เมื่อสองปีที่แล้ว ในงานเครื่องเสียงที่มิวนิค ผมเคยถามเจ้าหน้าที่ของแบรนด์ผู้ผลิตลำโพงมอนิเตอร์ยี่ห้อ “ADAM” ซึ่งเขานำไปโชว์ในงานเครื่องเสียงในครั้งนั้นว่า ระหว่างผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงที่ใช้ในสตูดิโอที่เรียกว่า Professional Grade Equipment หรือ Studio Grade Equipment มีลักษณะเสียงที่ต่างจากอุปกรณ์เครื่องเสียง Home Use อย่างไร.? เขาตอบมายาวเหยียด แต่ที่จับความได้ชัดเจนที่สุดก็คือเขาพยายามอธิบายว่า เครื่องเสียงโปรเฟสชั่นแนลที่ซาวนด์เอนจิเนียร์ใช้เป็นเครื่องมือในการทำงาน (recording, editing, mixing & mastering) ในสตูดิโอจะให้ลักษณะเสียงที่ “transparent” กว่าเครื่องเสียงโฮมยูสที่นักเล่นฯ ใช้กัน ขยายความได้ว่า คือเป็นเครื่องเสียงที่ไร้การบิดเบือน เป็นเครื่องเสียงที่ทำให้ซาวนด์เอนจิเนียร์ “ได้ยิน” งานที่เขากำลังทำได้ตรงกับลักษณะของมันจริงๆ นั่นเอง
ผมเลยถามต่อว่า ในเมื่ออุปกรณ์ที่ใช้ในสตูดิโอเองก็มีอยู่หลายยี่ห้อ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่า เครื่องเสียงแบรนด์ไหนให้เสียงออกมาได้ตรงกับลักษณะของงานที่ซาวนด์เอนจิเนียร์ทำจริงๆ หรือให้เสียงที่มีลักษณะ transparent อย่างที่เขาว่า.? เขายักไหล่แล้วตอบผมมาว่า ถ้าผมเป็นซาวนด์เอนจิเนียร์ที่มีความเชี่ยวชาญในสายงานมากพอ ผมจะรู้ได้เอง..!!!
จนถึงวันนี้ ผมคิดว่าผมเข้าใจความหมายที่พ่อหนุ่มคนนั้นพยายามจะสื่อสารให้ผมฟังแล้วนะ เมื่อย้อนกลับมานึกถึงตัวผมเอง เวลามีคนถามว่า ตอนทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียง ผมรู้ได้อย่างไร หรือเอาเกณฑ์แบบไหนมาตัดสินว่า เครื่องเสียงชิ้นนั้นให้เสียงดีหรือไม่ดี.? ผมจำได้ว่าผมตอบกลับไปว่า ถ้าคุณได้ลองฟังเครื่องเสียงมามากพอ คุณจะรู้เอง..!
Merging Technologies : Merging+Anubis ‘Premium Edition’
AD/DA ออดิโอ อินเตอร์เฟซระดับโปรเฟสชั่นแนล!

แม้ว่า Merging+Anubis จะเป็น “Audio Interface” ที่อยู่ในสถานะของ “Professional Equipment” แต่เนื่องจากว่ามันถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานนอกสถานที่ได้ด้วย สัดส่วนตัวเครื่องของมันจึงถูกทำให้มีขนาดเล็กกระทัดรัด น้ำหนักเบาเพียงแค่ 950 กรัม สะดวกต่อการพกพาออกไปใช้งานนอกสตูดิโอ รูปทรงภายนอกของตัวเครื่องมีลักษณะสี่เหลี่ยมผืนผ้าเตี้ยๆ แผงหน้ามีความกว้างเพียงแค่ 20 ซ.ม. เท่านั้น ส่วนความลึกอยู่ที่ 12.8 ซ.ม. ส่วนความหนาถูกทำให้ต่างระดับที่ลาดจากด้านหลังที่สูง 4 ซ.ม. ลงมาทางด้านหน้าที่สูง 3 ซ.ม. จึงทำให้รูปลักษณ์ของ Merging+Anubis ดูเก๋ไก๋ และเท่ห์มาก..
“Audio Interface” คืออะไร.?
Audio interface คืออะไร.? และทำไมผมต้องหยิบเอาผลิตภัณฑ์ตัวนี้มาทำรีวิว..?? ความหมายของ “Audio Interface” อย่างเป็นทางการก็คือ อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ชนิดหนึ่ง ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ขยายความสามารถในการรองรับ “อินพุต” และขยายความสามารถในการจ่าย “เอ๊าต์พุต” สัญญาณเสียงดิจิตัล ออดิโอที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ และช่วยปรับปรุง “คุณภาพเสียง” ของคอมพิวเตอร์อีกทางหนึ่งด้วย
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น ให้มองว่า “ออดิโอ อินเตอร์เฟซ” เป็นเครื่องมือของซาวนด์เอนจิเนียร์ที่ทำให้พวกเขาสามารถเชื่อมต่อสัญญาณเสียงจากไมโครโฟน หรือเสียงจากเครื่องดนตรีต่างๆ เข้าไปบันทึกในคอมพิวเตอร์ได้ และในขณะเดียวกัน Audio Interface ก็ทำให้พวกเขาสามารถดึงสัญญาณเสียงที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ออกมาฟังเพื่อ “มอนิเตอร์” (ตรวจสอบคุณภาพ) ผ่านทางตัวออดิโอ อินเตอร์เฟซนั้นได้ด้วย เมื่อซาวนด์เอนจิเนียร์ทำการบันทึกเสียงลงไปในคอมพิวเตอร์ หรือต้องการทดลองฟังเสียงที่ทำการบันทึกนั้นผ่านทางหูฟังหรือลำโพงมอนิเตอร์ การฟังผ่านอุปกรณ์ประเภท audio interface ที่ว่านี้ จะทำให้ได้เสียงที่มีความเที่ยงตรง ใกล้เคียงกับเสียงที่บันทึกไว้จริงๆ มากกว่าที่จะลองฟังผ่านระบบเสียงของคอมพิวเตอร์ออกมาตรงๆ เพราะอุปกรณ์ประเภท audio interface จะทำหน้าที่ตัดเงื่อนไขต่างๆ ที่คอมพิวเตอ์จะเข้ามายุ่งกับสัญญาณเสียงออกไปทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ audio interface จึงมีความสำคัญ ทั้งสำหรับการบันทึกเสียง และใช้เป็นมอนิเตอร์งานเพลงหรือสัญญาณที่เก็บอยู่บนคอมพิวเตอร์ หรือใช้มอนิเตอร์ในการฟังงานเพลงที่ทำการปรับแต่ง (edit) บนคอมพิวเตอร์
สรุปแล้ว audio interface ก็คือ เครื่องมือของซาวนด์เอนจิเนียร์ที่ใช้ร่วมกับคอมพิวเตอร์ในการบันทึก, อีดิต, มิกซ์ และมาสเตอร์เสียง และใช้มอนิเตอร์ผลงานนั่นเอง และด้วยคุณสมบัติของ audio interface ที่สามารถใช้ฟังเพื่อมอนิเตอร์เสียงจากคอมพิวเตอร์ได้ เราจึงสามารถนำเอา audio interface มาใช้ในการฟังเสียงของไฟล์เพลงที่เราเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ได้เช่นกัน และนั่นคือที่มาของรีวิว Merging+Anubis ‘Premium Edition’ ครั้งนี้ (ต่อไปในรีวิวนี้ผมจะเรียกสั้นๆ ว่า “Anubis”)
เครื่องเดียว ทำงานได้หลายอย่าง!
ทางบริษัทผู้ผลิตคือ Merging Technologies ใช้วิธีเขียน software suite หรือชุดซอฟท์แวร์สำหรับงานแต่ละประเภทที่ Anubis สามารถทำได้แยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด โดยเรียกรูปแบบงานแต่ละประเภทว่า “Mission” พูดง่ายๆ คือ สมมุติว่าคุณต้องการใช้ Anubis ในการบันทึกเสียง คุณก็ต้องเลือกรูปแบบงาน (mission) ที่ออกแบบไว้ใช้กับงานบันทึกเสียง (ชุดคำสั่งนี้ยังไม่เสร็จ ซึ่งพวกเขาตั้งใจจะใช้ชื่อเรียก mission นี้ว่า “Merging+Music”) ซึ่งในนั้นจะมีฟังท์ชั่นที่ใช้ในการบันทึกเสียงมาให้ใช้งาน แต่ถ้าคุณต้องการใช้ Anubis ในการลองฟังเสียงที่คุณทำการบันทึกไว้ ก็ต้องเลือกไปประเภทของ mission ไปที่ “Merging+Minitor” ซึ่งคำสั่งบนปุ่มต่างๆ ที่ตัว Anubis จะเปลี่ยนไปเป็นคำสั่งที่ครอบคลุมการใช้งาน Anubis ในรูปแบบของการมอนิเตอร์ผลงาน (ในอนาคต ทาง Merging จะเขียนซอฟท์แวร์ที่เป็นชุดคำสั่งสำหรับงานประเภทอื่นๆ ออกมาเพิ่มขึ้นอีก)
รูปร่างหน้าตาของ
Merging+Anubis ‘Premium Edition’
การนำเอา Anubis มาทดลองใช้ในการฟังเพลงครั้งนี้ผมอาศัยชุดคำสั่ง “Merging+Monitor” ซึ่งเป็น mission พื้นฐานของ Anubis ที่สามารถใช้ร่วมกับทุก mission แต่ก่อนจะคุยกันถึงลักษณะความสามารถ, การทำงาน และเสียงของ Anubis ตัวนี้ในแง่ของการใช้งานเป็น monitor เรามาดูรูปร่างหน้าตาของมันก่อน

1 = จอแสดงผล TFT LCD แบบสัมผัส
2 = ปุ่ม Home เข้าสู่เมนูหลักของเครื่อง
3 = ตำแหน่งติดตั้ง Talkback ไมโครโฟน
4 = ปุ่มกดเลือกใช้เอ๊าต์พุต Speaker A
5 = ปุ่มกดเลือกใช้เอ๊าต์พุต Speaker B
6 = ปุ่มกดเลือกใช้เอ๊าต์พุต Headphone 1
7 = ปุ่มกดเลือกใช้เอ๊าต์พุต Headphone 2
8 = ปุ่มกดควบคุมการใช้งาน Talkback ไมโครโฟน
9 = ปุ่มหมุนขนาดใหญ่–หลายหน้าที่
10 = ปุ่มกด Mute เสียงจากเอ๊าต์พุต Speaker และ Headphone
Anubis ใช้ปุ่มกดขนาดใหญ่ที่พิมพ์กำกับด้วยสัญลักษณ์และไฟส่องด้านล่างในการแสดงสถานะ และมีปุ่มหมุนโรตารี่ เป็นเครื่องมือสำหรับผู้ใช้ในการควบคุมการทำงานของเครื่องและปรับตั้งค่าต่างๆ ซึ่งเป็นกลไกที่ทำความเข้าใจได้ง่าย เมื่อทราบหน้าที่หลักของแต่ละปุ่ม ก็พอจะคาดเดาวิธีการใช้งานเครื่องตัวนี้ได้เลาๆ แล้ว ถือว่าเป็นเครื่องมือระดับโปรเฟสแชนเนลที่ไม่ได้ดูว่าใช้ยากเหมือนที่คาดเลย!

ยกตัวอย่างเช่น ปุ่มเมนูหลัก (main menu)(ศรชี้) กับการปรับตั้งเมนูย่อยผ่านปุ่มหมุนกับการแสดงผลการปรับตั้งผ่านทางจอแสดงผลก็เป็นพฤติกรรมที่คนเล่นเครื่องเสียงสายดิจิตัลคุ้นเคยอยู่แล้ว ส่วนสัญลักษณ์รูปลำโพงกับรูปหูฟังที่มีตัวเลขและตัวอักษรกำกับไว้ชัดเจนก็ทำให้รู้ว่า Anubis ตัวนี้มี Output ให้เลือกใช้ถึง 4 เอ๊าต์พุต คือ Line-out เพื่อป้อนให้แอมป์+ลำโพงมอนิเตอร์ หรือลำโพงแอ๊คทีฟจำนวน 2 ชุด กับภาคขยายสำหรับหูฟังอีก 2 ชุด แสดงว่าเราสามารถนำ Anubis ตัวนี้ไปใช้กับหูฟังก็ได้ หรือจะใช้กับชุดเครื่องเสียง personal audio ที่ใช้ลำโพงแอ๊คทีฟก็ได้ หรือจะนำไปใช้กับชุดเครื่องเสียงบ้านที่ใช้แอมป์+ลำโพงพาสซีฟก็ได้
ที่ดูแปลกตาไปจากอุปกรณ์เครื่องเสียงทั่วไปก็คือ “Talkback Microphone” ซึ่งเป็นฟังท์ชั่นพิเศษที่ทำให้ผู้ใช้สามารถส่งเสียงของตัวเองผ่านไมโครโฟนเล็กๆ ที่ฝังอยู่ในตัวแล้วส่งออกไปที่แอมป์+ลำโพงมอนิเตอร์ หรือส่งไปที่ลำโพงแอ๊คทีฟได้ ส่วนการใช้ฟังท์ชั่นนี้ก็คงแล้วแต่รูปแบบของ mission หรือรูปแบบงานที่เลือก

11 = ช่องเอ๊าต์พุตสำหรับหูฟัง ช่องที่ 1
12 = ช่องเอ๊าต์พุตสำหรับหูฟัง ช่องที่ 2
13 & 14 = ช่องอินพุตสำหรับเครื่องดนตรี
15 = ปุ่ม power ใช้เปิด (กด), ปิด (ปล่อย) การทำงานของตัวเครื่อง
16 = ตัวล็อค Kensington
17 = ขั้วต่อสำหรับอะแด๊ปเตอร์ DC เพาเวอร์ซัพพลาย
18 = ขั้วต่อ RJ45 ตัวเมีย (ขั้วต่อ RAVENNA/AES67)
19 = ขั้วต่อสำหรับสัญญาณ Input/Output ที่ปรับเลือกได้
20 = ขั้วต่อ Line Out แบบ Balanced สองช่อง ใช้กับขั้วต่อ stereo TRS ขนาด ¼ นิ้ว
21 = ขั้วต่อ XLR สำหรับสัญญาณเอ๊าต์พุต analog stereo (Main Line Outputs) แบบ Balanced
22 & 23 = ช่องเสียบสำหรับขั้วต่อ XLR หรือขั้วต่อ TRS ขนาด 6.3mm (¼ นิ้ว)
Anubis ใช้วิธีเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ทางสาย Ethernet ซึ่งเป็นวิธีการเชื่อมต่อที่ทำให้ตัว Anubis กับคอมพิวเตอร์สามารถรับส่งสัญญาณเสียงและคำสั่งระหว่างกันได้ผ่านสายเส้นเดียว และยังเป็นการเชื่อมต่อที่ให้ความยืดหยุ่นสูงในการใช้งาน เพราะสามารถใช้สาย Ethernet ที่ยาวได้มากถึง 100 เมตรเลยทีเดียว!
ในแง่ของสัญญาณอินพุต สังเกตว่า นอกจาก Anubis จะรองรับสัญญาณดิจิตัลผ่านเข้าทางช่อง Ethernet ได้แล้ว มันยังรองรับสัญญาณอะนาลอกได้ด้วย ผ่านเข้าทางขั้วต่อ XLR หรือ TRS 6.3mm (หมายเลข 22+23) นั่นก็หมายความว่า คุณสามารถป้อนสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตจากเครื่องเล่นไฟล์เพลงแบบพกพา, จากเครื่องเล่นซีดี, จากเน็ทเวิร์ค เพลเยอร์ หรือจากโฟโนปรีแอมป์ เข้ามาที่ตัว Anubis ได้ด้วย (ต้องโมดิฟายสายสัญญาณเอาหน่อย) เพราะภายในตัว Anubis มีภาค A/D ไว้คอยรับมือกับสัญญาณอะนาลอก อินพุตอยู่แล้ว (ใช้ชิป ADC ที่มีเรโซลูชั่นสูงถึง 192kHz)
ช่องสเตริโอ อะนาลอก เอ็าต์พุตหลักของ Anubis (ที่ผมจะใช้ทดลองต่อเข้ากับชุดเครื่องเสียงบ้าน) ใช้ขั้วต่อ XLR ของ Neutrik ให้ไดนามิกเร้นจ์ที่กว้างถึง 123dB ให้ gain output ของสัญญาณได้สูงถึง 12.2Vrms โหมดบาลานซ์ และ 6.1Vrms ในโหมดซิงเกิ้ลเอ็นด์ ให้การตอบสนองความถี่ของสัญญาณอะนาลอกที่แปรผันไปตามรูปแบบของสัญญาณ digital input คือ 6Hz – 22kHz (สำหรับอินพุต 44.1kHz & 48kHz), 2Hz – 46kHz (สำหรับอินพุต 88.2kHz & 96kHz) และ 2Hz – 92kHz (สำหรับอินพุต 176.4kHz & 192kHz) ในขณะที่เวอร์ชั่น Premium Edition ตัวนี้รองรับสัญญาณดิจิตัลไปได้ไกลถึงระดับ DXD 384kHz และ DSD256 ด้วย ซึ่งแบรนด์วิธของสัญญาณอะนาลอกจะเปิดกว้างขึ้นไปอีก
ส่วนสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตอีก 2 ช่อง ให้ออกมาผ่านขั้วต่อ TRS 6.3mm สเปคฯ ของสัญญาณสูงพอๆ กับช่องเอ๊าต์พุตหลักที่เป็นขั้วต่อ XLR ซึ่งเอ๊าต์พุตสองช่องนี้สามารถปรับตั้งใช้งานร่วมกับสัญญาณเอ๊าต์พุตจากช่อง XLR ก็ได้เมื่อต้องการมอนิเตอร์สัญญาณเสียงที่เป็นระบบเสียงเซอร์ราวนด์ หรือจะปรับตั้งให้แยกกันออกมาเป็นสัญญาณ Mono สองช่องก็ได้ สำหรับคนที่ต้องการเซ็ตอัพเอ๊าต์พุตของ Anubis ให้ออกมาเป็นระบบเสียง Stereo 2.1 Ch ก็สามารถทำได้ด้วยการปรับตั้งให้สัญญาณอะนาลอกที่ออกจากช่อง TRS 6.3mm ไปผ่านวงจร Bass Management ในตัว Anubis ก่อนผ่านออกมาเป็นสัญญาณ hi-pass ที่กำหนดจุดตัดได้
ความเจ๋งของ Anubis อยู่ที่ช่อง Ethernet ซึ่งเป็นได้ทั้ง “Input” และ “Output” เมื่อใช้เป็นช่อง Output ทางช่อง Ethernet ของ Anubis สามารถรองรับจำนวนแชนเนลได้สูงสุดถึง 128 แชนเนล เลยทีเดียว!
ติดตั้งและเซ็ตอัพ Anubis
เพื่อการทดสอบ
ผมเซ็ตอัพ Anubis เพื่อทดลองฟังเอ๊าต์พุตหูฟังโดยใช้ขับหูฟังของ beyerdynamic รุ่น T1 Gen 3 (ความไว = 100dB / 5-50,000Hz / 32 โอห์ม), AKG รุ่น 702/65th (ความไว = 105dB / 10-39,800Hz / 62 โอห์ม) และ Sennheiser รุ่น HD650 (ความไว = 103dB / 10-39,500Hz / 300 โอห์ม) สลับกันฟัง และได้ทดลองฟังเอ๊าต์พุตหลัก (XLR) ที่เป็นระบบเสียงสเตริโอไปพร้อมกันด้วย โดยใช้ปรีแอมป์ Ayre Acoustic K-5 รองรับสัญญาณจาก Anubis ทางช่องเมนเอ๊าต์พุต XLR ของ Anubis แล้วส่งสัญญาณต่อไปที่เพาเวอร์แอมป์รุ่น V-3 ของ Ayre Acoustic เพื่อขับลำโพง Monitor Audio รุ่น Silver 100 สลับกับ Totem Acoustic รุ่น The One และในตอนท้ายผมได้ทดลองต่อสัญญาณอะนาลอก สเตริโอจากช่อง Main Output ของ Anubis ตรงเข้าที่เพาเวอร์แอมป์ Ayre Acoustic V-3 เพื่อฟังดูด้วย โดยใช้วอลลุ่มของตัว Anubis ในการปรับระดับความดังแทนปรีแอมป์

Anubis อาศัยไฟเลี้ยงได้จากแหล่งภายนอกได้ 2 ทาง ทางแรกคือดึงไฟเลี้ยงจากคอมพิวเตอร์ผ่านเข้ามาทางสาย Ethernet ส่วนอีกทางคือ รับไฟเลี้ยงจาก AC/DC อะแด็ปเตอร์ เอ๊าต์พุต 12V/2A ที่แถมมาให้ หรือคุณจะใช้ LPS ที่ให้แรงดันเอ๊าต์พุต 12V และให้กระแสไม่ต่ำกว่า 2A ป้อนไฟเลี้ยงก็ได้
ในการทดสอบ ผมทดลองฟังเสียงของ Anubis โดยใช้อะแด็ปเตอร์ที่แถมมา แล้วเทียบกับใช้ LPS ของ Clef Audio รุ่น LSD-5 (12V/2.5A) ปรากฏว่า LPS ของ Clef Audio สามารถอัพเกรดคุณภาพเสียงของ Anubis ขึ้นมาได้อีกพอสมควร ในการทดลองฟังเสียงผมใช้ LPS ของ Clef Audio LSD-5 เป็นตัวจ่ายไฟให้กับ Anubis

อีกปัจจัยที่ส่งผลกับเสียงของ Anubis และใช้ปรับจูนคุณภาพและบุคลิกเสียงได้ นั่นคือ สาย Ethernet ที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างตัว Anubis กับคอมพิวเตอร์ ซึ่งคุณสามารถทดลองหาสาย Ethernet อื่นๆ มาแม็ทชิ่งได้ ในการทดสอบส่วนใหญ่ผมจะใช้สาย Ethernet ที่แถมมากับตัวเครื่อง (ศรชี้) เพื่อให้ได้แนวเสียงที่เป็นตัวตนของ Anubis อย่างที่เจ้าของแบรนด์ตั้งใจให้เป็น
ขั้นตอนการเชื่อมต่อ Anubis เข้ากับคอมพิวเตอร์ทางฮาร์ดแวร์
เอาล่ะ… ทีนี้ก็มาถึงตอนสำคัญแล้ว ยังไม่ลืมใช่มั้ยว่า Anubis ไม่ใช่เครื่องเสียงโฮมยูสที่เราคุ้นเคย จึงไม่น่าแปลกใจที่มันจะต้องมีวิธีปฏิบัติที่แตกต่างไปจากเครื่องเสียงทั่วไปในการติดตั้งและปรับตั้งก่อนใช้งาน

จากภาพด้านบนนี้ เป็นภาพตัวอย่างคร่าวๆ แสดงลักษณะการเชื่อมต่อ Anubis เข้ากับซิสเต็มเครื่องเสียงทางด้านฮาร์ดแวร์ เริ่มด้วยส่วนของ “อินพุต” ซึ่งผมใช้โน๊ตบุ๊ค MacBook Air เป็นตัวเล่นไฟล์เพลงจาก 2 แหล่ง คือจากฮาร์ดดิสพกพา SSD ของ Samsung รุ่น T7 กับไฟล์เพลงที่สตรีมจาก TIDAL เข้ามาที่ MacBook Air ผ่าน WiFi โดยอาศัยโปรแกรม roon เป็นตัวกลาง ส่วนตัว Anubis กับ MacBook Air เชื่อมต่อกันด้วยสาย Gigabit Ethernet โดยทางผู้ผลิตแนะนำให้ใช้อะแด๊ปเตอร์ Ethernet > Thunderbolt ต่อเข้าช่อง Thunderbolt ของ MacBook Air จะสังเกตว่า ทางผู้ผลิตไม่ได้ให้ต่อเชื่อมช่อง Ethernet ของ Anubis ผ่าน router เพราะการเชื่อมต่อระหว่าง Anubis กับคอมพิวเตอร์เป็นการเชื่อมต่อแบบ pear-to-pear คือต่อตรงระหว่างเครื่องกับเครื่อง ไม่ใช่การต่อผ่านเน็ทเวิร์ค ซึ่งตอนรับเครื่องมาใหม่ๆ ผมไม่ได้อ่านคู่มือให้ละเอียด อยู่ในช่วงลองผิด–ลองถูก ผมเสียบสาย Ethernet จาก Anubis ไปเข้าที่ router ปรากฏว่าระบบเน็ทเวิร์คของบ้านลวนไปเลย เพราะทั้ง router และตัว Anubis มันแย่งกันปล่อย IP วุ่นวายไปทั้งระบบ! (router ของผมตั้งไว้เป็น DHCP) สรุปคือ ระหว่างคอมพิวเตอร์กับ Anubis ต้องใช้การเชื่อมต่อระหว่างกันด้วย Ethernet เท่านั้น..
แล้วจะเอาไฟล์เพลงมาจากไหน.? ก็ต้องใช้วิธีสตรีมผ่านทาง WiFi แทน คือให้คอมพิวเตอร์ดึงไฟล์เพลงจาก TIDAL ผ่านทาง WiFi ไร้สาย แต่วิธีที่จะทำให้เล่นไฟล์เพลงที่มีสเปคฯ สูงๆ ได้แบบไร้กังวล ทั้ง DSD และ PCM ผมแนะนำให้ใส่เพลงในฮาร์ดดิสพกพาแล้วเสียบตรงเข้าที่คอมพิวเตอร์จะให้ผลดีกว่าดึงผ่านไร้สาย WiFi
Anubis รองรับการใช้งานร่วมกับ Windows 7 SP1 หรือ Windows 10 Pro 64bit ส่วน Mac OS รองรับ Sierra, High Sierra, Mojave, Catalina 10.15.2 (สูงกว่านี้ยังไม่รองรับ) ส่วนกรณีที่คอมพิวเตอร์ไม่มีช่อง Ethernet ให้ใช้อะแด๊ปเตอร์เสริมได้ ผมใช้อะแด๊ปเตอร์ Ethernet > Thunderbolt เชื่อมต่อระหว่าง MacBook Air ของผมกับ Anubis หรือแม้ว่าคอมพิวเตอร์ของคุณมีช่อง Ethernet แต่ต้องการใช้ช่อง Ethernet สำหรับดึงไฟล์เพลงจากอินเตอร์เน็ต อย่างเช่นดึงจาก TIDAL ก็ให้ใช้อะแด๊ปเตอร์ Ethernet > USB-A, Ethernet > USB-B หรือ Ethernet > USB-C แบบใดก็ได้ที่คอมพิวเตอร์ของคุณมีเป็นช่องทางเชื่อมต่อกับ Anubis (MacBook Pro ของผม OS มันเลย Catalina 10.15.3 ไปแล้ว ใช้ไม่ได้)
ขั้นตอนการเชื่อมต่อ Anubis เข้ากับคอมพิวเตอร์ทางซอฟท์แวร์
ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนการลงโปรแกรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้งาน Anubis ตัวนี้บนคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออยู่กับตัว Anubis
อย่างที่ทราบกันดีว่า คอมพิวเตอร์ทุกตัวบนโลกนี้ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้เล่นไฟล์เพลงมาโดยเฉพาะ ดังนั้น การที่จะทำให้ไฟล์เพลงที่เล่นจากคอมพิวเตอร์ใดๆ ถูกส่งผ่านมาที่ตัว Anubis แบบ bit-perfect จริงๆ โดยไม่ถูกซอฟท์แวร์บนตัวคอมพิวเตอร์ (ระบบปฏิบัติการณ์ของคอมพิวเตอร์, ไดเวอร์ฯ รวมถึงโปรแกรมแอพลิเคชั่นต่างๆ) เข้ามายุ่มย่ามกับสัญญาณเสียงก่อนส่งออกมา วิศวกรของทาง Merging จึงได้เขียนโปรแกรม “ASIO driver” ของตัวเองขึ้นมาใช้ “บังคับ” ให้คอมพิวเตอร์ยอมปล่อยสัญญาณเสียงออกมาแบบ bit-perfect ทาง Ethernet ซึ่งเป็น ASIO driver ที่รองรับมาตรฐาน RAVENNA/AES67 ที่ใช้ในการรับ/ส่งสัญญาณและดาต้าผ่านทาง Ethernet ที่ใช้ขั้วต่อ RJ45
RAVENNA/AES67 คืออะไร.?
เป็นเทคโนโลยีที่ใช้เป็นมาตรฐานในการรับ/ส่งสัญญาณเสียงรวมถึงข้อมูลและคอนเท็นต์รูปแบบต่างๆ ผ่านทาง IP network แบบ real-time เป็นมาตรฐานที่ผู้เกี่ยวข้องในวงการโปรเฟสชั่นแนล Audio/Video พัฒนาขึ้นมาให้คนในวงการใช้กันฟรีๆ ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ของผู้ผลิตอุปกรณ์ระดับโปรเฟสชั่นแนลออกมารองรับมาตรฐานนี้กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งนอกจากจะเป็นมาตรฐานที่แพร่หลายแล้ว RAVENNA ยังเป็นเทคโนโลยีในการรับ/ส่งข้อมูลและสัญญาณที่ให้ความถูกต้องแม่นยำสูง โดยเฉพาะการรับ/ส่งสัญญาณเสียง เพราะเป็นเทคโนโลยีที่รับ/ส่งข้อมูลแบบ real-time (Low Latency)
ซอฟท์แวร์ที่ต้องดาวน์โหลดมาติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ก่อนจะเริ่มใช้งาน Anubis
วิศวกรของ Merging Technologies ได้เขียนซอฟท์แวร์ standard VAD (Virtual Audio Device) ขึ้นมาให้คอมพิวเตอร์ Mac ใช้บน RAVENNA/AES67 สำหรับการเชื่อมต่อและรับ/ส่งสัญญาณเสียงระหว่างอุปกรณ์ของ Merging เองกับ MacOS และเขียนซอฟท์แวร์ที่ชื่อว่า “ANEMAN” (Audio Network Manager) ขึ้นมาใช้ในการเชื่อมต่อ, มอนิเตอร์ และจัดการระหว่างอุปกรณ์เครื่องเสียงต่างๆ ที่อยู่ในเน็ทเวิร์คเดียวกัน ซึ่งหลังจากทำการเชื่อมต่อ Anubis เข้ากับคอมพิวเตอร์ของคุณแล้ว ก่อนจะกดปุ่มเปิดเครื่อง Anubis ขึ้นมา คุณต้องไปดาวน์โหลดซอฟท์แวร์ด้านล่างนี้มาติดตั้งลงบนคอมพิวเตอร์ของคุณซะก่อน
1. – Merging RAVENNA/AES67 VAD Premium (CoreAudio) (ลิ้งค์ download)
2. – Merging ANEMAN (ลิ้งค์ download)
3. – Merging RAVENNA ASIO Driver (*เฉพาะ Windows 7 หรือ Windows 10 – 64bit) (ลิ้งค์ download)
ถ้าคุณใช้คอมพิวเตอร์ MacOS ให้ติดตั้งเฉพาะ 1 กับ 2 แต่ถ้าใช้คอมพิวเตอร์ Windows PC ให้ลงตัวที่ 2 กับตัวที่ 3 (อย่าลืมเช็คเวอร์ชั่น Firmware ของ Anubis ให้เป็นตัวล่าสุดด้วย)
ตัวอย่างกรณีที่ใช้คอมพิวเตอร์ Mac กับ Anubis

หลังจากดาวน์โหลดและทำการติดตั้งโปรแกรม RAVENNA/AES67 ลงบนคอมพิวเตอร์ Mac แล้ว ให้ไปที่ “System Preferences” ของคอมพิวเตอร์ ค้นหาไอค่อนที่ชื่อว่า “Merging RAVENNA/AES67” (ศรชี้ตามรูปข้างบน) เพื่อพบก็ให้ดับเบิ้ลคลิ๊กเปิดโปรแกรมขึ้นมา

จะปรากฏหน้าต่างสำหรับ setup ที่ชื่อว่า “Merging RAVENNA/AES67 Settings” ขึ้นมา ซึ่งในนั้นจะปรากฏหัวข้อที่แสดงอุปกรณ์ที่กำลังเชื่อมอยู่กับคอมพิวเตอร์ทางอินเตอร์เฟซ Ethernet ในขณะนั้น (ถูกเลือกไว้ที่ “Auto” มาจากโรงงาน แนะนำให้ทิ้งไว้แบบนั้น) แต่ขณะนั้นผมยังไม่ได้กดปุ่มเปิดเครื่อง Anubis ขึ้นมา ในช่อง “Interface” จึงโชว์เป็น (en3: Unknown) และไฟที่อยู่ด้านหน้าจะยังคงเป็นจุดสีขาวๆ (ถ้าค้นพบเครื่องที่เชื่อมต่ออยู่ ไฟดวงนี้จะเป็นสีเขียว) ส่วนหัวข้อ “Latency” ซึ่งเป็นการกำหนดปริมาณบัฟเฟอร์ที่เหมาะสมกับความละเอียดของสัญญาณอินพุต ณ ขณะนั้น ซึ่งทางผู้ผลิตแนะนำให้เลือกไว้ที่ตำแหน่ง 1.33ms (64) และให้คลิ๊ก “Safe Mode” ทิ้งไว้ ต่อมาที่ตำแหน่ง “Frequency” จะเป็นการปรับอัตราแซมปลิ้งฯ ในการรับ/ส่งสัญญาณซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปตามระดับแซมปลิ้งฯ ของสัญญาณอินพุตโดยอัตโนมัติ และแนะนำให้คลิ๊กที่ “Follow DoP detection” ทิ้งไว้ เมื่อคอมพิวเตอร์พบกับสัญญาณอินพุตที่ถูกส่งเข้ามา ระดับของแซมปลิ้งฯ จะเปลี่ยนไปตามอินพุตโดยอัตโนมัติ

หัวข้อ “Number of Channels” เป็นการกำหนดจำนวนแชนเนลของสัญญาณอินพุตและเอ๊าต์พุต โดยเลือกได้ตั้งแต่ 0 – 128 แชนเนล ที่ Input ตั้งไว้เท่าไหร่ก็ได้ ถ้าให้ครอบคลุมไปถึงสัญญาณเซอร์ราวนด์ แนะนำให้ตั้งไว้ที่ 8 ส่วน Output แนะนำให้ตั้งไว้ตรงกับอินพุตที่เราตั้งไว้ ในที่นี้คือ 8 ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ Mono (1 แชนเนล) ไปจนถึง 7.1 (8 แชนเนล) แต่ผมทดลองตั้งไว้ที่ 2 เพราะตั้งใจเซ็ตอัพแค่ระบบเสียง stereo อย่างเดียว

ส่วนหัวข้อ “Status” (A) ตอนนี้จะแสดงให้รู้ว่ายังไม่พบไดเวอร์จากเครื่องใดๆ และยังไม่มีการล็อค clock ระหว่างอุปกรณ์ใดๆ ในวงเดียวกัน และที่หัวข้อ “Online RAVENNA Devices” (B) ซึ่งจะแสดงจำนวนและรายชื่อของอุปกรณ์ที่ใช้มาตรฐานการเชื่อมต่อ RAVENNA/AES67 ที่เชื่อมต่อกันอยู่ในวงเดียวกันทั้งหมด (ในที่นี้จะเห็นว่ายังไม่มีอะไรโผล่ขึ้นมาเลย เนื่องจากผมยังไม่ได้กดปุ่มเปิดเครื่อง Anubis ขึ้นมา)

หลังจากกดปุ่มเปิด Anubis แล้ว ตัว Anubis จะใช้เวลาในการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์และปรับตั้งการทำงานของตัวมันเองขึ้นมาประมาณไม่เกินหนึ่งนาที หลังจาก Anubis พร้อมทำงาน คุณจะพบว่า ค่าต่างๆ บนหน้าต่าง “Merging RAVENNA/AES67 Settings” จะเปลี่ยนไป อย่างแรกคือดวงไฟที่อยู่หน้าหัวข้อ “Interface” จะเป็นสีเขียว (A) แสดงว่ามีการเชื่อมต่อผ่านอินเตอร์เฟซนี้แล้ว ซึ่งในช่องขวามือจะปรากฏ IP ของตัว Anubis ขึ้นมา (en3: 169.254.126.133) (B) ถัดลงมาที่หัวข้อ “Status” (C) ตรงหัวข้อย่อย “Driver” จะเปลี่ยนเป็น “Running” แสดงว่าตัว ASIO driver ของตัว Anubis ได้ทำการเชื่อมต่อ I/O ระหว่างคอมพิวเตอร์กับตัว Anubis แล้ว และถ้าหัวข้อย่อยตรง “PTP” (Precision Time Protocol) เป็นจุดสีเขียว แสดงว่า clock ระหว่างคอมพิวเตอร์กับ Anubis ได้เชื่อมต่อกันอย่างสมบูรณ์แล้ว ขณะเดียวกัน ที่ช่อง “Online RAVENNA Devices” (D) มีชื่อคอมพิวเตอร์ Macintos กับ Anubis ปรากฏขึ้นมาแค่สองตัว แสดงว่ามีอุปกรณ์เชื่อมต่อกันอยู่แค่ 2 ตัวในวงนี้ ซึ่งจริงๆ แล้ว คุณสามารถสร้างเครือข่ายที่เชื่อมต่ออุปกรณ์ที่ใช้มาตรฐาน RAVENNA/AES67 เพิ่มเติมเข้ามาในวงเดียวกันได้อีกหลายตัวจนถึงระดับสูงสุดคือ 128 ตัว (หรือน้อยกว่านี้ ขึ้นอยู่กับความละเอียดของสัญญาณที่รับ/ส่งระหว่างกัน)
ขั้นตอนต่อไปก็ให้คลิ๊กที่ปุ่ม “Launch ANEMAN” (E) ที่อยู่ตรงมุมล่างซ้ายสุดของหน้าต่าง..

โปรแกรม ANEMAN หรือ Audio Network Management เป็นโปรแกรมของทาง Merging ทำขึ้นมาเพื่อใช้จัดการกับอุปกรณ์ที่ปรากฏอยู่ในเน็ทเวิร์คเดียวกัน หน้าจอของโปรแกรมจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วนหลักๆ ทางซ้ายด้านบนจะประกอบด้วยเมนูย่อยๆ 5 หัวข้อ กับด้านล่างชื่อว่า “Devices” จะแสดงรายละเอียดของอุปกรณ์ที่พบเชื่อมต่ออยู่ในเน็ทเวิร์คซึ่งในที่นี้ก็คือ “CoreAudio (on apple-macintosh)” ซึ่งก็คือคอมพิวเตอร์ของผม กับ “Anubis 650501” คือตัว Anubis ที่ผมกำลังทดสอบนี่แหละ (มีสัญลักษณ์แสดงเป็นภาพไอค่อนด้วย)
แม้ว่าโปรแกรม ANEMAN จะแจ้งให้เรารู้ว่ามีคอมพิวเตอร์ที่จะใช้เล่นไฟล์เพลงกับตัว Anubis ที่จะใช้เป็นตัว DAC อยู่ในเน็ทเวิร์คเดียวกันแล้ว แต่มันทั้งสองจะยังไม่สามารถรับ/ส่งสัญญาณถึงกันและกันได้ ต้องทำให้มันทั้งสองตัว “เชื่อมโยง” ถึงกันซะก่อน วิธีการก็คือให้คลิ๊กที่หัวข้อเมนู “New Logic Zone” (ศรชี้)

หลังจากคลิ๊กที่หัวข้อเมนู “New Logic Zone” แล้ว บนพื้นที่ว่างด้านซ้ายของโปรแกรม ANEMAN จะปรากฏกรอบสี่เหลี่ยมจัตุรัสสีฟ้าอ่อนๆ ขึ้นมาหนึ่งกรอบ ด้านบนมีมงกุฏอยู่ 1 อัน ส่วนด้านล่างมีตัวหนังสือเขียนไว้ว่า “Waiting for Master” และที่มุมบนด้านซ้ายของสี่เหลี่ยมนี้จะมีสามเหลี่ยมสีดำปิดอยู่ที่มุม ซึ่งมีคำสั่งให้ทำอะไรกับสี่เหลี่ยมนี้อยู่ในนั้น ให้คุณจิ้มที่ไอค่อนคอมพิวเตอร์ค้างไว้แล้วลากไปวางตรงรูปมงกุฏ ตามศรชี้


จากนั้นให้ลากไอค่อน Anubis เข้าไปวางอยู่ในพื้นที่สี่เหลี่ยม ให้อยู่ใต้ไอค่อนคอมพิวเตอร์

ขั้นตอนต่อไป ให้คลิ๊กขวาที่ชื่อ CoreAudio ที่อยู่ในหัวข้อ “Devices” ด้านล่าง จะปรากฏคำว่า “RAVENNA” ตรงศรชี้ตามภาพ ให้คลิ๊กลงไปตรงชื่อ RAVENNA

จะปรากฏหน้า Web Control ที่เป็นชื่อของคอมพิวเตอร์ขึ้นมาบนเว็บบราวเซอร์ (ศรชี้ A) ให้คลิ๊กที่ชื่อคอมพิวเตอร์ที่อยู่ทางช่องซ้าย (ศรชี้ B) พื้นที่ทางขวาจะปรากฏรายละเอียดการปรับตั้งขึ้นมา คลิ๊กที่หัวข้อเมนู “Session sources” (ศรชี้ C) จากนั้น ให้ทำการก็อปปี้ชื่อคอมพิวเตอร์ที่ปรากฏอยู่ตรงหัวข้อ “Name” (ศรชี้ Copy)

จากให้กลับไปที่โปรแกรม ANEMAN แล้วคลิ๊กขวาที่ชื่อ Anubis ที่อยู่ในหัวข้อ “Devices” จะปรากฏหัวข้อให้เลือกขึ้นมา 3 หัวข้อคือ RAVENNA Webapp, Advanced, Maintenance ให้คลิ๊กที่ “Advanced” (ศรชี้)

จะปรากฏหน้า Web Control ขึ้นมาอีกหน้าบนเว็บบราวเซอร์ ต่อจากชื่อของคอมพิวเตอร์ โดยมีชื่อว่า “Anubis xxxxxxx” (ศรชี้ A) ถ้าพื้นที่ด้านขวาว่างเปล่า ให้คลิ๊กที่คำว่า “Stream” (ศรชี้ B) จะปรากฏรายละเอียดของตัว Anubis ขึ้นมาทางกรอบด้านขวา ให้เอาชื่อคอมพิวเตอร์ที่ copy มาจากหน้า Web Control ของคอมฯ มาใส่ตรงช่องที่ศรชี้ (ใส่ชื่อคอมพิวเตอร์)
แค่นี้ก็หมดขั้นตอนการเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์กับ Anubis ทางด้านซอฟท์แวร์แล้ว ต่อไปก็เป็นขั้นตอนการเล่นไฟล์เพลงบนคอมพิวเตอร์ซึ่งผมแนะนำให้ใช้โปรแกรม roon เพราะจากการทดลองใช้ร่วมกัน มันให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจมาก ทั้งในแง่ของการใช้งานและคุณภาพเสียง
การปรับตั้งโปรแกรม roon เพื่อใช้งานร่วมกับ Anubis
โปรแกรม roon มีให้ทดลองใช้ฟรี (full function) สำหรับคนที่ยังไม่เคยใช้โปรแกรมนี้มาก่อน ซึ่งต้องขอบอกว่ามันเจ๋งสุดๆ หลังหมดช่วงทดลองใช้งานแล้ว แนะนำให้สมัครใช้แบบสมาชิกต่อปี ค่าใช้จ่ายปีละสามพันกว่าบาทเท่านั้น แนะนำเป็นอันขาดให้ใช้โปรแกรมนี้ในการเล่นไฟล์เพลงกับ Anubis

หลังจากเชื่อมต่อ Anubis เข้ากับคอมพิวเตอร์ตัวเดียวกันนี้แล้ว หลังจากเปิดโปรแกรม roon ขึ้นมาแล้ว ให้ไปที่ฟังท์ชั่น “Settings” ของ roon (ศรชี้) แล้วคลิ๊ก

หลังจากหน้าต่าง Settings ของ roon ปรากฏขึ้นมา ให้คลิ๊กที่หัวข้อ “Audio” (ศรชี้)

หัวข้อ Audio ของ roon เป็นที่รวม “Output” ทั้งหมดของโปรแกรม roon ที่จะส่งออกไปให้ ซึ่งในนั้นจะมีชื่อของเอ๊าต์พุตของซาวนด์การ์ดของคอมฯ และมีชื่อของ “Merging+Anubis” รวมอยู่ในนั้นด้วย ซึ่งคุณสามารถเปลี่ยนชื่อได้ โดยคลิ๊กที่ไอค่อนรูปดินสอข้างๆ ชื่อ หลังจากนั้น ให้คลิ๊กที่รูปเฟืองข้างๆ ชื่อ Merging+Anubis จะปรากฏตัวเลือกขึ้นมา 2 ตัวคือ “Device Setup” กับ “Disable” ให้คลิ๊กที่ “Device Setup” (ศรชี้)

ที่หน้าต่าง Device Setup ของ roon จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกมีหัวข้อปรับตั้งสำหรับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับ roon อยู่ทั้งหมด 7 หัวข้อ คือ Private Zone, Exclusive Mode, DSD Playback Strategy, MQA Capabilities, Volume Control, Volume Limits และ Resync Delay ซึ่งหัวข้อที่แนะนำให้ปรับตั้งและส่งผลกับเสียงของ Anubis มีอยู่ 4 หัวข้อตามนี้ อันแรกคือ “Exclusive Mode” (A) เป็นการบังคับคอมพิวเตอร์ให้ยอมให้ roon ควบคุมการเล่นเพลงไปที่ Anubis โดยไม่เข้ามายุ่ง แนะนำให้ปรับตั้งไว้ที่ “Yes”, ส่วนหัวข้อ “DSD Playback Strategy” เป็นการกำหนดลักษณะการส่งสัญญาณ DSD จาก roon ออกไปให้ Anubis แนะนำให้ตั้งไว้ที่ “DSD over PCM v1.0 (DoP)”, ที่หัวข้อ MQA Capabilities (B) ซึ่งแสดงความสามารถในการรองรับการถอดรหัส MQA ของอุปกรณ์ปลายทาง (ในที่นี้คือ Anubis) มีให้เลือกทั้งหมด 4 รูปแบบ แนะนำให้ลองเลือกฟังดูแต่ละรูปแบบ ส่วนตัวผมชอบเสียงตอนปรับตั้งไว้ที่ตำแหน่ง “Renderer Only” สำหรับ ext.DAC ที่ไม่มี MQA Decoder รวมทั้ง Anubis ตัวนี้ด้วย (ผมเลือกตั้งไว้ที่ตำแหน่งนี้ตอนฟังไฟล์ MQA กับ Anubis), ถัดมาคือหัวข้อ “Volume Control” ที่ใช้กำหนดว่าจะให้สัญญาณเสียงผ่านวอลลุ่มของ roon หรือปล่อยออกไปเป็นสัญญาณเพียวๆ ที่ไม่ผ่านวอลลุ่ม ในกรณีนี้แนะนำให้ตั้งไว้ที่ Fixed Volume (C) คือปล่อยออกไปเต็มๆ ไม่ผ่านวอลลุ่มของ roon
หัวข้อ “Volume Limits” ใช้กำหนดความดังสูงสุดขอวอลลุ่ม ในกรณีที่ Volume Control ตั้งไว้ที่ Fixed Volume หัวข้อ Volume Limits จึงใช้งานไม่ได้ ส่วนหัวข้อสุดท้ายของส่วนแรกนี้คือ “Resync Delay” ใช้กำหนดช่วง mute สัญญาณของ roon ให้สั้นหรือยาวออกไปเพื่อให้พอดีกับเวลาที่อุปกรณ์ปลายทางใช้ในการปรับเปลี่ยนฟอร์แม็ตซึ่งอุปกรณ์แต่ละตัวจะตั้งไว้ไม่เท่ากัน ถ้าพบว่า เวลาเปลี่ยนฟอร์แม็ต PCM เป็น DSD แล้วมีเสียงรบกวนดังออกลำโพง ให้เพิ่มระยะเวลาที่หัวข้อนี้ เริ่มต้นให้ตั้งไว้ที่ 0 ms ก่อน ซึ่ง ext.DAC สมัยใหม่หลังๆ นี้จะไม่ค่อยมีปัญหานี้แล้ว หลังจากจบการปรับตั้งส่วนนี้แล้วให้คลิ๊กที่ “SHOW ADVANCED” ด้านล่างสุด

ส่วนนี้มีหัวข้อปรับตั้งเยอะ ซึ่งตัวโปรแกรมจะแสดงขีดความสามารถในการรองรับสัญญาณเสียง “สูงสุด” ในแต่ละรูปแบบของสัญญาณให้เรารู้ แนะนำให้ทิ้งไว้ตามนี้ ส่วนหัวข้อที่แนะนำให้ปรับตั้งไว้ที่ตำแหน่ง “Yes” คือ “Enable MQA Core Decorder” เป็นการตั้งให้โปรแกรม roon ทำการคลี่ MQA ให้หนึ่งชั้นเมื่อเจอกับไฟล์ MQA ก่อนส่งออกไปให้ Anubis และที่หัวข้อ “Enable Integer Mode” มีให้เลือกให้ตั้งสองแบบคือ Yes กับ No ซึ่งให้เสียงต่างกัน ในการทดลองฟังผมเลือกตั้งไว้ที่ “Yes”
จบสิ้นกระบวนการปรับตั้งบนโปรแกรม roon และมาถึงเวลาที่พร้อมทดลองฟังเสียงของ Anubis แล้ว.!!
การปรับตั้งที่ตัว Anubis
อย่างที่เกริ่นมาตอนแรกว่า Anubis มีความสามารถทำงาน (mission) ได้หลายหน้าที่ในตัวเอง

ทั้งหน้าที่ในการสร้างสรรงานเพลง (recording), หน้าที่ในการตัดต่อและผสมผสาน (editing & mixing) ไปจนถึง mastering ซึ่งคุณสามารถใช้ Anubis ทำหน้าที่ monitor งานเพลงที่คุณทำผ่านหูฟังหรือชุดเครื่องเสียงได้ การใช้ Anubis ทำหน้าที่เหมือน DAC/Amp เพื่อฟังไฟล์เพลงจากคอมพิวเตอร์ก็คือใช้หน้าที่ส่วนที่เป็น monitoring ของมันนั่นเอง

ลูกศรชี้สีเหลืองนั้นคือทางเข้าไปสู่การเลือก mission หรือรูปแบบการทำงานของ Anubis ที่คุณต้องการใช้งานมัน ส่วนลูกศรสีแดงในภาพข้างบนนี้ก็คือทางเข้าสำหรับเมนูปรับตั้งที่ตัวเครื่อง

เมื่อจิ้มลงไปที่หัวข้อ “Settings” บนจอแสดงผลของ Anubis จะเปลี่ยนไปแสดงหัวข้อปรับตั้งต่างๆ จำนวนมากถึง 13 หัวข้อ ตามที่เห็นจากภาพข้างบนนี้ ซึ่งบางส่วนในนั้นเป็นการปรับตั้งทั่วไปเกี่ยวกับการแสดงผล อย่างเช่น ปรับตั้งความสว่างของจอ, ปรับตั้งความสว่างของปุ่มกด, ปรับตั้งระดับความดังของพัดลมระบายความร้อนโหมดต่างๆ, ปรับตั้งการแสดงการแสดงระดับ clip ของสัญญาณในลักษณะการสวิงของมิเตอร์บนหน้าจอ, การตั้ง preset ค่าต่างๆ ที่สามารถบันทึกเก็บเป็นเมมโมรี่ และเรียกขึ้นมาใช้ได้เมื่อต้องการ
โดยเบื้องต้น แนะนำให้ใช้ค่า default ที่ตั้งมาให้จากโรงงานไปก่อน เนื่องจากการใช้ Anubis ในหน้าที่ monitoring นั้น ทางผู้ผลิตมีการปรับตั้งต่าต่างๆ มาจากโรงงานให้ใช้งานได้ระดับหนึ่ง แต่มีอยู่สิ่งหนึ่งที่อยากจะให้คุณทำการตรวจเช็คเพื่อให้ได้เสียงโดยรวมออกมาดีที่สุดกับซิสเต็มหรือหูฟังของคุณ สิ่งนั้นคือการปรับ gain ของสัญญาณ “Audio Outputs”

สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ Anubis สามารถปรับเลือก gain ได้ ทั้งเอ๊าต์พุต Line Out ทางช่องเมน XLR, เอ๊าต์พุตหูฟัง Headphone 1 และ Headphone 2 และเอ๊าต์พุต TRS อีกสองช่องนั้นด้วย หัวข้อการปรับตั้ง gain ของสัญญาณเอ๊าต์พุตที่ว่านั้นถูกเก็บไว้ในหัวข้อย่อยที่ชื่อว่า “Output max level” (Settings > Audio Outputs > Output max level) ซึ่งเอ๊าต์พุต Line Out ที่ช่องเมน XLR จะเลือกได้สองค่าระหว่าง +18dBu กับ +24dBu ในขณะที่เอ๊าต์พุตของหูฟังก็มีให้เลือก 2 ค่าคือ +9dBu กับ +18dBu โดยที่เอ๊าต์พุต +9dBu นั้นแนะนำให้ใช้กับหูฟังที่มีอิมพีแดนซ์ตั้งแต่ 200 โอห์ม ลงมา ในขณะที่เอ๊าต์พุต +18dBu นั้นมีไว้ให้ใช้กับหูฟังที่มีอิมพีแดนซ์สูงๆ เกิน 200 โอห์ม ขึ้นไป
ก่อนทำการปรับตั้ง gain เอ๊าต์พุตของ Anubis แนะนำให้ตรวจเช็คสเปคฯ อิมพีแดนซ์ของหูฟังของคุณซะก่อน ในกรณีที่หูฟังของคุณมีอิมพีแดนซ์ไม่เกิน 200 โอห์ม ไม่แนะนำให้ใช้ gain สูงถึงระดับ +18dBu เพราะนอกจากจะอันตรายกับหูแล้ว ยังทำให้เสียงไม่ดีอีกด้วย ส่วนการปรับ gain สำหรับสัญญาณเอ๊าต์พุตของช่อง XLR ก็เช่นกัน ก่อนจะทดลองปรับเลือกเกนที่ระดับ +24dBu แนะนำให้ลดวอลลุ่มให้ต่ำลงซะก่อน
(*กรณีที่คุณสนใจซื้อ Anubis ไปใช้งาน แนะนำให้ติดต่อทางตัวแทนจำหน่ายคือ บริษัท Deco2000 ให้เขาช่วยแนะนำวิธีการปรับตั้งให้ก่อนส่งมอบเครื่อง ติดต่อสอบถามที่ คุณกฤษ โทร. 089-870-8987)
เสียงของ Anubis
สัมผัสแรกที่ลักษณะเสียงของ Anubis ทำให้ผมรู้สึก นั่นคือ เปิด, สด, กระจ่าง และมีพลัง ซึ่งไม่ว่าจะฟังผ่านหูฟัง หรือฟังผ่านชุดเครื่องเสียงบ้าน ลักษณะบุคลิกเสียงของ Anubis ก็ยังคงปรากฏชัดเจนออกไปทางเดียวกัน และจากผลการทดลองฟังครั้งนี้ ผมพบว่า ความสามารถปรับเกน (gain) เอ๊าต์พุตของ Anubis เป็นคุณสมบัติสำคัญและมีประโยชน์มากที่ส่งผลต่อการแม็ทชิ่งกับซิสเต็ม
สัญญาณเอ๊าต์พุตของ Anubis มี gain ให้ปรับตั้งได้ทั้งหมด 46dB เริ่มตั้งแต่ 36dB ขึ้นไปถึง +12dB ด้วยความละเอียด 0.5dB ต่อขั้น ซึ่งจากการทดลองปรับจูนเพื่อทำแม็ทชิ่งเกนกับหูฟังและปรีแอมป์ฯ พบว่า ผมสามารถปรับจูนหาส่วนผสมระหว่างวอลลุ่มของ Anubis กับวอลลุ่มของปรีแอมป์ Ayre Acoustic K-5 ที่ลงตัวได้ แต่เสียงที่ออกมาเป็นรองการต่อสัญญาณเอ๊าต์พุตจากช่องเมนเอ๊าต์พุต (XLR) ของ Anubis ไปเข้าที่อินพุตของเพาเวอร์แอมป์ Ayre Acoustic V-3 โดยตรง ซึ่งให้เสียงโดยรวมออกมาดีกว่ามาก ในการฟังเสียงของ Anubis กับเครื่องเสียงบ้าน ผมจึงเลือกวิธีต่อสัญญาณตรงจาก Anubis ไปที่เพาเวอร์แอมป์ V-3 เป็นหลัก ใครที่เล่นอินติเกรตแอมป์ที่มีอินพุตบาลานซ์ XLR ก็ใช้งานร่วมกับ Anubis ได้ดี สามารถปรับจูน gain ให้เข้ากันมากที่สุดได้ ผมทดลองต่อสัญญาณจากช่องเมนเอ๊าต์พุต XLR ของ Anubis ไปที่อินพุต XLR ของ Cambridge Audio รุ่น CXA81 แล้วใช้วิธีปรับจูนเกนเข้าหากัน ผลลัพธ์ก็พบว่าเสียงออกมาดีพอสมควรทีเดียว
เอ๊าต์พุตของช่อง Line Out (XLR) กับภาคขยายหูฟัง A และ B ถูกแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง นั่นหมายความว่า คุณสามารถปรับความดังของสัญญาณปรีเอ๊าต์ฯ กับความดังของหูฟังแยกกันได้เด็ดขาดนั่นเอง เกนของปรีเอ๊าต์ฯ จะไม่ไปเกี่ยวข้องอะไรกับเกนของหูฟัง ซึ่งเป็นอะไรที่เยี่ยมยอดมาก มันทำให้ผมสามารถปรับจูนเสียงของชุดเครื่องเสียงบ้านที่ใช้สัญญาณปรีเอ๊าต์จาก Anubis โดยอาศัยสิ่งที่ได้ยินจากหูฟังได้
เมื่อใดก็ตามที่ gain ของปรีเอ๊าต์ฯ จาก Anubis แม็ทชิ่งกับ gain ของเพาเวอร์แอมป์ และกำลังขับเพาเวอร์แอมป์เพียงพอสำหรับขับลำโพงคู่นั้น แค่นั้นสวรรค์ก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว และ overall gain ที่มากพอของ Anubis ก็ทำให้งานเพลงในแทบทุกอัลบั้มสามารถปลดปล่อยพลังงานของมันออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่เว้นแม้แต่งานเพลงที่บันทึก gain มาต่ำมากๆ อย่างงานเพลงของค่าย Sheffield Labs
นอกจากความเปิด, สด, กระจ่าง และมีพลังแล้ว อีกคุณสมบัติของ Anubis ที่ทำให้ผมตะหนักในความเป็น Monitor ของมัน คือมันสามารถถอดแพลทเทิ้นของอะเร้นเม้นจ์ในแต่ละเพลงออกมาได้อย่างหมดจด ไม่ว่าในเพลงนั้นจะถูกเรียบเรียงด้วยโครงสร้างของแพลทเทิ้นดนตรีที่แตกต่างกัน และซ้อนทับกันอยู่หลายเลเยอร์ Anubis ก็สามารถเจาะทะลุลงไปถึงเลเยอร์ล่างสุดและจำแนกรูปแบบของแพลทเทิ้นในแต่ละเลเยอร์ออกมาให้ได้ยินครบหมด และอีกคุณสมบัติของ Anubis ที่สะท้อนคำว่า transparent ออกมาได้ชัดเจนมาก นั่นคือมันเป็น DAC ที่ให้เสียงของสัญญาณ PCM และ DSD ออกมาได้อย่างเต็มที่ ซึ่ง DAC บางตัวจะมีปัญหาในการแปลงสัญญาณ DSD ทำให้เสียงของไฟล์เพลงที่เป็นฟอร์แม็ต DSD ให้เสียงออกมาไม่เปิดกระจ่างเหมือนฟอร์แม็ต PCM ซึ่งผมคิดว่าคุณสมบัตินี้นี่แหละคือความหมายที่แท้จริงของอุปกรณ์ทุกชิ้นที่กล้าตีตราให้กับตัวเองว่าเป็น “มอนิเตอร์“

อัลบั้ม : A Dramatic Turn of event (TIDAL MQA 24/96)
ศิลปิน : Dream Theater
ค่าย : Roadrunner

อัลบั้ม : Moving Pictures (Remastered) (TIDAL MQA 24/96)
ศิลปิน : Rush
ค่าย : Anthem

อัลบั้ม : Ammonia Avenue (Expanded Edition) (TIDAL FLAC 16/44.1)
ศิลปิน : The Alan Parsons Project
ค่าย : Arista
ตอนทดลองฟังไปเรื่อยๆ ถึงช่วงที่เลือกเพลงที่มี energy แรงๆ มาลองฟัง ผมมาสะดุดหูกับ 3 อัลบั้มนี้เป็นพิเศษ ซึ่งสองอัลบั้มแรกคืองานของ Dream Theater และ Rush เป็นเพลงที่มีทั้งความรุนแรงของการบรรเลงและมีโครงสร้างของภาคดนตรีที่ซับซ้อน ในขณะที่อัลบั้มของ The Alan Parsons Peoject มี energy ระดับปานกลาง ส่วนความซับซ้อนของภาคดนตรีก็ลดดีกรีลงมาระดับหนึ่งแต่ก็ยังคงมีโครงสร้างของอะเร้นเม้นต์ที่สลับซับซ้อนกว่าเพลงพ๊อพร็อคทั่วไป ผมพบว่า Anubis ชำแหละรายละเอียดของเพลงที่ผมชอบในอัลบั้มชุด A Dramatic Turn of Event คือเพลง “Breaking All Illusions” ออกมาได้อย่างหมดจดมาก แต่ละช่วงที่มูพเม้นต์ของเพลงสลับปรับเปลี่ยน ผมสามารถรับรู้ถึงไลน์โน๊ตของดนตรีแต่ละชิ้นที่ทับซ้อนกันได้อย่างชัดเจน ทั้งไลน์โน๊ตของกีต้าร์โซโล่, ไลน์ของโน๊ตคีย์บอร์ด, ไลน์ของโน๊ตเบส และไลน์กลอง โดยเฉพาะช่วงกลางเพลงเป็นช่วงโซโล่ที่ฟังมันส์มาก
พูดได้ว่า Anubis ให้เสียงที่ชัดเจนและจะแจ้ง เป็นลักษณะของความจะแจ้งที่เกิดจากการ “เปิดเผย” โดยไม่มีการรอมชอม ไม่ใช่ความจะแจ้งแบบดัน (boost) รายละเอียดเสียงให้พุ่งออกมา ซึ่งความรู้สึกข้างต้นนั้นผมได้มาจากการฟังอัลบั้มชุด Moving Pictures ของ Rush ที่ผมชื่นชอบมานาน เมื่อฟังเวอร์ชั่นไฮเรซฯ MQA 24/96 ผ่าน Anubis ครั้งนี้ มันทำให้เพลง “Tom Sawyer” ที่ผมชอบ ฟังมันส์ขึ้นกว่าเดิมเยอะทีเดียว อิมแพ็คของเสียงกลองที่ Neil Peart หวดไม้กลองลงบนสแนร์มันทั้งคมและกระชับ กระแทกหัวใจสุดๆ Anubis ชี้ให้เห็นว่า Moving Pictures เวอร์ชั่น MQA 24/96 ของ TIDAL ชุดนี้ทำออกมาได้ดีกว่าเวอร์ชั่นซีดี 16/44.1 ที่ผมมีอยู่ เสียงโดยรวมมีทั้งความสด น้ำหนัก และความชัดเจนของรายละเอียดที่แยกแยะได้เด็ดขาดกว่ามาก
อัลบั้มชุด Ammonia Avenue เวอร์ชั่น Expanded Edition ชุดนี้ทำเสียงออกมาได้เข้มข้นมากกว่าเวอร์ชั่น 16/44.1 บนแผ่นซีดีเยอะ แม้ว่าเสียงร้องยังมีอาการแตกซ่านปรากฏอยู่ แต่พอเป็นปัญหาที่เกิดจากตัวสัญญาณเอง ไม่ได้เกิดจากการทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิคในระบบเพลย์แบ็ค มันทำให้เราสามารถทนฟังได้นานโดยไม่รู้สึกล้าหู และความเป็น “มอนิเตอร์” ของ Anubis ทำให้ผมรู้ว่า ในเพลงนั้นๆ มีตำหนิอยู่ตรงไหนบ้าง เป็นตำหนิที่เกิดจากสตูดิโอที่ทำเพลงนั้นๆ มา เพราะเมื่อเปิดเพลงจากอัลบั้มอื่นเข้ามาฟัง พบว่าอาการแตกซ่านที่ว่านั้นก็หายไป

อัลบั้ม : The Mass (DSF64)
ศิลปิน : Era
ค่าย : Universal Music
มาถึงอัลบั้มนี้ ถือว่าเป็นการตอกย้ำถึงคุณสมบัติในการ “แยกแยะ” รายละเอียดที่เยี่ยมยอดของ Anubis ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเพลงในอัลบั้มนี้จะมีความหนาแน่นในย่านความถี่ต่ำมากเป็นพิเศษ ที่เคยฟังมาจะรู้สึกถึงความขุ่นและทึบในย่านทุ้มต้นๆ อยู่บ่อยๆ คือรู้สึกแค่ว่ามีเบสเยอะเท่านั้น แต่เมื่อฟังผ่าน Anubis ครั้งนี้ ผมพบว่า ในย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มต้นๆ ที่เคยทึบๆ ขุ่นๆ นั้น มันมีลักษณะที่โปร่งและใสกระจ่างมากขึ้น ได้ยินไลน์ของโน๊ตเบสได้ชัดขึ้น เสียงซินธิไซเซอร์ที่เดินคลอต่ำๆ ห้อมล้อมเสียงเบสอยู่ในหลายๆ แทรคก็มีลักษณะที่ลอยตัวหลุดขึ้นมาจากแบ็คกราวน์มากขึ้น แยกตัวออกจากเสียงเบสมากขึ้น ทำให้เสียงทุ้มของอัลบั้มนี้ไม่ได้มีลักษณะหนาๆ ทึบๆ เหมือนที่เคยได้ยิน
นอกจากนั้น เสียงร้องในหลายๆ แทรคที่มีทั้งเสียงหลักและเสียงประสานก็แสดงตัวออกมาได้ชัดเจนมากขึ้น แต่ไม่ได้เป็นไปในลักษณะที่ถูกดันให้ชัดลอยเหนือเสียงอื่นๆ ขึ้นมา จนทำให้เลเยอร์ของดนตรีเสียไป ซึ่งภาษาเครื่องเสียงใช้คำว่า “forward” หรือเสียงมันพุ่ง แต่เป็นไปในลักษณะที่ยังคงอยู่ในวงล้อมของเสียงดนตรีอื่นๆ ทว่า เสียงร้องเหล่านั้นมันมีขอบเขตของมันเอง แต่ละเสียงมีความชัดเจนในตัวตนของมันเองมากขึ้น ในขณะที่เสียงดนตรีอื่นที่อยู่รอบๆ เสียงร้องก็มีความชัดเจนลดหลั่นกันลงไป ตามตำแหน่งของเสียงที่เหลื่อมกันแต่ไม่กลบทับกันและกัน แสดงถึงบรรยากาศของเสียงที่มีความลึก มีการแยกเลเยอร์ไว้เป็นชั้นๆ โดยมีมวลแอมเบี้ยนต์บางๆ ห่อหุ้มเสียงทั้งหมดเอาไว้ด้วย

อัลบั้ม : Falla: Three Cornered Hat (DSF64)
ศิลปิน : Ansermet, L’Orchestre De La Suisse Romance, Teresa Berganza
ค่าย : London/Universal Music

อัลบั้ม : Orff: Carmina Burana (DSF64)
ศิลปิน : Donald Runnicles, Atlanta Symphony Orchestra & Chorus
ค่าย : Telarc/Surround

อัลบั้ม : Orff: Carmina Burana (DSF64)
ศิลปิน : Robert Shaw, Atlanta Symphony Orchestra & Chorus
ค่าย : Telarc/Surround
เมื่อได้ลองฟังเพลงคลาสสิกแนวซิมโฟนี่ ออเคสตร้าแบบนี้ ทุกอย่างก็เคลียร์คัตชัดเจนว่า Anubis มีคุณสมบัติเป็น “มอนิเตอร์” จริงๆ คือมันถ่ายทอด “พลัง” ของการบรรเลงเครื่องดนตรีอะคูสติกวงใหญ่ออกมาได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ไม่มีอาการออมมือ โดยเฉพาะแทรคแรกในอัลบั้มชุด Falla: The Three Cornered Hat ซึ่งที่ผ่านๆ มามักจะมีอาการเซ็งแซ่ติดปลายเสียงเครื่องเขย่าออกมาจนรกหูไปหมด แต่ที่ได้ยินจาก Anubis คราวนี้มันเจียรนัยออกมาเป็นเม็ดๆ กลมๆ ดีดตัวเต็มไปด้วยพลัง สะใจโดยไร้ซึ่งอาการสากหู
สปีดในการสวิงไดนามิกก็ฉับไว ไม่เฉื่อย ไม่มีความรู้สึกหน่วงช้า ทำให้อรรถรสของเพลงออกมาตรงกับสิ่งที่ศิลปินต้องการนำเสนอ เสียงทั้งหมดจึงฟังดูมีชีวิตชีวา เริงร่าและดุเดือด พลังงานพรั่งพรูออกมาอย่างไร้ขีดจำกัด สุดยอดจริงๆ ยอมรับเลยว่า Anubis ให้เสียงที่ไร้ข้อกังขาโดยสิ้นเชิง!
ในตอนท้าย ผมเลยค้นอัลบั้มชุด Carmina Burana ที่สังกัด Telarc ทำเอาไว้และปั๊มออกมาเป็นแผ่น SACD ที่ผมสะสมอยู่ 2 ชุด วันนี้มีโอกาสได้เอาไฟล์ DSF64 ของอัลบั้มทั้งสองที่ผมริปเอาไว้มาลองฟังเปรียบเทียบกัน และแล้ว Anubis ก็ทำให้ผมรู้ว่า Carmina Burana ทั้งสองชุดนี้ให้เสียงต่างกัน ทั้งๆ ที่เล่นโดยวง Atlanta Symphony Orchestra & Chorus วงเดียวกัน แต่ควบคุมวงโดยคอนดักเตอร์สองคนที่มีฝีมือดีทั้งคู่ คือ Robert Shaw และ Donald Runnicles ถึงแม้ว่าภาพรวมของการบรรเลงจะออกมาคล้ายกันมาก แต่ในแง่คุณภาพเสียงแล้ว Anubis ทำให้ผมรู้ว่า เวอร์ชั่นที่ควบคุมวงโดย Robert Shaw ให้เสียงออกมาดีกว่า ซึ่งเหตุผลอาจจะเกี่ยวข้องกับลักษณะของการบันทึกเสียงด้วย เพราะเวอร์ชั่นที่ควบคุมวงโดย Donald Runnicles นั้นทาง Telarc ตั้งใจจะทำออกมาเป็นระบบเสียง Multichannel ด้วย เป็นไปได้ว่าเวอร์ชั่น stereo 2 ch ของอัลบั้มนี้อาจจะมิกซ์มาจากมาสเตอร์มัลติแชนเนล (รึป่าว.?) เลยทำให้เสียงร้องที่อยู่บริเวณกลางๆ ระหว่างลำโพงทั้งสองข้างมีลักษณะเบลอๆ มัวๆ ไม่ค่อยคมชัด.. (อันนี้มาจากการฟังเสียง ส่วนสาเหตุคงต้องไปขุดคุ้ยเบื้องหน้า-เบื้องหลังดูอีกที) แต่ในแง่พลังของเสียงถือว่าไม่มีอะไรตกหล่น Anubis ปลดปล่อยไดนามิกของทั้งสองเวอร์ชั่นออกมาได้สุดสเกล ฉีดพลังออกมาได้เต็มที่โดยไม่มีอาการอั้น รายละเอียดพรั่งพรู
Anubis ไม่ได้พยายามช่วยกลบเกลื่อนให้อัลบั้มที่บันทึกเสียงไม่ดีฟังดีขึ้น แต่มันปลดปล่อยเสียงที่อยู่ในอัลบั้มนั้นออกมาอย่างที่มันเป็น และชี้จุดที่เป็นตำหนิของอัลบั้มเหล่านั้นออกมาให้เห็น (ได้ยิน) ได้อย่างชัดเจน อย่างเช่น อัลบั้มเพลงแนวคอมเมอร์เชี่ยลเก่าๆ ส่วนใหญ่ปลายเสียงแหลมจะห้วน ทำให้บรรยากาศออกมาอับทึบ ปลายเสียงไม่ทอดไปจนสุด และส่วนใหญ่เสียงแหลมจะมีอาการแตกปลาย ต่างจากอัลบั้มใหม่ๆ ที่บันทึกเสียงมาดี Anubis จะชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างที่ชัดเจน ตั้งแต่บรรยากาศโดยรอบของเวทีเสียงลงไปจนถึงเนื้อเสียงของแต่ชิ้น
หลังจากนั้น ผมก็ทดลองฟังไฟล์เพลงที่เป็นฟอร์แม็ต DSD อีกหลายชุด พบว่า Anubis ให้เสียงของฟอร์แม็ต DSD ออกมาในลักษณะที่เปิด กระจ่าง ไม่ต่างจากฟอร์แม็ต PCM เลย จะต่างกันก็คือความเนียนเข้มของมวลเสียงเท่านั้น ซึ่งบอกเลยว่า ถ้าคุณเป็นนักฟังที่สะสมไฟล์ตระกูล DSD เอาไว้เยอะๆ คุณต้องฟังผ่าน Anubis ตัวนี้แล้วจะรู้ว่าฟอร์แม็ต DSD มันเจ๋งแค่ไหน.!
ใครที่คาดหวัง “ลักษณะเสียง” แบบใดแบบหนึ่งไว้ในใจ ได้ยินเสียงของ Anubis ครั้งแรกอาจจะไม่ตรงใจ แต่ถ้าคุณมีคำว่า “ความเป็นดนตรี” อยู่ในใจ เพราะเป็นคนที่ชอบฟังเพลงอยู่แล้ว และกำลังค้นหาเสียงที่ใช่ เมื่อได้ยินเสียงของ Anubis คุณจะรู้ได้ทันทีด้วยตัวของคุณเองว่านี่แหละคือสิ่งที่ต้องการ และค้นหามาทั้งชีวิต เพราะเสียงที่ได้ยินจาก Anubis มันคือเสียงดนตรีที่ฟังแล้วเหมือนกำลังฟังการแสดงสดมากกว่า.!!
สรุป
ในอดีตนั้น การนำเอาอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในสตูดิโอมาใช้ร่วมกับเครื่องเสียงโฮมยูสนอกจากจะไม่ได้ให้ผลลัพธ์ที่ดีอย่างที่คาดหวังแล้ว เสียงที่ออกมามักจะไปทางแย่ซะมากกว่า เนื่องจากสมัยก่อนโน้น ระหว่างเครื่องเสียงโปรเฟสชั่นแนลกับเครื่องเสียงโฮมยูสถูกทำให้แยกกันอยู่คนละมาตรฐาน สเปคฯ ต่างๆ ก็ถูกกำหนดให้ใช้ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น มาตรฐานของขั้วต่อสัญญาณและรูปแบบของตัวสัญญาณ รวมถึงสเปคฯ ทางไฟฟ้าอย่างเช่นค่าอิมพีแดนซ์ก็ใช้ต่างกัน แม้แต่ตัวเครื่องเล่นและสื่อกลางบันทึกก็มีรูปแบบที่ต่างกัน การจะนำอุปกรณ์ทั้งสองมาตรฐานนี้มาใช้งานร่วมกันจึงเป็นเรื่องยากและให้ผลลัพธ์ที่ไม่ดี
ผิดกับปัจจุบัน ซึ่งขณะนี้ ยูสเซอร์ที่เล่นเครื่องเสียงกับซาวนด์เอนจิเนียร์ที่ทำงานในสตูดิโอเริ่มหยิบจับเครื่องไม้เครื่องมือที่มีมาตรฐานใกล้เคียงกันแล้ว หลายๆ อย่างเริ่มหันมาใช้แบบเดียวกัน เริ่มตั้งแต่ใช้ “คอมพิวเตอร์” กับ “ซอฟท์แวร์” ในการเล่นไฟล์เพลงแทนเครื่องเล่นซีดี ไปจนถึงเรโซลูชั่นของสัญญาณที่ใช้ร่วมกันได้ทั้งหมดแล้ว ตั้งแต่ CD quaity ไปจนถึง Hi-Res Audio ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะกันอีกต่อไปหลังจากมาตรฐาน Compact Disc หมดอายุสัมปทานไปเมื่อหลายปีก่อน
คุณภาพเสียงที่ได้สัมผัสจาก Anubis ตัวนี้ทำให้รู้เลยว่า มาตรฐานของเครื่องเสียงที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในสตูดิโอสูงกว่ามาตรฐานของเครื่องเสียงโฮมยูสจริงๆ โดยเฉพาะในแง่ของความเที่ยงตรงในการจัดการกับไฟล์เพลง การนำเสนอสัญญาณเสียงออกมาจากไฟล์เพลงที่มีชีวิต สด และ “ตรง” กับสิ่งที่ฝังอยู่ในสัญญาณอินพุตนั้นๆ จริงๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติสำคัญที่เครื่องเสียงโปรเฟสชั่นแนล (ชั้นดี) มีอยู่ในตัว!
จากประสบการณ์ที่ผมได้ทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภท Digital Source หรืออุปกรณ์ต้นทางสัญญาณที่เป็นสัญญาณดิจิตัลมาหลายตัว ผมยอมรับเลยว่า Anubis ‘Premium Edition’ ตัวนี้คือ digital source ที่มีคุณสมบัติตรงใจของผมมากที่สุด คือ แสดงสิ่งที่อยู่ในไฟล์เพลงของผมออกมาให้ได้ยิน “อย่างที่ไฟล์นั้นเป็นอยู่จริงๆ” โดยไม่มีบิดเบือนหรือพยายามเติมสีสันใดๆ ลงไป..
คุณอาจจะย้อนถามผมว่า ผมรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่ Anubis ถ่ายทอดออกมามันคือ “ของจริง” ที่อยู่ในไฟล์เพลงนั้นๆ.? ผมขอตอบแบบนี้ ถ้าคุณเล่นเครื่องเสียงมานานพอ และฟังเปรียบเทียบอุปกรณ์เครื่องเสียงมามากพอ เมื่อใดก็ตามที่คุณได้ยินเสียงของ Merging+Anibis ‘Premium Edition’ ตัวนี้แล้ว คุณจะรู้เอง.!!! /
*************************
ราคา : 80,000 บาท / เครื่อง
*************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บ. Deco2000
โทร. 089-870-8987
facebook : DECO2000Thailand



