“ความต้องการใช้งาน” ที่หลากหลายนำมาซึ่งการออกแบบ “ฟังท์ชั่นใช้งาน” ที่สอดคล้องเหมาะสมกัน ซึ่งโดยมากแล้ว ปัจจัยหลักๆ ที่กำหนดความต้องการใช้งาน “ระบบเสียง” สำหรับคนทั่วไปก็คือ “ขนาดพื้นที่” ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ ในการเลือกซื้ออุปกรณ์เครื่องเสียงในปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคที่อยู่อาศัยประเภท “คอนโดมีเนียม” กำลังเฟื่องฟูอย่างทุกวันนี้
ประเภทของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุดก็คือชุดเครื่องเสียงในห้องรับแขก ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท แยกไปตามรูปแบบของ “ระบบเสียง” ที่อ้างอิงกับ “จำนวนลำโพง” ที่ใช้อยู่ในระบบ ได้แก่
1. ระบบเสียงโมโน (mono)
2. ระบบเสียงสเตริโอ (stereo) และ
3. ระบบเสียงมัลติแชนเนล (surround)
ระบบเสียงโมโน จะอาศัยลำโพงแค่ “ตัวเดียว” ในการกระจายเสียง ในขณะที่ระบบเสียงสเตริโอ อาศัยลำโพง 2 ตัว ที่แยกเป็นแชนเนล “ซ้าย” (Left) กับลำโพงแชนเนล “ขวา” (Right) ในการกระจายเสียง ส่วนระบบเสียงเซอร์ราวนด์นั้น ถือว่าเป็นระบบเสียงที่มีความซับซ้อนมากที่สุด เพราะต้องใช้ลำโพงตั้งแต่ 5 ตัวขึ้นไปในการกระจายเสียงรอบตัว ซึ่งต้องการพื้นที่ค่อนข้างกว้างในการติดตั้งระบบจึงเหมาะกับห้องรับแขกที่มีขนาดใหญ่และมีสภาพแวดล้อมที่ปิด เพราะระบบเสียงเซอร์ราวนด์จะให้ผลที่ดีก็ต่อเมื่อเปิดดังๆ ข้อดีของระบบเสียงเซอร์ราวนด์คือให้เสียงที่มีคุณสมบัติทางด้าน “สนามเสียง” ที่โอบล้อมคล้ายกับระบบเสียงที่ใช้ในโรงภาพยนตร์
ขนาดที่เหมาะสม vs. คุณภาพเสียง
สำหรับคนที่พักอาศัยอยู่ในคอนโดฯ มักจะมีพื้นที่ใช้งานจำกัด สำหรับคอนโดฯ ระดับเล็กขึ้นไปถึงระดับกลางๆ ส่วนใหญ่จะมีพื้นที่ใช้สอยอยู่ระหว่าง 20 – 30 ตรม. (ประมาณ 4 x 5 – 5 x 6 ตรม.) ซึ่งระบบเสียงที่เหมาะสมกับการใช้งานในพื้นที่ใช้สอยประมาณนี้ มีให้เลือก 2 รูปแบบ คือระบบเสียง mono ที่ใช้ลำโพงแค่ตัวเดียว กับระบบเสียง stereo ที่ใช้ลำโพง 2 ตัวในการกระจายเสียง
ความแตกต่างระหว่างการเลือกใช้ระบบเสียงทั้ง 2 รูปแบบข้างต้นจะให้ “ค่าเฉลี่ย” อยู่ที่คุณสมบัติ 2 อย่าง นั่นคือ “ความสะดวก” vs. “คุณภาพเสียง”
คือถ้าคุณอยากเน้นไปที่ “ความสะดวก” มากหน่อย ยอมหย่อนเรื่องเสียงลงมานิดนึง ก็ให้เลือกไปทางลำโพงระบบโมโน จะติดตั้งง่ายและไม่กินพื้นที่ แต่ถ้าเน้นไปที่คุณภาพเสียงมากกว่า ยอมรับกับความเกะกะพื้นที่ใช้งานก็ให้พิจารณาลำโพงระบบสเตริโอ…
ระบบเสียง stereo บนลำโพงตัวเดียว.!
เมื่อปี 2019 Naim Audio ทำลำโพงแอ๊คทีฟไร้สายออกมารุ่นหนึ่ง ให้ชื่อว่า ‘Mu-so’ ซึ่งมีลักษณะเป็นลำโพงตัวเดียว แต่ใช้ระบบเสียง stereo ไม่ใช่โมโน ตั้งใจทำออกมาเพื่อตัดปัญหาสำหรับคนที่มีห้องรับแขกขนาดไม่ใหญ่ในการเลือกลำโพงที่ไม่ต้องมีอาการ “รักพี่ + เสียดายน้อง” นั่นคือได้ทั้ง “ความสะดวก” ในการติดตั้งใช้งาน และได้ทั้ง “คุณภาพเสียง” ที่ดีไปพร้อมกัน.!

ปัจจุบัน พวกเขาได้ทำการอัพเกรดปรับปรุงประสิทธิภาพของลำโพงรุ่นนี้ขึ้นมาหลายจุด จนได้ออกมาเป็นเวอร์ชั่น Mu-so 2 หรือ Mu-so 2nd Generation ตัวที่ผมกำลังพูดถึงตอนนี้ ซึ่งถ้ามองผิวเผินจะเห็นว่า Mu-so ทั้งสองเวอร์ชั่นมีลักษณะภายนอกที่คล้ายกันมาก แทบจะมองไม่เห็นความแตกต่าง แต่จากข้อมูลของผู้ผลิตระบุว่า Mu-so 2 ผ่านการปรับปรุงมาแทบจะทุกจุด ซึ่งเกือบทั้งหมดนั้นไปอยู่ภายในตัวเครื่อง ส่วนตัวถังภายนอกจะยังคงดีไซน์ออกมาแบบเดียวกัน ขนาดตัวถังของ Mu-so 2 ถูกขยายให้ใหญ่กว่าเวอร์ชั่นแรกประมาณ 13% เพื่อความสามารถในการตอบสนองกับความถี่ต่ำที่ดีขึ้น

ตัวถังของ Mu-so 2 ทำด้วยอะลูมิเนียมแต่งผิวด้วยการปัดเสี้ยน สีเทาเมทัลลิก แผงหลังทำเป็นครีบระบายความร้อนตลอดแนว ด้านหน้าที่ติดตั้งไดเวอร์มีตะแกรงผ้าโปร่งที่ดีไซน์เป็นลอนคลื่นปิดทับไว้ด้วยหมุดกดล็อค ส่วนสัดของตัวตู้ ต้องบอกว่าไม่เล็กนะ ทรวดทรงมันจะออกไปทางเตี้ยแต่หน้ากว้าง รูปทรงคล้ายๆ ซาวนด์บาร์ แต่แข็งแรงและแน่นหนากว่ามาก ดีไซน์ก็สวยกว่าเยอะ ส่วนฐานรองด้วยแผ่นอะครีลิคใสๆ ช่วยเพิ่มสีสันขึ้นมาได้อีกระดับ เวลาเปิดเครื่องใช้งานที่ด้านล่างส่วนที่เป็นอะครีลิคจะมีไฟ LED ส่องสว่างขึ้นมาตรงกับตำแหน่งโลโก้แบรนด์ที่สลักไว้บนฐานอะครีลิคตามภาพด้านบน ดูดีมาก.!
ไดเวอร์ + เพาเวอร์แอมป์


Mu-so 2 ระบุคุณสมบัติของตัวเองไว้ในสเปคฯ ว่าเป็น ‘ลำโพง 3 ทาง‘ ที่กระจายเสียงด้วยระบบเสียง stereo ผ่านไดเวอร์ทั้งหมด 6 ตัว ที่ติดตั้งอยู่บนแผงด้านหน้าของตัวถังเครื่อง แยกเป็นแชนเนลซ้าย (Left) กับแชนเนลขวา (Right) ข้างละ 3 ตัว ซึ่งแต่ละข้างประกอบด้วย ทวีตเตอร์แบบซอฟท์โดมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว สำหรับถ่ายทอดความถี่ในย่านแหลม + ไดเวอร์มิดเร้นจ์ทรงกรวยไดนามิก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5 นิ้ว สำหรับย่านเสียงกลาง และวูฟเฟอร์ทรงรี ขนาด 3 x 5 นิ้ว (ก x ย) ที่ใช้ถ่ายทอดความถี่ต่ำ นอกจากนั้น ที่ด้านล่างข้างซ้ายของตัวถังยังมีท่อระบายเบสอยู่อีกหนึ่งท่อ ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณของเสียงทุ้มให้มีความหนาแน่นมากขึ้น ตามหลักการของลำโพงตู้เปิด
ในเว็บไซต์ของผู้ผลิตให้ข้อมูลไว้ว่า ไดเวอร์ทั้งหมดที่ใช้อยู่ใน Mu-so 2 เป็นไดเวอร์ที่พัฒนาร่วมกับ Focal ซึ่งเป็นแบรนด์ผู้ผลิตไดเวอร์ชั้นนำของโลก ส่วนภาคเพาเวอร์แอมป์ที่ใช้ขับไดเวอร์ทั้ง 6 ตัวนั้นเป็นของ Naim Audio มีกำลังขับนับรวมกันได้ทั้งหมด 450W โดยแยกสำหรับไดเวอร์แต่ละตัวเท่าๆ กันคือตัวละ 75W ซึ่งบริหารจัดการสำหรับการจำหน่ายจ่ายแจกกำลังขับให้กับไดเวอร์แต่ละตัวด้วยวงจร DSP ที่พัฒนาขึ้นมาใหม่เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
ช่องอินพุต


Mu-so 2 รองรับการทำงานร่วมกับสัญญาณเสียงเท่านั้น โดยให้ขั้วต่ออินพุตมาทั้งหมด 5 ช่อง
A = อินพุต Network (Ethernet) โดยมีสปีดในการรับ/ส่งข้อมูลอยู่ที่ 10/100Mbps
B = ขั้วต่อมินิ 3.5mm รองรับสัญญาณอะนาลอก อินพุต
C = อินพุต Optical รองรับสัญญาณดิจิตัล ออดิโอมาตรฐาน S/PDIF ได้สูงสุดถึงระดับ 96kHz
D = อินพุต HDMI ARC รองรับฟังท์ชั่น CEC
E = เต้ารับสำหรับสายไฟเอซีที่ใช้หัวปลั๊กแบบ 2 ขา (มีมาให้ในกล่อง)

ช่องเสียบฮาร์ดดิสพกพา หรือแฟรชไดร้อยู่ที่ด้านข้างขวา (หันหน้าเข้าหาแผงหน้าของตัวเครื่อง) ของตัวถังเครื่อง (ศรชี้)
การเชื่อมต่อระบบสำหรับการใช้งาน Mu-so 2

เห็นอินพุตที่ให้มาแล้วก็ทำให้รู้เลยว่าทางผู้ผลิตตั้งใจออกแบบและผลิต Mu-so 2 ตัวนี้มาเพื่อให้ใช้งานในห้องรับแขกของบ้านที่มีทีวีเป็นศูนย์กลางความบันเทิง ซึ่งคุณสามารถเชื่อมต่อสัญญาณเสียงจากทีวีมาที่ Mu-so 2 ได้ 2 ช่องทาง คือทางอินพุต HDMI หรือทางช่องอินพุต Optical ก็ได้เหมือนกัน โดยส่วนแล้วผมชอบเชื่อมต่อทางอินพุต Optical มากกว่า เพราะทางอินพุต HDMI มันมักจะมีประเด็นปัญหากับการซิ้งค์กับทีวี โดยเฉพาะถ้าเป็นทีวีที่มีอายุมากหน่อยบางที HDMI มันไม่ซิ้งค์กัน แต่ทางอินพุต Optical ไม่มีปัญหาใดๆ เลย ของผมใช้สาย Optical ราคาเส้นละสี่ร้อยกว่าบาทยาว 1.5 เมตรก็ใช้ได้แล้ว (ซื้อจากร้านอมร) เสียงออกมาโอเคเลย.!
ส่วนการฟังเพลงผ่าน Mu-so 2 ตัวนี้มีช่องทางให้คุณเลือกถึง 5 ช่องทาง คืออินพุต mini 3.5mm, อินพุต Network, อินพุต USB-A และผ่านทาง Airplay ครบทุกกระบวนท่าทั้งช่องทางรับสัญญาณผ่านทางระบบไร้สายและใช้สาย รองรับสัญญาณได้ทั้งรูปแบบอะนาลอกและดิจิตัล นอกจากนั้น Mu-so 2 ยังรองรับการควบคุมสั่งงาน+ปรับตั้งค่าฟังท์ชั่นต่างๆ ผ่านทางแอพลิเคชั่นที่ติดตั้งบนอุปกรณ์พกพาได้ด้วย (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อ ‘ควบคุมสั่งงาน+ปรับตั้งค่าฟังท์ชั่น‘ ถัดลงไปด้านล่าง)
การเชื่อมต่อ Mu-so 2 เข้ากับระบบ Network ผ่านทางช่อง LAN (Ethernet) เป็นสิ่งที่ “ควรทำ” และแนะนำให้ทำ เพราะจะส่งผลให้คุณสามารถใช้งาน Mu-so 2 ได้อย่างคุ้มค่ามากที่สุด เนื่องจากอินพุต Network นี้จะทำงานร่วมกับแอพลิเคชั่น Focal&Naim ซึ่งในแอพลิเคชั่นนี้มีทั้งส่วนของการปรับตั้งค่าฟังท์ชั่นต่างๆ (app control) และส่วนของการควบคุมการเล่นไฟล์เพลง (app music player) รวมอยู่ในตัว (ดูเรื่อง ‘การเล่นไฟล์เพลงผ่านแอพฯ Focal&Naim’ ถัดลงไปด้านล่าง)
ควบคุมสั่งงาน+ปรับตั้งค่าฟังท์ชั่น
สามารถทำได้ 3 ช่องทาง ทางแรกคือ สั่งงานผ่านปุ่มควบคุมบนตัว Mu-so 2 โดยตรง, ทางที่สองคือ สั่งงานผ่านรีโมทไร้สาย และทางที่สามคือสั่งงานผ่านทางแอพลิเคชั่น

ปุ่มหมุนขนาดใหญ่ที่อยู่เยื้องมาทางด้านซ้ายบนตัวเครื่องถูกออกแบบให้เป็น “ศูนย์กลาง” ในการควบคุมสั่งงานทั้งหมด ซึ่งเป็นช่องทางแรกที่คุณสามารถใช้ควบคุมสั่งงาน Mu-so 2 ตัวนี้ ซึ่งถ้าได้ลองใช้งานแล้วคุณจะพบว่ามันเจ๋งมาก.! เอาแค่การเปิดเครื่องให้ “ตื่น” ขึ้นมาจากโหมดสแตนด์บายก็น่าทึ่งแล้ว วิธีการง่ายๆ ไม่เหมือนใคร แค่เอาฝ่ามือของคุณไปโบกเหนือปุ่มหมุนอันนี้ (สูงจากปุ่มประมาณ 2-3 นิ้ว) โดยไม่ต้องไปสัมผัสกับปุ่ม จะมีไฟสว่างขึ้นรอบๆ ปุ่มซึ่งเป็นการแสดงให้รู้ว่าเครื่องอยู่ในสถานะพร้อมสำหรับการใช้งานทันที.! อันนี้ล้ำมาก บอกเลย..!!

พร้อมๆ กับไฟข้างปุ่มที่สว่างขึ้นมานั้น บนตัวปุ่มเองก็จะมี “ปุ่มกดสั่งงาน” ที่อยู่ในลักษณะของสัญลักษณ์ปรากฏขึ้นมามากมายตามตัวอย่างในภาพข้างบน ซึ่งปุ่มกดสัญลักษณ์เหล่านี้จะแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ใช้เลือกโซนเอ๊าต์พุตและแหล่งอินพุตจะอยู่แถวล่าง อาทิ Bluetooth, USB และ External Inputs ส่วนบริเวณพื้นที่ตรงกลางๆ จะเป็นกลุ่มของคำสั่งในการควบคุมการเล่นไฟล์เพลงและเลือกอินพุตไร้สาย อย่างเช่น Chromcast, AirPlay และ Spotify ในขณะที่แถวบนสุดที่มีตัวเลข 1- 5 เป็นที่เก็บ presets ของสถานีวิทยุบนอินเตอร์เน็ตกับ Spotify ส่วนการควบคุมระดับความดังของเสียง (วอลลุ่ม) ใช้วิธีหมุนปุ่มไปทางขวา (เพิ่มความดัง) และไปทางซ้าย (ลดความดัง) โดยที่บนตัวปุ่มจะมีเส้นโค้งๆ เป็นแสงสีขาวแสดงให้รู้ถึงระดับความดังที่ปรับไป


รีโมทไร้สายที่ให้มาเป็นทางเลือกอีกทางสำหรับการสั่งงาน Mu-so 2 ระยะไกล ซึ่งมีฟังท์ชั่นให้ใช้เท่ากับการปรับจากปุ่มหมุนบนตัวเครื่อง ตัวรีโมทมีขนาดเล็กกระทัดรัด น้ำหนักเบา พลังงานมาจากแบตเตอรี่ลิเธี่ยม ขนาด 3V แบบเหรียญกลม เบอร์ CR2032

การสั่งงานผ่านแอพลิเคชั่นเป็นทางเลือกที่สามสำหรับการควบคุมสั่งงาน ซึ่งแอพลิเคชั่นที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้ควบคุมสั่งงาน Mu-so 2 ตัวนี้เป็นแอพฯ ฟรีที่มีให้โหลดใช้ทั้งเวอร์ชั่น iOS และ Android ซึ่งเมื่อก่อนนั้นจะเป็นแอพฯ ที่ชื่อว่า ‘Naim’ แต่หลังจาก Naim Audio กับ Focal จับมือพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน แอพฯ ตัวนั้นก็เปลี่ยนมาเป็น ‘Focal&Naim’ ตัวนี้

สองภาพด้านบนเป็นหน้าเปิด (Home) ของแอพฯ โดยที่ภาพซ้ายจะแสดงอุปกรณ์ของ Naim Audio ที่เชื่อมต่ออยู่ในเน็ทเวิร์ควงเดียวกันทั้งหมด ถ้ามีอยู่มากกว่าหนึ่งเครื่อง สมมุติว่าอยู่ในห้องรับแขกกับอยู่ในห้องนอน อุปกรณ์เหล่านั้นจะปรากฏขึ้นมาที่หน้านี้ทั้งหมด คุณต้องการใช้งานเครื่องไหนก็กดลงไปที่เครื่องนั้นได้เลย ซึ่งหลังจากกดเลือกเครื่องที่จะใช้งานแล้ว หน้าจอแอพฯ จะเปลี่ยนไปเป็นภาพทางขวา ซึ่งเป็นภาพหน้าแอพที่รวบรวมคำสั่งทั้ง 3 ส่วนอยู่ในหน้านี้ (ด้านบน = เลือกอินพุต, ตรงกลาง = เลือก presets ของวิทยุบนอินเตอร์เน็ต และด้านล่าง = ฟังท์ชั่นควบคุมการเล่นไฟล์เพลง) ซึ่งเป็นกลุ่มของคำสั่งที่เหมือนกับการสั่งงานผ่านปุ่มกดบนตัวเครื่อง และผ่านรีโมทไร้สายนั่นเอง
นอกจากนั้น บนหน้าแอพฯ ด้านขวา ตรงมุมขวาบนที่เป็นรูปฟันเฟือง (ศรชี้สีฟ้า) ตรงนั้นเป็นทางลัดสำหรับเข้าไป Settings หรือปรับตั้งค่าต่างๆ ของเครื่อง…

เมื่อจิ้มลงไปที่รูปเฟือง หน้าแอพฯ จะเปลี่ยนไปตามภาพข้างบนนี้ แสดงรายชื่อหัวข้อที่มีให้คุณเข้าไปทำการปรับตั้ง (Settings) ทั้งหมด 13 หัวข้อ ซึ่งจะครอบคลุมการสั่งงานทั้งหมดของตัวเครื่อง ส่วนหัวข้อที่ส่งผลกับเสียงจะมีอยู่ 2 หัวข้อหลักๆ นั่นคือ (1) Input Settings กับ (2) Audio Settings

เมื่อเข้าไปที่หัวข้อ ‘Input Settings’ จะพบรายชื่อของอินพุตขึ้นมาให้ปรับตั้งทั้งหมด 13 หัวข้อ ผมทดลองเข้าไปดูที่อินพุต ‘Digital’

พบว่าในนั้นมีหัวข้อให้ปรับตั้งทั้งหมด 5 หัวข้อ ซึ่งในแต่ละอินพุตจะมีหัวข้อให้ปรับตั้งไม่เท่ากัน หลักๆ เลยถ้าต้องการใช้งานอินพุตนี้ก็ต้องเลือกที่หัวข้อ ‘Input Enabled’ ให้เป็นเครื่องหมายบวกในวงกลมสีเขียว, นอกจากนั้่นก็สามารถตั้งชื่ออินพุตได้, ปรับ Lip Sync ให้เสียงตรงกับปากได้ อันนี้มีไว้ให้ใช้กรณีที่คุณดึงเสียงจากทีวี หรือจากอุปกรณ์เล่นภาพและเสียง (อย่างเล่นเครื่องเล่นบลูเรย์ฯ) มาใช้ภาคขยายในตัว Mu-so 2 ช่วยอัพเกรดคุณภาพเสียง
สำหรับเมนู Input Settings นี้ คุณต้องการปรับตั้งอินพุตไหนก็เข้าไปทำการปรับตั้งที่อินพุตนั้นได้เลย..

ที่หัวข้อ Audio Settings มีฟีเจอร์ให้ปรับตั้งค่าอยู่ 3 หัวข้อ คือ (1) Loudness = ช่วยบู๊สต์ความถี่ต่ำตอนเปิดเบาๆ, (2) Room Compensation = เลือกปรับเสียงไปตามลักษณะการจัดวาง 3 รูปแบบ คือ No compensation = วางห่างผนังแต่ละด้านมากกว่า 25 ซ.ม. ขึ้นไป, Near wall = วางชิดผนัง และ Near corner = วางชิดเข้ามุมห้อง ห่างมุมไม่เกิน 45 ซ.ม.
จากการทดลองใช้ฟีเจอร์เหล่านี้ ผมพบว่า การปรับใช้ฟีเจอร์ Loudness จะส่งผลให้เสียงโดยรวมมีลักษณะอิ่มหนาขึ้น เมื่อเลือกไม่ใช้ Loudness เสียงโดยรวมจะบางลง ซึ่งวิธีใช้งานฟีเจอร์นี้ก็ง่ายๆ ไม่ต้องสนใจว่าคุณเปิดเบาหรือเปิดดัง จะวางชิดมุมหรือห่างมุม แนะนำให้ทดลองเลือก “ใช้ vs. ไม่ใช้” ฟีเจอร์นี้ที่ระดับวอลลุ่มที่คุณใช้งานอยู่ จากนั้นฟังดูว่าคุณชอบเสียงแบบไหนมากกว่ากันก็เลือกใช้แบบนั้น.. เท่านั้นเอง! เพราะผู้ผลิตไม่ได้ปรับปริมาณความถี่ต่ำเพิ่มเข้าไปเยอะ ไม่ได้มากถึงขนาดที่ทำให้เสียงกลางเสียหาย ในขณะที่ฟีเจอร์ Room compensation ก็เช่นเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะวางลำโพงชิดหนัง หรือห่างผนัง แนะนำให้ทดลองเลือกทั้ง 3 อ๊อปชั่นแล้วฟังเสียงดู ชอบเสียงที่ได้จากอ๊อปชั่นไหนมากที่สุดก็ให้ใช้อ๊อปชั่นนั้นได้เลย เพราะการเลือกใช้งานที่ไม่ตรงกับลักษณะการจัดวางตามที่กำหนดไว้ในแอพฯ ไม่ได้มีผลเสียอะไรกับตัวเครื่อง ส่วน Maximum Volume เป็นการกำหนดระดับความดังสูงสุดเมื่อคุณหมุนปุ่มวอลลุ่มไปจนสุด ซึ่งฟีเจอร์นี้ก็ทำมาเพื่อป้องกันผู้ใช้เผลอปรับเสียงดังเกินไปนั่นเอง
การเล่นไฟล์เพลงผ่านแอพฯ Focal&Naim

การเล่นไฟล์เพลงผ่าน Mu-so 2 ด้วยโปรแกรมเล่นไฟล์เพลงของแอพฯ Focal&Naim เอง เริ่มต้นได้ง่ายๆ ด้วยการเลือกก่อนเลยว่า คุณต้องการดึง หรือ “สตรีมไฟล์เพลง” จากแหล่งไหนมาเล่น.? โดยดูจากตัวเลือกที่อยู่ในกรอบสีฟ้าในภาพข้างบน ซึ่งมีให้เลือกทั้งหมด 6 แหล่ง ด้วยกัน เริ่มจาก
1. Favorites = เลือกจากลิ้งค์ bookmark ที่คุณเก็บไว้จากผู้ให้บริการบนอินเตอร์เน็ตอย่างเช่น Spotify หรือสถานีวิทยุบน Internet Radio ซึ่งลิ้งค์เหล่านี้คุณต้องเป็นคนสร้างขึ้นมาเองก่อนจะเลือกใช้ได้
2. Servers = อันนี้เป็นการสตรีมไฟล์เพลงที่เก็บอยู่ในหน่วยความจำของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออยู่ในเน็ทเวิร์คเดียวกับ Mu-so 2 อาทิเช่น สตรีมมาจาก NAS, หรือสตรีมมาจากฮาร์ดดิสของคอมพิวเตอร์ เป็นต้น
3. Internet Radio = สตรีมมาจากสถานีวิทยุบนอินเตอร์เน็ต
4. USB = สตรีมไฟล์เพลงจากฮาร์ดดิสพกพาของคุณเองที่เสียบอยู่ที่ช่องอินพุต USB
5. TIDAL = สตรีมมาจากผู้ให้บริการ TIDAL บนอินเตอร์เน็ต (ต้องสมัครขอใช้บริการ)
6. Qobuz = สตรีมมาจากผู้ให้บริการ Qobuz ที่อยู่บนอินเตอร์เน็ต (ในเมืองไทยยังไม่เปิดให้บริการ)

ผมทดลองสตรีมไฟล์เพลงจาก TIDAL มาฟังดูก่อน ซึ่งทำได้ง่ายมากเพราะผมได้ลงทะเบียนเป็นผู้ขอใช้บริการของ TIDAL อยู่แล้ว แค่จิ้มนิ้วลงไปที่โลโก้ TIDAL บนหน้าเปิดของแอพฯ แล้วใส่ User name กับ Password ตอนขอใช้บริการ TIDAL ลงไปก็ใช้ได้แล้ว เมื่อใช้งาน TIDAL ได้ จะสังเกตเห็นโลโก้ของ TIDAL ปรากฏอยู่ที่มุมขวาด้านบนของแอพฯ (ศรชี้สีฟ้า) หลังจากนั้นก็แค่สไลด์เลือกหาอัลบั้ม–เพลงที่ต้องการฟังเท่านั้น

เมื่อเลือกได้แล้ว ตอนปิดฟัง บนหน้าจอของแอพฯ จะโชว์รายละเอียดของเพลงที่เราฟังออกมาตามภาพด้านบน ซึ่งมีทั้งชื่อเพลง, ชื่ออัลบั้ม และชื่อศิลปิน พร้อมทั้งเวลาในการเล่นที่เคลื่อนไปเรื่อยๆ นอกจากนั้นที่หน้านี้คุณยังสามารถปรับความดังของเสียงได้จากสไลด์ที่อยู่ด้านล่างของหน้านี้ ถ้าต้องการกลับไปเลือกฟังจากแหล่งต้นทางอื่นๆ ก็กดไปที่เครื่องหมายกากบาทที่มุมขวาบนของหน้าแอพฯ นี้เพื่อถอยหลังกลับไปหน้าแรกที่ใช้เลือกแหล่งต้นทางที่เก็บไฟล์เพลงเพื่อเลือกฟังจากแหล่งอื่นต่อไป

วิธีที่สองที่ผมทดลองเล่นคือสตรีมไฟล์เพลงจาก NAS ที่ผมเชื่อมต่ออยู่ในเน็คเวิร์ควงเดียวกันกับ Mu-so 2 ซึ่งบน NAS นั้นผมลงโปรแกรมมีเดียเซิร์ฟเวอร์ของ MinimServer เอาไว้ เมื่อกดเลือกไปที่อินพุต Server บนแอพฯ หน้าจอแอพฯ จะโชว์ชื่อ MinimServer ขึ้นมาเพราะ Mu-so 2 รองรับการทำงานร่วมกับ MinimServer นั่นเอง (ถ้าคุณใช้โปรแกรมมีเดียเซิร์ฟเวอร์ตัวอื่นที่ Mu-so 2 ไม่รองรับจะไม่ปรากฏขึ้นมาในหน้าจอของแอพฯ ให้เลือกใช้)

เมื่อเข้าไปใน MinimServer จะพบรูปแบบการจัดเก็บไฟล์เพลงที่แยกไปตามหัวข้อ อาทิเช่น Album, Artist, Date, Genre ฯลฯ เยอะแยะ คุณต้องการให้แอพฯ โชว์เพลงขึ้นมาตามคุณสมบัติข้อไหนก็จิ้มเลือกไปที่โฟลเดอร์นั้นได้เลย โดยปกติแล้วมักจะเลือกให้โชว์ไปตาม ‘Album’ ซึ่งจากภาพข้างบนจะเห็นว่า ใน NAS ของผมมีเพลงอยู่ทั้งหมด 7122 อัลบั้ม..


แอพฯ Focal&Naim มีวิธีโชว์ปกกับรายชื่อของอัลบั้มอยู่ 2 แบบ คือเรียงในแนวตั้งแถวเดียว (A) กับเรียงกระจายเต็มพื้นที่ (B) คุณสามารถเลือกรูปแบบได้ด้วยการจิ้มลงไปที่ตำแหน่งศรชี้ในภาพ A, B และกรณีที่เลือกโชว์แบบกระจายปกไปเต็มพื้นที่ คุณยังสามารถเลือกขนาดของปกที่โชว์ได้ 3 ขนาดด้วยการกดซ้ำๆ ลงไปตรงตำแหน่งศรชี้ภาพ C ที่ภาพ D เป็นขนาดใหญ่สุดที่เลือกได้

เมื่อเลือกอัลบั้มที่จะเล่นขึ้นมา หน้าจอของแอพฯ จะแสดงรายละเอียดของเพลงที่อยู่ในอัลบั้มนั้น และขณะเล่นเพลง ที่ด้านล่างจะมีสไลด์วอลลุ่มไว้ให้ปรับเพิ่ม/ลดระดับความดังด้วย (ศรชี้)

ยังมีอีกวิธีสำหรับการเล่นไฟล์เพลงผ่านแอพฯ Focal&Naim นั่นคือ สตรีมไฟล์เพลงจากฮาร์ดดิสพกพาที่เสียบอยู่ที่อินพุต USB ซึ่งผมทดลองใช้ external HD แบบ SSD ของ Samsung รุ่น T-5 ความจุ 1TB ที่ผมใส่ไฟล์เพลงไว้ในนั้นเสียบเข้าที่อินพุต USB ที่อยู่ด้านข้างของตัว Mu-so 2 (ภาพข้างบน) ปรากฏว่าแอพฯ Focal&Naim มองเห็นและสามารถดึงไฟล์เพลงออกมาเล่นได้ ซึ่งการแสดงรายละเอียดของไฟล์เพลงที่อยู่ในฮาร์ดดิสพกพาก็คล้ายกับการสตรีมไฟล์เพลงจาก NAS นั่นเอง
Roon Ready
Mu-so 2 ผ่านการปรับจูนโดยทีมงาน Roonlabs จนมีคุณสมบัติเป็น Roon Ready จึงสามารถทำงานเป็น endpoint หรือปลายทางของโปรแกรมเล่นไฟล์เพลง Roon ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สำหรับคนที่ใช้ระบบของ Roon เป็นศูนย์กลางในการเล่นไฟล์เพลงอยู่แล้ว เมื่อนำ Mu-so 2 เข้าไปติดตั้งอยู่ในเน็ทเวิร์ควงเดียวกัน แอพฯ ของ Roon จะมองเห็น Mu-so 2 เข้ามาอยู่ในเมนู “Audio” ของแอพฯ Roon โดยอัตโนมัติ คุณสามารถใช้ Mu-so 2 เป็นเอ๊าต์พุตของ Zone ใดๆ ในบ้านได้เลย และสามารถควบคุมระดับความดังผ่านแอพฯ ได้ด้วย (ลูกศรชี้) นั่นก็หมายความว่า ถ้าคุณมี Mu-so 2 มากกว่าหนึ่งตัว หรือว่ามีรุ่นเล็กคือ Mu-so Qb 2 อยู่ด้วยและจัดวางไว้คนละที่ในบ้าน เมื่อต่อเชื่อมลำโพงทั้งสองเข้ากับเน็ทเวิร์คแล้ว แอพฯ ของ Roon จะมองเห็นทั้ง Mu-so 2 และ Mu-so Qb 2 ขึ้นมาพร้อมกัน คุณต้องการให้เพลงที่เล่นบน Roon ไปดังที่ลำโพงตัวไหนก็สามารถกดเลือกผ่านแอพฯ ของ Roon ได้เลย สะดวกมาก.!

เพราะ Mu-so 2 มีคุณสมบัติเป็น Roon Ready นี่เอง เมื่อเล่นไฟล์เพลงด้วย Roon ไปที่ Mu-so 2 จะพบว่าสัญญาณเสียงที่เล่นจาก Roon จะถูก ‘Enhanced’ (ลูกศรสีฟ้า) หรือปรับปรุงคุณภาพให้สูงขึ้นด้วย DSP ของ Naim ในตัว Mu-so 2 ด้วยวงจร ‘Loudness‘ (ศรชี้สีแดง) ก่อนจะไปผ่านเพาเวอร์แอมป์เพื่อขยายเสียงไปที่ลำโพง… นี่คือเคล็ดลับในตัว Mu-so 2 ที่ทำให้เสียงออกมาดี.!
เสียงของ Naim Mu-so 2
เสียงที่ได้ยินจาก Mu-so 2 จะแตกต่างกันไปตามสัญญาณอินพุตที่ป้อนเข้าไปจากแหล่งต่างๆ อย่างเช่น ถ้าสตรีมมาจาก internet radio จะได้แค่ระดับ MP3 กับ AAC เป็นหลัก ซึ่งยังไงก็ได้เสียงออกมาด้อยกว่าการสตรีมผ่าน Network กับสตรีมจากฮาร์ดดิส USB ซึ่งรองรับสัญญาณได้หลากหลายรูปแบบมากกว่า และรองรับรายละเอียดได้สูงกว่ามาก คือรองรับไฟล์ WAV, FLAC, AIFF และ ALAC ได้สูงถึงระดับฟอร์แม็ต DXD คือ 24bit/384kHz และรองรับฟอร์แม็ต DSD ได้ด้วย (สูงถึงระดับ DSD128)
ใครที่เคยรู้จักแบรนด์ Naim Audio มาก่อนจะรู้ว่าแบรนด์นี้เก่งในการปรับจูนเสียงที่มี “ความเป็นดนตรี” สูง ฟังเพลงเพราะ.! ซึ่งคุณลักษณะนั้นได้ถูกส่งผ่านมาถึง Mu-so 2 ตัวนี้ด้วย และยิ่ง Naim Audio ร่วมมือกับ Focal ผู้ผลิตลำโพงชั้นนำ ทำให้สามารถปรับจูนภาคแอมป์ของ Naim Audio ให้แม็ทชิ่งกับลำโพงของ Focal ออกมาได้ลงตัวมากขึ้นไปอีก เสียงที่ออกมาจึงมีความเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ Naim + Focal ที่ชัดเจนมาก.!
จุดอ่อนอย่างหนึ่งของลำโพงแอ๊คทีฟตัวเล็กๆ ราคาถูกๆ ก็คือมักจะให้เสียงออกมาในลักษณะที่บางเบา กระจัดกระจายขาดการควบคุม ไม่มีพลัง เปิดดังไม่ได้ สาเหตุมักจะเป็นเพราะว่าผู้ผลิตลำโพงเหล่านั้นอัดงบไปลงที่ความสะดวกกับดีไซน์ที่ดูเตะตา แต่มาลดต้นทุนทางด้านคุณภาพเสียงลง เพราะว่าอยู่ข้างใน มองไม่เห็น ซึ่งเป็นแนวคิดคนละทางกับ Naim Audio อย่างสิ้นเชิง.!!
ถ้าได้ลองฟังเสียงก่อนพลิกเข้าไปอ่านสเปคฯ คุณจะเข้าใจเลยว่า ทำไม.. Mu-so 2 จึงต้องใช้กำลังขับสูงถึง 450W เมื่อได้ยินเสียงที่มีรายละเอียดครบทุกย่านแผ่กระจายออกจากตัวตู้ไปลอยอยู่ในอากาศ โดยไม่มีอาการปนกันมั่ว คุณก็จะสิ้นสงสัย และเข้าใจว่าเพราะอะไรพวกเขาจึงต้องพัฒนาไดเวอร์ขึ้นมาใช้เอง และต้องร่วมมือกันออกแบบเพื่อให้ไดเวอร์และแอมป์ทำงานสอดรับกันให้ได้มากที่สุด
Mu-so 2 เป็นลำโพง All-in-One แบบ “เดี่ยว” (single unit) ที่ให้เสียงออกมาดีที่สุดตัวหนึ่งในท้องตลาด มันให้โฟกัสของเสียงที่ชัดเจน มีบอดี้ที่คมเข้ม ไม่บาง สามารถอัดได้ดังเพื่อให้ได้อัตราสวิงไดนามิกที่กว้างขวาง มีการเน้นย้ำหัวโน๊ตที่แน่นกระชับและมีการผ่อนคลายหางเสียงที่พลิ้วกังวานเป็นธรรมชาติ และคุณสมบัติที่เด่นมากๆ อีกข้อของ Mu-so 2 ตัวนี้ก็คือ “ไทมิ่ง” ของเสียงที่ให้ออกมาได้สอดคล้องกับจังหวะของเพลงมาก ไม่ว่าจะฟังเพลงช้าหรือเพลงเร็ว จะรับรู้ได้ถึงเท็มโป้ของเพลงที่แม่นยำ ไม่ได้ทำให้รู้สึกว่าเพลงเหล่านั้นถูกเร่งหรือถูกดึงให้ช้าแต่อย่างใด สามารถเคาะจังหวะตามไปได้อย่างเพลิดเพลิน ซึ่งสิ่งนี้นี่แหละคือความหมายของคำว่า “เสียงที่เป็นดนตรี“

และด้วยพลังของแอมป์ที่มากถึง 450W ทำให้การรับชมภาพยนตร์โดยใช้ Mu-so 2 ทำหน้าที่สร้างเสียงประกอบให้จึงได้ผลออกมาน่าพอใจมาก.! มันให้แอมเบี้ยนต์ของเสียงซาวนด์เอ็ฟเฟ็กต์ในหนังที่เป็นความถี่ต่ำๆ ออกมาได้ดีเลย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้ดูหนังแล้วได้อารมณ์ ในขณะที่ลำโพงลักษณะเดียวกันนี้ส่วนใหญ่จะใช้ดูหนังไม่มันส์ เพราะตัวเล็กและมีกำลังขับต่ำจึงให้ย่านต่ำออกมาได้ไม่ดีเท่าและเปิดดังไม่ได้มาก เมื่อดูหนังเสียงจึงออกมาไม่กระหึ่ม ในขณะที่ Mu-so 2 ไม่มีปัญหาเหล่านั้นเลย.. ผมสามารถเปิดได้ดังจนแผ่เต็มพื้นที่ในขณะที่เสียงก็ยังนิ่งสนิท ไม่เจี๊ยวจ๊าวเหมือนลำโพง all-in-one ตัวเล็กๆ ทั่วไป
สรุป
ต้องขอจัด Naim Mu-so 2 ไว้ในกลุ่มของลำโพง all-in-one แบบเดี่ยว (single unit) ที่ให้ผลทางเสียงที่ดีเยี่ยมทั้งฟังเพลงและดูหนังซะแล้ว.. ใครมีห้องรับแขกขนาดระหว่าง 20 – 30 ตรม. ชอบทั้งดูหนังและฟังเพลง ถ้างบถึงและอยากได้เสียงจากการฟังเพลงที่ดีมากๆ และสามารถใช้ดูหนังได้อรรถรสด้วย แนะนำ Naim Audio Mu-so 2 ตัวนี้เลย.. รับรองถูกใจแน่นอน.!!! /
***********************
ราคา : 60,000 บาท / ตัว
***********************
สนใจสั่งซื้อได้ที่ :
CH Home Media Tel. 02-610-9564 / Siam Paragon, Bangkok Thailand 10330
FB :
—–
Life Audio Tel. 084-596-6262 / Si Racha, Chonburi Thailand 20230
FB :
—–
Theater House Tel. 096-639-4932 / Bang Bua Thong, Nonthaburi Thailand 11110
FB :
—–
Prestige HiFi Tel. 063-638-4498 / Crystal Design Center, Bangkapi, Bangkok Thailand 10240
FB :
—–
AV Value Tel. 092-246-8039 / The Mall Bangkapi, Bangkok Thailand 10240
FB :
—–
Gxotic Cinema Tel. 080-987-9999 / Dragon Town, Bangkok Thailand 10330
FB :
—–
Beat Craft Tel. 086-942-4295 / Bang Yai, Nonthaburi Thailand 11140
FB :
—–
Hifi Center Tel. 081-353-2311 / Zeer Rangsit, Pathum Thani Thailand 12130
FB :
—–
Lennshop Tel. 086-770-0680 / Seacon Square, Srinakarin, Bangkok Thailand 10250
FB : https://bit.ly/40uEgQP
—–
At Me Theater Pro Tel. 089-444-1104 / Fortune Town, Ratchadaphisek, Bangkok Thailand 10400
FB : https://bit.ly/3Qwxrto
—–
W61 What’s that sound / Tel. 089 969 5946 / Bang Yai, Nonthaburi Thailand 11140
FB : https://bit.ly/479ilkA
—–
Planet Laser Tel. 02-689-1163 / Tree On 3, Rama 3, Bangkok Thailand 10120
FB : https://bit.ly/3Qu56UB
—–
HD HiFi RAMA IX Tel.064-989-1936 / Rama 9, Bangkok Thailand 10250
FB : https://bit.ly/3SANqtc
—–
Boss Hifi / Tel. 096-879-5595 / Chaleamprakiet Rama 9 Soi 67 Prawet 10250
FB : https://bit.ly/47vAxEZ
—–
Life Style HI FI By Supot MRZ / Tel. 083-862-3518
FB : https://bit.ly/3QRktHT
—–
Khonkaen HiFi Tel. 081-662-3531 / Khonkaen Thailand 40000
FB : https://bit.ly/3uatMtK
—–
ChiangMai Theater / Chiang Mai Thailand 50000
FB : https://bit.ly/3FUtZUE
—–
AP Acoustic Art Tel. 099-916-3959 / Chanthaburi Thailand 22000
FB : https://bit.ly/3swaAWP
—–
Alpha Audio Tel. 086-985-5252 / Phuket Thailand 83110
FB : https://bit.ly/3splgXl
—–
– Power Mall : Siam Paragon, Bangkok Thailand 10330
– Power Mall : The Mall Bangkapi, Bangkok Thailand 10240
– Power Mall : The Mall Ngamwongwan, Nonthaburi Thailand 11000
– Power Mall : The Mall Thapra, Bangkok Thailand 10600
– Power Mall : The Mall Bangkhae, Bangkok Thailand 10160
– Power Mall : The Mall Korat, Nakhon Ratchasima 30000



