รีวิวเครื่องเสียง Pulito รุ่น Micro 0.3 หม้อแปลงบาลานซ์ ซุปเปอร์ ไอโซเลท

ทำไมหม้อแปลงไอโซเลทฯ จึงช่วยให้เสียงดี.? คุณปัญญา ธัญจิตปิยานนท์ กรรมการบริษัท แสงทองวิทยุ 2494 จำกัด ผู้ผลิตหม้อแปลง (ทรานสฟอร์เมอร์) รายใหญ่ของประเทศไทย และเป็นหนึ่งในเจ้าของผลิตภัณฑ์ที่มีชื่อแบรนด์ว่า Pulito ร่วมกับ คุณเก่ง Hiendoption ให้คำตอบว่า จริงๆ แล้ว หม้อแปลงไฟฟ้าไอโซเลทไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยตรงกับสัญญาณเสียงในซิสเต็มแต่อย่างใด คือสัญญาณเสียงไม่ได้วิ่งผ่านหม้อแปลงไอโซเลทฯ แค่มัน (หม้อแปลงไอโซเลทฯ ที่คั่นอยู่ระหว่างปลั๊กผนังกับเครื่องเสียงชิ้นนั้น) เข้าไปทำให้ไฟเอซีที่ส่งไปเลี้ยงเครื่องเสียงมีความสะอาด บริสุทธิ์ ปลอดจากขยะอิเล็กทรอนิคที่แทรกเข้าไปปนเปื้อนกับกระแสไฟเข้าไปถึงตัวเครื่องเท่านั้น

ทำได้อย่างไร.? ปกติแล้ว หม้อแปลงไฟฟ้ามีคุณสมบัติในการ “เพิ่ม” หรือ “ลด” แรงดันไฟฟ้า (voltage) ขึ้นอยู่กับการพันเส้นขดลวดทองแดงสำหรับขาเข้า (primary = ปฐมภูมิ) เทียบกับการพันเส้นขดลวดทองแดงสำหรับขาออก (secondary = ทุติยภูมิ) คือถ้าขดลวดทองแดงฝั่งขาเข้า “มากกว่าขาออก” ก็เป็นการลดแรงดัน อย่างเช่น ขาเข้า 220V ส่วนขาออกแค่ 12V อย่างพวกอะแด๊ปเตอร์ที่ใช้กับอุปกรณ์เครื่องเสียงทั่วๆ ไปส่วนใหญ่ที่เราเห็นกัน แต่ถ้าขดลวดทองแดงฝั่งขาเข้า “น้อยกว่าขาออก” ก็เป็นหม้อแปลงไฟฟ้าประเภทเพิ่มแรงดันนั่นเอง

ส่วนหม้อแปลงไอโซเลทเป็นหม้อแปลงที่ต่างจากหม้อแปลงไฟฟ้าทั่วไป คือมันเป็นหม้อแปลงที่มีจำนวนขดลวดทองแดงฝั่งขาเข้าและขาออก “เท่ากัน” จึงไม่เพิ่มและไม่ลดแรงดัน ทั้งฝั่งขาเข้าและฝั่งขาออกจะมีแรงดันเท่ากัน อัตราส่วนของการแปรผัน (ratio) ของแรงดันสำหรับหม้อแปลงไอโซเลทจึงเท่ากับ 1:1 ซึ่งคุณคงสงสัยว่าถ้าไม่ต้องการขยายเพิ่มหรือลดแรงดันแล้ว เราจะใช้ประโยชน์อะไรจากหม้อเแปลงไฟฟ้าแบบ Isolated ที่ว่านี้

ในทางออกแบบหม้อแปลงไอโซเลทคือการทำให้ขดลวดขาเข้า (primary) กับขดลวดขาออก (secondary) แยกกันเด็ดขาด ไม่มีการเชื่อมต่อขั้วลบเข้าด้วยกัน ซึ่งก็คล้ายกับการทำให้กระแสไฟฟ้าจากขดลวดขาเข้าถูกเหนี่ยวนำให้ “กระโดด” ผ่านสนามแม่เหล็กข้ามไปที่ขดลวดขาออกนั่นเอง ซึ่งปรากฏการณ์นี้มีผลทำให้คลื่นความถี่รูปแบบต่างๆ อย่างเช่นคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI) และคลื่นวิทยุ (RFI) รวมถึงคลื่นไมโครเวฟที่เกาะควบ (modulate) มากับกระแสไฟฟ้าถูกสนามแม่เหล็กของตัวหม้อแปลงชะล้างออกไปจากกระแสไฟฟ้าที่กระโดดผ่านไป กระแสไฟฟ้าที่พุ่งผ่านขดลวดขาออกของหม้อแปลงไอโซเลตไปจึงมีความบริสุทธิ์ผุดผ่องมากขึ้นนั่นเอง

Pulito รุ่น Micro 0.3
หม้อแปลงไอโซเลทขนาดเล็ก

คุณปัญญา เจ้าของและผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ชิ้นนี้ให้ข้อมูลว่า บริษัท แสงทองวิทยุ 2494 จำกัด เป็นบริษัทที่ให้บริการออกแบบและผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าให้กับอุตสาหกรรมในประเทศไทยมานานหลายสิบปี ถือว่าเป็นบริษัทชั้นนำทางด้านนี้ มีการลงทุนเครื่องจักรทันสมัยรวมถึงเครื่องมือตรวจวัดประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์เข้ามาใช้ในกิจการเยอะมาก จนทำให้ปัจจุบันนี้ พวกเขาสามารถผลิตส่วนประกอบของหม้อแปลงได้ด้วยตัวเองทั้งหมด รวมถึงเส้นลวดทองแดงที่ใช้ในการผลิตตัวไอโซเลต ทรานสฟอร์เมอร์ทุกรุ่น ทุกตัวที่บริษัทผลิตออกมารวมถึงรุ่น Micro 0.3 ที่ผมกำลังจะทำรีวิวตัวนี้ด้วย

คุณคิดว่า.. มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ “เครื่องเสียง” มีเสน่ห์มากกว่าแค่เป็น “อุปกรณ์อิเล็กทรอนิค” ชิ้นหนึ่ง.? ถ้าไม่นับคุณภาพเสียง ก็คงเป็นรูปร่างหน้าตานี่แหละ เนื่องจากตัวถังของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคมันจะมีความแข็งโดยธรรมชาติ โดยเฉพาะตัวถังที่มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยม มันจึงมีมุมที่แข็งคมต่อสายตา ซึ่งคุณสามารถสัมผัสได้ถึง “ความตั้งใจ” ของเจ้าของผลิตภัณฑ์ได้ด้วยการพิจารณารายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของตัวถังเครื่องก่อนที่จะลองฟังเสียงของมัน

ผมรู้สึกสัมผัสได้ถึงความใส่ใจของผู้ผลิตหม้อแปลงไอโซเลท Pulito ตัวนี้ตั้งแต่วินาทีแรกที่แกะกล่องพัศดุออกมา คือโดยปกติแล้ว กล่องบรรจุอุปกรณ์เครื่องเสียงทั่วๆ ไปจะเป็นกล่องกระดาษแข็ง แต่กล่องที่บรรจุ Micro 0.3 ตัวนี้เป็นกล่องไม้ที่สั่งทำขึ้นมาโดยเฉพาะ เซอร์ไพร้ซ์มาก.! พอเลื่อนฝาไม้เปิดออกก็เห็นตัวเครื่องสงบนิ่งอยู่ข้างใน พอยกตัวเครื่องออกมาก็ต้องเซอร์ไพร้ซ์รอบสอง เพราะด้านข้างซ้ายขวาของตัวถังมีแผ่นไม้ตีประกบมาทั้งสองด้าน ส่วนด้านอื่นๆ เป็นโลหะชุบสีดำ บนแผงหน้าปัดเรียบง่าย ไม่มีปุ่มปรับใดๆ ตรงมุมล่างขวามีโลหะชุบทองแผ่นเล็กๆ ที่พิมพ์ชื่อรุ่นสีดำติดอยู่ เมื่อมองรวมๆ แล้วจะรู้สึกได้ถึงความคลาสสิก ประกอบกับเนื้องานที่ไม่ได้เนี๊ยบแบบอุตสาหกรรมประดิษฐ์ แต่มันมีฟิลลิ่งของงานแฮนด์เมดมากกว่า เหล่านี้ก็ยิ่งเพิ่มความคลาสสิกมากขึ้นไปอีก..

ขนาด + สัดส่วน + การเชื่อมต่อ

ไมโคร 0.3 มีบอดี้ขนาดกระทัดรัด กว้างแค่ 23 .. x ลึก 21.5 .. และสูงเพียง 7.5 .. เท่านั้น ดูกระทัดรัดไม่เทอะทะ เพราะทรานฟอร์เมอร์ข้างในตัวไม่ใหญ่ จ่ายไฟได้ 300VA ผ่านเต้ารับตัวเมีย 2 ต้ว (C) ซึ่งคุณปัญญาบอกว่า เต้ารับที่ใช้ในรุ่น Micro 0.3 จะมีอยู่ 2 ยี่ห้อคือ Pankea กับ Hubbel เหตุที่ต้องสลับใช้สองยี่ห้อนี้ก็เพราะว่าบางช่วงสินค้าของตัวไหนขาดตลาดนานก็เลยต้องมีอีกตัวไว้ใช้แทนกันนั่นเอง ซึ่งทั้งสองตัวนี้อยู่ในเกรดเดียวกัน

นอกจากเต้ารับ (C) สำหรับส่งออกไฟฟ้า 220V ทั้งสองตัวนั้นแล้ว ที่แผงหลังก็ยังมีเต้ารับตัวผู้ (A) ของสายไฟที่เชื่อมต่อจากปลั๊กบนผนังมาเข้าที่ตัว Micro 0.3 อีกหนึ่งช่อง โดยมีสวิทช์เปิด/ปิดเครื่อง (B) พร้อมช่องใส่ฟิวส์อยู่ติดกัน ทั้งหมดที่แผงหลังมีอยู่แค่นั้น

Balance Isolated” & “Super Isolated
เหล่านี้คือความพิเศษเหนือใคร.!

ที่ผ่านมาผมเคยได้ยินแต่คำว่า ไอโซเลท ทรานสฟอร์เมอร์และรู้มาคร่าวๆ ว่ามันทำหน้าที่ขจัดสัญญาณรบกวนออกไปจากไฟเอซี.. แค่นี้เอง แต่หลังจากได้ทดลองใช้ตัวไอโซเลท ทรานสฟอร์เมอร์ของ Pulito Micro 0.3 ตัวนี้ และได้คุยกับคุณปัญญา เจ้าของผลิตภัณฑ์ตัวนี้แล้ว ยอมรับเลยว่า ผมมีความเข้าใจเกี่ยวกับตัวหม้อแปลงไอโซเลทมากขึ้นเยอะเลย

คุณปัญญาเล่าให้ฟังว่า โดยพื้นฐานแล้ว ไอโซเลท ทรานสฟอร์เมอร์สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ระดับ โดยแบ่งตามสมรรถนะในการขจัดสัญญาณรบกวน (noise) ของมัน ระดับแรกคือไอโซเลท ทรานสฟอร์เมอร์แบบธรรมดาทั่วไปที่ใช้ขดลวดขาเข้ากับขาออกที่มีส่วนร่วมกัน ซึ่งมีประสิทธิภาพในการขจัดน้อยซ์จากไฟเอซีออกไปได้ประมาณ 50% คือโดยปกติแล้ว ไฟเอซีที่จ่ายออกมาจากเต้ารับบนผนังบ้านเราทั่วไปจะมีสัญญาณรบกวนที่แทรกเข้ามาจากภายนอกปะปนอยู่ระหว่าง 700 – 1400 mV เมื่อนำมาผ่านหม้อแปลงไอโซเลทแบบทั่วไป น้อยส์เหล่านั้นจะถูกขจัดออกไปได้ประมาณ 50% และเหลือตกค้างอยู่กับกระแสไฟฟ้าที่ส่งออกไปทางเอ๊าต์พุตประมาณ 350 – 700 mV

ส่วนอีกแบบเรียกว่าหม้อแปลงไอโซเลทแบบบาลานซ์ ซึ่งทำยากกว่า เพราะใช้ลวดตัวนำสองชุดแยกกัน และในการพันลวดทองแดงก็ต้องคอยจัดให้ลวดทองแดงทั้งสองชุดมีลักษณะที่เท่ากันไปตลอดทาง เหตุผลก็เพื่อให้สัญญาณรบกวนที่อยู่คนละชุดถูกหักล้างกันได้หมดจดจริงๆ ซึ่งหม้อแปลงไอโซเลทแบบบาลานซ์จะมีประสิทธิภาพในการขจัดคลื่นรบกวน หรือน้อยซ์ในไฟเอซีออกไปได้มากกว่าหม้อแปลงไอโซเลตแบบธรรมดาทั่วไป จากปริมาณน้อยส์ที่ยกตัวอย่างไว้เท่ากับ 1400 mV ถ้าใช้หม้อแปลงไอโซเลตแบบบาลานซ์จะลดน้อยส์ลงไปได้มากเกินครึ่ง อาจจะเหลือน้อยส์หลุดติดไปกับไฟเอ๊าต์พุตประมาณ 400 – 500 mV เท่านั้น

คุณปัญญาให้ข้อมูลว่า ตัว Pulito Micro 0.3 ใช้หม้อแปลงไอโซเลทแบบบาลานซ์ที่ใช้วิธีพันลวดทองแดงที่พิเศษมากกว่าบาลานซ์ธรรมดาไปอีกขั้น นั่นคือมีการเพิ่มฉนวนเข้าไประหว่างชั้นของลวดทองแดงด้วย ทางผู้ผลิตเรียกหม้อแปลงชนิดนี้ว่า “Balance Super Isolatedซึ่งทำให้พันหม้อแปลงยากขึ้นเยอะ แต่ให้ประสิทธิภาพในการขจัดคลื่นรบกวนออกไปจากไฟเอซีได้มากกว่าหม้อแปลงไอโซเลทแบบบาลานซ์ทั่วไปหลายเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากการเพิ่มชั้นฉนวนเข้าไปคั่นในชั้นขดลวดช่วยป้องกันไม่ให้สัญญาณรบกวนจากภายนอกแทรกซึมเข้าไปถึงเส้นลวดทองแดงภายในตัวหม้อแปลง และยังช่วยป้องกันการรบกวนที่เกิดจากการเหนี่ยวนำได้ด้วย ด้วยเหตุนี้ ทำให้หม้อแปลงแบบ บาลานซ์ ซุปเปอร์ ไอโซเลทให้ประสิทธิภาพในการขจัดและป้องกันสัญญาณรบกวนจากไฟเอซีได้สูงมากกว่าหม้อแปลงไอโซเลทธรรมดาและหม้อแปลงบาลานซ์ไอโซเลททั่วไปหลายเปอร์เซ็นต์ คือหากเทียบจากปริมาณน้อยส์ในไฟเอซีตามที่ยกตัวอย่างไว้ข้างต้นคือ 1400 mV เมื่อผ่านหม้อแปลงบาลานซ์ ซุปเปอร์ ไอโซเลทแล้ว จะเหลือน้อยส์หลุดรอดไปทางเอ๊าต์พุตไม่เกิน 100 mV เท่านั้นเอง.!!

ปริมาณของสัญญาณรบกวนที่พ่วงมากับไฟเอซีเมื่อตรวจจับด้วยเครื่องวัด สังเกตเส้นฝอยๆ ที่ยุ่งเหยิงนั้นคือสัญญาณรบกวน

นี่คือผลการตรวจวัดหลังจากใช้หม้อแปลงแบบบาลานซ์ ไอโซเลทเข้าไปคั่นไฟเอซีดังกล่าว จะสังเกตเห็นว่า เส้นฝอยๆ ที่ดูยุ่งเหยิงในตอนแรกลดน้อยลงไปเยอะ

ภาพนี้คือผลที่ตรวจวัดได้หลังจากเปลี่ยนมาใช้หม้อแปลง Balance Super Isolated ของ Pulito Micro 0.3 เข้าไปคั่น จะเห็นว่า ปริมาณของสัญญาณรบกวนเหลือน้อยลงไปอีก และรูปคลื่นของไฟก็มีความชัดเจนมากขึ้นด้วย

นอกจากนั้น หม้อแปลง Pulito Micro 0.3 ตัวนี้ยังมีวงจรขจัดสัญญาณรบกวนทั้งแบบ normal mode และแบบ differential mode รวมถึงมีวงจร DC Blocker ติดตั้งมาให้ด้วย

ทดสอบ

เนื่องจากทางผู้ผลิตส่งตัวอย่างมาให้ทดสอบแค่ตัวเดียว ผมจึงแยกทดสอบ Pulito Micro 0.3 สองช่วงเวลา ช่วงแรกผมนำ Micro 0.3 ไปใช้กับชุดเครื่องเเสียงในห้องฟังก่อน ซึ่งใช้เวลาเบิร์นฯ ตัว Micro 0.3 อยู่นานเกือบร้อยชั่วโมงเสียงถึงจะเข้าที่ ช่วงชั่วโมงแรกๆ จะรู้สึกได้ถึงอาการตื้อๆ หลังจากใช้ต่อเนื่องไปเกิน 50 ชั่วโมงอาการตื้อน้อยลงมาก เสียงเริ่มลอยออกมา รายละเอียดเริ่มปรากฏชัด และไดนามิกเริ่มสวิงได้กว้างมากขึ้น ผมลองฟังเล่นๆ ไปเรื่อยๆ รอจนเกิน 100 ชั่วโมงจึงเริ่มลงมือทดลองแม็ทชิ่งตัว Micro 0.3 เข้ากับอุปกรณต่างๆ และทดลองฟังเสียงของมัน หลังจากเก็บรายละเอียดในการฟังจนพอใจแล้ว ผมก็เริ่มทดสอบ Micro 0.3 ช่วงที่สอง ด้วยการยกออกจากห้องฟังไปทดลองใช้งานกับทีวีและเครื่องเสียงชุดเล็กที่ห้องรับแขก

เราจะพิจารณาผลของอุปกรณ์เสริมประเภทที่ตัวมันเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกระแสไฟเอซีอยู่ 2 ประเด็นหลักๆ ประเด็นแรกคือ พิจารณาผลที่เกิดกับ สัญญาณรบกวนหรือ noise ซึ่งอุปกรณ์เสริมที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับไฟเอซีล้วนมีประสงค์เดียวกันนั่นคือ พยายามลดปริมาณของสัญญาณรบกวนที่เกาะติดมากับไฟเอซีลงก่อนจะส่งเข้าไปที่ตัวเครื่องเสียง ดังนั้น ขณะใช้งานให้พิจารณาดูว่าอุปกรณ์ชิ้นนั้นมีประสิทธิภาพในการลดปริมาณสัญญาณรบกวนออกไปจากไฟเอซีได้มากน้อยแค่ไหน.? ส่วนประเด็นที่สองให้พิจารณาในแง่ของเสียงของซิสเต็มหลังจากที่ติดตั้งอุปกรณ์เสริมประเภทนี้เข้าไปในระบบ คือให้สังเกตดูว่า อุปกรณ์ชิ้นนั้นส่งผลกับเสียงในแง่ของการสวิงไดนามิกอย่างไรบ้าง.? มีอาการอั้นเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้งานอุปกรณ์ตัวนั้นหรือไม่.?

ทดสอบกับชุดเครื่องเสียงในห้องฟังเพลง

คำถามที่ผมมักจะถูกถามบ่อยมากเกี่ยวกับตัวกรองไฟ (power conditioner) ก็คือว่า เสียงอั้นมั้ย.? ซึ่งจริงๆ แล้ว อุปกรณ์เสริมทุกชนิดที่เข้าไปคั่นขวางไฟเอซีระหว่างปลั๊กผนังกับตัวเครื่อง มีโอกาสที่จะทำให้เสียงมีอาการอั้นหรือตื้อขึ้นได้ ซึ่งจากประสบการณ์ผมพบว่า บ่อยครั้งที่อาการเสียงอั้นจากการใช้อุปกรณ์เสริมประเภทตัวกรองไฟและตัวคุมไฟมักจะมีสาเหตุมาจากการใช้งานที่ผิด คือผู้ใช้ไม่ได้ตรวจเช็ค ความสามารถในการจ่ายกำลังไฟของอุปกรณ์เสริมตัวนั้นกับ ความต้องการใช้กำลังไฟ” (power consumption) ซะก่อนว่ามันแม็ทชิ่งกันหรือไม่.? หลายๆ ครั้งที่อาการอั้นเกิดขึ้นเพราะเอาอุปกรณ์ที่ต้องการกำลังไฟ สูงกว่าความสามารถในการจ่ายกำลังไฟไปเสียบใช้งานด้วยกัน

ตัว Micro 0.3 ของ Pulito ตัวนี้มีความสามารถจ่ายกำลังไฟได้ 300VA ซึ่งคุณปัญญา ให้ข้อมูลว่า ถ้าคิดคำนวนออกมาเป็นวัตต์ของกำลังไฟที่จ่ายออกมาได้ เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ประมาณ 200 – 250 วัตต์ ดังนั้น ก่อนจะเอา Micro 0.3 ไปใช้งานในซิสเต็ม ให้เปิดสเปคฯ ของอุปกรณ์ตัวนั้นๆ ดูก่อนว่า ที่หัวข้อ Power Consumption ของอุปกรณ์ตัวนั้นมันแจ้งไว้เท่าไหร่ ซึ่งอุปกรณ์เครื่องเสียงที่จะได้อรรถประโยชน์จาก Micro 0.3 ตัวนี้ต้องมีอัตราบริโภคไฟฟ้าไม่เกิน 250 วัตต์ ส่วนกรณีที่จะเสียบใช้งานพร้อมกัน 2 ตัว อัตราบริโภคไฟฟ้าของเครื่องเสียงทั้งสองตัวนั้นรวมกันก็จะต้องไม่มากกว่า 250 วัตต์นั่นเอง

คุณปัญญาบอกว่า ตัวกรองไฟจะจ่ายกระแสไฟไปตามความต้องการของโหลดทางด้านเอ๊าต์พุต ซึ่งโหลดสำหรับตัวกรองไฟมันไม่ได้เป็นค่าคงที่ตลอดเวลา ความแปรผันของโหลดจะขึ้นอยู่กับระดับการสวิงของอัตราบริโภคกระแสไฟของอุปกรณ์ตัวนั้นๆ ยกตัวอย่างเช่น อุปกรณ์ประเภทเครื่องเล่นซีดีจะมีระดับการสวิงของอัตราบริโภคกระแสไฟ ต่ำกว่าเพาเวอร์แอมป์ ซึ่งช่วงสวิงต่ำสุดถึงสูงสุดของเครื่องเล่นซีดีจะไม่สูง เพราะวงจรอิเล็กทรอนิคในระบบการทำงานของเครื่องเล่นซีดีใช้ประมาณไฟน้อย ผิดกับวงจรขยายในเพาเวอร์แอมป์ที่ต้องการกระแสไฟสูงมากในขณะที่ทำการขยายสัญญาณเสียงที่ดังมากๆ ด้วยเหตุนี้ มักจะไม่นิยมนำอุปกรณ์เสริมประเภทตัวกรองไฟไปใช้กับเพาเวอร์แอมป์หรืออินติเกรตแอมป์ตัวใหญ่ๆ เนื่องจากมีโอกาสที่จะทำให้เกิดเสียงอั้นได้

จากข้อมูล Power Consumption ของอุปกรณ์เครื่องเสียงหลายๆ ตัวที่ผมค้นหามาพบว่า อุปกรณ์ประเภทเครื่องเล่นแผ่น CD/DVD/Blu-ray ส่วนใหญ่แล้วจะมีอัตราบริโภคไฟอยู่ราวๆ 20 วัตต์ +/- นิดหน่อยเท่านั้น ใกล้เคียงกับอุปกรณ์ประเภท source ต่างๆ อย่างเช่น external DAC แม้จะตัวใหญ่ๆ อย่าง Denafrips รุ่น Terminator II ที่ผมเพิ่งจะทดสอบไป (REVIEW) ก็บริโภคไฟ ไม่ถึง 20 วัตต์ นอกจากนั้น อุปกรณ์ประเภทปรีแอมป์ก็กินไฟน้อยมาก ยกตัวอย่างรุ่น X-5 ของ Ayre Acoustic ก็มีอัตราบริโภคไฟต่ำมากแค่ 10 วัตต์เท่านั้น อีกตัวที่ผมใช้อยู่คือปรีของ VTL รุ่น TL-2.5 เป็นปรีหลอดซึ่งกินไฟสูงกว่าโซลิดสเตทมาก แต่ก็มีอัตราบริโภคไฟอยู่แค่ 100 วัตต์ เท่านั้น

จากตัวเลข Power Consumption ของ source และปรีแอมป์ข้างต้น จะเห็นว่า ผมสามารถใช้ Micro 0.3 จ่ายไฟให้กับ source + preamp ได้อย่างสบายๆ ซึ่งในการทดสอบ ผมได้ทดลองเสียบเครื่องเล่นแผ่น CD/SACD ของ Marantz รุ่น 30n ซึ่งในสเปคฯ แจ้งอัตราบริโภคไฟไว้เท่ากับ 48 วัตต์ คู่กับปรีแอมป์ของ VTL รุ่น TL-25 ที่มีอัตราบริโภคไฟอยู่ที่ 100 วัตต์ แล้วลองฟังเสียง ปรากฏว่าเสียงที่ออกมาเมื่อเทียบกับต่อทั้งสองเครื่องตรงเข้าปลั๊กผนังแล้ว ผลคือเสียบทั้งสองเครื่องผ่าน Micro 0.3 เสียงออกมาดีกว่ามาก.! เสียงสะอาด ลื่นไหล ไม่มีอาการอั้นเกิดขึ้น

บางช่วงผมทดลองย้ายตัว Micro 0.3 ไปใช้กับ source อย่างเดียวในขั้นตอนทดสอบตัว external DAC ของ Denafrips โดยใช้ Micro 0.3 จ่ายไฟให้กับตัว DDC รุ่น Hermes (กินไฟ น้อยกว่า 20 วัตต์) และตัว Terminator II (กินไฟ น้อยกว่า 20 วัตต์) พร้อมกันสองตัว พบว่า เสียงออกมาดีกว่าต่อตรงจากผนังห้องในแง่ของความสะอาดและสงบ ลักษณะของเวทีเสียงที่เปิดโล่งไม่ต่างจากตอนต่อตรงจากผนังห้อง แต่พื้นเสียงสะอาดกว่า ได้ยินรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ชัดเจนมากกว่า และที่เด่นมากๆ เมื่อต่อผ่าน Micro 0.3 ก็คือความนิ่งและสงบของเสียงที่ดีขึ้นมากๆ เหมือนแกว่งสารส้มลงไปในน้ำขุ่น เพราะ Micro 0.3 ทำให้พื้นเสียงมีความโปร่งใสมากขึ้น ทำให้รับรู้ถึงอัตราสวิงของไดนามิกที่เปิดกว้าง รับรู้ได้ถึงลักษณะของคอนทราสน์ไดนามิกที่ลื่นไหลและต่อเนื่องมากขึ้น ฟังแล้วรู้สึกถึงอารมณ์เพลงได้ชัดเจนมากขึ้น รับรู้ถึงน้ำหนักการบรรเลงของศิลปินได้ชัดขึ้น โดยรวมแฮ้ปปี้มาก เมื่อฟังไปนานๆ จนชิน พอถอด Micro 0.3 ออกจะรู้สึกทันทีว่ามีหลายอย่างหายไป.!!

มีอยู่ครั้งหนึ่ง ผมทดลองใช้ Micro 0.3 จ่ายไฟให้กับตัว all-in-one ของ Cambridge Audio รุ่น EVO 150 พบว่า เมื่อผมลองฟังที่ระดับความดังปานกลาง เสียงที่ออกมามีอาการอั้นในบางขณะ และเมื่อผมทดลองเร่งวอลลุ่มขึ้นไปมากๆ จนดังเต็มห้อง พบว่า เสียงโดยรวมจะออกกร้าว ไม่น่าฟังในบางจังหวะที่เพลงโหมดังขึ้นมามากๆ แต่ตอนที่เพลงลดความดังลงเสียงก็จะกลับมาเนียนสะอาดน่าฟัง พอผมไปเปิดดูสเปคฯ ของ EVO 150 ถึงได้พบว่ามันมีอัตราบริโภคไฟสูงสุดอยู่ที่ 700 วัตต์ ซึ่งเกินความสามารถในการจ่ายไฟของตัว Micro 0.3 ขึ้นไปมากกว่าสองเท่า นั่นคือสาเหตุที่ทำให้คุณภาพเสียงมีอาการวูบวาบไปมานั่นเอง คือตอนฟังเบาๆ เสียงออกมาดี แต่พอเร่งวอลลุ่มขึ้นไปดังมากๆ เสียงก็จะเริ่มมีอาการแย่ลง.. สรุปได้ว่า ผลข้างเคียงที่ทำให้เสียงออกมากร้าวและอั้นเป็นเพราะเครื่องเสียงที่เอามาต่อกับ Micro 0.3 มันบริโภคไฟ สูงกว่าความสามารถในการจ่ายไฟของตัว Micro 0.3 ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ผมเคยเจอว่าตัวกรองไฟอื่นๆ ก็มีคุณสมบัติแบบเดียวกันนี้ ดังนั้น ก่อนจะเสียบเครื่องเสียงตัวไหนเข้ากับ Micro 0.3 ตัวนี้ หรือแม้แต่ตัวกรองไฟตัวไหนๆ ให้ตรวจเช็คอัตราบริโภคไฟของเครื่องเสียงชิ้นนั้นดูกว่าว่ามันสูงเกินความสามารถในการจ่ายไฟของตัวกรองไฟตัวนั้นหรือไม่

และยังได้ข้อสรุปอีกข้อที่ว่า อาการอั้นไม่ได้เกิดจากการเอาตัวกรองไฟไปคั่นระหว่างปลั๊กผนังกับตัวเครื่อง ถ้าตัวกรองไฟสามารถจ่ายไฟได้มากพอต่อความต้องการบริโภคไฟของตัวเครื่องเสียง เสียงที่ออกมาจะไม่มีอาการอั้นแน่นอน..!!

ทดสอบกับชุดดูหนังในห้องรับแขก

ทีวี OLED 65 นิ้วของ Sony รุ่น A8F ที่ผมใช้อยู่ในห้องรับแขกระบุอัตราบริโภคไฟไว้ประมาณ 400 mV ซึ่งโดยมากแล้ว สเปคฯ อัตราบริโภคไฟของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคตัวนั้นๆ ที่แจ้งไว้จะเป็น อัตราสูงสุดของเครื่องนั้นๆ ซึ่งสเปคฯ ที่แจ้งไว้สำหรับทีวีจะรวมทั้งส่วนที่ใช้กับภาพและเสียงเข้าด้วยกัน แต่ในสเปคฯ ไม่ได้แยกไว้ว่าในจำนวนสูงสุด 400 mV นั้นแยกเป็นส่วนของภาพกับเสียงอย่างละเท่าไหร่

ตอนที่ผมทดสอบตัว Micro 0.3 นับเป็นจังหวะเวลาพอดีที่ผมได้รับลำโพงแอ็คทีฟยี่ห้อ Kanto Audio รุ่น TUK มาทำการทดสอบ ผมจึงทดลองเอาลำโพงแอ๊คทีฟคู่นี้มาใช้อัพเกรดคุณภาพเสียงให้กับทีวี Sony ของผม ด้วยการดึงสัญญาณดิจิตัล ออดิโอจากทีวีไปแปลงเป็นสัญญาณเสียงอะนาลอกด้วยภาค DAC ในตัวลำโพง TUK ผ่านทางอินเตอร์เฟซอ๊อปติคัล Toslink (ดูภาพด้านบน) จากนั้นก็เสียบสายไฟเอซีทั้งของทีวีและของลำโพงเข้าที่ Micro 0.3

ลำโพง Kanto Audio รุ่น TUK คู่นี้เป็นลำโพงวางขาตั้ง สองทาง ภาคขยายในตัวเป็นแอมป์ class-D ที่ให้กำลังขับสูงถึง 260 วัตต์ต่อข้าง ตอบสนองความถี่ตั้งแต่ 50Hz – 20kHz ส่วนอัตราบริโภคไฟไม่ได้ระบุแจ้งไว้ในสเปคฯ การทดสอบครั้งนี้จะเรียกว่าเป็นการทดสอบแบบ Blind Test ก็พอได้..

คำกล่าวที่ว่า ดูความแตกต่างของภาพ ง่ายกว่าฟังความแตกต่างของเสียง ซึ่งผมขอยืนยันอีกเสียงเลยว่าจริง.!! หลังจากย้ายสายไฟเอซีของทีวีจากเดิมต่อตรงออกมาจากผลั๊กผนังมาเสียบผ่าน Micro 0.3 ตัวนี้แล้ว ผมต้องขยี้ตาหลายรอบ เพราะภาพมันเปลี่ยนไปเยอะมาก รู้สึกได้เลยว่าภาพบนจอทีวีมันมีความกระจ่างตามากขึ้น คล้ายกับว่า ภาพมันมีพลังในการเปล่งประกายออกมามากขึ้น ทั้งๆ ที่ผมไม่ได้ปรับเปลี่ยน brightness และ contrast ของทีวีแต่อย่างใด ทุกอย่างเหมือนเดิมหมด แต่ภาพที่ออกมามันมีพลังของแสงที่เปล่งออกมามากขึ้น ทุกมุมมองมันเด่นชัดออกมามากกว่าเดิม ภาษาชาวบ้านก็คือ ภาพมัน เด้งมากขึ้นนั่นแหละ.!!

แต่เดี๋ยวนะครับ.. ภาพที่ผมบอกว่ามันเปล่งประกายมากขึ้นหลังจากใช้ Micro 0.3 นั้น ไม่ได้เป็นไปในลักษณะเหมือนกับการปรับฟังท์ชั่น brightness กับ contrast ของทีวีเพิ่มขึ้นนะครับ เพราะถ้าคุณปรับเพิ่ม brightness กับ contrast ให้สูงขึ้นคุณจะได้ภาพที่มีความสว่างมากขึ้น แต่การทำแบบนั้นจะทำให้คุณได้ผลข้างเคียงมาด้วย ผลข้างเคียงที่ว่าก็คือ สีสันของภาพจะ จางลงเมื่อคุณเพิ่ม brightness ของทีวีให้มากขึ้น และสีสันของภาพจะมีลักษณะ ตุ่น ไม่สดใสเมื่อคุณเพิ่ม contrast ของทีวีให้สูงขึ้น ซึ่งผลลัพธ์ทั้งสองลักษณะนั้นเป็นผลข้างเคียงที่เกิดจากการปรับตั้ง brightness กับ contrast ของภาพไว้สูงเกินไป ซึ่งไม่ใช่ลักษณะของภาพที่ได้จากการใช้ Micro 0.3 เพราะหลังจากเสียบทีวีผ่าน Micro 0.3 จะรู้สึกได้เลยว่าภาพบนจอทีวีมันสว่างขึ้น pop-up มากขึ้น มีพลังอัดฉีดของแสงมากขึ้น ในขณะที่สีสันของภาพก็มีความสดใสและมีเนื้อสีที่เข้มข้นขึ้นด้วย.. สรุปคือ Micro 0.3 ทำให้ภาพของทีวี Sony ของผมดีขึ้นทุกส่วน

หลังจากนั่งดูทีวีที่เสียบผ่านหม้อแปลงไอโซเลท Micro 0.3 ตัวนี้มานานเกือบเดือน อีกอย่างหนึ่งที่ผมพบว่า Micro 0.3 ทำให้ภาพของทีวีผมดีขึ้น นั่นคือความสะอาดเกลี้ยงเกลาของภาพที่ทำให้ดูแล้วรู้สึกเนียนตามากขึ้น ปลดออกไม่ได้ซะแล้ว..

นอกจากภาพแล้ว เสียงที่ได้จากลำโพงแอ๊คทีฟ TUK ที่เสียบผ่าน Micro 0.3 ก็ดีขึ้นด้วย ดีกว่าเสียบสายไฟเอซีของ TUK ตรงจากปลั๊กผนังอย่างชัดเจน สิ่งที่รู้สึกได้อย่างแรกคือ ความเปิดโล่งของเสียงที่แผ่ขยายออกไปมากกว่าเดิม เสียงโดยรวมมีลักษณะที่เปิดกระจ่างมากขึ้น แยกแยะรายละเอียดได้เคลียร์มากขึ้น สนามเสียงกว้างขวางขึ้นเยอะเลย น้ำหนักเสียงก็ดีขึ้น พิสูจน์ได้จากเสียงซาวนด์เอ็ฟเฟ็กต์ขณะดูหนังจาก Netflix และ Disney+ แม้ว่าจะใช้ลำโพงแค่ 2 ตัว แต่สนามเสียงที่ได้ออกมามันแผ่คลุมพื้นที่อากาศด้านหน้าที่อยู่รอบๆ ตัวทีวี และยังแผ่มวลเสียงออกมาถึงโซฟาที่ผมนั่งชมได้ด้วย ซึ่งโซฟาที่ผมนั่งชมอยู่ห่างจากหน้าจอทีวีออกมาเกือบสี่เมตร พอทดลองย้ายสายไฟเอซีของตัวลำโพง TUK ไปเสียบตรงออกมาจากปล๊กผนัง ปรากฏว่า บรรยากาศที่แผ่คลุมหดหายไปเกือบหมด ความโอ่โถงของเสียงก็ดรอปลงไปเยอะ เสียงโดยรวมเหมือนจะเบาลงนิดนึง พอผมลองกดรีโมทของลำโพงเพื่อเร่งความดังมากขึ้น ปรับให้ความดังของเสียงออกมาใกล้เคียงกัน ปรากฏว่า เสียงที่ออกมามีลักษณะเจี๊ยวจ๊าวน่ารำคาญไปเลย ต้องรับหรี่วอลลุ่มลง อาการเจี๊ยวจ๊าวจึงค่อยทุเลาลง แต่พลังเสียงก็หดหายไปด้วย

สรุปแล้ว ความสามารถในการจ่ายไฟของ Micro 0.3 สามารถรับมือกับความต้องการของทั้งทีวีและลำโพงแอ๊คทีฟของ Kanto Audio TUK ได้สบาย เป็นไปได้ว่าตัวทีวีอาจจะบริโภคไฟน้อยลงเมื่อดึงสัญญาณเสียงของทีวีที่อยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตัลไปอาศัยภาค DAC กับแอมปลิฟายในตัวลำโพงก็เป็นได้ เลยไม่เป็นภาระที่เกินตัวสำหรับ Micro 0.3 (* ทีวี Sony A8F ของผมมีขนาดจอ 65 นิ้ว ถ้าทีวีจอเล็กกว่านี้ก็ยิ่งสบายสำหรับ Micro 0.3)

มีงบประมาณหมื่นต้นๆ ควรจะลงทุนกับตัวไหนดี ระหว่าง สายไฟเอซี กับหม้อแปลงไอโซเลทของ Pulito ตัวนี้.?

ช่วงที่ทดสอบ Pulito Micro 0.3 มีเพื่อนนักเล่นฯ ถามคำถามนี้เข้ามา ผมเห็นว่ามีประเด็นน่าสนใจเลยขออนุญาตเอาคำถามและคำตอบของผมมาลงให้อ่านท้ายรีวิว Micro 0.3 ด้วยเลย

หลังจากได้รับคำถามนี้ ผมก็ทำการทดลองกับตัวเอง ด้วยการเลือกสายไฟเอซีที่มีราคาหมื่นกว่ามาหนึ่งเส้น ซึ่งเส้นที่มีราคาใกล้เคียงมากที่สุดที่ผมมีอยู่ตอนนั้นเป็นของ Life Audio รุ่น Essence 1 (ราคาเส้นละ 18,800 บาท) ซึ่งผมเคยทำรีวิวไปเมื่อปี 2018 (REVIEW) มาทดลองฟังเทียบกับ Micro 0.3

วิธีการทดลองก็คือ ใช้สายไฟ Essence 1 ต่อตรงจากปลั๊กบนผนังมาที่ปรีแอมป์ Ayre Acoustics รุ่น K-5 ซึ่งต่อเชื่อมสัญญาณอยู่กับเพาเวอร์แอมป์ Ayre Acoustics รุ่น V-3 ขับลำโพง Wilson Benesch รุ่น Precision P3.0 โดยมี roon nucleus+ กับ Denafrips Pontus II ทำหน้าที่เป็นแหล่งต้นทางสัญญาณ จากนั้นผมก็เปลี่ยนเอา Pulito Micro 0.3 เข้าไปแทนสายไฟ Essence 1 โดยใช้สายไฟแถมเส้นสีดำสองเส้นในการเชื่อมต่อ เส้นหนึ่งเชื่อมต่อระหว่างเต้ารับบนผนังกับอินพุตของ Micro 0.3 ส่วนสายแถมอีกเส้นเชื่อมต่อระหว่างเอ๊าต์พุตของ Micro 0.3 กับเต้ารับไฟเอซีของปรีแอมป์ K-5

หลังจากฟังเทียบกันอยู่พักใหญ่ ผมพบว่า ทั้งสายไฟ Essence 1 และหม้อแปลงไอโซเลท Micro 0.3 ต่างก็ทำให้เสียงของซิสเต็มเปลี่ยนไปในแนวทางที่ดีกว่าใช้สายไฟแถมต่อตรงจากเต้ารับ ข้อดีที่สายไฟ Essence 1 และหม้อแปลงไอโซเลท Micro 0.3 ให้ออกมากับซิสเต็มนี้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือให้เสียงที่มีพลังมากขึ้น, แยกแยะรายละเอียดดีขึ้น และให้พื้นเสียงที่สะอาดขึ้น แต่สายไฟ Essence 1 จะเด่นไปทางน้ำหนักเสียงกับการแยกแยะรายละเอียดที่ชัดเจนกว่า Micro 0.3 นิดนึง ในขณะที่หม้อแปลงไอโซเลท Micro 0.3 ให้ความสะอาดกับความนิ่งของเสียงมากกว่าสายไฟเอซี Essence 1 นิดนึง ส่วนทางด้านน้ำหนักเสียงและการแยกแยะเป็นรองสายไฟ Essence 1 อยู่นิดหน่อย

ผมสังเกตว่า หม้อแปลงไอโซเลท Micro 0.3 จะให้ความสะอาดของตัวเสียงและพื้นเสียงที่โดดเด่นมากกว่าสายไฟเอซี Essence 1 ซึ่งน่าจะเป็นเพราะว่าตัวหม้อแปลงไอโซเลท Micro 0.3 มันลงไปขจัดน้อยส์ที่แทรกอยู่ในกระแสไฟได้ ในขณะที่สายไฟเอซีดีๆ จะมีระบบป้องกันคลื่นรบกวนจากภายนอกไม่ให้แทรกเข้าไปปะปนกับกระแสไฟที่ไหลผ่านตัวสาย แต่ไม่มีวงจรฟิลเตอร์ที่จะเข้าไปจัดการกับสัญญาณรบกวนที่แทรกอยู่ในกระแสไฟที่วิ่งผ่านมันไป

สรุปว่า หม้อแปลงไอโซเลทกับ สายไฟเอซีดีๆให้ผลกับเสียงโดยรวมคล้ายกัน แต่เน้นหนักกันไปคนละทาง คือตัวหม้อแปลงไอโซเลทจะเด่นไปในแง่ของการขจัดสัญญาณรบกวนที่มากับกระแสไฟ ทำให้พื้นเสียงสะอาด ทำให้อุปกรณ์เครื่องเสียงทำงานได้เต็มที่ แต่แทบจะไม่มีผลกับบุคลิกเสียงของซิสเต็มเนื่องจากหม้อแปลงไอโซเลทไม่มีส่วนประกอบใดที่ส่งผลกับบุคลิกเสียงนอกจากตัวเต้ารับซึ่งมีผลน้อย* ในขณะที่สายไฟเอซีดีๆ มีคุณสมบัติป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอกได้แค่ระดับหนึ่ง ไม่มากเท่าหม้อแปลงไอโซเลทเพราะไม่ได้ขจัดน้อยส์ที่มากับกระแสไฟออกไปด้วย แต่เนื่องจากลักษณะการเลือกใช้ประเภทของเส้นตัวนำ, คุณภาพของเส้นตัวนำ, ลักษณะโครงสร้างของเส้นตัวนำ บวกกับการออกแบบระบบชีลด์ของสายเอซี เหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สายไฟเอซีมีผลกับบุคลิกเสียงของซิสเต็มมากกว่าหม้อแปลงไอโซเลท

(* ใครที่ต้องการให้ใช้เต้ารับที่ให้เสียงไปในทิศทางเดียวกับสายไฟเอซี อย่างเช่น ชุบทอง, ชุบเงิน หรือชุบโรเดี้ยม ก็ลองโทรฯ คุยกับผู้ผลิตและประกอบเครื่องคือ คุณเก่ง” หุ้นส่วนของคุณปัญญาได้ที่เบอร์ 083-222-8999, LineID: hiend-999)

หม้อแปลงไอโซเลท Micro 0.3 มีจุดเด่นในแง่ของการขจัดสัญญาณรบกวนได้ดี ให้พื้นเสียงที่สะอาด แต่มีผลกับโทนัลบาลานซ์ของเสียงไม่มาก ในขณะที่สายไฟ Essence 1 ให้พลังเสียงที่โดดเด่น เนื่องจากใช้ตัวนำแบบโซลิดคอร์ที่มีคุณภาพสูง ทำให้กระแสไฟไหลผ่านได้สะดวก จึงทำให้เสียงมีบอดี้ที่มีทรวดทรงเป็นสามมิติ สายไฟ Essence 1 มีผลต่อบุคลิกเสียงของซิสเต็ม คือมันเข้าไปเปลี่ยนลักษณะเสียงของซิสเต็มให้ออกไปทางกระจ่างและสดมากขึ้น เมื่อผมทดลองเอาสายไฟ Essence 1 ไปต่อจากเอ๊าต์พุตของ Micro 0.3 ไปเข้าที่ปรีแอมป์ K-5 ปรากฏว่าเป็นไปตามที่คาด เสียงออกมาดีมาก ได้คุณสมบัติที่ดีของทั้งหม้อแปลงไอโซเลท Micro 0.3 และสายไฟเอซี Essence 1 ผสมกันออกมาครบ คือได้ทั้งพื้นเสียงที่ใสสะอาด ได้การแยกแยะรายละเอียดที่เด่นชัดขึ้น ได้ตัวเสียงที่ขึ้นรูปเป็นสามมิติชัดขึ้น และได้อัตราสวิงของไดนามิกของเสียงที่เปิดกว้างมากขึ้น

สรุป

เป็นการทดสอบที่สนุกมาก บอกเลยว่า หม้อแปลงไอโซเลทตัวนี้ให้ผลลัพธ์ที่เห็นชัดมาก ในความเห็นของผม สำหรับคนที่งบจำกัด แนะนำให้เริ่มต้นที่หม้อแปลงไอโซเลทก่อน ในช่วงแรกก็ใช้ร่วมกับสายไฟแถมไปก่อน อนาคตเมื่อมีงบเพิ่มขึ้นค่อยไปอัพเกรดสายไฟที่มีคุณภาพดีมาเพิ่มที่ช่วงปลายทางคือระหว่างเอ๊าต์พุตของ Micro 0.3 กับอินพุตของเครื่องเสียงเพื่อปรับจูนแนวเสียงของซิสเต็มไปตามที่ต้องการ

ส่วนคนที่ชอบดูหนังและใช้ชุดเครื่องเสียงเล็กๆ กับทีวีในห้องรับแขกก็อยากจะแนะนำให้ใช้หม้อแปลงไอโซเลทตัวนี้กับทีวีด้วย มันให้ภาพที่ดีขึ้นอย่างมาก รับรองว่าถ้าได้เห็นภาพทีวีของคุณหลังจากเสียบผ่านหม้อแปลงไอโซเลทตัวนี้แล้วคุณจะติดใจเหมือนผม.!

Pulito Micro 0.3 เป็นอุปกรณ์เสริมที่ให้ผลลัพธ์คุ้มค่ากับการลงทุนอย่างมาก.!!! /

********************
ราคา : 12,000 บาท / เครื่อง
********************
ออกแบบและผลิตโดย
บริษัท แสงทองวิทยุ 2494 จำกัด
——————–
สนใจติดต่อ+สอบถามได้ที่
คุณเก่ง โทร. 083-222-8999
LineID: hiend-999

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า