถแสดง timbre หรือ harmonic structure ของเสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นออกมาได้เป็นธรรมชาติมาก ไม่ว่าจะเป็นเสียงกลอง, เสียงเปียโน, เสียงแซ็กโซโฟน, เสียงคลาริเน็ต ซึ่งภาค DAC R-2R ของ Crescendo VERSE ตัวนี้สามารถถ่ายทอดรายละเอียดเหล่านั้นออกมาได้อย่างน่าทึ่งมาก.!! ไม่น่าเชื่อว่า DAC ระดับราคาแค่นี้จะสามารถทำได้ดีขนาดนี้..!!!
ความแม่นยำของการถ่ายทอดทั้งส่วนของ “ตัวเสียง” หรือหัวโน๊ต (fundamental) ไปจนถึงความกังวานที่เป็นฮาร์มานิกไปจนถึงหางเสียงที่เป็นเรโซแนนซ์ของวัสดุที่ใช้ทำเครื่องดนตรีเหล่านั้นมันถูกถ่ายออดออกมาจาก DAC ตัวเล็กๆ ตัวนี้ได้อย่างง่ายๆ และด้วยท่วงท่าที่สบายๆ ด้วย นั่นมีผลต่อ “ความเป็นดนตรี” ของเพลงที่ฟัง เพราะเมื่อ DAC ไม่เครียดในการทำงาน เสียงที่มันถ่ายทอดออกมาก็จะมีลีลาที่เคลื่อนไหวไปตามจังหวะลีลาของเพลงได้อย่างอิสระ จะเล่นเพลงหนัก หรือเพลงเบา จะเอาลูกพลิ้วหรือลูกเน้น DAC ตัวเล็กๆ ตัวนี้มันไปได้หมดจริงๆ น่าทึ่งมาก..!!!
Take ‘Crescendo VERSE’ to the Limit..!!!

คุณวี เจ้าสำนัก We Soundlabs ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ของ LAiV Audio กระซิบมาว่า ถ้าได้มีโอกาสทดสอบช่องอินพุต I2S ของ Crescendo VERSE แล้วจะตะลึง.! แหม.. แหย่มาซะขนาดนี้ ไม่ลองก็คงคันในใจไปตลอดล่ะครับ.. ว่าแล้วก็ลองกันหน่อย..!!
แต่การใช้งานอินพุต I2S ของ Crescendo VERSE ตัวนี้จะต้องมีสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ตที่มีช่องเอ๊าต์พุต I2S ด้วย ผมเลยขอยืมตัว µDDC (ตัวที่ด้านบนของ Crescendo VERSE) ของแบรนด์เดียวกันมาเพื่อให้มันทำหน้าที่แปลงสัญญาณจากเอ๊าต์พุต USB ของ Bluesound ‘New NODE’ ให้ออกมาเป็นเอ๊าต์พุต I2S ก่อนจะไปเชื่อมต่อเข้ากับอินพุต I2S ของ Crescendo VERSE
ผมรับรู้ได้ว่า เสียงที่ได้จากการใช้อินพุต I2S ของ Crescendo VERSE มันมีความต่อเนื่อง ลื่นไหล และนิ่งมากขึ้น เนื้อเสียงก็มีความเนียนมากขึ้นอีกหน่อย ซึ่งพอใช้อินพุต I2S เขามีอ๊อปชั่นให้เลือก clock ได้ว่าจะใช้ clock ในตัว Crescendo VERSE (ตั้งเลือกในเมนูที่ LOCAL) หรือใช้ clock ในตัว µDDC (ตั้งเลือกในเมนูที่ I2S) ในการควบคุม data flow ระหว่างตัว µDDC ไปที่ Crescendo VERSE ผมทดลองฟังเทียบกันแล้ว พบว่า ผมชอบเสียงที่ได้จากการใช้ clock ในตัว Crescendo VERSE มากกว่า เสียงต่างกันชัด ใครเล่นแบบนี้แนะนำให้ทดลองฟังเทียบดู (*คิดว่าสาย HDMI ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างเอ๊าต์/อินพุต I2S น่าจะเป็นตัวแปรด้วย ผมใช้สาย HDMI โนเนม เส้นสีดำๆ ที่มีความยาวแค่ 25 ซ.ม.)
ถามว่า เพิ่ม µDDC เพื่อใช้อินพุต I2S คุ้มมั้ย.? ตอนฟังนาทีแรกๆ เหมือนต่างกันไม่เยอะเมื่อเทียบกับอินพุต USB ที่ใช้สายดีๆ และมีตัวกรอง noise ของ USB แต่พอฟังไปนานๆ ก็เริ่มติดกับความนิ่งและความลื่นไหล ความสะอาดเนียน และความลื่นไหล ของการเชื่อมต่อผ่านทาง I2S อยู่เหมือนกัน สุดท้ายแล้วอยากจะสรุปแบบนี้คือ ถ้าไม่มีปัญหาเรื่องงบสำหรับตัว µDDC ก็ลุยไปเลย..!!!
สรุป
ไม่รู้ว่าจะหาคำสรุปไหนมาใช้อธิบายได้ดีเท่ากับคำว่า “โค–ตะ–ระ–คุ้ม!” อีกแล้ว คือเสียงมันดีมาก.. ดีเกินราคาไปไกล ใครที่ใช้แหล่งต้นทางสตรีมมิ่งอย่างเดียว หรือจะใช้ซีดี ทรานสอร์ตเล่นจากแผ่นซีดีร่วมด้วย ถ้าต้องการเน้นคุณภาพเสียง แนะนำให้หาเพาเวอร์แอมป์ที่มีกำลังขับมากพอสำหรับลำโพงมาสักตัวนึง แล้วใช้วิธีต่อตรงจากตัว Crescendo VERSE ไปที่เพาเวอร์แอมป์แล้วใช้วอลลุ่มในตัว Crescendo VERSE ควบคุมความดัง แค่นี้สวรรค์ก็อยู่ตรงหน้าแล้ว..!!! ถ้าไม่เชื่อ คิดว่าผมโม้.. แนะนำให้ไปหาโอกาสทดลองฟังด้วยหูของคุณเองเลย..!!!
*** HIGHLY RECOMMENDED!!! ***
สำหรับ
external DAC/Preamp ในระดับราคา “ไม่เกิน 30,000 บาท“
********************
ราคา : 29,900 บาท / ตัว
(ราคาโปรโมชั่นเปิดตัว จากราคาเต็ม 32,900 บาท)
********************
สนใจติดต่อ
We-Soundlabs (คุณวี)
โทร. 098-554-2561
facebook: WeSoundlab



