รีวิวเครื่องเสียง Nordost รุ่น Super Flatline สายลำโพง

แบรนด์ Nordost เกิดขึ้นมาได้เพราะสายลำโพงรุ่น Flatline นี่แหละ..! เวอร์ชั่นออริจินัลที่ออกมาครั้งแรกเมื่อ ปี 1996 ได้สร้างชื่อให้กับ Nordost เป็นอย่างมาก เพราะเทคนิคที่ Nordost นำมาใช้ในการออกแบบสายลำโพงรุ่น Flatline นี้ถือว่าเป็นหนึ่งในเทคนิคในอุดมคติที่นักออกแบบสายเชื่อมต่อสัญญาณของระบบเสียงในโลกนี้ให้การยอมรับว่ามีผลต่อเสียงในแง่ดีหลายประการ

เทคนิคการนำเอาเส้นตัวนำมาจัดวางเรียงขนานกันไปตลอดทั้งเส้นอย่างเป็นระเบียบอย่างที่ Nordost นำมาใช้ในการออกแบบสายลำโพงหลายๆ รุ่นรวมถึงรุ่น Flatline และ SuperFlatline ได้ส่งผลดีเกิดขึ้น 2 อย่าง อย่างแรกคือมีผลทำให้คุณสมบัติทางด้าน capacitance ของตัวนำที่อยู่ในสายลำโพงลดต่ำลง ส่งผลให้การรับ/ส่งสัญญาณผ่านตัวสายเป็นไปได้เร็วขึ้น สัญญาณเสียงที่วิ่งผ่านสายลำโพงที่ดีไซน์ด้วยเทคนิคนี้ก็จะมีความถูกต้องแม่นยำมากขึ้นโดยเฉพาะทางด้านไทมิ่งของสัญญาณ ส่วนผลดีอย่างที่สองคือ ดีไซน์เทคนิคนี้ช่วยขยายย่านความถี่ตอบสนองให้เปิดกว้างมากขึ้นด้วย

ลักษณะภายนอก

สรีระภายนอกของสายลำโพง SuperFlatline จะดูแตกต่างจากสายลำโพงอื่นๆ อย่างชัดเจน คือมีลักษณะเป็นแผ่นแบนๆ บางๆ แทนที่จะเป็นเส้นกลมๆ เหมือนสายลำโพงส่วนใหญ่ที่เราคุ้นตากัน

SuperFlatline ใช้ตัวนำแบบแกนเดี่ยว (solid core) ที่ทำมาจากทองแดงปลอดอ็อกซิเจน (OFC = Oxygen Free Copper) มีความบริสุทธิ์สูงถึง 6N (99.9999%) รีดเป็นเส้นสี่เหลี่ยมแบนๆ ขนาด 23 AWG โดยที่แต่ละข้างใช้ตัวนำทั้งหมด 16 เส้น แยกเป็น 4 กลุ่มละ 4 เส้น และตัวนำทั้ง 4 เส้นในแต่ละกลุ่มได้ถูกกำหนดระยะห่างระหว่างกันเอาไว้ประมาณ 0.5 .. เท่าๆ กันไปตลอดทั้งเส้น ส่วนระยะห่างระหว่างแต่ละกลุ่มจะอยู่ที่ประมาณ 1.5 .. ตลอดทั้งเส้นเช่นกัน ตัวนำทั้ง 16 เส้นจึงอยู่ในลักษณะที่แผ่ราบไปในแนวเดียวกันทั้งหมด ภายนอกถูกเคลือบหุ้มด้วยฉนวนเทฟล่อนใส FEP (Fluorinated Ethylene Propyleneมองทะลุลงไปถึงเส้นตัวนำได้ นั่นทำให้ตัวสายมีลักษณะเป็นแผ่นแบนๆ เหมือนริบบิ้นที่มีความกว้างประมาณ 3 .. หนาไม่ถึงมิล

สายลำโพงตัวนี้ไม่มีระบบชีลด์ใดๆ เนื่องจากทางผู้ผลิตแบรนด์นี้มีความเชื่อว่า ระบบชีลด์ป้องกันคลื่นรบกวนที่นิยมใช้วัสดุประเภทที่มีคุณสมบัติไม่นำไฟฟ้าไปหุ้มตัวนำเยอะๆ มีผลข้างเคียงในแง่ลบกับเสียง คือทำให้สปีดในการรับ/ส่งสัญญาณของตัวนำถูกหน่วงช้าลง ซึ่งส่งผลต่อเนื่องไปถึงคุณภาพเสียงด้วย ทางผู้ผลิต Nordost จึงไม่ใช้ระบบชีลด์แบบนั้นกับสายลำโพงของพวกเขา แต่หันไปใช้ อากาศทำหน้าที่เป็นฉนวนธรรมชาติแทน (ในรุ่นที่ใหญ่กว่า SuperFlatline ขึ้นไป)

เนื่องจากแต่ละข้างของสายลำโพง SuperFlatline มีเส้นตัวนำมากถึงข้างละ 16 เส้น แยกเป็น 4 กลุ่มๆ ละ 4 เส้น ทำให้สามารถจัดลักษณะของตัวนำออกมาได้ถึง 3 รูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะขั้วต่อของทางฝั่งต้นทาง (อินพุต) และปลายทาง (เอ๊าต์พุต) แบบแรกคือ ซิงเกิ้ลไวร์(shotgun = อินพุต 2 > เอ๊าต์พุต 2), แบบที่สองคือ ไบไวร์” (bi-wire = อินพุต 2 > เอ๊าต์พุต 4) และ ดับเบิ้ลซิงเกิ้ล (bi-amp = อินพุต 4 > เอ๊าต์พุต 4) ซึ่งตัวที่ผมได้รับมาทดสอบครั้งนี้คือเวอร์ชั่นซิงเกิ้ลไวร์ เข้าสองออกสอง ผู้ผลิตเขาเอาเส้นตัวนำสองกลุ่มมาทบกัน ทำให้เส้นที่ต่อเข้ากับขั้ว + กับเส้นที่ต่อเข้ากับขั้ว – ของทั้งด้านแอมป์และด้านลำโพงมีตัวนำทั้งหมดด้านละ 8 เส้น

ถ้าเป็นเวอร์ชั่นไบไวร์ ฝั่งอินพุตที่เป็น 2 ขั้วนั้น เขาก็เอาตัวนำทั้ง 4 กลุ่มมาแยกทบกันเป็น 2 กลุ่มสำหรับขั้ว + กับขั้ว – ส่วนทางฝั่งเอ๊าต์พุตเขาแยกเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มละ 4 เส้น ติดขั้วต่อ + กับขั้วต่อ – อย่างละสองขั้ว

ขั้วต่อ

สายลำโพง SuperFlatline มีรูปแบบขั้วต่อให้เลือก 2 แบบ คือ แบบก้ามปู หรือ หางปลา แล้วแต่จะเรียกแต่ฝรั่งเรียก spade แปลเป็นไทยคือจอบหรือพลั่ว ขั้วต่ออีกแบบคือ บานาน่า ตัวที่ผมได้รับมาทดสอบติดขั้วต่อบานาน่ามาทั้งสองด้าน ซึ่งผมชอบมากเป็นพิเศษ เพราะใช้งานง่าย และขั้วต่อบานาน่าของ Nordost ตัวนี้ไม่เหมือนทั่วไป มันทำมาจากแผ่นโลหะตัวนำบางๆ ที่ตีเป็นทรงกระบอกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.3 .. ยาวประมาณ 2 .. แล้วตัดขวางเป็นคลื่นตลอดทั้งความยาวของตัวขั้วต่อ (ศรชี้ภาพด้านบน) ซึ่งรอยตัดนี้จะทำให้ตัวขั้วต่อสามารถปรับตัวให้หดตัวฟิตไปตามขนาดของรูเสียบได้ ทั้งที่มีขนาดรูใหญ่รูเล็ก มีผลให้หน้าสัมผัสของตัวขั้วต่อบานาน่าของสายลำโพงตัวนี้แนบไปกับหน้าสัมผัสของตัวนำในรูเสียบของขั้วต่อได้อย่างสนิท ถ้ารูเสียบของตัวขั้วต่อที่ลำโพงหรือแอมป์เป็นรูลึก สามารถดันขั้วต่อบานาน่าของสายลำโพงเข้าไปได้จนสุด จะทำให้พื้นที่ของหน้าสัมผัสมีปริมาณมากขึ้น ส่งผลดีต่อการรับ/ส่งสัญญาณเพราะพื้นที่หน้าสัมผัสยิ่งมาก ความต้านทานต่อการไหลของสัญญาณก็จะน้อยลง ซึ่งข้อมูลในเว็บไซต์ของผู้ผลิตอ้างว่า สายลำโพง SuperFlatline ตัวนี้สามารถปล่อยผ่านกระแสได้มากถึง 12.5 แอมป์ / 300 โวลต์ เลยทีเดียว.!

ทดสอบ

เพื่อให้การวิเคราะห์เสียงของสายลำโพง SuperFlatline ครั้งนี้มีความใกล้เคียงกับความจริงให้มากที่สุด ผมจึงทดลองใช้สายลำโพงตัวนี้กับซิสเต็มที่หลากหลาย ไล่ตั้งแต่ all-in-one คืออินติเกรตแอมป์ที่มี DAC ในตัวและมีอินพุต Ethernet จับคู่กับลำโพงวางขาตั้ง ง่ายๆ แค่ 2 ชิ้น ไปจนถึงชุดปรี+เพาเวอร์ฯ ที่ซับซ้อนมากขึ้น

การค้นหาแนวเสียงและสมรรถนะของสายลำโพง SuperFlatline ก็ทำได้ง่ายๆ แค่ถอดสลับฟังเทียบกับสายลำโพงอื่นๆ จำนวน 3 ตัวที่ผมมีอยู่ ได้แก่ Furutech รุ่น FS-301, Atlas Cable รุ่น Equator MK II ซึ่งสองตัวนี้เป็นสายลำโพงราคาประหยัดแบบตัดจากขดแล้วใส่หัวเอง รวมๆ แล้วราคาถูกกว่า SuperFlatline ทั้งคู่ และผมยังได้ลองฟังเทียบกับสายลำโพงของ Nordost แบรนด์เดียวกันแต่เป็นรุ่น TYR 2 ซึ่งมีราคาแพงกว่า SuperFlatline หลายเท่าด้วย

ช่วงหนึ่งของการทดสอบด้วยออลอินวันของ Cambridge Audio รุ่น EVO 150 จับกับลำโพง Taga Harmony รุ่น Platinum B-40 v.3 โดยฟังเทียบระหว่าง SuperFlatline กับสายลำโพงของ Furutech รุ่น FS-301 และ Nordost รุ่น TYR 2

ช่วงท้ายๆ ของการทดสอบ ผมลองย้ายลำโพง Taga Harmony Platinum B-40 v.3 ออกมาเซ็ตอัพเพื่อทดลองฟังในห้องรับแขกโดยจับกับ all-in-one ของ QUAD รุ่น Artera Solus Play ส่วนสัญญาณต้นทางค่อนข้างหลากหลาย คือมีทั้งสตรีมจาก NAS กับ TIDAL และยิงคลื่น Bluetooth จากสมาร์ทโฟนรวมทั้งดึงสัญญาณเสียงจากทีวีเข้าทางอินพุต Optical ของ Artera Solus Play ด้วย

เรื่องน่าปวดหัวของสายออดิโอ เคเบิ้ล

การออกแบบสายลำโพงดูเหมือนง่าย เพราะมีตัวแปรให้ต้องพิจารณาอยู่แค่ 2 อย่าง คือ ตัวนำ (coductor) กับ ชีลด์ (shielded) แต่พอลงรายละเอียดจริงๆ แล้วจะพบว่าการออกแบบสายลำโพงให้ได้ เสียงที่ดีไม่ใช่ง่ายเลย เนื่องจากสายลำโพงเป็นอุปกรณ์ประเภทพาสซีฟที่มีคุณสมบัติต้านทานการเดินทางของกระแสสัญญาณโดยธรรมชาติ คือสัญญาณเสียงที่ป้อนเข้ามาทางอินพุตของสายลำโพงจะถูกทำให้เกิดความสูญเสีย เนื้อเกนของสัญญาณไปบางส่วน ทำให้สัญญาณเสียงส่วนที่ส่งออกไปทาง output จะดรอปลงกว่าส่วนที่ป้อนเข้ามาทาง input ซึ่งในประเด็นนี้ สายลำโพงที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติ 2 ประการคือ 1) ต้องทำให้เกิดการสูญเสียของเกนสัญญาณภายในตัวสายน้อยที่สุด และ 2) ความสูญเสียของสัญญาณที่ตกหล่นไปในตัวสายจะต้อง ไม่ทำให้คุณสมบัติพื้นฐานของสัญญาณเสียงที่ออกไปทางฝั่งเอ๊าต์พุตเกิดความเบี่ยงเบนไปจากอินพุต

พูดง่ายๆ คือ เมื่อสัญญาณเสียงวิ่งผ่านสายลำโพงไป สิ่งที่ยอมรับได้คือ เกนของสัญญาณที่สูญเสียไปในตัวสายอันเนื่องมาจากความต้านทานของตัวนำ (ตอนฟังชดเชยด้วยวอลลุ่มของแอมป์ได้) แต่สิ่งที่สายลำโพงในอุดมคติต้องรักษาไว้ให้ได้ก็คือคุณสมบัติพื้นฐานสองประการของสัญญาณเสียงที่วิ่งผ่านมันไป นั่นคือ แบนด์วิธ” (ช่วงความถี่ของสัญญาณ) กับ ไดนามิก” (ลักษณะการไล่ระดับความดังของเสียง) ที่ต้องคงอยู่ในรูปแบบเหมือนกับตอนที่ป้อนเข้าไปให้มากที่สุด

ในแง่ของ ตัวนำมีประเด็นให้พิจารณา 3 – 4 อย่าง อาทิเช่น ประเภทของวัสดุตัวนำ, ขนาดของเส้นตัวนำ, จำนวนตัวนำที่ใช้ และลักษณะโครงสร้างของเส้นตัวนำ เมื่อมีการใส่ใจในการออกแบบสายลำโพงมากขึ้น ก็ยิ่งค้นพบว่า ทุกประเด็นที่กล่าวมาข้างต้นล้วนส่งผลต่อเสียง มากบ้างน้อยบ้าง ส่วนเรื่อง ชีลด์นั้นเป็นความจำเป็นพื้นฐานในการออกแบบสายตัวนำสัญญาณไฟฟ้าอยู่แล้ว เพราะไม่มีชีลด์ไม่ได้ ถ้าปล่อยสายเปลือยก็จะเกิดการช็อตเสียหายได้ แต่พอมาถึงการออกแบบสายลำโพง มีการค้นพบว่า การชีลด์สายลำโพงไม่ใช่แค่ป้องกันเส้นตัวนำแตะช็อตกันเท่านั้น แต่การชีลด์ยังมีผลป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก อย่างเช่น คลื่นวิทยุ (Radio Frequency Interferent = RFI) และ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electro Magnetic Interferent = EMI) ไม่ให้เล็ดลอดเข้าไปปนเปื้อนกับสัญญาณเสียงที่วิ่งไปบนตัวนำในสายลำโพงด้วย

Nordost เป็นแบรนด์ผู้ผลิตสายออดิโอ เคเบิ้ลที่ให้ความสำคัญกับ ตัวนำมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะในแง่ของความบริสุทธิ์ของเส้นตัวนำ เพื่อให้นำสัญญาณได้ดี และในแง่ของการจัดโครงสร้างของเส้นตัวนำเพื่อรักษาคุณสมบัติทางด้าน speed ในการรับ/ส่งสัญญาณเสียงให้เร็วที่สุด ด้วยเหตุผลที่พวกเขาเชื่อว่า ยิ่งทำให้สัญญาณเสียงใช้เวลาอยู่ในตัวสายน้อยเท่าไหร่ สัญญาณเสียงที่ทะลุผ่านตัวสายออกไปทางเอ๊าต์พุตก็จะยิ่งคงความบริสุทธิ์ได้มากขึ้น นั่นคือที่มาของการนำเอาเส้นตัวนำมาจัดเรียงหนึ่งเพราะเป็นโครงสร้างที่ทำให้เกิดคุณสมบัติทางด้าน capacitance ต่ำ

อธิบายง่ายๆ “capacitanceคือคุณสมบัติในการดูดเก็บประจุไฟฟ้าของโลหะตัวนำ ซึ่งจะเกิดขึ้นขณะที่มีกระแสสัญญาณไฟฟ้าวิ่งผ่านตัวนำไป ซึ่งโลหะตัวนำแต่ละประเภทจะมีคุณสมบัติของความเป็นคาปาซิแตนซ์อยู่ในตัว มากน้อยต่างกัน และขณะที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านเส้นตัวนำ มันจะทำให้เกิดสนามแม่เหล็กขึ้นมารอบๆ เส้นตัวนำ และเนื่องจากธรรมชาติของสัญญาณเสียงเพลงที่มีลักษณะสวิงขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา ส่งผลให้ความเข้มของสนามแม่เหล็กถูกทำให้เปลี่ยนแปลงไปมาได้ตามปริมาณกระแสอิเล็กตรอน (ไฟฟ้า = สัญญาณ) ที่วิ่งผ่านเส้นตัวนำไป และเมื่อสนามแม่เหล็กมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลามันจึงผลเหนี่ยวนำให้เกิดแรงต้านการไหลของสัญญาณในตัวนำขึ้นมา เรียกว่าสัญญาณ Back EMF เป็นโวลเตจที่ไหลย้อนกลับไปทางอินพุต ต้านสวนกับสัญญาณเสียงที่ไหลมา นั่นเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดการสูญเสียเกนของสัญญาณไปในตัวสายนั่นเอง

ทาง Nordost อ้างว่า การออกแบบโครงสร้างตัวนำแบบที่เขานำมาใช้ในการออกแบบสายลำโพง SuperFlatline ตัวนี้มีผลทำให้ความเป็น capacitance และ inductance เกิดขึ้นน้อยกว่าการจัดโครงสร้างของเส้นตัวนำออกมาในลักษณะอื่นๆ ดังนั้น เมื่อเส้นตัวนำมีความเหนี่ยวนำ (inductance) ต่ำ และมีคุณสมบัติในการดักเก็บประจุ (capacitance) ต่ำ มันจึงส่งผ่านสัญญาณเสียงไปที่ปลายทางได้มากขึ้นและเร็วขึ้น ซึ่งทาง Nordost เชื่อว่านั่นทำให้ได้เสียงที่ดี เนื่องจากสัญญาณใช้เวลาอยู่ในสายลำโพงน้อยก็จะได้ความบริสุทธ์สูงและได้เกนสัยญาณที่สูงนั่นเอง

เสียงของสายลำโพง Nordost รุ่น SuperFlatline

ผมนิยมวิธี ฟังก่อน แล้วค่อยไปค้นหาสาเหตุทีหลังหลังจากทดลองฟังอย่างต่อเนื่องมานานเกือบสามอาทิตย์ (จริงๆ แล้วมีแอบไปลองฟังกับชุดใหญ่ตอนทดสอบลำโพง *Wilson Benesch รุ่น Precision P 1.0 ด้วย *รีวิวของลำโพงคู่นี้จะตามมาในไม่ช้า) ผมคิดว่าพอจะแกะเกลาเอาบุคลิกเสียงของ SuperFlatline ออกมาจนเห็นภาพได้ชัดเจนระดับหนึ่งแล้ว

ในการออกแบบอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีราคาไม่สูง ย่อมมีข้อจำกัดหลายอย่าง ทำให้ผู้ออกแบบต้องตัดสินใจเลือกที่จะปรับจูนเสียงของอุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นนั้นออกมา ทางใดทางหนึ่งจะเอาดีทุกทางก็ไม่ได้เพราะติดที่ข้อจำกัดทางต้นทุน นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เสียงของสายลำโพงราคาไม่สูงมีความแตกต่างกันมากในแต่ละยี่ห้อแต่ละรุ่น ขึ้นอยู่กับว่าคนออกแบบสายลำโพงรุ่นนั้นๆ จะเลือกไปทางไหน บางยี่ห้อพยายามรักษาความโปร่งใสของเสียงเอาไว้ โดยต้องยอมแลกกับความอิ่มข้นของมวลเนื้อเสียงลงไปบางส่วน และในทางตรงข้าม บางยี่ห้อก็พยายามปรับจูนให้ได้เสียงที่อิ่มหนา โดยยอมแลกกับความพลิ้วกังวานของหางเสียงและความโปร่งใสของพื้นเสียงลงไปบางส่วน ในขณะที่บางรุ่นบางยี่ห้อก็พยายามผสมผสานเล่นแร่แปรธาตุหาค่าเฉลี่ยของคุณสมบัติเหล่านี้ในรูปแบบที่ตัวคนออกแบบพอใจ วนๆ กันไปแบบนี้ ไม่มีใครดีกว่าใครแบบฉีกออกไปมาก

วิธีการที่ Nordost นำมาใช้ในการออกแบบสายลำโพง SuperFlatline ของพวกเขาก็มาจากความต้องการที่จะรักษาคุณสมบัติทางด้าน timing ของสัญญาณเสียงเอาไว้ให้มากที่สุด พวกเขาจึงหลีกเลี่ยงปัจจัยที่มีผลในการหน่วงกักสัญญาณออกไปจากสายลำโพง SuperFlatline ให้มากที่สุด นี่คือเหตุผลที่สายลำโพง SuperFlatline และสายลำโพงรุ่นอื่นๆ ของ Nordost จะไม่มีการพอกฉนวนแบบพาสซีฟลงไปบนตัวสายเหมือนแบรนด์อื่นๆ เพราะพวกเขาพบว่า ฉนวนต่างๆ ที่พอกอยู่บนตัวสายมีผลในการกักดึงสัญญาณเสียงด้วย

พื้นฐานการออกแบบที่ Nordost นำมาใช้ในการออกแบบ SuperFlatline ตัวนี้ส่งผลต่อลักษณะเสียงค่อนข้างชัดเจน อย่างแรกที่รู้สึกได้ก่อนคือ ความเข้มข้นของมวลเสียงซึ่งผมพบว่า สายลำโพง SuperFlatline ของ Nordost ตัวนี้ให้มวลเสียงที่มีความเข้มข้นสูง ที่รู้สึกได้ชัดที่สุดก็คือตั้งแต่ความถี่ย่านกลาง (mid band) ลงไปจนถึงทุ้ม (bass band) ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมจะพบเสมอว่า สายลำโพงราคาไม่สูงมักจะให้เสียงที่มีมวลเนื้อบางเบา ไม่ค่อยมีน้ำหนักเสียง ซึ่งจุดนี้คือความแตกต่างที่ชัดเจนมากสำหรับสายลำโพงของ Nordost ตัวนี้.!

อัลบั้ม : ดนตรีนอกเวลา – Unpluged (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : รวมศิลปิน
สังกัด : RS Promotion / Solar House

อัลบั้ม : น้ำตาชายเหนือ (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : คัมภีร์ แสงทอง
สังกัด : มนต์ เมืองเหนือ ตรากระต่ายคู่

การบันทึกเสียงของเพลงไทยสองอัลบั้มนี้ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มีคุณสมบัติพื้นฐานที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานคือให้โฟกัสของเสียงที่คมชัด ไม่มัว ไม่เบลอ แต่ส่วนที่อ่อนไหวของสองอัลบั้มนี้อยู่ที่ เนื้อมวลของเสียงที่จะออกมาบางได้ง่ายถ้านำไปเล่นบนซิสเต็มที่มีโทนเสียงออกไปทางบางเป็นทุนเดิม และมักจะแสดงข้อด้อยออกมาได้ชัดมากเมื่อใช้กับสายลำโพงราคาถูกๆ ที่ออกแบบไม่ดี เมื่อผมทดลองเปลี่ยนสายลำโพง SuperFlatline ลงไปในซิสเต็มโดยใช้เพลงในสองอัลบั้มนี้เป็นตัววัดผล ผมพบว่า สายลำโพง SuperFlatline ตัวนี้ให้เสียงร้องและเสียงดนตรีในสองอัลบั้มนี้ออกไปในลักษณะที่มีเนื้อมวล ไม่ผอมบาง ทำให้ฟังแล้วรู้สึกถึง น้ำหนักเสียงที่ลอยตัวนิ่งตรึง ไม่ฟุ้งเป็นวิญญาณอยู่ในอากาศ

SuperFlatline ชุดนี้ให้เสียงร้องของนักร้องทั้งชายและหญิงในสองอัลบั้มนี้ออกมามีเนื้อนุ่มน่าฟัง แสดงว่ามันให้เสียงในย่านกลางที่มีความหนาแน่นสูง และอาการที่ว่านี้ยังไล่ลงไปถึงทุ้มตอนกลางๆ (mid-bass) ด้วย สังเกตจากเสียงกลองในเพลง ยอมที่ร้องโดย ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง ในอัลบั้ม ดนตรีนอกเวลา – Unpluged ที่ให้เสียงกระเดื่องทิ้งตัวลงต่ำออกมาได้ ซึ่งสายลำโพงราคาถูกๆ มักจะลงไปไม่ถึงเสียงทุ้มระดับนี้ ถ้าให้วิเคราะห์แบบเดาๆ ผมว่านี่อาจจะเป็นคุณสมบัติของเกนสัญญาณที่สายลำโพง Nordost ชุดนี้ให้ออกมา ด้วยคุณสมบัติของสายลำโพงตัวนี้ที่ไม่กักสัญญาณไว้ในตัวมัน ทำให้เกนของสัญญาณไม่ตกไปมาก เมื่อเกนสัญญาณสูง จึงได้เสียงที่มีความหนาแน่นสูงตามไปด้วย รายละเอียดไม่ตก

อัลบั้ม : The Greatest Basso Vol.1 (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Zhao Peng
สังกัด : Tuya Records

แต่มีข้อสังเกตบางอย่างที่ผมได้ยินจากสายลำโพงชุดนี้ คือผมรู้สึกว่าดุลเสียงของสายตัวนี้มันจะเด่นไปทางกลางลงต่ำ (mid-to-low) มากกว่าที่จะขึ้นไปทางสูง ผลทางเสียงที่ผมได้ยินคือเสียงแหลมของสายลำโพงตัวนี้มันมีลักษณะที่เก็บปลายเสียงค่อนข้างเร็ว ซึ่งเป็นโทนเสียงที่เรียกว่าติด dark นิดๆ

ถ้าเคยฟังมาก่อน คุณคงรู้ว่าโทนเสียงโดยรวมของอัลบั้มนี้จะเด่นไปทางกลางแหลมมากหน่อย โดยเฉพาะเสียงแหลมของอัลบั้มนี้มันจะมีความอ่อนไหวมากเป็นพิเศษ ถ้าแม็ทชิ่งไม่ดีหรือใช้สายลำโพงที่มีบุคลิกเน้นแหลมมากๆ เสียงแหลมของอัลบั้มนี้มีโอกาสที่จะออกมาจี๊ดจ๊าดมากเกินไปได้ง่ายๆ แต่ถ้าแม็ทชิ่งได้ลงตัว คุณจะได้ยินเสียงแหลมที่มีรายละเอียดระยิบระยับจากอัลบั้มนี้ได้เหมือนกัน ซึ่งประสบการณ์ผมเคยพบเจอมา ถ้าเป็นสายลำโพงที่เน้นแหลมมากไป หรือตอบสนองเฟสในย่านเสียงแหลมที่ไม่แม่นยำ เสียงแหลมของอัลบั้มนี้จะสะบัดแยงหูน่ารำคาญมากเมื่อเปิดดังๆ

สายลำโพง SuperFlatline ตัวนี้จัดการกับเสียงแหลมของอัลบั้มนี้ได้อยู่หมัด แทบจะไม่พบอาการสะบัดของปลายเสียงแหลมออกมาให้ได้ยิน ฟังตอนแรกๆ เหมือนกับเสียงแหลมจะออกมา น้อยกว่าที่เคยฟังกับสายลำโพงตัวอื่น แต่พอปล่อยให้เพลงดำเนินต่อเนื่องไปสักพัก จึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วน่าจะเป็นเสียงทุ้มกลางแหลมของสายลำโพงตัวนี้มันมีสปีดที่ทันกัน พุ่งผ่านลำโพงออกมาเร็วพอกันโดยไม่มีอาการอั้นหรือหน่วงที่ความถี่สูงหรือทุ้ม ประสาทหูของผมจึงไม่ถูกกระตุ้นซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องที่ความถี่ย่านใดเป็นพิเศษ ผมจึงไม่มีอาการล้าหูกับความถี่สูงของอัลบั้มนี้ ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติที่ดีของสายลำโพงตัวนี้ หลังจากนั้น เมื่อผมทดลองเลือกอัลบั้มที่เคยพบว่ามีปัญหาที่ความถี่สูง อย่างเช่น เสียงแหลมบางๆ ก็พบว่าอาการเหล่านั้นลดน้อยลงมากเพื่อฟังผ่านสายลำโพง SuperFlatline ตัวนี้

สรุป

ผมเคยฟังและใช้งานสายลำโพง Nordost รุ่น Flatline เวอร์ชั่นแรกมาก่อน จำได้เลยว่า ตอนนั้นผมชอบเสียงกลางของสายลำโพงตัวนี้มาก เมื่อเทียบกับสายลำโพงที่มีราคาไม่สูงด้วยกัน เสียงกลางของ Flatline จะออกมาลักษณะที่มีเนื้อมีมวล เปิดและลอยใส ไม่ขุ่นและด้านเหมือนสายลำโพงตัวอื่นๆ ในราคาใกล้ๆ กันที่พยายามจูนให้เสียงกลางมีเนื้อซึ่งมักจะติดอาการขุ่นหนาแบบทึบๆ มาด้วย

Nordost SuperFlatline ตัวนี้จึงเป็นการย้อนอดีตกลับมาของสายลำโพงที่น่าสนใจมากที่สุดตัวหนึ่งในระดับราคาที่ใครๆ ก็รับได้.! /

********************
ราคา : 15,000 / คู่ (ที่ความยาวข้างละ 2 เมตร)
********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
. Deco2000
โทร. 089-870-8987
facebook: @DECO2000Thailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า