รีวิวเครื่องเสียง Denafrips รุ่น Termainator II เอ็กเทอร์นัล อาร์ทูอาร์ ดีทูเอ คอนเวิร์ตเตอร์

กระแสของ External DAC ที่ใช้ภาคแปลงสัญญาณดิจิตัลเป็นอะนาลอก (D-to-A converter) แบบ discrete ที่เรียกว่า R-2R DAC เริ่มจะตูมตามออกมาในวงกว้างแค่ไม่กี่ปีมานี้เอง แต่จริงๆ แล้ว ภาค DAC แบบ R-2R มีมานานมากแล้ว แบรนด์แรกที่รู้จักกันดีในวงการซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ฯ ก็คือ dCS ซึ่งออกแบบภาคดีทูเอ คอนเวิร์ตเตอร์ที่ใช้เทคนิค R-2R ของพวกเขาขึ้นมาครั้งแรกเมื่อปี 1989 โดยตั้งชื่อเรียกว่า “RingDACส่วนทางฝั่ง chip-base ก็มีการใช้เทคโนโลยี Signed Number Representations ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีพื้นฐานเดียวกันในการออกแบบชิป DAC มานานแล้ว เจ้าแรกคือ Burr-Brown ซึ่งนำเสนอออกมาในวงการช่วงต้นทศวรรต ’90

R-2R DAC คืออะไร.?

บางคนอาจจะตั้งใจอ่านหัวข้อนี้อย่างจริงๆ จังๆ เพราะอยากรู้ว่ามันคืออะไรกันแน่.? ในขณะที่บางคนคงจะรูดผ่านไปอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากอ่านข้อมูลทางเทคนิคที่ชวนปวดหัวแบบนี้ หลังจากทำการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ R-2R อยู่พักใหญ่ๆ ในฐานะของคนที่ร่ำเรียนมาทางเศรษฐศาสตร์ที่ไม่ได้เรียนพื้นฐานอิเล็กทรอนิคใดๆ ณ ตอนนี้ผมทำได้แค่พอปะติดปะต่อเรื่องราวของมันขึ้นมาได้ลางๆ เท่านั้น เพราะระหว่างทางที่ค้นคว้าไปนั้น ผมพบว่ามีศัพท์ทางเทคนิคดิจิตัลใหม่ๆ โผล่ขึ้นมาขวางทางอยู่หลายคำ บางตัวที่พอจะรู้ความหมายของมันมาก่อนก็ไม่ใช่ปัญหาในการปะติดปะต่อ แต่มีศัพท์อีกหลายตัวที่ไม่เคยผ่านตามาเลย คิดว่าถ้าต้องเสียเวลาไปขุดคุ้ยความหมายของเทคนิคเหล่านั้นออกมาทั้งหมด รีวิว Denafrips ตัวนี้ก็คงคลอดออกมาไม่ทันตามกำหนดที่ผมตั้งใจไว้แน่ๆ ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบศึกษาทางด้านเทคนิคและเทคโนโลยีต่างๆ แนะนำให้เข้าไปอ่านข้อมูลลึกๆ ของเทคโนโลยี R-2R DAC ได้จากเว็ปไซต์ samplerateconverter.com รับรองว่าคุณยูริ คอซูนอฟจะพาคุณดำดิ่งลงไปในมหาสมุทรดิจิตัลเทคโนโลยีได้อย่างลึกซึ้งหนำใจเลยล่ะ.!!

เพื่อให้พอทำความเข้าใจเป็นพื้นฐานกว้างๆ ก่อนเข้าไปทำความรู้จักกับผลิตภัณฑ์รุ่น Terminator II ของแบรนด์ Denafrips ตัวนี้ในแง่ของการใช้งาน ผมขออนุญาตอธิบายความหมายของเทคโนโลยี R-2R ที่เป็นพื้นฐานของ ext.DAC ตัวนี้ไว้พอสังเขปก่อน ในอนาคตเมื่อผมค้นคว้าข้อมูลที่ลึกลงไปในแง่มุมต่างๆ ได้มากกว่านี้และหลังจากทำการตรวจเช็คความเข้าใจที่ถูกต้องของตัวเองได้แล้ว ผมจะค่อยๆ นำข้อมูลเหล่านั้นมาย่อยให้เพื่อนๆ ได้ทำความเข้าใจกันอย่างง่ายๆ ต่อไป ซึ่งรับรองว่าจะไม่ใช่การรอคอยที่เสียเปล่าแน่ๆ เพราะเชื่อว่า R-2R DAC ลักษณะนี้จะได้รับความนิยมจากนักเล่นฯ มากขึ้นในอนาคต และจะมีผลิตภัณฑ์ลักษณะนี้ออกมามากขึ้นอีกอย่างแน่นอน

R-2R DACหรือเรียกอีกอย่างว่า “Discrete Ladder DACคือรูปแบบของภาคดีทูเอ คอนเวิร์ตเตอร์ที่ออกแบบด้วยการใช้ ตัวต้านทาน” (Resistor = R) จำนวนมากมาต่อพ่วงกัน ซึ่งตัวต้านทานทั้งหมดที่จัดเรียงเป็นพืดอยู่ใน R-2R DAC เหล่านี้ (กรอบสีแดงในภาพ) จะทำหน้าที่แปลง (conversion) “สัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของ bit ข้อมูลดิจิตัล ให้ออกมาเป็นสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของ แรงดันทางไฟฟ้า” (voltage) ซึ่งก็คือสัญญาณเสียงแบบอะนาลอกที่เรารู้จักกันนั่นเอง

มันต่างจาก external DAC รูปแบบทั่วไปที่มีอยู่ก่อนหน้านี้อย่างไร.? External DAC รวมถึงภาค DAC ในตัวเครื่องเล่นประเภทดิจิตัล เพลเยอร์ทั้งหลายที่เราใช้กันมาก่อนหน้านี้ใช้ chip DAC ทำหน้าที่แปลง bit ข้อมูลดิจิตัลให้ออกมาเป็นสัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของแรงดันทางไฟฟ้าแบบเดียวกับ R-2R DAC นี่แหละ เพียงแต่ว่า การทำงาน (process) ที่เกิดขึ้นภายในตัวชิป DAC แต่ละยี่ห้อ (TI, AKM, ESS Technoloies, Cirrus Logic, Wolfson Electronics และ Analog Device) จะมีขั้นตอนการแปลงข้อมูลดิจิตัลที่ ซับซ้อนมากกว่าวิธีการแปลงข้อมูลดิจิตัลที่ R-2R DAC ใช้

เจ้า ความซับซ้อนที่ว่านี่แหละที่ถูกหมายหัวว่าน่าจะเป็นต้นเหตุของการ ด้อยค่าสัญญาณอะนาลอกที่ผ่านขั้นตอนแปลงออกมาจากชิป DAC ตัวนั้น ซึ่งหมายถึงคุณภาพเสียงที่แย่ลงจากที่ควรจะเป็นนั่นเอง และจำเลยที่ถูกชี้ตัวในคดีนี้ก็คือเทคโนโลยี “sigma-delta modulatorที่นิยมใช้อยู่ในชิป DAC นั่นแหละ..

Sigma-Delta Modulatorก็คือกระบวนการแปลงกลับไปกลับมาระหว่างข้อมูลดิจิตัลที่อยู่ในรูป single-bit (DSD) กับ multi-bit (PCM) ไม่ว่าสัญญาณอินพุตก่อนส่งเข้ามาในชิป DAC จะอยู่ในรูปแบบของฟอร์แม็ต PCM หรือ DSD มันก็ไม่สามารถหลบหลีกกระบวนการนี้ไปได้ คุณคงสงสัยว่าทำไมต้องมีกระบวนการแปลงกลับไปกลับมาแบบนี้.? เหตุผลก็เพราะว่า ฟอร์แม็ต PCM กับฟอร์แม็ต DSD มันใช้กระบวนการในการแปลงให้เป็นอะนาลอก ต่างกันภาค DAC ที่ใช้กับทั้งสองฟอร์แม็ตนี้จึงต้องออกแบบต่างกัน นั่นคือสาเหตุที่ต้องแปลงกลับไปกลับมาก็เพื่อให้ชิป DAC นั้นสามารถรองรับได้ทั้ง PCM และ DSD นั่นเอง แต่นั่นก็เป็นแค่สาเหตุย่อยๆ ที่ต้องทำออกมาเป็นชิป DAC ส่วนสาเหตุหลักๆ เป็นเพราะว่า การออกแบบภาค DAC ในยุคแรกของวงการดิจิตัล ออดิโอมันเป็นงานที่ยากสำหรับผู้ผลิตเครื่องเล่นซีดีในยุคแรกๆ ที่ไม่ได้มีความเข้าใจและเชี่ยวชาญในศาสตร์ของดิจิตัลเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้งมาก่อน (ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มาจากยุคอะนาลอกจะเจอกับปัญหานี้แทบทุกแบรนด์!) ที่ว่ายากนั้นก็เพราะว่า กว่าจะทำให้สัญญาณเสียงที่อยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตัลถูกแปลงกลับมาอยู่ในรูปของสัญญาณอะนาลอกให้ตรงตามต้นแบบก่อนที่จะถูกทำให้เป็นดิจิตัล มันมีขั้นตอนที่ต้องจัดการมากมาย ซึ่งเป็นเรื่องยากสำหรับวิศวกรสายอะนาลอกจะสามารถทำได้ง่ายๆ จึงเป็นหน้าที่ของบริษัทที่เก่งทางด้านเทคโนโลยีดิจิตัลต้องเข้ามาช่วยด้วยการออกแบบภาค DAC ให้ ซึ่ง BurrBrown, Analog Device ฯลฯ ก็เริ่มต้นด้วยการออกแบบภาค DAC ด้วยวิธี discrete (ใช้อุปกรณ์ resistor แยกเป็นตัวๆ ในการออกแบบ) ออกมาเป็นต้นแบบก่อน หลังจากทำการปรับจูนการทำงานในแต่ละขั้นตอน (ภาคดีโค๊ดเดอร์, ภาคโอเว่อร์แซมปลิ้ง, ภาคดิจิตัลฟิลเตอร์) จนทำให้ภาค DAC ที่คิดค้นขึ้นมาสามารถทำงานได้โดยมีความเสถียรสูงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมแล้ว เพื่อให้ต้นทุนของภาค DAC ต่ำลง ผู้ผลิตภาค DAC เหล่านั้นจึงได้นำเอาพิมพ์เขียวของภาค DAC แบบ Discrete ของตนไปผลิตออกมาในรูปของ IC ที่เรียกว่าชิป DAC ออกมาจำหนายให้กับผู้ผลิตเครื่องเล่นซีดีแต่ละแบรนด์นำไปใช้เป็นต้นทุนในการผลิตเครื่องเล่นซีดีของตนเองออกมาจำหน่ายกันต่อไป

ด้วยเหตุที่การทำงานหลายๆ ภาคถูกผนึกลงไปอยู่ในชิป DAC ทำให้ผู้ผลิตเครื่องเล่นฯ ที่ต้องนำเอาชิป DAC ไปใช้ในขั้นตอนแปลงสัญญาณไม่สามารถ ปรับจูนการทำงานในส่วนต่างๆ ได้มากอย่างที่ต้องการ ผู้ผลิตชิป DAC บางเจ้าอาจจะยอมเปิดอ๊อปชั่นให้เข้าไปปรับตั้งค่าอะไรภายในได้นิดหน่อย นั่นคือเหตุผลที่ทำให้เครื่องเล่นฯ ดิจิตัลเพลเยอร์แต่ละยี่ห้อให้เสียงออกมาต่างกันไม่มากเมื่อใช้ชิป DAC ยี่ห้อ/เบอร์เดียวกัน

พื้นฐานการออกแบบของ Denafrips รุ่น Terminator II

ภาค DAC ที่เป็นแบบ R-2R คือหัวใจสำคัญของ Terminator II ตัวนี้ มันประกอบด้วยตัวต้านทาน หรือรีซิสเตอร์ (resistor) แบบฟิล์มจำนวนมากถึง 1,000 ตัว เพื่อใช้ในการแปลงสัญญาณสำหรับระบบเสียงสเตริโอสองแชนเนล โดยแยกออกเป็นแชนเนลละ 500 ตัว และในแต่ละแชนเนลยังถูกแยกเป็นสองเฟสๆ ละ 250 ตัว (สร้างสัญญาณเฟสบวก = 250 ตัว / เฟสลบ = 250 ตัว) นั่นคือ เป็น R-2R DAC ที่จัดแถว resistor เป็นแบบฟูลลี่ บาลานซ์นั่นเอง

ในกรอบสีเขียวด้านบนนี้คือ R ที่ออกแบบไว้สำหรับการแปลงสัญญาณแชนเนลเดียว แต่ใช้ 2 ชุด สำหรับสัญญาณซีก + กับซีก แยกกัน ทำงานร่วมกันในรูปแบบ balanced configuration ตัวต้านทาน (R) แต่ละตัวที่ใช้มีความผิดเพี้ยนต่ำแค่ 0.005% และมีความเบี่ยงเบนไปตามอุณหภูมิต่ำมาก เพียงแค่ 10ppm เท่านั้น ซึ่งประเด็นในการเลือกตัวรีซิสเตอร์มาใช้ทำ R-2R DAC มีความสำคัญมากกับคุณภาพเสียงที่ได้ออกมา คือถ้าใช้ตัวต้านทานที่มีความผิดเพี้ยนสูงก็จะทำให้เสียงออกมาไม่ดี และถ้ารีซีสเตอร์ทั้งหมดที่เลือกมาใช้มีสเปคฯ ต่างกัน ก็จะส่งผลให้เสียงที่ออกมาขาดความต่อเนื่อง (linear) ที่ดีนั่นเอง

R-2R DAC ของ Terminator II ตัวนี้ใช้ความละเอียดในการถอดรหัส (decoding) สัญญาณ PCM ที่ 26Bit และถอดรหัสสัญญาณ DSD ด้วยความละเอียด 6Bit บนฮาร์ดแวร์ ก่อนไปผ่านการกรองสัญญาณด้วยฟิลเตอร์แบบ Finite Impulse Response (FIR Filter) ที่ซอยสโลปละเอียดถึง 32 ขั้น ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอก ซึ่งนับว่าเป็นสเปคฯ ของภาค DAC ที่สูงลิบสำหรับปัจจุบัน เหนือกว่าสเปคฯ ของชิป DAC ทุกตัวที่มีอยู่ในท้องตลาดวันนี้.!

เมื่อพิจารณาองค์ประกอบที่อยู่รอบๆ R-2R DAC ตัวนี้พบว่า มันไม่ได้ตัดการทำงานในส่วนของการ จัดการกับสัญญาณอินพุตทิ้งไปซะเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอน Oversampling และ Digital Filter ก็ยังคงมีอยู่ เพียงแต่ว่าแยกงานที่เป็นการ จัดการกับสัญญาณอินพุตเหล่านั้น (ซึ่งก่อนหน้านี้ภาคอินพุตของชิป DAC จะทำหน้าที่เหล่านี้ไปตามที่ผู้ผลิตชิปออกแบบไว้) ออกมา แล้วทำการปรับจูนตามที่ตัวเองเห็นควรพร้อมทั้งออกแบบอ๊อปชั่นให้ผู้ใช้สามารถเลือกได้ โดยเหลือหน้าที่ในการแปลงสัญญาณ PCM กับ DSD ให้เป็นสัญญาณอะนาลอกไปอยู่กับ R-2R DAC อย่างเดียว จะเห็นว่า ประโยชน์ที่ได้จากการออกแบบภาค DAC ลักษณะนี้ก็คือทำให้ผู้ออกแบบสามารถเจาะเข้าไปปรับจูนการทำงานในส่วนต่างๆ ที่อยู่ในขั้นตอน จัดการข้อมูลดิจิตัลได้อย่างที่ต้องการ ก่อนส่งให้ R-2R DAC แปลงเป็นอะนาลอกออกมา

งานในส่วนของการทำ oversampling และ digital filter ได้ถูกแยกออกไปเป็นภาระในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์โปรเซสเซอร์ ARM โดยมีคำสั่งจากไมโครคอนโทรเลอร์ STMicroelectronics คอยควบคุม แต่ด้วยประสิทธิภาพที่ล้นเหลือของโปรเซสเซอร์ ARM ตัวนี้มันจึงได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ในการประมวลผลซอฟท์แวร์ที่ใช้กำกับการทำงานของภาค USB decoder ด้วย ซึ่งใน ext. DAC อื่นๆ ส่วนใหญ่จะใช้บริการของชิปสำเร็จ XMOS สำหรับงานนี้ ซึ่งทาง Denafrips ซึ่งเป็นผู้ผลิต Terminaror II ตัวนี้ยืนยันว่าภาค USB decoder ที่ใช้ไมโครคอนโทรลเลอร์บนโปรเซสเซอร์ ARM ในตัว Termianator II ของพวกเขาให้ผลลัพธ์ทางเสียงดีกว่าระบบ USB decoder ที่ XMOS ทำ ซึ่งก็มีความเป็นไปได้อย่างที่ผู้ผลิตกล่าวอ้าง เพราะโดยหลักการแล้ว การใช้ซอฟท์แวร์ + ฮาร์ดแวร์ที่ custom โดยผู้ผลิตเองก็ควรจะให้ผลลัพธ์ออกมาดีกว่าไปใช้ซอทฟ์แวร์+ฮาร์ดแวร์ของคนอื่น (third party) ที่ออกแบบครอบคลุมไว้กว้างๆ อย่างแน่นอน

นอกจากแยกการทำงานในส่วนของ ภาคจัดการสัญญาณอินพุตกับ ภาค DACออกจากกันแล้ว ทาง Denafrips ยังให้ความสำคัญกับระบบ Clock ที่ใช้ในการกำกับการทำงานระหว่าง การลำเลียงกระแสข้อมูลดิจิตัลของภาคดิจิตัลอินพุต กับ ไทมิ่งที่ใช้ในกระบวนการแปลงสัญญาณ digital เป็น analogของภาค DAC ด้วย โดยใช้ตัวกำเนิดสัญญาณนาฬิกาแบบ OCXO (Oven Controlled Crystal Oscillators) ที่ให้ความแม่นยำสูง มีความเบี่ยงเบนต่ออุณหภูมิน้อยมากๆ ทำงานร่วมกับบัฟเฟอร์แบบ FIFO (First In – First Out) และยังมีกระบวนการ Reclocking เข้ามาเสริมเพื่อขจัดปัญหาจิตเตอร์ (ความผิดเพี้ยนทางด้านไทมิ่ง) ที่อาจจะเกิดขึ้นกับ word-colck ของสัญญาณต้นทางออกไป

ภาคจ่ายไฟ

ภาคจ่ายไฟก็เป็นจำเลยที่ถูกหมายหัวว่ามีผลกับคุณภาพเสียงเช่นกัน ซึ่งนอกจากจะเป็นทางด้านความสามารถในการจ่ายไฟเลี้ยงแล้ว ยังมีเรื่องของ การรบกวนที่ภาคจ่ายไฟส่งออกไปที่วงจรภายในด้วย

ผู้ออกแบบ Terminator II ใช้วิธีแก้ปัญหารบกวนจากภาคจ่ายไฟด้วยการแยกภาคจ่ายไฟทั้งหมดออกไปไว้ชั้นล่างของแผงวงจรที่ติดตั้ง R-2R DAC และภาคการทำงานอื่นๆ โดยมีแผ่นโลหะอัลลอยด์อย่างหนาทำหน้าที่เป็นชีลด์ขวางกั้นไว้ ส่วนทางด้านสมรรถนะนั้น ดูจากรูปแบบของภาคจ่ายไฟที่พวกเขาเลือกใช้ก็บอกได้เลยว่า รู้งานเพราะภาคจ่ายไฟของ Terminator II ตัวนี้เป็นแบบลิเนียร์ ใช้หม้อแปลงทรงโดนัท (O–core) สองลูกที่แยกสำหรับจ่ายไฟให้วงจรดิจิตัลและวงจรอะนาลอกภาคละลูกเด็ดขาดจากกัน ขจัดปัญหาการดึงกำลังซึ่งกันและกันรวมถึงตัดโอกาสที่จะก่อให้เกิดการรบกวนกันออกไปได้เลย แม้แต่องค์ประกอบแวดล้อมก็ได้รับการดูแลอย่างดี อย่างเช่นออกแบบภาคกรองไฟเป็นแบบหลายชั้น (multi stage) เพื่อให้ได้กระแสไฟที่นิ่งและสะอาด ขจัดอาการกระเพื่อมของไฟเลี้ยงที่ส่งไปให้ภาค DAC ลงอย่างเด็ดขาด ซึ่งแน่นอนว่า ไฟนิ่ง เสียงนิ่ง

รูปร่างหน้าตา + ฟังท์ชั่นบนหน้าปัด

ต้องบอกก่อนว่า Denafrips Terminator II ตัวนี้เป็นแบรนด์จีนนะ แต่ถ้าไม่บอกก่อนแบบนี้ เชื่อว่าถ้าคุณได้เห็นตัวเป็นๆ ของมัน คุณต้องไม่เชื่อว่านี่คือผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงที่ออกแบบและผลิตมาจากประเทศจีน เพราะไม่ว่าจะเป็นดีไซน์หน้าตา และวัสดุที่ใช้ รวมถึงงานตกแต่งตัวถัง ทั้งหมดนั้นถือว่าทำออกมาได้มาตรฐานสากลระดับโลก แม้ว่าในบางจุดจะยังไม่เนี๊ยบเฉียบขาดเหมือนเครื่องเสียงระดับท็อปคลาสที่มาจากยุโรป, สแกนดิเนเวี้ยน, อังกฤษ หรืออเมริกา แต่โดยรวมถือว่าสอบผ่านแล้ว อาการขอบเครื่องคมจนบาดมือเหมือนเครื่องเสียงจีนยุคก่อนแทบจะไม่ปรากฏให้เห็นบนบอดี้ของ Terminator II ตัวนี้

เปลือกนอกของ Terminator II เป็นอะลูมิเนียมสีธรรมชาติ ผิวปัดเสี้ยนแฮร์ไลน์ทั้งตัว แผงหน้าปัดทำจากอะลูมิเนียมแผ่นหนา 1.5 .. ปาดข้างลบเหลี่ยมจนโค้งมนทั้งสองด้าน บนแผงหน้าดูเรียบมาก มีแค่ปุ่มกดทรงกระดุมขนาดเล็กจำนวน 6 ปุ่ม กับขนาดกลางอีก 1 ปุ่มเรียงกันอยู่ที่ด้านล่างของหน้าปัดโดยปุ่มใหญ่ซึ่งทำหน้าที่เปิด/ปิดเครื่อง (POWER) อยู่ตรงกลาง ขนาบด้วยปุ่มเล็กๆ ข้างละสามปุ่ม ซึ่งปุ่มทั้ง 7 ปุ่ม นี้ถูกออกแบบมาให้ใช้เป็นปุ่มควบคุมการทำงานฟังท์ชั่นต่างๆ ของตัวเครื่อง ไล่จากซ้ายไปขวา เริ่มจาก INPUT, MUTE, POWER, OS/NOS, PHASE และ MODE

ต้องชมว่าคนออกแบบเลือกสัดส่วนรูปทรงของ Terminator II ออกมาได้ดี คือไม่ได้ออกไปทางแบนและเตี้ย ตัวเครื่องมีความหนาถึงสิบเซนติเมตรนิดๆ หน้ากว้างเท่ากับเครื่องเสียงมาตรฐานทั่วไป ความลึกเกือบเท่ากับความกว้าง จึงดูว่ามีขนาดใหญ่ ส่วนน้ำหนักก็มากถึง 19 กิโลกรัม ซึ่งส่วนหนึ่งในนั้นเป็นน้ำหนักของทรานฟอร์เมอร์ขนาดใหญ่ 2 ลูก ที่อยู่ในภาคจ่ายไฟนั่นเอง

อินพุต & เอ๊าต์พุต

ext.DAC ตัวนี้เป็น “pure audio DACจริงๆ เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อนักเล่นเครื่องเสียงที่เน้นคุณภาพแบบเนื้อๆ มันไม่มีอินพุตสำหรับระบบสตรีมมิ่งรูปแบบใดๆ อินพุตทั้ง 8 อินพุต ที่ Terminator II ให้มาเป็นอินพุตแบบใช้สายเชื่อมต่อทั้งสิ้น เริ่มตั้งแต่ optical, coaxial, AES/EBU, USB และอินพุต I2S ซึ่งเป็นไฮไล้ท์ของ Terminator II ตัวนี้ และทำให้ Terminator II ตัวนี้แตกต่างจาก ext.DAC ยุคเก่าทั่วไป

ความสามารถในการรองรับสัญญาณขาเข้าของแต่ละช่องอินพุตจะไม่เท่ากัน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือช่องอินพุต optical, coaxial และ AES/EBU จะรองรับสัญญาณ PCM ที่มีแซมปลิ้งฯ ตั้งแต่ 44.1kHz ขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดที่ 192kHz ด้วยความละเอียดสูงสุดที่ 24bit และรองรับสัญญาณ DSD ได้ที่ระดับ DSD64 ในฟอร์แม็ต DoP ส่วนกลุ่มที่สองคืออินพุต USB กับ I2S ซึ่งเป็นพรีเมี่ยมอินพุตของ ext.DAC ตัวนี้ เพราะอินพุตทั้งสองช่องนี้มีความสามารถในการรองรับสัญญาณอินพุตได้สูงกว่าช่องอินพุตอื่นๆ คือรองรับสัญญาณ PCM ที่มีแซมปลิ้งฯ ตั้งแต่ 44.1kHz ขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดที่ 1536kHz ส่วนฟอร์แม็ต DSD ก็สามารถรองรับได้ตั้งแต่ระดับ DSD64 ขึ้นไปจนถึง DSD1024 ซึ่งถือว่าเป็น “new highทางด้านความสามารถในการรองรับสัญญาณอินพุตนะเนี่ย!

อินพุต I2S

I2S (อายทูเอส) หรือ I2S (อายสแควร์เอส) เป็นระบบการเชื่อมต่อสัญญาณดิจิตัล ออดิโอฟอร์แม็ต PCM ระหว่างฮาร์ดแวร์สองชิ้น ซึ่งแต่เดิมนั้นนิยมใช้เชื่อมต่อภายในเครื่อง เช่นเชื่อมต่อระหว่างภาคทรานสปอร์ตกับภาค DAC ในเครื่องเล่นซีดี เป็นต้น ต่อมาได้มีผู้ผลิต external DAC ส่วนหนึ่งนำเอาเทคนิคการเชื่อมต่อสัญญาณแบบ I2S ที่ว่านี้ออกมาใช้ นอกตัวเครื่องคือเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างทรานสปอร์ตกับ ext.DAC ลักษณะเดียวกับการเชื่อมต่อด้วยอินเตอร์เฟซ coaxial, optical และ AES/EBU แต่การเชื่อมต่อแบบ I2S จะไม่เหมือนกับการเชื่อมต่อสัญญาณด้วยมาตรฐาน S/PDIF ผ่านอินเตอร์เฟซ coaxial, Optical และ AES/EBU ซึ่งเชื่อมต่อผ่านสายตัวนำแค่เส้นเดียว ในขณะที่การเชื่อมต่อแบบ I2S จะแยกองค์ประกอบต่างๆ ของสัญญาณเสียงดิจิตัล ออดิโอออกมาเป็นส่วนๆ ได้แก่ ส่วนของตัวสัญญาณเสียง (data), ส่วนของสัญญาณนาฬิกาหรือสัญญาณ clock ที่ใช้กำกับ bit และ sampling frequency ของตัวสัญญาณ เรียกว่า “Bit clock” (BCLK) และส่วนของสัญญาณนาฬิกาที่ใช้กำกับแชนเนลของสัญญาณแต่ละบิต เรียกว่า “Word Clockหรือ “Left-Right clock” (LRCLK) โดยที่องค์ประกอบแต่ละส่วนเหล่านี้จะถูกส่งไปบนเส้นตัวนำที่แยกกันเด็ดขาดอย่างต่ำ 3 เส้น ในขณะที่ I2S บางระบบใช้สายตัวนำในการเชื่อมต่อ 4 เส้น เพราะมีส่วนของสัญญาณนาฬิกาที่เรียกว่า “Master clockซึ่งจะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานภายในทั้งระบบอยู่ด้วย บางเจ้าใช้สาย coax สามเส้นในการเชื่อมต่อระหว่างเครื่อง ในขณะที่บางเจ้าใช้สาย LAN ก็มี ใช้สาย HDMI ก็มี สาเหตุที่มีความแตกต่างกันลักษณะนี้ก็เพราะการเชื่อมต่อแบบ I2S ที่เอาออกมาใช้นอกตัวเครื่องลักษณะนี้ยังไม่มีการกำหนดมาตรฐานสากลที่เป็นหนึ่งเดียวนั่นเอง

Terminator II ให้อินพุต I2S มาทั้งหมด 3 ช่อง ผ่านขั้วต่อ HDMI กับ RJ45 (กรอบแดง) ซึ่งรองรับการเชื่อมต่อสัญญาณที่ใช้มาตรฐาน LVDS (HDMI = I2S-A, RJ45 = ISA-B) และ LVCMOS (RJ45 =I2S-C)

อินพุต USB ของ Terminator II

ทางผู้ผลิตได้ให้ความสำคัญกับอินพุต USB ไม่น้อยเหมือนกัน เริ่มด้วยการปรับจูนการทำงานของตัวโปรเซสเซอร์ของ STMicroelectronics รุ่น STM32F446 ให้ทำหน้าที่เป็นภาคอินพุตของช่อง USB เพื่อให้ช่องอินพุต USB ของ Terminator II เชื่อมต่อและรับ/ส่งข้อมูลกับต้นทาง (computer, streamer) แบบ asynchronous transfer โดยอาศัยพลังของ ARM Cortex-M4 ในการดูดข้อมูลและใช้บัฟเฟอร์ในตัวชิป STM32F446 เป็นบ่อพักข้อมูล ทำให้ช่องอินพุต USB ของ Terminator II สามารถรับมือกับกระแสข้อมูลได้สูงสุดถึง 24bit/1536kHz (บิตเรต = 24 x 1536000 x 2 = 73728 kbps) และรองรับสัญญาณ DSD ได้สูงถึง DSD1024 แบบเนทีฟด้วย

ทางผู้ผลิตมีไดเวอร์ THESYCON ให้ใช้สำหรับคนที่จะใช้ USB บนคอมพิวเตอร์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์วินโดว์ร่วมกับ ext.DAC ตัวนี้ และเพื่อป้องกันการรบกวนจากระบบกราวนด์ของคอมพิวเตอร์ที่อาจจะเล็ดลอดเข้ามาทางอินพุต USB อย่างเด็ดขาด ตัวฮาร์ดแวร์โมดูล USB ที่ใช้ใน Terminator II ได้ถูกออกแบบให้เปิดใช้งานเฉพาะเมื่ออินพุต USB ถูกเลือกใช้เท่านั้น นั่นก็หมายความว่า ในขณะที่คุณใช้งานอินพุตอื่นอยู่ จะไม่มีไฟเลี้ยงส่งไปที่โมดูลอินพุต USB นั่นเอง

นอกจากจะให้ความใส่ใจกับช่องอินพุต USB และ I2S เป็นพิเศษแล้ว ที่ช่องอินพุต coaxial, optical และ AES/EBU ที่ใช้รองรับสัญญาณฟอร์แม็ต S/PDIF ก็ได้รับการดูแลเช่นกัน ด้วยการใช้ซอฟท์แวร์ดีโค๊ดเดอร์ที่เขียนไว้บนชิป FPGA ทำหน้าที่ถอดรหัส แทนที่จะใช้ชิป Audio Receiver ในการถอดรหัส ซึ่งวิธีที่ Terminator II ใช้นี้ทำให้สัญญาณเดินทางสั้นลง ลดโอกาสเกิดความผิดเพี้ยนของสัญญาณลงไปได้อีกทางหนึ่ง

ระบบ clock ใน Terminator II

ในทางเทคนิคเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายว่า ระบบ clock ที่มีความแม่นยำสูงจะมีผลทำให้กระบวนการแปลงสัญญาณดิจิตัลเป็นอะนาลอก (reconstruction) ของภาค D-to-A converter ทำงานได้อย่างถูกต้องมากขึ้น และแน่นอนว่า ความถูกต้องที่ว่านั้นจะส่งผลลัพธ์ไปถึง คุณภาพเสียงที่ดีขึ้นด้วย

ตัวกำเนิดสัญญาณ clock อยู่ชิดกับภาค DAC ซึ่งเป็นวิธีออกแบบที่ดี ลดโอกาสที่จะทำให้เกิดปัญหาจิตเตอร์ลงไปได้มาก

ตัวกำเนิดสัญญาณ clock ที่ใช้ใน Terminator II เป็นแบบ OCXO แยก 2 ตัวสำหรับฐาน 44.1kHz และ 48kHz อยู่ในกล่องโลหะครอบ (ศรชี้ในภาพบน) ซึ่ง OCXO เป็นระบบ clock ที่มีระบบรักษาอุณหภูมิของ crystal oscillator ให้คงที่ จึงมีความนิ่งและเสถียรมาก คือไม่ค่อยเบี่ยงเบนไปตามสภาพอุณภูมิรอบข้าง และตัวที่ใช้ใน ext.DAC ตัวนี้มีความสามารถในการ synchronous กับต้นทางที่จ่ายสัญญาณอินพุตด้วยสปีดการรับ/ส่งข้อมูลที่สูงมาก คือสามารถล็อคกระแสข้อมูล (sampling frequency) ของสัญญาณ PCM ได้สูงสุดถึงระดับ 1536kHz และล็อคกระแสข้อมูลของสัญญาณ DSD ได้สูงถึงระดับ DSD1024

ทำไมต้องใช้ตัวกำเนิดสัญญาณ master clock ที่มีความถี่สูงมากขนาดนั้น.? เนื่องจาก clock มีความสำคัญกับการแปลงสัญญาณของภาค DAC รวมถึงการรับ/ส่งข้อมูลของสัญญาณมาที่ภาค DAC ด้วย ซึ่งความแม่นยำและความนิ่งของสัญญาณ master clock ที่ใช้ควบคุมการแปลงสัญญาณของภาค DAC และควบคุมการรับ/ส่งสัญญาณจากต้นทางที่เข้ามาที่ภาค DAC มีผลโดยตรงกับคุณภาพเสียง ถ้าสัญญาณ clock ที่ใช้ควบคุมมีสปีดที่ไม่คงที่ จะทำให้เกิดความผิดพลาดเชิงเวลาที่เรียกว่า jitter เกิดขึ้นกับบิตข้อมูล ส่งผลให้สัญญาณอะนาลอกที่สร้างออกมาจากภาค DAC มีรูปทรงของคลื่นที่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ โดยหลักการแล้ว สัญญาณ master clock ควรจะต้องมีสปีดที่สูงกว่าความถี่แซมปลิ้งของสัญญาณมากๆ ยิ่งมากยิ่งดี และต้องเป็นสปีดที่มากเป็นจำนวนเท่าของความถี่แซมปลิ้งของสัญญาณด้วย (หารลงตัว)

ถ้าดูจากตารางข้างบนนี้จะเห็นว่า ตัวกำเนิดสัญญาณนาฬิกาตัวแรก (clock 1) ที่ถูกกำหนดให้รับมือกับสัญญาณขาเข้าที่ใช้ฐาน 44.1kHz ทั้งหมด มีสปีดของ master clock อยู่ที่ 45.1584 เมกกะเฮิร์ต นั่นคือใช้ควบคุมปริมาณสัญญาณ PCM ขาเข้าที่มีแซมปลิ้งฯ ตั้งแต่ 1411.2kHz ลงไปจนถึง 44.1kHz และ clock 1 ตัวนี้ยังรับมือกับการควบคุมปริมาณสัญญาณ DSD ขาเข้าไปถึงระดับ DSD1024 ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการทำ Oversampling ภายในตัว Terminator II เอง หรือเป็นสัญญาณ native ที่รับเข้ามาทางอินพุต USB กับอินพุต I2S ก็ต้องใช้ master clock ตัวเดียวกันนี้ ส่วนตัวกำเนิดสัญญาณนาฬิกาตัวที่สอง (clock 2) ซึ่งถูกวางตัวไว้ให้รับมือกับสัญญาณขาเข้าที่ใช้ฐาน 48kHz นั้นมีสปีดของ master clock อยู่ที่ 49.152 เมกกะเฮิร์ต ครอบคลุมปริมาณสัญญาณ PCM ขาเข้าได้ตั้งแต่ระดับสูงสุดคือ 1536kHz ลงไปจนถึง 48kHz

ฟังท์ชั่น NOS (Non-Oversampling) กับ OS (Oversampling) ของ Terminator II

ในเมื่อ R-2R DAC กับภาค clock ในตัว Terminator II สามารถเปิดรับสัญญาณอินพุตได้สูงมากขนาดนั้น ทางผู้ผลิตจึงเปิดอ๊อปชั่นพิเศษให้ผู้ใช้สามารถเลือกลักษณะเสียงของไฟล์เพลงที่เล่นผ่าน Terminatior II ตัวนี้ได้ 2 ลักษณะ คือจะให้ภาค R-2R DAC ของ Terminator II ทำการแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอกแบบ ไม่อัพแซมปลิ้งที่เรียกว่า Non-Oversampling (ย่อว่า NOS) ก็ได้ อย่างเช่น ถ้าคุณเล่นไฟล์เพลงที่ใช้ฐานแซมปลิ้งฯ 44.1kHz เข้าไป ตั้งแต่ 44.1kHz ไปจนถึง 705.6kHz เข้าไปทางอินพุต USB หรือ I2S ถ้าคุณกดปุ่ม OS/NOS บนหน้าปัดของ Terminator II เลือกให้ไฟ LED ที่ตำแหน่ง NOS ซึ่งอยู่เหนือปุ่มนี้สว่างแดงขึ้นมา แสดงว่าคุณกำลังใช้งานโหมด NOS สัญญาณอินพุตนั้นจะถูกส่งเข้าไปที่ภาค R-2R DAC ตามนั้นโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เสียงที่ได้ก็จะออกมาแบบหนึ่ง แต่ถ้าคุณกดปุ่ม OS/NOS จนไฟ NOS ดับลง สัญญาณอินพุตฐาน 44.1kHz ที่ป้อนเข้าไปทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็น 44.1, 88.2, 176.4, 352.8 หรือแม้แต่ 705.6kHz จะถูกทำ Oversampling ขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 1411.2kHz สมมุติว่า ถ้าคุณเล่นไฟล์ 16/44.1 เข้าไปแล้วกดเลือกโหมด OS ไฟล์เพลงที่คุณเล่นเข้าไปจะถูกอัพฯ ขึ้นไป 32 เท่าก่อนส่งเข้าไปที่ R-2R DAC นั่นเอง ซึ่งให้เสียงออกมาแตกต่างไปอีกแบบ (*ฟังท์ชั่น OS หรือโอเวอร์แซมปลิ้งนี้จะไม่ส่งผลกับสัญญาณอินพุตฟอร์แม็ต DSD)

ทดสอบ.. ยกแรก!

ผมทำการทดสอบ Terminator II สองช่วง ช่วงแรกผมจัดซิสเต็มทดสอบตามภาพด้านบน คือใช้ roon nucleus+ ทำหน้าที่เป็นสตรีมเมอร์ดึงไฟล์เพลงจาก NAS สลับกับสตรีมไฟล์เพลงจาก TIDAL เข้ามาเล่นด้วยโปรแกรม roon แล้วส่งสัญญาณ PCM กับ DSD ไปที่อินพุต USB ของ Terminator II ผ่านสาย USB type A>B ของ Nordost รุ่น Blue Heaven ซึ่งเป็นการทดสอบประสิทธิภาพในการแปลงสัญญาณของ Terminator II เพียวๆ ผ่านทางอินพุต USB

ส่วนแอมป์+ลำโพงที่ใช้เป็นซิสเต็มร่วมทดสอบมีอยู่หลายชุดในช่วงเกือบสองเดือนที่ผ่านมา ซึ่งในขณะทดสอบนั้น ผมได้ทดลองฟังฟังท์ชั่นต่างๆ ของ Terminator II ด้วย ทั้งฟังท์ชั่น OS/NOS และลองเลือกรูปแบบดิจิตัลฟิลเตอร์ตอนใช้ฟังท์ชั่น OS (Oversampling) ด้วย ส่วนไฟล์เพลงที่ลองฟังก็หลากหลาย ทั้ง PCM 16/44.1 ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดี, ไฟล์ PCM ไฮเรซฯ ที่ผมโหลดซื้อมาจากเว็บไซต์ HDtrack.com กับไฟล์เพลง DXD 352.8kHz ที่ดาวน์โหลดตัวอย่างมาจากเว็บไซต์ 2L ไปจนถึงไฟล์ DSD64 ที่ผมริปมาจากแผ่น SACD กับไฟล์ DSD128 และไฟล์ DSD256 ที่ผมโหลดซื้อมาจากเว็บไซต์ nativeDSD.com ด้วย

การเข้าถึง Terminator II ทางอินพุต USB ด้วย roon nucleus+ ซึ่งใช้ระบบปฏิบัติการณ์ Linux ไม่ต้องใช้ไดเวอร์พิเศษใดๆ หลังจากเสียบสาย USB เชื่อมต่อระหว่าง nucleus+ กับ Terminator II โปรแกรม roon ก็มองเห็นไดเวอร์ USB ของ Terminator II ทันที ชื่อของไดเวอร์ที่ปรากฏบนโปรแกรม roon ก็คือ “USB HiRes Audio” (กรอบสีฟ้า ภาพบน) และใน Device Setup ของโปรแกรม roon แจ้งว่าอินพุต USB ของ Terminator II มีอ๊อปชั่นสำหรับเทคนิคการแปลงสัญญาณ DSD แบบ Native ขึ้นมาให้เลือกด้วย (กรอบสีแดง) นอกเหนือจากอ๊อปชั่นมาตรฐานอีก 3 แบบคือ Convert to PCM, DoP และ dCS method และ roon สามารถป้อนสัญญาณ PCM ไปที่อินพุต USB ของ Terminator II ได้สูงสุดถึงระดับ 768kHz ด้วยความละเอียดของสัญญาณสูงสุดถึง 32 bit และป้อนสัญญาณ DSD ไปให้อินพุต USB ของ Terminator II ได้สูงถึง DSD512 ด้วย.. โอ้วว.! นี่มันสเปคฯ ขั้นเทพสวมมงกุฏเลยนะเนี่ย..!!!

ทว่า สเปคฯ ความสามารถในการรองรับสัญญาณอินพุตของช่อง USB บนตัว Terminator II ระบุไว้ว่ารับได้ถึง 1536kHz ซึ่งสูงกว่าระดับสูงสุดที่โปรแกรม roon ระบุไว้อีกเท่าตัว เหตุผลก็เป็นเพราะว่า roon สามารถป้อนสัญญาณให้สูงสุดได้เท่านั้น ถ้าเปิดใช้ฟังท์ชั่น Upsampling ในเมนู DSP ของ roon เข้ามาเสริมก็จะได้สเปคฯ ของสัญญาณ PCM ขยับขึ้นไปอีกระดับคือไปได้ถึง 768kHz แต่ถ้าต้องการไปให้ถึงระดับ 1536kHz ก็ต้องหาซอฟท์แวร์+ฮาร์ดแวร์ที่มีความสามารถสูงถึงระดับนั้นมาช่วย ซึ่งก็มีโปรแกรม HQplayer ที่ทำได้ มีนักเล่นฯ ในเว็บไซต์ computer audiophile ที่เมืองนอกนำมาติดตั้งบนคอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์ที่มี CPU แรงมากๆ เพื่อใช้ร่วมกับ roon โดยให้ roon ทำหน้าที่เป็นทรานสปอร์ตเล่นไฟล์และให้ HQplayer ทำหน้าที่เป็น output ของ roon อีกที คือใช้ HQplayer คั่นกลางระหว่าง roon กับอินพุตของ Terminator II นั่นเอง ซึ่งคนที่ลองรายงานว่า HQplayer สามารถอัพแซมปลิ้งสัญญาณขึ้นไปได้สูงถึง 1536kHz เขาลองแล้วแจ้งว่าผลลัพธ์ออกมาดีมาก (กำลังหาวิธีเล่นแบบนี้ สำเร็จแล้วจะมาเล่าให้ฟัง.!)

เห็นสเปคฯ เทพๆ ของ Terminator II แบบนี้แล้วมันทำให้รู้สึกตื่นเต้นที่จะได้ฟังเสียงของมัน ซึ่งบอกก่อนเลยว่า ไม่ผิดหวังครับ! เสียงของ Terminator II ออกมาดีมาก จริงๆ แล้ว ผมได้ยินเสียงแบบนี้มาก่อนจะทำรีวิว Terminator II ตัวนี้แล้ว ตั้งแต่ตอนที่คุณหมอประดิษฐ์ยกมาทดลองฟังที่ห้องฟังของผม ซึ่งนั่นคือครั้งแรกที่ผมรู้จัก ext.DAC ตัวนี้ ทันทีที่เสียงแรกของมันหลุดจากลำโพงมาแตะหู ผมก็รู้สึกได้ถึงความแตกต่างระหว่าง Terminator II กับ ext.DAC ตัวอื่นๆ ที่ใช้ chip DAC ในการแปลงสัญญาณ

ถ้าถามว่า Terminator II เสียงดีมั้ย.? ผมไม่ลังเลเลยที่จะตอบว่า เสียงมันดีมาก.!! ถ้าถามต่อว่า มันดียังไง.? ผมอยากให้คุณนึกถึงภาพวาดสวยๆ บนแผ่นกระดาษบางๆ สักภาพหนึ่ง ลองจินตนาการดูว่า ถ้าคุณเอาภาพวาดแผ่นนั้นมาขยำเป็นก้อน แล้วคลี่มันออกมาใหม่ให้เป็นแผ่น ทีนี้ลองมองดูภาพวาดนั้นอีกครั้ง แม้ว่ารายละเอียดบนภาพนั้นจะยังคงเหมือนเดิมก่อนที่คุณจะขยำมัน แต่หลังจากขยำและคลี่มันออกมาแล้ว คุณจะเห็นร่องรอยยับยู่ยี่ปรากฏอยู่บนภาพวาดแผ่นนั้น คือร่องรอยยับนั้นมันไม่ได้ไปทำให้รายละเอียดของภาพวาดหายไป แต่ร่องรอยยับนั้นจะปรากฏออกมาพร้อมกับรายละเอียดในภาพ กลายเป็นลายน้ำที่ปะปน, กลบเกลื่อน และบิดเบือนบางสิ่งบางอย่างในภาพวาดนั้น แม้ว่าความผิดเพี้ยนที่เกิดจากรอบยับย่นนั้นจะไม่ได้มากมาย แต่ถ้าเทียบกับภาพวาดก่อนจะขยำ คุณจะรู้ว่ามันต่างกันมาก.. ซึ่งเสียงของ Terminator II เปรียบเหมือนภาพวาดที่ไม่โดนขยำ ส่วนเสียงของ ext.DAC อื่นที่ใช้ชิป DAC ที่ใช้กระบวนการแปลงสัญญาณแบบ sigma-delta จะทิ้ง ร่องรอยที่ไม่พึงประสงค์ฝังตรึงอยู่กับน้ำเสียง

เสียงของ Terminator II มันหลุดพ้นจากการพิจารณาทางด้านโทนัลบาลานซ์ไปแล้ว ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกันในห้องฟัง มัน (Terminator II) ไม่เคยทำให้ผมรู้สึกว่าเพลงแต่ละเพลงที่เลือกมาฟังมันขาดทุ้ม ขาดกลาง หรือขาดแหลม มันไม่เคยทำให้ผมติดแหง็กอยู่กับเรื่องนี้ เพราะไม่ว่าเพลงที่ลองฟังกับ ext.DAC ตัวนี้จะเป็นเพลงบรรเลงเดี่ยว, บรรเลงคู่ หรือเล่นเป็นวงด้วยเครื่องดนตรีหลายชิ้นหลายประเภท Terminator II ตัวนี้มันก็ทำให้ผมรู้สึก อิ่มกับเสียงที่ได้ยินจากทุกเพลงเหล่านั้น พอๆ กันซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งและไม่ค่อยจะได้พบเจออาการแบบนี้บ่อยนัก

เมื่อฟังเพลงที่ผลิตโดยค่ายเพลงไฮเอ็นด์ที่ใช้วิธีบันทึกเสียงด้วยความพิถีพิถันอย่างเช่น OPUS 3, Proprius, Clarity Records, Sheffield Labs, Telarc, Reference Recordings, Decca, RCA Living Stereo, Mercury Living Presence ฯลฯ ผมพบว่า เสียงที่ Terminator II ถ่ายทอดออกมามันให้ความรู้สึกถึง ความมีชีวิตของทุกเสียงที่อยู่ในเพลงนั้น คือมันไม่แค่ทำให้ผม ได้ยินเสียงต่างๆ ในเพลงนั้น แต่มันทำให้ผม รู้สึกว่ามีคนกำลังทำให้เกิดเสียงเหล่านั้นขึ้นมาในห้อง กับไฟล์เพลงที่ผมมั่นใจว่ามีคุณภาพดี อย่างเช่นอัลบั้มไฮเอ็นด์ที่ทำออกมาเป็นแผ่น SACD ที่ผมริปออกมาเป็นไฟล์ DSD เมื่อเลือกมาเล่นผ่าน Terminator II ตัวนี้มันก็ยิ่งทำให้ ความรู้สึกของความมีชีวิตมันเด่นชัดมากยิ่งขึ้นไปอีกเพราะมวลเสียงที่หนาแน่นมากกว่าไฟล์ 44.1kHz ไม่ว่าจะเป็น โทนของเสียง, มวลของเสียง, น้ำหนักการเน้นย้ำขณะที่เสียงนั้นขยับตัว, ความละเอียดต่อเนื่องของคอนทราสน์ไดนามิก, ความกังวานของฮาร์มอนิกที่แผ่เป็นวงคลื่นออกมาจากตัวเสียงนั้น ฯลฯ คุณสมบัติเหล่านี้มันปรากฏออกมาให้รับรู้ได้แบบสบายๆ ง่ายๆ โดยปราศจากอาการเค้น ไม่มีอาการดุนดัน (push) ออกมา ทุกเสียงมันลอยขึ้นมาในอากาศและขยับเคลื่อนไหวอยู่ตรงนั้นโดยไม่มีอาการวูบวาบใดๆ.. ใช่เลย.! “ความนิ่งกับ ความสม่ำเสมอของเสียงที่ ext.DAC ตัวนี้ถ่ายทอดออกมาก็เป็นจุดเด่นอีกสองอย่างที่ทำให้ผมรู้สึกประทับใจมันมาก.!!

คือผมเป็นคนที่ชอบใช้เวลานั่งฟังเพลงในห้องฟังคนเดียว ผมมีไฟล์เพลงหลากหลายรูปแบบเก็บอยู่ในฮาร์ดดิสเกือบ 8TB ถ้าอุปกรณ์เครื่องเสียงตัวไหนให้เสียงที่ดีมากๆ มีความเป็นดนตรีสูง จะทำให้ผมนั่งฟังอยู่ได้นานเป็นชั่วโมงๆ ซึ่ง Terminator II ตัวนี้เป็นหนึ่งในเครื่องเสียงเหล่านั้นที่ทำให้ผมนั่งฟังจนลืมเวล่ำเวลา ความนิ่งและสม่ำเสมอของเสียงที่ Terminator II ถ่ายทอดออกมามันทำให้ผมรู้สึกแค่แว๊บเดียวว่า เพลงนี้บันทึกเสียงด้อยกว่าเพลงโน้น แต่หลังจากแว๊บนั้นไปแล้ว ต่อให้เพลงที่ฟังมันมีคุณภาพการบันทึกเสียงที่ไม่ได้ดีเท่ากัน แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกว่าความแตกต่างในแง่คุณภาพการบันทึกเสียงของเพลงเหล่านั้นจะเป็นอุปสรรคอะไรต่อการเสพอรรถรสของผมที่มีต่อเพลงนั้น เป็นแบบนี้ทุกครั้ง แค่แว๊บแรกสั้นๆ หลังจากเปลี่ยนเพลงเท่านั้นที่ทำให้ผมรู้สึกถึงความแตกต่างของคุณภาพเสียง แต่หลังจากแว๊บนั้นผ่านไป ext.DAC ตัวนี้ก็ทำให้ผมลืมเรื่องนั้นไปและเอนจอยไปกับ ความเป็นดนตรีของเพลงนั้นได้อย่างราบลื่นต่อเนื่องไปจนจบเพลง ไม่มีสะดุด ไม่ว่าจะเป็นเพลงไทย, เพลงฝรั่ง, เพลงจีน, เพลงร้อง, เพลงบรรเลง, เพลงร็อค, เพลงพ๊อพ, เพลงแจ๊ส หรือเพลงคลาสสิก

รายละเอียดที่ไม่เจาะใจแต่พรั่งพรูออกมาจากเพลงแต่ละเพลงมันเป็นสิ่งที่เหลือเชื่อสำหรับ ext.DAC ตัวนี้ แม้ว่าเสียงของ Terminator II จะออกมาดีมากๆ เมื่อเล่นด้วยไฟล์ที่แพ็คสัญญาณ PCM อย่างเช่นไฟล์ WAV แต่หลังจากได้ลองฟังด้วยไฟล์ที่แพ็คสัญญาณ DSD อย่างเช่นไฟล์ DSF ผมพบว่า Terminator II ก็เป็น ext.DAC อีกตัวหนึ่งที่ฟังไฟล์เพลง DSD แล้วทำให้ รู้สึกได้ถึงความพิเศษของฟอร์แม็ตนี้ ซึ่งความพิเศษที่ว่านั้นก็คือ ความเนียนที่มาพร้อม ความเปล่งปลั่งนั่นเอง

ext.DAC ตัวแรกที่ทำให้ผมรู้สึกถึง ความเนียนที่มาพร้อม ความเปล่งปลั่งของไฟล์เพลง DSD ก็คือ MyTek รุ่น Stereo192-DSD DAC ตัวที่สองคือ dCS รุ่น Batok (REVIEW) ซึ่งวันนี้ผมต้องใส่ชื่อของ Terminator II อีกตัวหนึ่งเข้าไปต่อท้ายรายชื่อของ ext.DAC ที่ให้เสียงของไฟล์ DSD64 ออกมาได้ดีน่าพอใจ

มี ext.DAC หลายตัวที่ดัดจริตบอกว่าเล่นไฟล์ DSD ได้ แต่ลืมวงเล็บไว้ด้วยว่าเล่นได้แต่เสียงไม่ดี.! คือให้เสียงไฟล์ DSD ออกมาต่อเนื่องเรียบเนียนก็จริง แต่ไดนามิกซึมเพราะสวิงได้แคบ โทนเสียงหม่นเพราะปลายแหลมตก..!! ในขณะที่เสียงของไฟล์ DSD64 ที่ Terminator II ให้ออกมามันไม่ได้มีลักษณะแย่ๆ แบบนั้น ผมเข้าใจว่าเทคนิคในการเล่นไฟล์ DSD ของ Terminator II ตัวนี้ที่ใช้เรโซลูชั่น 6Bit ในการ render สัญญาณ DSD ผสมกับการใช้ฟิลเตอร์แบบ FIR ที่มีอัตราลาดชันความถี่ถึง 32 ขั้น เพื่อกรองสัญญาณ DSD ออกมาเป็นสัญญาณอะนาลอกนี่แหละที่น่าจะเป็นต้นเหตุสำคัญของเสียงที่ได้ยิน และเมื่อเล่นผ่านโปรแกรม roon ผมพบว่า roon เปิดอ๊อปชั่นให้สามารถเล่นไฟล์ DSD กับ Terminator II ในลักษณะที่เป็น native ได้ ซึ่งผมทดลองฟังเปรียบเทียบระหว่างการปรับตั้งรูปแบบการเล่นไฟล์ DSD ในลักษณะอื่น ผมพบว่า อ๊อปชั่นที่ roon ให้เล่นไฟล์ DSD ด้วยวิธี “Convert to PCMคือแปลงสัญญาณ DSD ให้ออกมาเป็น PCM มันให้เสียงที่ต่างกับเล่นด้วยวิธี Native ค่อนข้างชัดเจน

ผมทดลองฟังไฟล์ DSD ของเพลง Handy Man ที่ James Taylor ร้องจากอัลบั้มชุด JT ซึ่งเป็นแผ่น SACD ที่ค่าย Mobile Fidelity Sound Lab ทำการรีมาสเตอร์ออกมาจำหน่าย ภาพบนคือผมเข้าไปปรับตั้งที่โปรแกรม roon เลือกรูปแบบการเล่นไฟล์ DSD ด้วยวิธี “Nativeคือโปรแกรม roon จะเล่นไฟล์ DSD ออกมาเป็นสัญญาณ DSD ตรงๆ ก่อนส่งให้ Terminator II ส่วนภาพล่าง ผมลองเปลี่ยนรูปแบบการเล่นไฟล์ DSD ของโปรแกรม roon ไปใช้วิธี “Convert to PCMซึ่งฟังท์ชั่น SRC (sample rate conversion) ในโปรแกรม roon จะทำการแปลงสัญญาณ DSD64 ของเพลงนี้ให้ออกมาเป็นสัญญาณ PCM ที่ระดับ 32bit/352.8kHz ก่อนส่งไปให้ Terminator II ทำการแปลงเป็นสัญญาณอะนาลอก

จากการทดลองฟังรูปแบบการเล่นไฟล์ DSD ทั้งสองวิธีข้างต้น ผมพบว่า การเล่นด้วยวิธี Convert to PCM ให้เสียงที่มีความดังมากกว่า เวทีเสียงจะเดินหน้าเข้ามาหาตำแหน่งนั่งฟัง เสียงแต่ละเสียงจะแยกห่างจากกันมากกว่า ช่องไฟดีกว่า รวมถึงไดนามิกก็จะแจ้งกว่าการฟังด้วยวิธี Native ในขณะที่การฟังด้วยวิธี Native จะให้ความผสมผสานของเสียงทั้งหมดในเพลง ทั้งเสียงร้อง, เสียงประสาน และเสียงดนตรี ที่มีความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันมากกว่า จังหวะจะโคนของเพลงจะมีความต่อเนื่องลื่นไหลมากกว่าเมื่อฟังด้วยวิธี Native ซึ่งโดยส่วนตัวของผม ผมจะชอบเสียงของการเล่นด้วยวิธี Convert to PCM มากกว่านิดๆ ผมว่ามันให้ความจะแจ้งดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเป็นซิสเต็มที่ใช้แอมป์ที่มีกำลังขับค่อนข้างต่ำ เกนสัญญาณที่ได้จากการ convert to pcm จะช่วยเพิ่มพลังให้กับเสียงได้ดี แต่เวทีเสียงจะเดินหน้าออกมามาหน่อย ใครที่ชอบให้เสียงลอยไปอยู่ด้านหลังระนาบลำโพงน่าจะชอบเสียงของไฟล์ DSD ที่เล่นด้วยวิธี Native มากกว่า แต่ผมติตรงเกนสัญญาณตอนเล่นเป็น native DSD มันเบาไปนิด ซึ่งถ้าแอมป์ใหญ่หน่อย ก็สามารถเร่งวอลลุ่มของแอมป์ขึ้นมาชดเชยให้ได้ความดังใกล้เคียงกันได้ ทว่า ลักษณะของความแตกต่างของเสียงที่กล่าวมาระหว่างการเล่นไฟล์เพลง DSD ด้วยวิธีทั้งสองก็ยังคงปรากฏอยู่

ถ้าคุณมี Terminator II กับไฟล์เพลง DSD อยู่กับตัว และถ้าใช้โปรแกรม roon ในการเล่นไฟล์เพลง แนะนำให้ทดลองฟังเปรียบเทียบดูว่าชอบลักษณะเสียงแบบไหน ..

หลังจากได้ฟังเสียงจากการเล่นไฟล์ DSD ด้วยวิธี Convert to PCM แล้ว มันทำให้ผมอยากลองฟังเสียงของ Terminator II กับโปรแกรม HQplayer มากขึ้น เพราะคิดว่าถ้าทำการอัพแซมปลิ้งสัญญาณให้ออกมามีสเปคฯ สูงกว่า 32bit/352.8kHz ขึ้นไปอีก ให้อยู่ในระดับสูงสุดของฐาน 44.1kHz ที่ Termianator II รับได้คือ 32bit/1411.2kHz แล้วป้อนให้ Terminator II แปลงเป็นอะนาลอกอย่างเดียว เสียงจะออกมาเป็นอย่างไรกันหนอ.?

ส่วนฟังท์ชั่น OS/NOS ที่ทำกับสัญญาณ PCM ก็ถือว่าเป็นไฮไล้ท์ของ Terminator II เหมือนกัน ผมทดลองฟังเปรียบเทียบดูแล้ว ผมรู้สึกชอบเสียงของฟังท์ชั่น NOS มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการอัพฯ จากฐานแซมปลิ้ง 44.1kHz ขึ้นไป หรือจากฐาน 48kHz ขึ้นไป จากที่ผมได้ยิน แม้ว่าการเลือกไปที่โหมดอัพฯ (OS) จะให้ปลายเสียงที่เปิดโล่งออกไปมากกว่า เหมือนจะฟังสบายกว่า แต่ก็ไม่ได้มากมาย ในขณะที่เลือกไปที่โหมด NOS (Non-Oversampling) จะให้บอดี้ของเสียง (image) ที่มีทรวดทรงมากกว่า แต่ละชิ้นจะแยกเป็นตัวๆ ออกมาชัดกว่า ไม่ฟังดูกลืนไปด้วยกัน โดยเฉพาะเสียงที่อยู่ในย่านความถี่ตั้งแต่กลางสูงขึ้นไป ส่วนการเลือกรูปแบบฟิลเตอร์ระหว่าง Slow กับ Fast ก็ไม่ได้ให้ความแตกต่างกันมากนักในแง่ของทรวดทรงของอิมเมจที่กล่าวถึง

ทดสอบ.. ยกที่สอง!

ถ้าได้ Terminator II ตัวนี้มาครอบครองแล้วไม่สนใจอินพุต I2S ของมันก็ไม่ต่างอะไรกับไก่ได้พลอย.! และเชื่อเลยว่า ถ้าผมจบรีวิวของ Terminator II โดยไม่มีการทดลองฟังผ่านอินพุต I2S เลย ผมคงต้องถูกเพื่อนฝูงยำใหญ่อย่างแน่นอน..!!

ต้องขอบคุณคุณวี จาก Denafrips Thailand ตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ Denafrips ในประเทศไทยที่ส่งตัว DDC (Digital-to-Digital converter) มาให้เพื่อใช้กับอินพุต I2S ของ Terminator II

ตัว DDC ตัวนี้ชื่อรุ่น Hermes เป็นผลิตภัณฑ์ของ Denafrips เช่นกัน ทำไมต้องใช้อุปกรณ์ตัวนี้.? เพราะอินพุต I2S ที่ Terminator II ให้มาใช้ขั้วต่ออยู่ 2 แบบ คือ HDMI กับ RJ45 ถ้าจะใช้งานอินพุตเหล่านี้ คุณก็ต้องมีอุปกรณ์เครื่องเล่นไฟล์เพลงที่มีเอ๊าต์พุต I2S ที่ใช้ขั้วต่อ HDMI หรือขั้วต่อแลน RJ45 ด้วย ไม่อย่างนั้นก็จะใช้อินพุตนี้ไม่ได้ ซึ่งตัว Hermes ที่ว่านี้จะทำหน้าที่ เชื่อมโยงหรือจัดเส้นทาง (route) เดินสัญญาณที่รับเข้ามาทางอินพุต USB จาก roon nucleus+ ของผมให้ไปโผล่ออกทางเอ๊าต์พุต I2S (HDMI / RJ45) ของตัว Hermes จากนั้น ผมก็ใช้สาย HDMI เชื่อมโยงระหว่างขั้วต่อ I2S output (HDMI) ของตัว Hermes กับขั้วต่อ I2S input (HDMI) ของตัว Terminator II เข้าด้วยกัน จากนั้น ผมก็ย้ายสาย USB จากแผงหลังของ Terminator II ไปเข้าที่อินพุต USB ของตัว Hermes เป็นอันเสร็จพิธีการเชื่อมต่อ แต่ก่อนจะเริ่มต้นใช้งานจริงๆ ทางผู้ผลิตคือ Denafrips แนะนำว่าควรตรวจสอบลักษณะการเชื่อมต่อขั้วสัญญาณ (pin configuration) ของสาย HDMI ที่ใช้ซะก่อน เพื่อให้การรับ/ส่งสัญญาณเสียง (data), สัญญาณ WS clock และสัญญาณ Bit clock ระหว่าง Hermes กับ Terminator II เป็นไปอย่างถูกต้อง ไม่สลับแชนเนลและสลับเฟส เนื่องจากขั้วต่อภายในสาย HDMI มีมากถึง 11 เส้น แต่ใช้งานแค่ 3 เส้นเท่านั้น สาย HDMI แต่ละเส้นที่เป็นเวอร์ชั่นต่างกันอาจจะใช้วิธีเชื่อมต่อสายต่างกัน

(*เนื่องจากตัว DDC รุ่น Hermes ตัวนี้สามารถใช้งานเป็น converter ให้กับ ext.DAC ตัวอื่นๆ ที่ไม่มีอินพุต USB ได้ ผมจะทำรีวิวเฉพาะตัว DDC ตัวนี้ออกมาอีกที โปรดติดตาม คนที่ใช้ DAC ที่ไม่มีอินพุต USB แต่อยากจะใช้สตรีมเมอร์จะได้ประโยชน์จาก DDC ลักษณะนี้)

นอกจากตัว Hermes จะมีเอ๊าต์พุต I2S แล้ว มันยังมีช่องดิจิตัล เอ๊าต์พุตอื่นๆ ให้เลือกใช้ด้วย นั่นคือ Optical, Coaxial และ AES/EBU ครบทุกฟอร์แม็ต ส่วนทางด้านอินพุตก็ให้มาครบเหมือนกัน คือนอกจาก USB แล้วก็ยังมีอินพุต Optical, Coaxial และ AES/EBU นั่นทำให้คุณสามารถสลับแปลงอินพุตรูปแบบหนึ่งให้ออกไปเป็นเอ๊าต์พุตรูปแบบใดก็ได้ทุกฟอร์แม็ต ซึ่งอินพุตที่มีคุณเอกอุก็คือ USB นี่แหละที่ทำให้สามารถใช้งานร่วมกับ roon nucleus+ ได้

ลักษณะการเชื่อมต่อสัญญาณระหว่าง Hermes กับ Terminator II ในการทดสอบครั้งนี้

นอกจากเรื่องของ I/O แล้ว ยังมีไฮไล้ท์อีกอย่างหนึ่งของ Hermes ตัวนี้ คือมันมีช่องทางรองรับสัญญาณ master clock จากภายนอกได้ เพื่อเข้ามาจัดการควบคุมสปีดในการส่งสัญญาณเสียงจากตัว Hermes ไปให้กับ ext.DAC ที่มีฟังท์ชั่น master clock out ซึ่งตัว Terminator II มีฟังท์ชั่น Master Clock Out ที่แยกเป็นสองขาสำหรับฐาน 44.1kHz ที่ใช้ master clock ที่ระดับ 45.1584MHz ในการควบคุม และสำหรับฐาน 48kHz ที่ใช้ master clock ที่ระดับ 49.152MHz ในการควบคุม ดังนั้น ผมจึงทำการเชื่อมต่อสัญญาณ master clock จาก Terminator II ไปที่ Hermes ด้วย เพื่อให้การรับ/ส่งสัญญาณระหว่าง Hermes มาที่ Terminator II มีความสอดคล้องกับการทำงานของภาค DAC ในตัว Terminator II ให้มากที่สุด ขจัดโอกาสที่จะเกิดปัญหา jitter ในระบบออกไปให้หมด.. ซึ่งก็หมายถึงคุณภาพเสียงที่ดีที่สุดเท่าที่ภาค DAC ในตัว Terminator II จะทำได้นั่นเอง

(*ก่อนใช้งานจริง ก็ต้องมีการปรับตั้ง pin configuration บนตัว Hermes ให้ตรงกับ Terminator II ด้วย ซึ่งรายละเอียดของขั้นตอนเหล่านี้ผมจะไปพูดถึงอีกทีในรีวิวตัว Hermes)

เสียงของ Terminator II + Hermes กับอินพุต I2S

ตอนลองฟังเทียบเสียงที่ได้จากอินพุต USB ของ Terminator II ที่ต่อสัญญาณมาจากช่อง USB out ของ roon nucleus+ โดยตรง กับเสียงที่ได้จากอินพุต I2S (HDMI) ของ Terminator II ที่รับสัญญาณมาจาก Hermes ในช่วงแรกๆ ผมรู้สึกว่า เสียงที่ได้ยินจากสองอินพุตนี้มีความแตกต่างกันไม่มาก แต่พอเปลี่ยนเพลงฟังเทียบไปสักพัก ผมก็เริ่มจับความแตกต่างได้ชัดมากขึ้น และพบว่า ภายใต้ความแตกต่างที่น้อยนิดนั้น มันกลับมีนัยยะที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพเสียงอยู่เยอะมาก.. เป็นประสบการณ์ที่จนตนาการเอาเองไม่ออกแน่ ถ้าไม่มีการสลับสายฟังเทียบ A/B แบบนี้ก็คงจะมองไม่เห็นภาพ เพราะคุณภาพเสียงที่ได้จากการต่อ USB จาก roon nucleus+ ไปที่อินพุต USB ของ Terminator II ก็นับว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมากแล้วเมื่อเทียบกับระดับราคาของ Terminator II ที่อยู่ในระดับราคาไม่เกินสองแสนบาท แต่หลังจากฟังเทียบกับเสียงจากช่องอินพุต I2S ที่แปลงมาจาก Hermes ผมพบว่าเสียงจากอินพุต I2S มันมีประเด็นที่เหนือกว่าเสียงจากอินพุต USB อยู่ 2 ประเด็นหลักๆ นั่นคือ “digital harshnessกับ “tonal brightness

digital harshnessกับ “tonal brightnessเป็นสองสิ่งที่ทำให้เสียงของไฟล์ดิจิตัลเป็นผู้ร้ายสำหรับนักฟังมาตลอด ทั้งคู่นี้มันมีพฤติกรรมเหมือนเศษผงที่ซุกตัวอยู่ใต้พรม ในแง่ปริมาณไม่ได้เยอะมาก ไม่ตั้งใจฟังจริงๆ จะแยกแยะไม่ออกแม้จะมีมันอยู่ เมื่อใดที่มันถูกขจัดออกไปจากระบบได้อย่างหมดจดนั่นแหละเราถึงได้รู้ว่ามีมันแอบแทรกตัว (modulate) อยู่กับเสียงเพลงที่ฟังตลอดเวลา

ตอนฟังจากอินพุต USB ในบางเพลงที่มีอาการหยาบของปลายเสียงติดมา ซึ่งไม่ได้มากมาย หลายกรณีที่ผมคิดว่าเป็นอาการที่ติดมาจากการบันทึกเสียง เพราะในจุดอื่นๆ ของซิสเต็มผมคิดว่าได้กำจัดโอกาสที่จะทำให้เกิดอาการ เสียงขึ้นขอบไปหมดแล้ว ด้วยเหตุนี้ เมื่อได้ยินจากบางเพลงผมจึงคิดว่ามาจากการบันทึกเสียงของเพลงนั้นๆ แต่เมื่อฟังผ่านอินพุต I2S ที่มี master clock ควบคุมไปที่ต้นทาง ผมกลับไม่ได้ยินอาการขึ้นขอบแบบนั้น หรือแทบจะไม่ได้ยิน นั่นเป็นไปได้ว่า.. master clock ที่ Terminator II ส่งไปควบคุมการส่งกระแสสัญญาณของ Hermes มีประสิทธิภาพสูงกว่าระบบ clock ที่ควบคุมผ่านอินเตอร์เฟซ USB บนตัว roon nucleus+ ปัญหาจิตเตอร์ที่เกิดขึ้นกับอินเตอร์เฟซ I2S จึงมีปริมาณน้อยกว่าที่เกิดกับอินเตอร์เฟซ USB

หรือจะเป็นเพราะการรับ/ส่งสัญญาณผ่าน USB ต้องมีขั้นตอนเข้ารหัสจัดแพ็คเกจที่ต้นทางก่อนส่งไปทาง USB และต้องมีขั้นตอนถอดรหัสแตกแพ็คเกจที่ปลายทางด้วย ซึ่งกระบวนการเหล่านี้อาจจะเป็นต้นเหตุที่มาของอาการขึ้นขอบของเสียงได้มั้ย.? อันนี้เป็นการคาดเดาทางเทคนิค ซึ่งอาจจะเป็นไปได้เพราะการส่ง/รับสัญญาณผ่านทาง I2S ไม่ต้องมีการจัดแพ็คเกจ เป็นการส่งกระแส (สตรีม) สัญญาณ 0 กับ 1 ไปตรงๆ แต่ถ้ามองว่าการส่ง/รับสัญญาณผ่าน USB เป็นต้นเหตุ ระหว่าง roon nucleus+ กับ Hermes ก็ส่ง/รับสัญญาณกันทาง USB เหมือนกัน ทำไมไม่เกิดปัญหาขึ้นขอบ..??

นอกจากอาการกระด้างหยาบของเสียงที่ขึ้นขอบเล็กๆ แล้ว อินพุต USB ยังให้โทนัลของเสียงที่ออกไปทาง สุกสว่าง” (bright) กว่าอินพุต I2S ด้วย ดูจากภาพข้างบนอาจจะพอจินตนาการถึงลักษณะของเสียงที่สุกสว่าง (ภาพล่าง) ที่ผมว่าได้ คือฟังเผินๆ จะพบว่า เสียงจากอินพุต USB ให้ความกระจ่างชัดมากกว่า พอสลับมาฟังเสียงจากช่อง I2S วูบแรกจะรู้สึกคล้ายกับว่าเสียงจากช่อง I2S ออกหม่นทึบกว่านิดนึง แต่พอหูเริ่มชินกลายเป็นว่าเสียงจากช่อง I2S มีพื้นเสียงที่ใสกว่า ที่ความถี่สูงของช่อง USB จะมีลักษณะสว่างโพลนขึ้นมานิดนึง ยังไม่ถึงกับสว่างจ้าวาบออกมา ถ้าไม่เทียบกันก็จะรู้สึกแค่ว่าเสียงจากช่อง USB ให้ความกระจ่างชัด ในขณะที่ความสว่างโพลนนิดๆ จะไม่ได้รู้สึกตั้งแต่แรก ต้องฟังเทียบ A/B จึงจับความต่างได้

พอฟัง I2S นานๆ จนชิน ผมพบว่าอินพุต I2S ของ Terminator II + Hermes ให้เสียงโดยรวมออกมา เนียนกว่าอินเตอร์เฟซ USB ระหว่าง Terminator II + roon nucleus+ ซึ่งผมเชื่อว่า นักเล่นฯ ส่วนใหญ่จะต้องเคยผ่านหู (มีคนพูดให้ฟัง) ผ่านตา (ไปอ่านเจอ) มาบ้างกับคำว่า เสียงเนียนซึ่งคำเดียวกันนี้อาจจะมีความหมายที่ต่างกันได้มหาศาลสำหรับคนที่ได้ยินมาหรือได้อ่านเจอ สาเหตุที่ทำให้ตีความต่างกันก็คือ ประสบการณ์นั่นเอง หลังจากทดลองฟังเสียงของ Terminator II + Hermes มาได้สักระยะ ผมคิดว่า ext.DAC + DDC คู่นี้มันตีความคำว่า เสียงเนียนออกมาได้ตรงใจผมมากที่สุด.!

เพราะคำว่า เสียงเนียนสำหรับผม ไม่ได้มองแค่ทางรูปลักษณ์ (physical) ที่มีเนื้อมวลอิ่มๆ นวลๆ เท่านั้น แต่ผมมองไปที่ โมชั่น” (movement) ของมันด้วย คือต้องมีความต่อเนื่องลื่นไหล ทั้งในลีลาที่ฉับไว + แกร่งกล้าว และเนิบช้า + อ่อนโยน เสียงเนียนของผมคือความสามารถในการไต่ระดับความดังจากเบาสุดขึ้นไปถึงดังสุดได้อย่างต่อเนื่องเป็นเส้นตรงเส้นเดียวไปตลอดทางโดยไม่สะดุด และความสามารถในการลดระดับจากดังสุดลงมาที่เบาสุดได้อย่างมีลีลา เป็นขั้นเป็นตอน ต่อเนื่องราบเรียบได้อารมณ์ ใช่แล้วครับ.. ผมมอง เสียงเนียนในแง่ของมูพเม้นต์ด้วย ไม่ได้มองในแง่มวลเนื้ออย่างเดียว ซึ่ง Terminator II + Hermes คู่นี้ร่วมกันทำลักษณะของเสียงเนียนตามอุดมคติของผมขึ้นมาได้อย่างสมบูรณ์..!!!

ในระหว่างการทดสอบ Terminator II ร่วมกับ Hermes ผมได้ทดลองฟังเสียงของอินพุตอื่นๆ นอกเหนือจากอินพุต I2S ด้วย โดยต่อมาจาก Hermes และผมพบว่า แต่ละอินพุตเหล่านั้นมันให้คุณภาพเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีเมื่อเทียบกับมาตรฐานความสามารถในการรองรับสัญญาณของอินพุตเหล่านั้น อย่างเช่น ถ้าเล่นไฟล์ WAV 16/44.1 ที่ผมริปมาจากแผ่นซีดีจาก roon ส่งไปที่ Hermes ทาง USB จากนั้นผมลองใช้เอ๊าต์พุต Coaxial ของ Hermes ไปเข้าที่ช่องอินพุต Coaxial ของ Terminator II ด้วยสาย digital coaxial 75 โอห์มของ Atlas Cable ผมพบว่า เสียงที่ออกมามีลักษณะที่อวบอิ่มน่าฟัง คือทางด้านโฟกัสไม่ได้เป๊ะเหมือนอินพุต USB หรืออินพุต I2S แต่ให้มวลเสียงที่อิ่มหนา เป็นลักษณะเสียงที่เชื่อว่าหลายคนจะต้องชอบ ซึ่งเป็นลักษณะเสียงที่บางคนเรียกว่า เสียงแบบอะนาลอกนั่นแหละ

อาการที่ Terminator II + Hermes โชว์มูพเม้นต์ เนียนๆออกมาให้ได้ยินมันมากับเพลงทุกแนวที่ผมฟัง Terminator II + Hermes คู่นี้เป็นเหมือนของขวัญจากพระเจ้าสำหรับคนที่ชอบฟังเพลงหลากหลายแนวแบบผม..!!!

สรุป

ข้อดีมหาศาลของ Terminator II ตัวนี้คือมันทำให้ผมฟังเพลงที่มีอยู่ ได้ทุกเพลงถึงแม้ว่าบางเพลงจะมีตำหนิในแง่ของการบันทึกเสียง แต่เมื่อฟังผ่าน ext.DAC ตัวนี้แล้ว ผมก็สามารถทะลุผ่านตำหนิเหล่านั้นเข้าไปถึงอรรถรสของความเป็นดนตรีที่ฝังอยู่ในเพลงเหล่านั้นได้ทุกเพลง.. นี่คือคุณสมบัติที่ผมอยากจะติดโบว์มอบโล่ให้กับ ext.DAC ตัวนี้จริงๆ ในฐานะที่มันให้ความเป็นดนตรีออกมาได้เยี่ยมยอดมาก..!!!

Terminator II เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงที่มีคุณสมบัติ breakthrough ทะลุทะลวงขึ้นไปกว่ามาตรฐานที่ผ่านมาอีกระดับ มันถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่แตกต่าง ทำงานกับสัญญาณเสียงที่มีเรโซลูชั่นสูงกว่าที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันไปอีกสเต็ป แต่ที่สำคัญที่สุดเหนืออื่นใดก็คือ คุณภาพเสียงที่คุณต้องหาโอกาสทดลองฟังให้ได้..!!! /

***********************
ราคา : 209,600 บาท / ตัว
***********************
สนใจติดต่อ
TAV Audio วี
โทร. 098-554-2561
facebook: DenafripsTH
facebook: TAVAudio
Line: @denafripsth 

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า