ผมมีโอกาสได้ทดลองฟังตัวกรองไฟของ Pulito รุ่น µ 0.3 และทำรีวิวไปแล้ว (REVIEW) เมื่อเดือนมกราคม ปี 2022 ที่ทำรีวิวไปเพราะชอบผลลัพธ์ของตัว µ 0.3 ตอนใช้งานกับทีวี คือมันทำให้ภาพของทีวีออกมาสดใส เปิดกระจ่างมากกว่าตอนที่ไม่ได้เสียบผ่านตัว µ 0.3 ตัวนี้อย่างชัดเจนมากๆ ทุกวันนี้ผมก็ยังใช้งานอยู่ในห้องรับแขกมาโดยตลอด
หลังจากนั้น เดือนเมษายน ปี 2024 ผมก็มีโอกาสที่ได้สัมผัสกับตัวกรองไฟของแบรนด์ Pulito อีกครั้ง คราวนี้เป็นรุ่นใหญ่กว่าตัว µ 0.3 ชื่อรุ่นว่า µ 0.6hr (REVIEW) ซึ่งรุ่นนี้พิเศษกว่ารุ่น µ 0.3 ตรงที่มีวงจรพิเศษที่ช่วยจัดการทางด้านเรโซแนนซ์อยู่ข้างในด้วย ทำให้มีผลดีกับการฟังเพลงมากกว่ารุ่นเดิม ทุกวันนี้ผมก็ยังคงใช้ตัวกรองไฟ Pulito รุ่น µ 0.6hr ตัวนี้ทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์เสริมอยู่ในห้องฟังสำหรับใช้ร่วมอยู่ในชุดทดสอบของผมมาโดยตลอด
เมื่อไม่นานมานี้เอง คุณปัญญา เจ้าสำนัก Pulito ได้นำเอาตัวกรองไฟมาให้ผมทดสอบอีก 2 ตัว ซึ่งเป็นรุ่นใหม่ล่าสุดทั้งคู่ ตัวแรกชื่อรุ่น β 0.3 (เบต้า ศูนย์จุดสาม) เห็นรูปร่างภายนอกแว๊บๆ นึกว่าเป็นรุ่น µ 0.3 แต่จริงๆ แล้วมันก็ใช้พื้นฐานของรุ่น µ 0.3 นั่นแหละ แต่คุณปัญญาเอาวงจรปรับควบคุมเรโซแนนซ์ใส่เข้าไปด้วย ส่วนตัวที่สองชื่อรุ่นว่า TYTAN ซึ่งรูปร่างหน้าตาสมชื่อมาก ตัวถังมีขนาดใหญ่กว่ารุ่น β 0.3 มาก หนักกว่ามากด้วย
รูปร่างหน้าตาของ β 0.3
เพราะว่าหน้าตาภายนอกมันคล้ายกันมาก คุณคงสงสัยว่า ตัว β 0.3 กับตัว µ 0.3 เสียงต่างกันยังไงบ้าง.? ก่อนจะไปลองฟังเปรียบเทียบ เรามาพิจารณาหน้าตาของ β 0.3 รุ่นใหม่กันก่อน



ภาพด้านบนนั้นวางเทียบกันตอนเบิร์นฯ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วรูปทรงนั้นเหมือนกันยังกะแกะ สัดส่วนกว้าง x ลึก x สูง เท่ากันเป๊ะ แต่จากในภาพจะเห็นว่าตัว β 0.3 ที่อยู่ทางขวามือมีลักษณะที่สูงโย่งกว่า..

พอเข้ามาพิจารณาใกล้ๆ พบว่าที่มุมด้านล่างทางขวาของหน้าปัดของทั้งสองรุ่นจะมีป้ายทองปั๊มเป็นชื่อรุ่นกำกับอยู่ (วงกลมสีแดง) ส่วนสาเหตุที่ตัว β 0.3 สูงกว่ารุ่น µ 0.3 เป็นเพราะว่าขาตั้งของตัว เบต้า 0.3 มีการอัพเกรดมาใช้ขายางที่มีขนาดใหญ่และสูงกว่ารุ่น ไมโคร 0.3 นั่นเอง (วงกลมสีเขียว)
ขายางออกแบบพิเศษ

ขาของรุ่น ไมโคร 0.3 ทำด้วยยางแข็งๆ วงเล็กๆ แต่ของรุ่น เบต้า 0.3 ทำด้วยยางที่มีความนิ่มกว่าแต่มีขนาดใหญ่กว่ามาก แถมด้วยโครงสร้างที่ซับซ้อนกว่า คือสามารถแยกออกมาได้เป็น 2 ชิ้น ชิ้นหลักจะมีลักษณะเป็นแกนที่ยื่นลงมาที่พื้นโดยมีด้านบนเป็นแผ่นฐานยึดติดอยู่กับตัวถัง และบนตัวแกนที่ยื่นลงมามีวงแหวนยางรัดตรึงไว้วงหนึ่ง ส่วนอีกชิ้นทำเป็นลักษณะถ้วยยางหนาๆ สวมทับลงไปบนแกนของขาตัวหลักโดยมีเม็ดลูกปืนโลหะขนาดใหญ่วางคั่นอยู่ระหว่างขาหลักกับถ้วยยางที่ว่า นัยว่าเป็นดีไซน์โครงสร้างที่ตั้งใจทำไว้ลดแรงสั่นสะเทือนนั่นเอง คืออาศัยถ้วยยางกับลูกปืนทำหน้าที่ “ดูดซับ” (absorb) เพื่อสลายแรงสั่นจากการทำงานของหม้อแปลงไอโซเลตในตัว เบต้า 0.3 ไม่ให้ลงไปถึงพื้น ในขณะเดียวกัน ก็ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้แรงสั่นจากพื้น หรือจากชั้นวางเครื่องเสียง ไหลแผ่เข้าไปถึงตัวเครื่องอีกทางหนึ่ง
เต้ารับของรุ่น β 0.3

เต้ารับปลั๊กไฟเอซีที่ใช้อยู่ในรุ่น β 0.3 เป็นของยี่ห้อ Leviton รุ่น 5362 เป็นแบบรูเสียบสามขา 2 ชุด ส่วนเต้ารับที่ใช้ในรุ่น µ 0.3 ตัวเก่าที่ผมใช้อยู่ก็เป็นแบบรูเสียบสามขาเหมือนกัน แต่เป็นของแบรนด์ Pangea รองรับไฟกระแสสลับที่มีระดับแรงดัน 220V เท่ากัน
รูปร่างของตัว TYTAN

รูปร่างหน้าตาของ TYTAN ดูขึงขึงเอาเรื่องมากกว่ารุ่น β 0.3 ซึ่งไม่ใช่แค่ “ขนาด” ของตัวถังที่ใหญ่โตกว่าเท่านั้น แต่เสริมด้วยรูปลักษณ์ของดีไซน์ตัวถังทรงกล่องสี่เหลี่ยมที่ประกอบขึ้นจากแผ่นโลหะที่ชุบทับด้วยสีดำทั้งตัวเข้าไปด้วย จึงทำให้ดูขรึมเข้ม ดูจริงจังและทรงพลัง
มีจอ

เยื้องไปทางด้านซ้ายของพื้นที่บนหน้าปัด จะมีจอขนาด 8 ซ.ม. (วัดแนวทะแยง) ติดตั้งอยู่หนึ่งจอ ซึ่งจะแสดงปริมาณแรงดันของกระแสไฟขาเข้า ซึ่งจะสวิงไปตามระดับโวลเตจจริงๆ แบบเรียลไทม์ แต่ก็เป็นแค่แสดงให้รู้สถานการณ์จริงของกระแสไฟ ณ ขณะนั้น เพราะ TYTAN ไม่ได้มีสถานะเป็น voltage stablilizer จึงไม่ได้ช่วยปรับแรงดัน ช่วยแค่กรอง noise และปรับจูนฮาร์มอนิกเท่านั้น
เลือกโทนเสียงได้

เนื่องจากการปรับ Resonance ของ Harmonic ที่เกาะไปกับกระแสไฟที่ใช้อยู่ในตัว TYTAN นั้นสามารถกำหนด “ความแม่นยำ” (precision) ของฮาร์มอนิกได้ด้วยการเพิ่มจำนวนวงจร HR ซ้อนเข้าไป ซึ่งจะส่งผลกับ “ความกระชับ” ของเสียง ด้วยคุณสมบัตินี้ คุณปัญญาจึงนำมาใช้ออกแบบเป็นฟังท์ชั่นพิเศษโดยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถเลือกปริมาณของวงจร HR ได้ 2 อ๊อปชั่น เพื่อเลือกจูนเสียงให้เข้ากับโทนเสียงของซิสเต็มและให้ได้โทนเสียงตามที่เจ้าของซิสเต็มชอบ
คุณปัญญาตั้งชื่อเรียกอ๊อปชั่นแรกว่า TUBE แทนลักษณะเสียงที่มีความกระชับ “น้อยกว่า” อีกอ๊อปชั่นที่ชื่อว่า S/S (หรือ Solid State) ซึ่งมีความกระชับของเสียงมากกว่า วิธีเลือกก็ไม่ยาก แค่บิดสวิทช์ไปทางซ้าย ถ้าต้องการเลือกโทนเสียงแบบ TUBE (ใช้วงจร HR แค่ชุดเดียว) และบิดสวิทช์ไปทางขวาที่มีตัวอักษร S/S กำกับไว้ ถ้าต้องการเลือกโทนเสียงที่มีความกระชับมากกว่า คล้ายเสียงของแอมป์โซลิดสเตท ซึ่งฟันธงไม่ได้ว่า แบบไหนเสียงดีกว่ากัน เพราะมันจะขึ้นอยู่กับลักษณะ timing ของซิสเต็มของคุณด้วย สมมุติว่า ถ้ารู้สึกว่าซิสเต็มของคุณให้เสียงที่มีลักษณะย้วยๆ หย่อนๆ หน่วงๆ ช้าๆ อยากให้ออกไปทางเร็ว+กระชับมากขึ้น โทนเสียงของ TYTAN ที่ตำแหน่ง S/S อาจจะช่วยตอบสนองความต้องการของคุณได้ ในทางกลับกัน ถ้ารู้สึกว่า ซิสเต็มของคุณให้เสียงที่กระชับเร็ว นักดนตรีรีบเล่นมากไป อย่างให้ชะลอสปีดลงมาหน่อย โทนเสียง TUBE ของ TYTAN ตัวนี้จะช่วยแก้ปัญหาให้คุณได้ หรือถ้าคุณไม่รู้ว่าซิสเต็มที่ฟังอยู่มันช้าหรือเร็ว และไม่แน่ใจว่าจะชอบแบบ TUBE หรือ S/S ก็ให้ทดลองบิดสวิทช์ฟังเทียบดูเลย ระหว่าง TUBE vs. S/S คุณชอบแบบไหนมากกว่ากันก็ค้างไว้ตรงตำแหน่งนั้น (*ความเห็นส่วนตัว ในแง่ของการตั้งชื่อ น่าจะใช้ A vs. B มากกว่า เพราะ TUBE vs. S/S มันมีผลชี้นำมากไปหน่อย แต่จริงๆ แล้ว ไม่ว่าคุณจะเลือก TUBE หรือ S/S ก็ไม่ได้มีปัญหากับการทำงานของตัวเครื่องแต่อย่างใด)
มีเอ๊าต์พุตให้เลือก 2 รูปแบบ

เต้ารับสำหรับเอ๊าต์พุตของกระแสไฟที่ TYTAN ปล่อยออกมามีอยู่ทั้งหมด 8 ช่อง แบ่งเป็น 2 ชุด ติดตั้งอยู่ที่แผงด้านหลังของตัวเครื่องทั้งหมด ซึ่งจริงๆ แล้ว เต้ารับที่ใช้กับเอ๊าต์พุตทั้งสองชุดนั้นเป็นของแบรนด์ Leviton รุ่น 5362 เหมือนกัน แต่ถ้าดูจากของจริงจะเห็นว่ามีอยู่ 2 สี คือ สีขาวหม่นๆ กับสีดำ ซึ่งคุณปัญญาเฉลยให้ฟังว่า เหตุผลที่ใช้แยกเป็น 2 สี ก็เพราะต้องการแยกให้ผู้ใช้เห็นชัดๆ ว่า เต้ารับกลุ่มที่เป็นสีขาวๆ (กรอบสีส้ม ในภาพข้างบน) ทั้ง 4 รูเสียบ นั้นจะให้เอ๊าต์พุตที่ออกมาเป็นกระแสไฟที่ผ่านทั้งหม้อแปลง isolated transformer และวงจร Harmonic Resonance (HR) ส่วนเต้ารับสีดำทั้งสี่รูเสียบ (กรอบสีฟ้า) นั้นเป็นกระแสไฟแบบ High Power คือต่อตรงมาจากปลั๊กผนังโดยไม่ผ่านฟิลเตอร์ใดๆ
เหตุผลที่ต้องแยกเต้ารับเอ๊าต์พุตออกเป็น 2 ชุด ที่มีลักษณะต่างกันก็เพราะว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงบางชนิดมีพฤติกรรมในการ “กระชาก” กระแสไฟจากปลั๊กผนังในปริมาณที่ “สูง” และ “เร็ว” มากๆ อย่างเช่น เพาเวอร์แอมป์ที่ให้กำลังขับสูงๆ กับลำโพงแอ๊คทีฟซับวูฟเฟอร์ ซึ่งหลายๆ คนพบว่า เมื่อต่อสายไฟเอซีของเพาเวอร์แอมป์กับลำโพงซับวูฟเฟอร์เหล่านั้นผ่านตัวกรองไฟพบว่ามักจะทำให้เสียงมีลักษณะอั้น ตื้อ อัตราสวิงและสปีดในการสวิงไดนามิกแย่ลง ซึ่งคำอธิบายที่ได้ยินบ่อยๆ ก็คือ ตัวกรองไฟที่เข้าไปคั่นอยู่ระหว่างปลั๊กผนังกับเพาเวอร์แอมป์หรือลำโพงซับวูฟเฟอร์เหล่านั้นมันจ่ายไฟ “ไม่ทัน” กับความต้องการใช้งานของเพาเวอร์แอมป์หรือลำโพงซับวูฟเฟอร์เหล่านั้นนั่นเอง ซึ่งก็ฟังดูมีเหตุผล เพราะเมื่อมีอะไรเข้าไปขวาง (ต่อคร่อม) อยู่กับทางเดินของกระแสไฟ ก็น่าจะมีผลในการหน่วงให้กระแสไฟเดินทางได้ช้าลง แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาแค่เสี้ยววินาทีของการตอบสนองต่อสัญญาณอินพุตที่เหลื่อมช้าลงไปก็ส่งผลกับเสียงที่เราสามารถรับรู้ได้แล้ว
เพื่อให้ TYTAN มีความสามารถรองรับกับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ในซิสเต็มได้อย่างครอบคลุม ทั้งสำหรับชุดเครื่องเสียงและชุดโฮมเธียเตอร์ ทางผู้ออกแบบจึงได้ติดตั้งเต้ารับที่ต่อตรงจากปลั๊กผนังมาให้ด้วย ไว้ให้ใช้กับเพาเวอร์แอมป์ หรือลำโพงแอ๊คทีฟซับวูฟเฟอร์โดยเฉพาะนั่นเอง
เต้ารับ 20A กับสวิทช์แบบพิเศษ.!

TYTAN ใช้เบรคเกอร์ 32 แอมป์ ทำหน้าที่แทนสวิทช์ที่ใช้เปิด/ปิดเครื่อง โดยติดตั้งอยู่ที่แผงหลัง เป็นเบรคเกอร์แบบ Solenoid ที่ใช้ไฟฟ้าเหนี่ยวนำ ซึ่งถูกตั้งให้ปิดเครื่องตัดการทำงานทันทีเมื่อไฟดับหรือไฟกระชากจนเกิดจากการกระพริบ หรือไฟตกอย่างรุนแรง และเมื่อเบรคเกอร์ตัดไฟปิดเครื่องลงไปแล้วมันจะไม่เชื่อมต่อเอง เมื่อไฟมาตามปกติแล้ว คุณต้องไปกดสวิทช์เปิดเครื่องด้วยตัวเอง อันนี้มีประโยชน์ช่วยป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับอุปกรณ์เครื่องเสียงอันเนื่องมาจากไฟกระชากได้ร้อยเปอร์เซ็นต์.!!
เมื่อเสียบหัวปลั๊กแบบ 20A ของสายไฟเอซีจากปลั๊กบนผนังมาเข้าที่ช่องรับไฟขาเข้าของ TYTAN ไฟ LED ที่อยู่บนเบรคเกอร์สวิทช์จะสว่างขึ้นเป็นสีฟ้า และกระพริบช้าๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่ามีกระแสไฟเข้ามาแล้ว เมื่อต้องการเปิดเครื่องใช้งานให้กดที่ปุ่มสีเขียวหนึ่งครั้ง..
ทดลองใช้งานจริง
ก่อนจะเริ่มต้นทดลองใช้งานตัว β 0.3 กับตัว TYTAN ครั้งนี้ เรามาทำความเข้าใจหลักการใช้งานตัวกรองไฟกันก่อน..
ตัวแปรที่เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง “ตัวกรองไฟ” กับ “อุปกรณ์เครื่องเสียง” ก็คือตัวเลข “power consumption” หรือ “อัตราบริโภคกระแสไฟ” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มากับอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละตัว ถ้าไปดูในสเปคฯ ของอุปกรณ์เครื่องเสียงจะพบว่า บางตัวระบุ power consumption มาให้อย่างชัดเจน ในขณะที่บางเครื่องก็ไม่ได้ระบุมา แต่ถ้าพิจารณาให้ลึกลงไปอีกหน่อย จะพบว่า เจ้าตัวเลข power consumption นี้มันมีอยู่ 2 สถานะ ด้วยกัน นั่นคือสถานะ ‘idle’ กับสถานะ ‘peak’ ซึ่ง idle ก็คือปริมาณไฟที่ใช้ในการเปิดเครื่องขึ้นมาวอร์มอัพจนถึงสถานะพร้อมใช้งาน ส่วน peak ก็คือ ปริมาณของกระแสไฟที่ถูกใช้ไปในขณะที่วงจรภายในตัวเครื่องทำงานในระดับสูงสุด
แต่เนื่องจากอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละประเภทมีช่วงสวิงระหว่างสถานะ idle ไปจนถึงสถานะ peak ที่กว้าง–แคบไม่เท่ากัน คือถ้าเป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทฟร้อนต์เอ็นด์ที่บริโภคไฟเลี้ยงไม่เยอะ อย่างเช่น Music Streamers, DAC, Phono Preamp, Network Switch, DDC, CD Player, Turntable รวมถึง ปรีแอมป์ ทั้งหมดนี้ ถ้าอยู่ในระดับกลางๆ ลงไปมักจะมีอัตราบริโภคไฟเลี้ยงไม่สูงมาก อัตราสวิงระหว่างช่วง idle เปิดเครื่องพร้อมใช้งาน ไปจนถึงช่วง peak ตอนที่สัญญาณกระชากกำลังสูงสุด จะไม่ค่อยถ่างออกไปกว้างมาก ซึ่งในสเปคฯ ที่ระบุไว้ในคู่มือมักจะแจ้งไว้คร่าวๆ ยกตัวอย่างเช่น ตัวสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต Innuos รุ่น STREAM 3 ระบุไว้ในสเปคฯ ว่า กินไฟ “ไม่เกิน 10W” แสดงว่าช่วง peak กินไฟไม่เกินสิบวัตต์, Wattson Audio รุ่น Madison ซึ่งเป็นตัว Streamer/DAC ตัวนั้นกินไฟประมาณ 0.05W (50 mW) ตอนเปิดสแตนด์บาย (ช่วง idle) ส่วนตอนทำงานปกติจะกินไฟอยู่ประมาณ 3.5W และตัว Ayre Acoustics รุ่น QB-9 Twenty ซึ่งเป็น external DAC กินไฟไม่เกิน 10W แสดงว่าช่วง peak กินไฟไม่เกินสิบวัตต์
จะเห็นว่า ตัวเลขอัตราบริโภคไฟของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่อยู่ในกลุ่ม front-end จะอยู่ในระดับที่น้อยมาก ในซิสเต็มของผมนั้น ขนาดเอาอัตรากินไฟช่วง peak ขอแต่ละเครื่องมารวมกันยังไม่ถึง 30W เลย.!
Innuos ‘STREAM 3’ = peak ไม่เกิน 10W
Wattson Audio ‘Madison’ = peak ไม่เกิน 3.5W
Ayre Acoustics ‘QB-9 Twenty’ = peak ไม่เกิน 10W

ตัว β 0.3 ใช้หม้อแปลงขนาด 300VA สามารถจ่ายกำลังไฟสูงสุดได้ประมาณ 200 – 250 วัตต์ ถือว่าเหลือเฟือเมื่อรับมือกับอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทฟร้อนต์เอ็นด์ 2 ตัว อย่างเช่น สตรีมเมอร์ + DAC รวมกัน ส่วนตัว TYTAN นั้นใช้หม้อแปลงขนาดใหญ่มากคือ 2,200VA สามารถจ่ายไฟได้สูงสุดถึง 1,800 วัตต์ ผมยก β 0.3 กับ TYTAN ไปทดลองใช้งานในห้องรับแขก ซึ่งผมใช้อินติเกรตแอมป์+DAC ของ LEAK รุ่น Stereo 230 ช่วยอัพเกรดคุณภาพเสียงให้กับทีวี OLED ของ Sony รุ่น KD-65A8F และใช้ฟังเพลงไปด้วย
ตอนแรกผมเสียบสายไฟเอซีของตัว LEAK ‘Stereo 230’ และสายไฟของทีวี เข้าไปที่ตัว β 0.3 ทั้งคู่ (เพราะ β 0.3 เสียบได้พร้อมกัน 2 เครื่อง) พบว่า ภาพของทีวีดูสะอาดตามากขึ้น สีสันของภาพดูอิ่มตัวมากขึ้น แยกแยะสีสันออกจากกันได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญคือ รู้สึกได้ว่า มูพเม้นต์ของวัตถุในภาพมีความลื่นไหลมากขึ้น ส่วนเสียงรู้สึกได้ว่ามีความเนียนสะอาดมากขึ้นเล็กน้อย

หลังจากนั้น ผมลองเปลี่ยนจากตัว β 0.3 มาเป็นเสียบผ่านตัว TYTAN ทั้งทีวีและ Stereo 230 โดยเสียบผ่านเต้ารับที่มีวงจร HR ทั้งสองเครื่อง ผลที่ออกมาน่าประทับใจมาก.!! โดยเฉพาะภาพของทีวีเห็นผลแตกต่างชัดมาก อย่างแรกคือความเปิดสว่างของภาพที่ “เด้ง” ออกมาจากจอมากขึ้น สีสันมีความเปล่งปลั่งมากขึ้น สดและอิ่ม ความคมชัดก็ดีขึ้น คอนทราสน์ของแสงถ่างกว้างมากขึ้น แสงสว่างตรงจุดที่เป็นไฮไล้ท์ของภาพมีพลังมากขึ้น ในขณะที่ส่วนที่เป็นเงาของภาพก็มีการไล่ระดับความมืดเป็นขั้นๆ ไม่ได้มืดทึบลงไประดับเดียว ส่งผลให้วัตถุในภาพมีทรวดทรงโค้งเว้ามากขึ้น ภาพมีมิติชัดลึกดีขึ้น มีการเรียงเลเยอร์ตื้น–ลึก ไม่แบนเป็นระนาบเดียว ผมแฮ้ปปี้กับการใช้ TYTAN กับทีวีมาก ภาพที่ได้ออกมามันดีขึ้นอย่างชัดเจน..
ส่วนเสียงที่ได้จากตัว Stereo 230 ก็รู้สึกว่ามันเปิดและลอยออกมาหน้าจอมากขึ้น ไม่รู้สึกว่าเสียงที่ได้ยินมันออกมาจากลำโพงทั้งสองตัวที่วางขนาบอยู่ข้างๆ ทีวีเลย..

ตอนท้ายผมทดลองแยกสายไฟเอซีของตัวแอมป์ Stereo 230 ไปเสียบผ่านตัว β 0.3 ส่วนสายไฟของทีวียังคงเสียบไว้ที่ตัว TYTAN ปรากฏว่า ภาพบนจอทีวีดีขึ้นไปอีก เห็นได้ชัดว่าสีเข้มขึ้น หนาขึ้น ทำให้ภาพดูมีน้ำหนักมากขึ้น ม่านหมอกขาวๆ ฟุ้งๆ ที่คลุมภาพอยู่บางๆ ในตอนแรกเลือนหายไปหมด ทำให้ภาพมีความใสมากขึ้น มูพเม้นต์ของภาพก็ดีขึ้น รับรู้ถึง “อารมณ์” ของตัวละครผ่านออกมาทางการแสดงสีหน้าได้ชัดขึ้น ส่วนไหนที่นิ่ง อย่างเช่นฉากหลังของผู้ประกาศข่าวก็จะนิ่งสนิท ในขณะที่ส่วนที่เคลื่อนไหวก็สามารถติดตามลักษณะของการเคลื่อนไหวได้ตลอด ไม่มีอาการวูบวาบ ไม่ว่าจะเคลื่อนไหวเร็วแค่ไหนสายตาก็มองตามทัน รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ชัดขึ้น อย่างเช่นตัวหนังสือเล็กๆ ในภาพก็มองเห็นชัดขึ้น สามารถอ่านรู้เรื่องมากขึ้น ไม่น่าเชื่อเลยว่า ความแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ มันจะส่งผลกับการรับชมภาพบนจอมากอย่างที่คาดไม่ถึง ตัว TYTAN ทำให้ภาพนิ่งมากขึ้นเยอะ ดูหนังแล้วได้อารมณ์ไปตามเนื้อหาของหนังมากขึ้น… ผมชอบมาก.!!!


และที่แฮ้ปปี้มากๆ ก็คือคอนเสิร์ตที่ดูผ่านช่อง YouTube ที่ได้อารมณ์ดีขึ้นมากทั้งภาพและเสียง และที่เลิศมากๆ ก็คือดูคลิป 4K HDR จากช่อง YouTube ที่ให้ภาพออกมาอร้าอร่ามมากเป็นพิเศษ พลังแสงและสีเปล่งประกายออกมาอย่างเต็มที่.. ทั้งสองภาพข้างบนนั้นถ่ายด้วยกล้องบน iPhone 12 จากหน้าจอทีวีโดยตรง เป็นภาพ 4K HDR จาก YouTube ซึ่งภาพที่เห็นบนจอทีวีจริงๆ นั้นมันเมลืองมลังมากกว่าในภาพเยอะ ดูแล้วฟินมากก..!!!
ผมทดลองสลับระหว่างโหมด TUBE กับ S/S เมื่อใช้กับทีวี พบว่า ที่โหมด S/S จะให้ภาพและเสียงออกมาดีที่สุด ภาพมีพลัง สีสันสดใส ไดนามิกของแสงสวิงระดับความมืด–สว่างได้กว้าง ภาพดีดเด้งออกมาจากจอ เปล่งประกายสีและแสงออกมาอย่างเต็มที่ มูพเม้นต์ลื่นไหลสุดๆ โฟกัสของภาพคมกริบ ภาพมีมิติตื้น–ลึกชัดเจน ผมลองเข้าไปค้นดูข้อมูลอัตราบริโภคกระแสไฟของทีวี Sony รุ่น KD65A8F พบว่าช่วง peak มันกินไฟเลี้ยงสูงถึง 500 วัตต์.! ถึงว่าซิ.. ตอนเสียบผ่านตัว β 0.3 ก็เห็นว่าภาพดีขึ้นกว่าเสียบสายไฟเอซีของทีวีตรงเข้าผนังแล้ว แต่พอเปลี่ยนมาเสียบผ่านตัว TYTAN ภาพก็ดีขึ้นไปอีกมาก เป็นเพราะตัว TYTAN มันมีความสามารถในการรับโหลดได้สูงกว่า peak load ของทีวีนั่นเอง
ลองใช้ β 0.3 และ TYTAN กับชุดฟังเพลงในห้องฟัง
จากการค้นข้อมูลหลายๆ ตัว ผมพบว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทฟร้อนต์เอ็นด์ หรือ source ที่มีอัตราบริโภคกระแสไฟระหว่างสถานะ idle ไปจนถึงสถานะ peak ที่ไม่สูงมาก ผู้ผลิตมักจะมีตัวเลขแจ้งไว้ให้ทราบ แต่อุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทแอมปลิฟายจะไม่ค่อยมีแจ้งไว้ ซึ่งบางแบรนด์ก็มีคำอธิบายไว้ ทำนองว่า อัตราบริโภคกระแสไฟของแอมปลิฟายมันจะมีตัวแปรหลายตัวที่เกี่ยวข้องอยู่กับการจ่ายไฟ จึงทำให้ไม่สามารถระบุตายตัวได้ อาทิเช่น ความไวของลำโพง, ระดับวอลลุ่มที่ใช้ ไปจนถึงระดับ peak ของสัญญาณอินพุตช่วงที่เป็น transient dynamic ซึ่งสอดคล้องกับการระบุตัวเลข “กำลังขับ” ของแอมป์ แม้ว่าจะมีเกณฑ์มาตรฐานโดยวัดที่โหลด 8 โอห์ม สำหรับแอมป์ที่ใช้ในบ้าน แต่ผู้ผลิตแอมป์ระดับไฮเอ็นด์ฯ เกือบทั้งหมดจะมีการออกแบบ “กำลังสำรอง” เผื่อไว้อีกจำนวนหนึ่ง มาก–น้อย ขึ้นอยู่กับว่าผู้ผลิตนั้นๆ จะตั้งเป้าหมายทางด้าน “ราคาขาย” ไว้ที่ระดับล่าง ระดับกลาง หรือระดับไฮเอ็นด์ ด้วยเหตุนี้ เราจึงมักจะพบว่า แอมป์ที่ระบุกำลังขับอยู่ที่ 100W ที่โหลด 8 โอห์ม แต่ละตัวจะมีทั้งขนาดตัวเครื่อง, น้ำหนัก และราคา ที่แตกต่างกันได้มาก แอมป์ 100W ที่มีกำลังสำรองเยอะๆ จะมีความสามารถในการรองรับกับสัญญาณทรานเชี้ยนต์ที่มีพฤติกรรม “กระชาก” กระแสสูงๆ ได้ดีกว่าแอมป์ตัวเล็กๆ ที่มีกำลังสำรองต่ำๆ
เวลาที่แอมป์ต้องจ่ายกำลังขับสูงๆ อย่างรวดเร็ว มันจะ “กระชาก” กระแสไฟเข้าไปในตัวเครื่องเป็นจำนวนมากอย่างรวดเร็ว เมื่อมีตัวกรองไฟเข้าไป “ขวาง” ทางเดินของกระแสไฟจากผนังห้อง มันจึงมีลักษณะเป็น “โหลด” ที่ส่งผลกับการไหลของกระแสไฟไปเข้าเครื่อง ถ้าโหลดสูงสุด (peak load) ของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เชื่อมต่ออยู่กับเอ๊าต์พุตของตัวกรองไฟ “น้อยกว่า” โหลดสูงสุดที่ตัวกรองไฟมีอยู่ ตัวกรองไฟนั้นก็จะสามารถจ่ายกระแสไฟให้กับอุปกรณ์เครื่องเสียงนั้นได้อย่างเพียงพอ เสียงที่ได้ก็จะออกมาดี ไม่มีอาการอั้นหรือตื้อ
ความสามารถในการจ่ายกระแสสูงสุดของตัว β 0.3 อยู่ราวๆ 200 – 250 วัตต์ ในขณะตัว TYTAN อยู่ที่ 1800 วัตต์ ถ้าต้องการรู้ว่า ตัวกรองไฟทั้งสองตัวนั้นสามารถใช้งานกับอุปกรณ์เครื่องเสียงตัวไหนได้บ้าง ก็ให้ดูที่สเปคฯ Power Consumption ของอุปกรณ์ตัวนั้นๆ ถ้าตัวเลข Power Consumption ในสเปคฯ ที่ระบุไว้นั้นเป็นตัวเลขระดับ peak ก็สามารถเอามาคำนวนได้เลย แต่ถ้าให้มาแค่ตัวเลขที่เป็นระดับ idle แนะนำให้เอา 10 คูณตัวเลข Power Consumption ที่เป็น idle นั้นก่อนจะเอามาคำนวนเทียบกับโหลดสูงสุดของ β 0.3 หรือ TYTAN แต่สุดท้ายแล้ว ชัวร์ที่สุดคือทดลองเสียบฟังดูเลย (*เสียบใช้งานพร้อมกันกี่ตัว ก็ต้องเอา Power Consumption ของอุปกรณ์แต่ละตัวมาบวกกันก่อนจะเอาผลรวมที่ได้ไปเทียบกับสเปคฯ ความสามารถในการจ่ายกระแสไฟสูงสุดของตัวกรองไฟนั้น)

ในภาพข้างบน หลังจากทดลองเอาสายไฟเอซีของอุปกรณ์เครื่องเสียงเสียบผ่าน TYTAN vs. ต่อตรงเข้าปลั๊กผนังแล้วลองฟังอยู่หลายรอบ สุดท้ายผมพบว่า มีอุปกรณ์ 4 ตัว ที่ผมเสียบเข้าไปที่เต้ารับของ TYTAN แล้วได้เสียงที่ “ดีกว่า” เสียบตรงเข้าปลั๊กบนผนังห้องอย่างชัดเจน นั่นคือ Streaming Transport ของ Innuos ‘STREAM 3’, Streamer/DAC ของ Wattson Audio ‘Madison’, external DAC ของ Ayre Acoustics ‘QB-9 Twenty’ และปรีแอมป์อะนาลอก Jeff Rowland Design Group ‘Capri S2-SC’ โดยที่แต่ละตัวแจ้งสเปคฯ Power Consumption เอาไว้ดังนี้

เมื่อเอาค่า Power Consumption ระดับ peak ของอุปกรณ์ทั้ง 4 ตัว มารวมกัน จะได้อัตราบริโภคกระแสไฟรวมกันอยู่ราวๆ ห้าสิบกว่าวัตต์ เกือบๆ หกสิบวัตต์ เมื่อเทียบกับความสามารถในการจ่ายกระแสไฟของตัว TYTAN แล้ว พบว่า ความต้องการกระแสไฟช่วงพีคของอุปกรณ์ทั้งสี่ชิ้นนั้นรวมกันจะตกอยู่ราวๆ 10% ของความสามารถที่ TYTAN สามารถจ่ายให้ได้เท่านั้นเอง จึงไม่น่าแปลกใจที่เสียงออกมาดี..
เสียงของ β 0.3 กับ TYTAN
จริงๆ แล้ว ผลทางเสียงของตัวกรองไฟเกิดขึ้นจากปัจจัย 2 อย่าง ผสมผสานกัน อย่างแรกคือ ผลจากการที่ noise หรือสัญญาณรบกวนที่ผสมปนอยู่ในไฟเอซีถูกขจัดออกไปด้วยปฏิกิริยาเหนี่ยวนำของหม้อแปลงไอโซเลต ซึ่งปัจจัยนี้จะส่งผลต่อ “ความสะอาดเนียน” ของเสียงที่ดีขึ้น ส่วนอีกปัจจัยคือ ผลข้างเคียงที่เกิดจากความสามารถในการจ่ายกระแสของตัวกรองไฟตัวนั้น คือถ้าตัวกรองไฟมีความสามารถจ่ายกระแสได้เพียงพอต่อความต้องการของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มาเสียบใช้งานมัน จะมีผลต่อ “ไดนามิก” ของเสียงที่สวิงได้เต็มสเกลมากขึ้น มีพลังกระแทกกระทั้นที่รุนแรงเต็มเหนี่ยวมากขึ้น แต่ถ้าตัวกรองไฟมีความสามารถในการจ่ายกระแสได้ไม่มากพอต่อความต้องการของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เสียบอยู่บนตัวกรองไฟนั้น จะมีผลทำให้เสียงที่ออกมามีลักษณะอั้น ตื้อ สวิงไดนามิกได้ไม่เต็มสเกล
ผลทางเสียงที่ตัวกรองไฟของ Pulito ทำให้เกิดขึ้นกับชุดเครื่องเสียงที่เสียบผ่านตัวมันจะออกไปในแนวทางเดียวกันทุกรุ่น นั่นคือ เป็นเสียงที่มีความสะอาดเนียน โดยมี “ความฉ่ำหวาน” แฝงมากับน้ำเสียง ซึ่งคนที่เคยใช้ตัวกรองไฟของแบรนด์นี้มาก่อนจะรู้กันว่านี่คือสไตล์เสียงเฉพาะตัวของแบรนด์ Pulito นั่นเอง
กรณีของตัว β 0.3 ที่มีเต้ารับให้ 2 ช่อง กับความสามารถในการจ่ายกระแสไฟที่สูงเกือบ 300 วัตต์ มันจึงเหมาะมากกับซิสเต็มที่มีอุปกรณ์ต้นทางแค่ 2 ชิ้น อย่างเช่น สตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต + DAC หรือซีดี ทรานสปอร์ต + อินติเกรตแอมป์ขนาดเล็ก หรือแม้แต่คนที่ใช้อินติเกรตแอมป์ที่เป็น all-in-one ก็ลงตัวมาก
Tube vs. S/S
เดิมทีผมจะชินกับโทนเสียงของตัวกรองไฟ Pulito กับลักษณะที่เนียนและติดฉ่ำของมัน ไม่ว่าจะเป็นรุ่น µ 0.3 หรือรุ่น µ 0.6hr ที่ผมใช้งานอยู่ทุกวัน ซึ่งผมพบว่า ถ้าอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เอาไปเสียบใช้งานมีอัตราบริโภคกระแสไฟอยู่ในระดับที่ “ใกล้เคียง” กับความสามารถสูงสุดในการจ่ายกระแสไฟของตัวกรองไฟของ Pulito ตัวนั้น เสียงที่ออกมาจะสะอาดเนียนก็จริง แต่ทางด้านไดนามิกจะติดนุ่มอมหวาน ตามสไตล์ของตัวกรองไฟแบรนด์นี้ แต่ถ้าต้องการให้ได้เสียงที่มีไทมิ่งออกไปทางเร็ว สด ไดนามิกสวิงได้กว้างสุดสเกล ต้องเลือกใช้ตัวกรองไฟที่มีความสามารถในการจ่ายกระแสได้ “สูงกว่า” ความต้องการกระแสของอุปกรณ์เครื่องเสียงมากๆ อย่างเช่นสิบเท่าขึ้นไป
จากการทดลองฟังเทียบกัน ผมพบว่า เสียงของ TYTAN ออกมาสดกว่า β 0.3 หน่อย เมื่อทดลองปรับเลือกเอ๊าต์พุตระหว่าง TUBE เทียบกับ S/S บนตัว TYTAN ผมพบว่า เอ๊าต์พุตที่ตำแหน่ง TUBE จะให้บุคลิกเสียงที่ออกไปทางนุ่มเนียน ติดนัวนิดๆ เมื่อเทียบกับเอ๊าต์พุตที่ตำแหน่ง S/S ซึ่งจะให้โทนเสียงออกไปทางชัด กระชับ เร็ว และให้รายละเอียดที่เคลียร์ใสมากกว่า เห็นได้ชัดโดยเฉพาะในย่านเสียงทุ้ม ซึ่งเอ๊าต์พุตที่ตำแหน่ง S/S แยกแยะรายละเอียดออกมาเป็นตัวๆ ได้ชัดกว่า แต่เนื้อเสียงในย่านเบสจะน้อยกว่าที่ตำแหน่ง TUBE เป็นไปในลักษณะที่เก็บตัวและรวบปลายเสียงเร็ว ไทมิ่งของเสียงมีความกระชับเร็ว พูดได้ว่า เสียงของ TYTAN ที่ตำแหน่ง S/S เป็นโทนเสียงที่แปลกไปจากเดิม สีสันน้อยกว่าที่ตำแหน่ง TUBE ในขณะที่โทนเสียงตรงตำแหน่ง TUBE นั้นจะคล้ายโทนเสียงเดิม ออกไปแนวเดียวกับโทนเสียงของรุ่น β 0.3 คือติดหวานนิดๆ แต่สดกว่าหน่อย
สรุป
ถ้าระบบไฟของชุดเครื่องเสียงที่บ้านคุณยังไม่มีการกรอง noise เลย แนะนำให้พิจารณาตัวกรองไฟมาใช้ ซึ่งในท้องตลาดมีทำออกมาหลายยี่ห้อ มีทั้งของที่ผลิตในประเทศและแบรนด์ที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ส่วนระดับราคาก็มีหลากหลายระดับให้เลือก
นอกจากเสียงโดยรวมที่สะอาดมากขึ้นแล้ว ถ้าคุณอยากได้โทนเสียงที่มี ความนุ่มนวล + ติดฉ่ำ และอมหวานนิดๆ ออกมาพร้อมกัน แนะนำให้ทดลองฟังเสียงของตัวกรองไฟแบรนด์ Pulito รุ่นใดรุ่นหนึ่งในสองรุ่นนี้ โดยพิจารณาที่สเปคฯ Power Consumption ของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่คุณต้องการนำมาใช้กับตัวกรองไฟเหล่านี้ คือถ้าในซิสเต็มของคุณมีอุปกรณ์ต้นทางแค่ 2 ตัว ที่มี Power Consumption ช่วง peak รวมกันไม่เกิน 30 ถึง 60 วัตต์ แนะนำให้ใช้ตัว β 0.3 ก็เพียงพอ แต่ถ้าคุณมีอุปกรณ์ต้นทาง + ปรีแอมป์ รวม 3 – 4 ตัว และอยากมีอ๊อปชั่นในการปรับแต่งโทนเสียงของซิสเต็ม หรือถ้าต้องการนำไปใช้ในซิสเต็มที่มีโปรเจคเตอร์หรือทีวีจอใหญ่ๆ แนะนำให้พิจารณาตัว TYTAN จะตอบโจทย์ของคุณได้ตรงประเด็นมาก..!!!
********************
ราคา :
รุ่น β 0.3 = 25,000 บาท / เครื่อง
รุ่น TYTAN = 100,000 บาท / เครื่อง
********************
ออกแบบและผลิตโดย
บริษัท แสงทองวิทยุ 2494 จำกัด
********************
สนใจติดต่อที่
คุณปัญญา ธัญจิตปิยานนท์
โทร. 081-870-0840



