รีวิวเครื่องเสียง Fuse Audio รุ่น CAT6 Ethernet Cable สายแลนสำหรับระบบเน็ทเวิร์ค ออดิโอ สตรีมมิ่ง

ถ้าไม่เอาระบบเน็ทเวิร์คเข้ามาใช้กับวงการเครื่องเสียง ผมก็คงจะไม่ได้มีโอกาสมานั่งทดสอบสาย LAN หรือสาย Ethernet แบบนี้.! ซึ่งต้องยอมรับว่า ถ้ายึดเอาตามทฤษฎีของการรับส่ง ข้อมูลผ่านระบบเน็ทเวิร์คที่วงการไอทีใช้งานเป็นมาตรฐานกันอยู่ เราก็แทบจะไม่ต้องทำการทดสอบด้วยการฟังเสียง เพราะตามหลักการแล้ว การรับส่ง ข้อมูลผ่านทางระบบเน็ทเวิร์คจะมีเทคนิคการตรวจเช็คความถูกต้องของข้อมูลทางฝั่งรับ (receiver) เทียบกับฝั่งส่ง (sender) ด้วย ถ้าข้อมูลทางฝั่งรับมีความผิดเพี้ยนไปจากข้อมูลที่ต้นทางส่งมา ระบบก็จะทำการปรับให้มีการส่งข้อมูลใหม่

แม้ว่าเทคนิคการรับส่งข้อมูลผ่านเน็ทเวิร์คจะมีทั้งแบบ synchronous และ asynchronous ซึ่งเป็นรูปแบบที่มีรายละเอียดทางเทคนิคที่ต่างกัน แต่ด้วยคุณสมบัติของระบบตรวจเช็คข้อมูลที่ว่าข้างต้น ทำให้เชื่อถือกันว่า ข้อมูลที่รับส่งกันผ่านทางเน็ทเวิร์คจะมีความถูกต้องตรงกันเสมอระหว่าง ฝั่งส่งและ ฝั่งรับทว่า… จากประสบการณ์ในวงการเครื่องเสียงที่ผ่านมา เรามักจะพบว่า ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใด เมื่อถูกนำมาใช้ในวงการเครื่องเสียงแล้ว สิ่งนั้นก็มักจะแสดงผลลัพธ์ทางเสียงที่ ขัดแย้งกับทฤษฎีพื้นฐานของสิ่งนั้นออกมาให้เห็นอยู่บ่อยๆ..!!!

สาย LAN (Ethernet Cable) vs. WiFi ไร้สาย

แม้ว่าการรับส่งข้อมูลเสียงทางระบบไร้สาย (Wireless connection = Bluetooth และ WiFi) จะให้ความสะดวกสูงกว่าและกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ด้วยสมรรถนะของการรับส่งสัญญาณเสียงในปัจจุบันนี้ ก็ต้องยอมรับว่า การรับส่งข้อมูลเสียงผ่านทางระบบเน็ทเวิร์คด้วยสาย (Wire connection) ยังให้สมรรถนะในการรับส่งข้อมูลสูงกว่าแบบไร้สาย เนื่องจากการรับส่งข้อมูลแบบใช้สายสามารถรับส่งข้อมูลเสียงที่มีสเปคฯ สูงกว่าและมีเสถียรภาพในการรับส่งที่สูงกว่า ซึ่งส่งผลสุดท้ายถึง คุณภาพเสียงที่ดีกว่านั่นเอง

สาย Ethernet CAT6 ของ Fuse Audio

สาย LAN ของ Fuse Audio ตัวนี้ออกแบบรูปร่างหน้าตามาได้สวยมาก สามารถ ฉีกหนีภาพลักษณ์ความเป็นสายดาต้าที่ใช้ในงานไอทีออกไปได้อย่างหมดจดจริงๆ ทั้งวัสดุฉนวนสีดำๆ ขุยๆ ที่ใช้หุ้มห่อตัวนำและขั้วต่อ RJ45 ที่ใช้ทั้งสองข้างช่วยเสริมส่งรูปลักษณ์ของสาย LAN เส้นนี้ให้ดูไฮโซ สวยกว่าสาย LAN ธรรมดา เหมาะสมสำหรับใช้งานในชุดเครื่องเสียงไฮเอ็นด์จริงๆ

สาย LAN ตัวนี้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.7 .. ส่วนความยาวนั้นผู้ผลิตแจ้งว่ามีอยู่ทั้งหมด 4 ขนาด ให้เลือกคือ 1 เมตร (ราคา 9,900 บาท), 2 เมตร (ราคา 12,500 บาท), 3 เมตร (ราคา 14,500 บาท) และ 4 เมตร (ราคา 17,500 บาท) ตัวที่ผมได้รับมาทดสอบเป็นตัวที่ยาว 2 เมตร เมื่อเข้าไปพิจารณาใกล้ๆ จะเห็นว่าเปลือกนอกของสาย LAN ตัวนี้มีสีลักษณะที่แปลกไปจากสาย LAN ธรรมดาทั่วไป คือเปลือกในของตัวสายมีสีแดง และมีวัสดุที่เป็นตาข่ายสีดำๆ ที่มีลักษณะเป็นขุยๆ หุ้มอยู่ด้านนอกนั้นเป็นชีลด์พิเศษที่ชื่อว่า Flexo Noise Reduction ของยี่ห้อ Techflex จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้ผลิตแจ้งว่า เปลือกนอก Flexo ตัวนี้ช่วยลดสัญญาณรบกวนที่เกิดจากการครูดข่วนบนผิวนอกของตัวสายและลดเสียงรบกวนที่เกิดจากแรงสั่นสะเทือนเบาๆ บนตัวสาย

ตัวนำด้านในเป็นเส้นทองแดงแบบแกนเดี่ยวที่มีความบริสุทธิ์ ขนาด 23 AWG จำนวน 8 เส้น ที่จัดโครงสร้างเป็นแบบ twisted pair โดยมีฉนวนเทฟล่อนที่ทำเป็นกากะบาทเพื่อแยกตัวนำทั้งหมดไม่ให้แตะถึงกันและช่วยล็อคโครงสร้างของเส้นตัวนำให้คงที่ตลอดทั้งเส้นเพื่อการนำสัญญาณที่มีความเสถียรตลอดเวลา

นอกจากนั้น บนตัวสายผมพบว่ามีวัสดุทรงกระบอกสีพิ้งค์โกลชิ้นหนึ่งหุ้มอยู่บนตัวสาย ขนาดใหญ่พอสมควร ซึ่งปลอกตัวนี้ไม่ได้ติดตายตัวอยู่บนตัวสาย สามารถรูดให้เลื่อนไปบนตัวสายได้ตลอดทั้งเส้น จากข้อมูลของคุณฟิวส์ คนออกแบบและผลิตสายตัวนี้แจ้งว่า เจ้าปลอกพิ้งค์โกลตัวนี้ทำมาจาก โลหะอะลูมิเนียมอัลลอยด์ (7075 Aluminium Alloy) คืออะลูมิเนียมี่มีส่วนผสมของสังกะสีที่เพิ่มความแกร่ง ทนทานต่อการเป็นสนิท เหตุผลที่เอาอะลูมิเนียมตัวนี้มาทำเป็นท่อหุ้มบนตัวสายก็เพื่อให้ผู้ใช้สามารถปรับจูนเสียงของสายตัวนี้นั่นเอง คือผู้ออกแบบได้ค้นพบจากการทดลองด้วยตัวเองว่า ปลอกอะลูมิเนียมตัวนี้มีผลเหนี่ยวนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเสียงในย่านแหลม จึงติดตั้งมาไว้ให้ผู้ใช้ทดลองปรับจูนเสียงกับซิสเต็มของตัวเอง ถือเป็นฟังท์ชั่นพิเศษของสาย LAN ตัวนี้

มันเวิร์คตามนั้นมั้ย.? ผมเองก็สงสัย และได้ทดลองรูดไปตามความยาวของสายแล้วลองฟังดู ครั้งแรกก็รูดไปอยู่ที่ระยะที่ห่างจากขั้วต่อด้านที่ติดอยู่กับท้ายเครื่องเสียงออกมาประมาณ ¼ ของความยาวของตัวสายคือประมาณ 50 .. หลังจากลองฟังแล้วก็ได้ขยับระยะออกไปเป็น 1 เมตร, 1.5 เมตร ตามลำดับ ผมพบว่า ยิ่งขยับเจ้ากระบอกอะลูมิเนียมตัวนี้เข้าใกล้ขั้วต่อด้านที่อยู่ฝั่งเครื่องเสียง เสียงแหลมจะมีความเข้มข้นสูง เอาจริงเอาจัง เมื่อรูดกระบอกอะลูมิเนียมห่างจากขั้วต่อด้านหลังเครื่องออกไปมากขึ้น เสียงแหลมก็จะมีลักษณะที่ผ่อนคลายมากขึ้น แต่มีข้อสังเกตที่ผมพบจากการทดลองฟังอยู่อย่างหนึ่ง คือผมพบว่า ผลลัพธ์ที่เกิดกับเสียงจากการทดลองรูดกระบอกอะลูมิเนียมตัวนี้มันไม่ได้เยอะมาก ไม่แปลกถ้าในบางซิสเต็มอาจจะไม่พบความแตกต่างจากการใช้งาน เนื่องจากผมพบว่า สาย LAN ตัวนี้มีพฤติกรรมในการแม็ทชิ่งกับซิสเต็มแบบเดียวกับสายเชื่อมต่อสัญญาณประเภทอื่นๆ เหมือนกัน ซึ่งในขณะที่สาย LAN ตัวนี้ยังแม็ทกับซิสเต็มไม่ลงตัว การรูดกระบอกอะลูมิเนียมตัวนี้ก็จะไม่ส่งผลให้ได้ยินชัดนัก คือผลจากอาการมีสแม็ทของซิสเต็มมันจะไปกลบผลของกระบอกอะลูฯ ตัวนี้นั่นเอง ดังนั้น แนะนำให้ทดลองแม็ทชิ่งสาย LAN ตัวนี้ให้ลงตัวกับซิสเต็มซะก่อนจึงค่อยทดลองรูดกระบอกอะลูมิเนียมตัวนี้เพื่อไฟน์จูนเสียงอีกที

แปลกใหม่หรือไม่.? โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ได้รู้สึกว่าเป็นดีไซน์ที่แปลกใหม่ เพราะในอดีตผมเคยเห็นการออกแบบสายสัญญาณละสายไฟเอซีของยี่ห้อ Cardas Audio ที่ใช้วงแหวนแม่เหล็กที่เรียกว่า เฟอร์ไร้ท์มาหุ้มอยู่รอบๆ สายสัญญาณหรือสายไฟเอซีมาแล้ว ด้วยจุดประสงค์คล้ายๆ กัน แต่ก็ไม่ได้เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมาก สังเกตได้ว่ามีผู้ออกแบบสายนำเทคนิคนี้ไปใช้ไม่กี่เจ้า อาจจะเป็นเพราะผลลัพธ์ของเสียงไม่ได้หวือหวามากเท่ากับการออกแบบในส่วนประกอบอื่นๆ ก็เป็นได้

ขั้วต่อ RJ45 ที่ใช้ในสาย LAN ตัวนี้ดูดีมาก.! เป็นขั้วต่อแบบ 8P8C connectors ของยี่ห้อ Telegartner ผลิตจากประเทศเยอรมนี ในภาพด้านบนเมื่อเปรียบเทียบกับขั้วต่อของสาย LAN ธรรมดาๆ จะเห็นว่าทั้งขนาด, วัสดุ และรูปทรงของมันมีความแตกต่างกันชัดเจนมาก บอดี้ของตัวขั้วต่อทำด้วยโลหะ การประกอบก็แน่นหนาแข็งแรงมากเป็นพิเศษ

ทดสอบ

เมื่อหลักการรับส่งข้อมูลเป็นที่ยอมรับกันแล้วว่า การรับส่งข้อมูลเสียงผ่านทางระบบเน็ทเวิร์คที่เชื่อมต่อกันแบบใช้สายให้ทั้งประสิทธิภาพและคุณภาพเสียงดีกว่าแบบไร้สาย คำถามต่อไปจึงมาที่ สาย LAN หรือสาย Ethernet ที่ใช้เชื่อมต่อในระบบเน็ทเวิร์คที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลเสียงว่า มีผลกระทบกับคุณภาพเสียงหรือไม่.? หรือว่ามันแค่ทำหน้าที่ส่งผ่านสัญญาณเสียงโดยไม่เข้าไปเปลี่ยนเสียง.?

ลักษณะคำตอบของคำถามนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าคนตอบเป็นใคร ด้วยเหตุผลที่เกริ่นมาตอนต้น ถ้าคนตอบเป็นผู้ที่อยู่ในแวดวงไอทีก็คงสรุปว่าสาย LAN ไม่มีผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเสียง เพราะสาย LAN ไม่มีผลทำให้เกิดการแตกต่างของข้อมูลเสียงระหว่างฝั่งส่ง vs. ฝั่งรับ โดยยึดตามทฤษฎีที่ใช้อธิบายเรื่องนี้รวมถึงการทดสอบด้วยการวัดความตรงกันของข้อมูลทั่งสองฝั่งเปรียบเทียบกัน แต่ถ้าถามผม.. ผมก็ต้องใช้วิธีเอาสาย LAN เหล่านั้นมาทดลองฟังเทียบกัน เพราะคำถามของโจทย์นี้คือ มีผลกับ เสียงหรือไม่.? เมื่อถามถึง เสียงก็ต้องทดสอบด้วยการทดลองฟังด้วยหูซิ..!

ก่อนอื่น ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า เสียงที่เราจะได้ยินจากการทดสอบสาย LAN กับชุดเครื่องเสียงเป็น เสียงของซิสเต็มทั้งเซ็ต ซึ่งต่างจากผลที่ได้จากการตรวจสอบข้อมูลที่ผ่านอินพุตมาถึงฝั่งเอ๊าต์พุตของสาย LAN เส้นนั้น ซึ่งปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเสมอในวงการเครื่องเสียง ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงทุกชิ้น ตั้งแต่ แหล่งต้นทางสัญญาณ > แอมป์ > ลำโพง ต่างก็ทำการตรวจวัดอินพุต เอ๊าต์พุตของอุปกรณ์ที่ตัวเองออกแบบและผลิตขึ้นมา เพื่อดูว่าสัญญาณเสียงที่รับส่งผ่านอุปกรณ์เครื่องเสียงของตนมีสเปคฯ ตรงตามมาตรฐานที่ตัวเองออกแบบไว้หรือไม่ ซึ่งทุกเจ้าต่างก็เคลมผลลัพธ์ออกมาเป็น specification กำกับไว้ในกล่อง แต่หลังจากนำอุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นนั้นมาทำการเซ็ตอัพร่วมกับอุปกรณ์เครื่องเสียงอื่นๆ ในการทดลองฟังเสียง ก็มักจะพบว่า สเปคฯ ที่ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้นเคลมไว้นั้นแทบจะหาความเกี่ยวพันกับเสียงที่ออกมาไม่ได้เลย กลายเป็นเรื่องปกติที่จะพบว่า เครื่องเสียงประเภทเดียวกัน มีสเปคฯ แทบจะเหมือนกันทุกอย่างแต่ให้เสียงออกมาต่างกัน ต้องทำการสลับกับอุปกรณ์ตัวอื่นๆ ไปๆ มาๆ อยู่หลายตลบถึงจะพบว่าใน เสียงของซิสเต็มนั้นมีบุคลิกเสียงของอุปกรณ์ชิ้นที่กำลังทดสอบหลอมรวมอยู่ในนั้น

นั่นทำให้เราสรุปได้ว่า เมื่อมาอยู่ในซิสเต็มเครื่องเสียง สาย LAN ก็คืออุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นหนึ่งในซิสเต็ม มันมีเสียงของมันแน่ๆ แต่เมื่อรวมกับเสียงของอุปกรณ์ตัวอื่นๆ ในซิสเต็มแล้ว เสียงของมันก็จะลางเลือนไปผสมรวมอยู่กับเสียงของอุปกรณ์ตัวอื่นๆ การที่จะตรวจสอบว่า สาย LAN เส้นนั้นมี เสียงของมันจริงหรือไม่ ถ้ามี.. เสียงของมันเป็นอย่างไร.? วิธีทดสอบคือต้องคงที่อุปกรณ์อื่นๆ ในซิสเต็มไว้ แล้วหาสาย LAN เส้นอื่นๆ มาสลับฟังเทียบกับสาย LAN เส้นนั้นจนกว่าจะค้นพบตัวตนของสาย LAN ที่กำลังทดสอบนั่นเอง

ผมทดสอบสายแลน Fuse Audio ตัวนี้ด้วยซิสเต็มที่เรียบง่ายเพื่อให้เห็นถึงประสิทธิภาพของสาย LAN ตัวนี้ออกมาชัดเจนมากที่สุด โดยใช้เครื่องเล่นประเภท all-in-one จำนวน 3 ตัวสลับกันทดลองใช้งานกับสาย LAN ตัวนี้ ประกอบด้วย QUAD รุ่น Artera Solus Play, Cambridge Audio รุ่น EVO150 และ Arcam รุ่น SA30 (รีวิว) ส่วนลำโพงที่สลับใช้ฟังกับออลอินวันเหล่านี้ก็มี Taga Harmony รุ่น Platinum B-40 v.3 กับ Totem Acoustic รุ่น The One

ออลอินวันทั้ง 3 ตัวข้างต้นมีภาค DAC ในตัว และมีอินพุต Ethernet ที่รองรับสัญญาณเสียงจากระบบเน็ทเวิร์คเข้ามาผ่านภาค DAC ในตัวก่อนจะผ่านไปที่ภาคแอมป์ขยายออกลำโพง ซึ่งถือว่าเป็นระบบเพลย์แบ็คที่ใช้ทดสอบสาย LAN ได้อย่างตรงไปตรงมามากที่สุด ไม่สลับซับซ้อน

เสียงของสาย Fuse Audio Ethernet CAT6

นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเขียนรีวิวให้กับสาย LAN หรือสาย Ethernet อย่างเป็นทางการ ซึ่งสาย LAN เส้นนี้มีลักษณะที่ค่อนข้างแข็ง แต่เนื่องจากเส้นที่ผมได้รับมาทดสอบมีความยาว 2 เมตรจึงไม่มีปัญหาใดๆจากการเสียบใช้งานในการทดสอบครั้งนี้

สาย LAN ที่ผมนำมาทดลองฟังเทียบกับสาย LAN ของ Fuse Audio เส้นนี้มีอยู่หลายเส้น มีทั้งสาย LAN เวอร์ชั่น CAT5e, CAT6 และ CAT8 ทั้งที่เป็นสายโนเนม เมตรไม่กี่ร้อย ไปจนถึงแบบมีแบรนด์ราคาหลักพันต่อเมตร ส่วนเพลงที่ใช้ทดลองฟังก็เป็นไฟล์เพลงที่มีแหล่งที่มาอยู่ 2 แหล่งคือจาก NAS ซึ่งเป็นไฟล์ PCM ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดีและไฟล์ DSD ที่ผมริปมาจากแผ่น SACD กับอีกแหล่งเป็นไฟล์ที่สตรีมมาจาก TIDAL ทั้งที่เป็นไฟล์ FLAC 16/44.1 และไฟล์ไฮเรซฯ MQA ด้วย

อัลบั้ม : 107 FM Metropolis Hits (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Various Artists
สังกัด : EMI

เพลงในสองอัลบั้มนี้ใช้ตรวจสอบประสิทธิภาพของสาย LAN ตัวนี้ออกมาได้ง่ายกว่าเพลงไฮเอ็นด์ที่บันทึกเสียงดีมากๆ เพราะจากการทดลองฟังมาจำนวนหนึ่งผมพบว่า ลักษณะเสียงของสาย LAN แต่ละเส้นมันไม่ได้มีความแตกต่างกันมากเหมือนสายเชื่อมต่อประเภทอื่น คือเสียงของสาย LAN แต่ละเส้นมันไม่ได้สวิงมาก โดยเฉพาะทางด้านโทนเสียง ไม่เหมือนกับสายสัญญาณและสายลำโพงอะนาลอกที่แสดงความแตกต่างของเสียงสวิงกว้างมาก เมื่อนำมาฟังเทียบในซิสเต็มเดียวกันจะได้เสียงออกมาต่างกันมาก สังเกตได้ง่าย ซึ่งจากประสบการณ์ของผม ถ้าให้เรียงลำดับปริมาณความแตกต่างของเสียงของสายเชื่อมต่อในระบบเครื่องเสียง จากแตกต่างมากไปน้อยก็ต้องเริ่มจากสายเชื่อมต่ออะนาลอก (สายสัญญาณ, สายลำโพง) ที่สวิงความแตกต่างของเสียงได้กว้างที่สุด รองลงมาก็เป็นสายเชื่อมต่อสำหรับสัญญาณดิจิตัลพวก Coaxial, Optical, AES/EBU, HDMI อันดับที่สามคือสายเชื่อมต่อสัญญาณดิจิตัล USB ที่ให้ความแตกต่างที่สวิงแคบลง สุดท้ายคือสาย Ethernet หรือสาย LAN นี่แหละที่ให้ความแตกต่างของเสียงของแต่ละเส้นออกมาน้อยมาก

จากการทดลองฟังด้วยเพลงหลากหลายแนวต่อเนื่องมาระยะหนึ่ง ผมพบว่า สาย LAN แต่ละเส้นที่เอามาทดลองฟังเทียบกันในครั้งนี้มันให้โทนเสียงออกไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด นั่นคือ เปิดกระจ่างตลอดทั้งย่านสียง ตลอดการทดลองฟังผมไม่พบลักษณะของการ roll-off และลักษณะของการ boost ที่ความถี่ในย่านใดปรากฏออกมาให้สังเกตได้เลย ทางด้านสปีดก็รู้สึกได้ว่าไม่มีการหน่วงช้า (delay) เกิดขึ้นในขณะที่ผมทำการสลับเปลี่ยนสาย LAN แต่ละเส้นเข้าไปทดลองฟัง เสียงโดยรวมที่พุ่งผ่านลำโพงออกมามีความฉับไว ส่งผลให้เสียงเพลงที่ฟังมีความสดและเปิดเผยเป็นหลัก

เมื่อพิจารณาจากภาพรวมกว้างๆ ของเสียงที่ได้ยินจากสาย LAN ทั้งหมดนี้ ทำให้ผมเข้าใจได้เลยว่าเพราะอะไรคนส่วนหนึ่งที่ทำการทดลองฟังเทียบจึงสรุปว่า สาย LAN แต่ละเส้นให้เสียงไม่ต่างกัน ซึ่งมันไม่ต่างกันจริงในแง่ของ โทนเสียงเพราะสายแลนทุกเส้นที่ผมได้ลองฟังมันให้เสียงที่เปิดเผย กระจ่างชัดไปในทิศทางเดียวกันทุกเส้น ไม่เหมือนสายเชื่อมต่อสัญญาณอะนาลอกที่บางเส้นเด่นกลางแหลม ทุ้มน้อย ในขณะที่บางเส้นเน้นไปทางทุ้มหนาแน่นแต่แหลมกุด อะไรแบบนี้

ต่อไปผมก็เริ่มฟังเจาะลงไปในรายละเอียดลึกๆ จึงได้พบว่าสายแลนของ Fuse Audio เส้นนี้มีความแตกต่างกับสายแลนเส้นอื่นๆ อยู่ 2-3 ประเด็น ประเด็นแรกที่รับรู้ได้ก่อนคือ ความสะอาดของพื้นเสียงซึ่งทำให้ผมได้ยินความแตกต่างเกิดขึ้นที่ความถี่สูงตอนฟังเพลง “Bad Timesของวง Grand Funk Railroad แทรคที่ 3 ในอัลบั้มชุด 107 FM Metropolis Hits ซึ่งสายแลนธรรมดาให้เสียงแหลมของแทรคนี้ออกมาในลักษณะที่ฟังแล้วรู้สึก รกหูแต่พอเปลี่ยนเป็นสายแลนของ Fuse Audio เส้นนี้เข้าไปปรากฏว่าอาการรกหูลดน้อยลงไปมาก ฟังคล่องหูมากขึ้น เสียงแหลมที่ออกมาก็ยังมีลักษณะที่เปิดกระจ่างเหมือนเดิม แต่เนื้อมวลของเสียงแหลมเหล่านั้นมีความสะอาดมากขึ้น อาการซี๊ดซ้าดที่เกาะมากับปลายเสียงแหลมหายไปเยอะ และเมื่อฟังต่อเนื่องไปอีกผมก็พบว่า ผมพลอยได้จากเสียงแหลมที่สะอาดขึ้นนั้นส่งผลให้ผมได้ยินรายละเอียดของเสียงกลางที่ชัดเจนมากขึ้นด้วย นอกจากนั้นก็คือช่องไฟที่เป็นระยะห่างของชิ้นดนตรีก็ปรากฏออกมาให้รับรู้ได้มากขึ้น เปิดเผยรายละเอียดในส่วนที่เป็นฮาร์มอนิกให้เด้งออกมามากขึ้น รู้สึกได้เลยว่า อาการซี๊ดซ้าดของเสียงในย่านแหลมที่สาย LAN ธรรมดา (เส้นสีฟ้าๆ) ให้ออกมามันไปกลบทับอะไรหลายๆ อย่างลงไป

อัลบั้ม : Ballads 2004 (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : Various Artists
สังกัด : nagel heyer records

เมื่อลองฟังกับเพลงที่มีคุณภาพการบันทึกเสียงที่ดีกว่าขึ้นมาอีกขั้น ผมพบว่า สายแลนของ Fuse Audio ก็ยืนยันในคุณสมบัติของพื้นเสียงที่ใสสะอาดของมันออกมาได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น ส่งผลให้ผมได้ยินเสียงดนตรีแต่ละชิ้นที่มีรายละเอียดที่ลึกลงไปมากขึ้น ที่ผมชอบมากคือมันทำให้ผมเข้าถึง ตัวตนจริงๆของเสียงแต่ละเสียงในเพลงที่กำลังฟังมากขึ้น อย่างในแทรคแรกเพลง “Springdaleของวงแจ๊สทริโอที่ประกอบด้วยเสียงทรัมเป็ตของ Claudio Roditi, เสียงเปียโนของ Klaus Ignatzek และเสียงดับเบิ้ลเบสของ Jean-Louis Rassinfosse ซึ่งสายแลนของ Fuse Audio เส้นนี้มันเปิดเผยรายละเอียดของเสียงเครื่องดนตรีทั้งสามชนิดนี้ออกมาให้ผมได้ยินมากกว่าตอนฟังผ่านสายแลนธรรมดาที่ผมเอามาฟังเทียบกันครั้งนี้

ความแตกต่างที่เตะหูมากที่สุดจากการลองฟังแทรคนี้เทียบกับสายแลนธรรมดาอยู่ที่เสียงเปียโน ซึ่งสายแลนธรรมดาเส้นสีฟ้าให้เสียงเปียโนที่มีความชัด ใส ใกล้เคียงกัน แต่ให้โทนเสียงของคีย์เปียโนที่เพี้ยนขึ้นไปทางสูง โดยเฉพาะช่วงที่ Klaus Ignatzek โซโล่เปียโนของเขาจะได้ยินอิมแพ็คของโน๊ตสูงๆ ที่มีลักษณะแปร่งหู แต่กับสายแลนของ Fuse Audio แทบจะไม่มีอาการนี้ปรากฏออกมาทั้งๆ ที่โดยภาพรวมก็ออกมาเปิดกระจ่างพอกัน อีกจุดคือเสียงทรัมเป็ตซึ่งในแทรคนี้ยังบันทึกเสียงมาไม่ดีนัก ความชัดเจนยังไม่ถึงระดับที่เรียกว่าชัดใส ซึ่งตอนฟังกับสายแลนธรรมดาเสียงทรัมเป็ตที่ว่านี้มันออกมามัวซัวมากกว่าตอนฟังผ่านสายแลนของ Fuse Audio ซึ่งผมเข้าใจว่าปรากฏการณ์นี้น่าจะเป็นผลมาจากความใสของพื้นเสียงที่สายแลนของ Fuse Audio ให้ออกมาได้อย่างโดดเด่นนั่นเอง

หลังจากฟังอีกหลายๆ ในอัลบั้มนี้เทียบกันระหว่างสายแลนธรรมดากับสายแลนของ Fuse Audio ผมพบว่า เมื่อผมทดลองเพิ่มวอลลุ่มของแอมป์ขึ้นมาเพื่อดึงน้ำหนักเสียงของให้ออกมามากขึ้น ตอนใช้สายแลนธรรมดาผมเปิดดังขึ้นได้อีกไม่มากก็จะรู้สึกรำคาญหูซะก่อน ในขณะที่ตอนฟังผ่านสายแลนของ Fuse Audio ผมสามารถเร่งเสียงเพื่อดังน้ำหนักเสียงขึ้นไปได้มากกว่าก่อนจะเริ่มรู้สึกรำคาญ ซึ่งการทดลองของผมครั้งนี้ทำให้รู้ว่า สายแลนของ Fuse Audio ให้เสียงที่มีความสะอาดมากกว่าและมี noise แทรกออกมาน้อยกว่าสายแลนธรรมดานั่นเอง

สรุป

สิ้นสงสัยแล้วสำหรับผมในประเด็นที่ว่า สาย LAN แต่ละเส้นให้เสียงที่ต่างกันหรือไม่.? ผมยืนยันได้เลยว่าสาย LAN แต่ละเส้นให้เสียงออกมาต่างกัน แต่ความแตกต่างระหว่างสาย LAN แต่ละเส้นนั้นไม่ได้มากเท่ากับสายอะนาลอกหรือสายดิจิตัลแบบอื่นๆ ต้องตั้งใจฟังพอสมควรถึงจะจับได้ แต่เมื่อค้นเจอประเด็นที่ต่างกันได้แล้ว มันจะคงอยู่แบบนั้นให้ได้ยินไปตลอด เพราะ ความต่างของสายแลนทั้งหมดมันไม่ได้อยู่ที่ ลักษณะของโทนเสียงที่ฟังง่าย แต่ไปอยู่ที่ประเด็นของ คุณภาพเสียงที่เข้าถึงได้ยากกว่านั่นเอง

สายแลนของ Fuse Audio เส้นนี้สะท้อนให้เห็นว่า การออกแบบที่ใส่ใจทุกจุดตั้งแต่คุณภาพตัวนำ, คุณภาพขั้วต่อและฉนวน ไปจนถึงโครงสร้างตัวนำไม่ได้ส่งผลมากนักทางด้านโทนเสียง แต่กลายเป็นความสามารถในการขจัด noise ของสาย Fuse Audio ตัวนี้ต่างหากที่ส่งผลกับ คุณภาพของเสียงโดยตรง ส่วนประเด็นเรื่องราคานั้นผมกลับมองว่าขึ้นอยู่กับความเห็นของแต่ละคน ถ้ามีโอกาสทดลองสัมผัสกับสาย LAN ตัวนี้แล้ว ผมเชื่อว่า.. คุณจะสามารถประเมินความคุ้มค่าได้ด้วยตัวของคุณเอง..!! /

********************
ราคา : 12,500 บาท (ความยาว 2 เมตร)
********************
สนใจทดลองฟัง หรือสั่งซื้อได้ที่
ร้าน มั่นคงเรือธง อัมรินทร์ พลาซ่า
facebook

 

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า