รีวิวเครื่องเสียง dCS รุ่น Bartok ดีทูเอ คอนเวิร์ตเตอร์/เน็ทเวิร์ค เพลเยอร์ พร้อมภาคขยายหูฟัง

ไม่ง่ายเลยที่แบรนด์หนึ่งแบรนด์ใดจะสามารถก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาเป็น แกนนำในวงการไฮเอ็นด์ฯ ได้อย่างเอกฉันท์และมั่นคง คือไม่ว่าจะเป็นสื่อเครื่องเสียง หรือนักเล่นฯ จากทั่วโลก ต่างก็ยอมรับกันโดยดุษฎีว่า dCS หรือ Data Conversion Systems เป็นเบอร์หนึ่งในกลุ่มของ แหล่งต้นทางดิจิตัล” (digital source) อย่างแท้จริง ด้วยผลงานที่ถึงพร้อมของแบรนด์นี้ ทั้งในแง่ของ คุณภาพการออกแบบตัวเครื่อง, การออกแบบการทำงานภายใน และที่สำคัญที่สุดก็คือ คุณภาพเสียง

Bartok ผลิตภัณฑ์ตัวล่าสุดของ dCS ที่เข้ามา เขย่าวงการไฮเอ็นด์.!

ปกติแล้ว ผลิตภัณฑ์ของ dCS จะยึดหัวหาดอยู่ในระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ ราคาค่าตัวของผลิตภัณฑ์แต่ละชิ้นโดยเฉลี่ยจะเกาะกลุ่มอยู่ในเรตหลักล้านบาทหรือเฉียดๆ โดยมีผลิตภัณฑ์รุ่น “Vivaldiเป็นเรือธง ซึ่งในวงการยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า Vivaldi เป็นดิจิตัลฟร้อนต์เอ็นด์ชั้นแนวหน้าที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบัน เป็นระบบเพลย์แบ็คแบบแยกชิ้นที่มีประสิทธิภาพสุดๆ ในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทรานสปอร์ต CD/SACD, อัพแซมปลิ้ง, ระบบกำเนิดและควบคุมสัญญาณนาฬิกา และภาค DAC

รุ่นรองลงมาก็คือ “Vivaldi Oneเป็นเพลเยอร์แบบรวมชิ้น ตัวถังเดียว ทำออกมาฉลองแบรนด์ครบรอบ 30 ปี, ถัดลงมาอีกขั้นก็เป็น “Rossiniมีทั้งแบบรวมชิ้นและแยก 3 ชิ้นคือ Rossini CD/SACD Transport, Rossini DAC และ Rossini Clock ถัดลงมาอีกขั้นก็เป็นอนุกรม “Bartokซึ่ง ณ ขณะนี้มีเพียง Network Player/Headphone Amp ตัวนี้ตัวเดียว และสุดท้ายคือ “Network Bridgeเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำหน้าที่คล้าย Network Transport คือเล่นไฟล์เพลงจากเน็ทเวิร์คแล้วส่งสัญญาณดิจิตัลออกไปให้กับ DAC ภายนอกผ่านทางเอ๊าต์พุตแบบต่างๆ (ที่มาของคำว่า “Bridgeคือสะพานเชื่อมให้กับ DAC ที่ไม่มีอินพุต Network นั่นเอง)

ผมเคยทดสอบตัว Rossini DAC ไปแล้วเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2019 (REVIEW) ซึ่งตัวนั้นเป็นผลิตภัณฑ์แนวเดียวกับ Bartok ที่ผมนำมาทดสอบครั้งนี้ แต่ Rossini DAC อยู่ในอนุกรมที่สูงกว่า Bartok (ราคาสูงกว่า Bartok ประมาณสองเท่า)

* ทำความรู้จักกับ dCS ให้มากขึ้น

รูปร่างหน้าตาภายนอกของ Bartok
กับฟังท์ชั่นใช้งาน + จุดเชื่อมต่อสัญญาณ

dCS ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ที่เป็นสื่อเมืองนอกหลายสำนักมาโดยตลอด ในแง่ของการออกแบบรูปร่างหน้าตาของตัวเครื่องที่มีส่วนผสมลงตัวระหว่าง งานศิลป์กับ ความบึกบึนภายนอกตัวเครื่องจะโดดเด่นด้วยลวดลายเส้นสายบนหน้าปัดที่กลึงเสลาออกมาได้อ่อนช้อย สวยงาม ให้รูปลักษณ์ที่เรียบหรู แต่แฝงไว้ด้วยความแข็งแรงจากวัสดุอะลูมิเนียมอย่างหนาที่ใช้ประกอบขึ้นเป็นตัวถังกับน้ำหนักตัวที่ทั้งหนักและแน่น สะท้อนถึงความนิ่งและเที่ยงตรง เป็นคุณสมบัติที่เหมาะสมลงตัวกับลักษณะพื้นฐานการทำงานของอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทดิจิตัลแบบนี้

A = โลโก้ ตั้งปิดได้
B = จอแสดงผลด้วยตัวอักษรสีขาว
C = ปุ่ม “Powerใช้กดเปิด (On) / ปิด (Standby) การทำงานของตัวเครื่อง โดยมีเมนสวิทช์อยู่ที่แผงด้านหลังอีกตัว ใช้สำหรับเปิดเพื่อปล่อยไฟ AC เข้าเครื่อง

D = ปุ่มกดเข้าสู่ “Menuของเครื่อง
E = ปุ่มกดเลือกรูปแบบของวงจร “Digital Filterแต่ถ้าปุ่ม Menu ถูกกดใช้ ปุ่มนี้จะกลายเป็นปุ่มกดถอยหลังเพื่อเลือกหัวข้อเมนูย่อย
F = ปุ่มกดเลือก “Inputแต่ถ้าปุ่ม Menu ถูกกดใช้ ปุ่มนี้จะกลายเป็นปุ่มกดเดินหน้าเพื่อเลือกหัวข้อเมนูย่อย
G = ปุ่มกดเลือก “Outputเมื่อกดซ้ำจะเป็นการสลับเลือกเอ๊าต์พุตระหว่างช่องอะนาลอก เอ๊าต์พุตกับช่องหูฟัง
H = ปุ่มกดเพื่อเปิดใช้ฟังท์ชั่นหยุดเสียงชั่วคราว หรือ “Muteและกดซ้ำเมื่อต้องการยกเลิกฟังท์ชั่นนี้
I = รูเสียบแจ๊คหูฟังแบบมาตรฐานขนาด 6.3 ..
J = รูเสียบแจ๊คหูฟังแบบ balanced (DIN 4-pin)
K = ปุ่มหมุนปรับวอลลุ่ม

บนหน้าปัดของ Bartok ดูเรียบง่าย มีปุ่มกดเล็กๆ แค่ 6 ปุ่ม, ช่องเสียบแจ๊คหูฟังสองช่อง นอกนั้นก็เป็นปุ่มหมุนและหน้าจอแสดงผลอีกอย่างละหนึ่งเท่านั้น ทั้งหมดนั้นถูกจัดวางตำแหน่งเอาไว้อย่างเป็นระเบียบบนพื้นที่ของแผงหน้าที่สูงสี่จุดหกนิ้ว (หรือ 115 ..) หน้ากว้างของตัวเครื่องอยู่ที่ 17.0 นิ้ว (444 ..) ตามขนาดเครื่องมาตรฐานเป๊ะ ส่วนความลึกน้อยกว่าความกว้างนิดหน่อย อยู่ที่สิบเจ็ดนิ้วครึ่ง (430 ..)

L = ช่องอะนาลอก เอ๊าต์พุต สำหรับขั้วต่อบาลานซ์ (XLR) และอันบาลานซ์ (RCA) อย่างละหนึ่งชุด
M = ช่องดิจิตัล อินพุต Dual AES สำหรับต่อกับเอ๊าต์พุตของ dCS ทรานสปอร์ตและตัวอัพแซมเปอร์
N = ช่องดิจิตัล อินพุต S/PDIF ที่ให้ขั้วต่อ 3 รูปแบบคือ RCA, BNC และ Fiber Optic
O = ช่องเชื่อมต่อ IN/OUT สำหรับสัญญาณ Clock
P = ช่องอินพุต USB-A สำหรับเล่นไฟล์จากแฟรชไดร้โดยตรง
Q = ช่องอินพุต USB-B สำหรับรองรับการเล่นไฟล์จากคอมพิวเตอร์หรือเครื่องเล่นไฟล์เพลงประเภทสตรีมเมอร์ ทรานสปอร์ต
R = ช่องเสียบสาย LAN

ช่องอะนาลอก เอ๊าต์พุตทั้งสองช่องของ Bartok ทำงานแยกอิสระจากกัน สามารถจ่ายสัญญาณได้พร้อมกันทั้งสองชุด ใครจะดึงสัญญาณจากชุดใดชุดหนึ่งไปต่อเข้ากับแอมป์ชุดที่สอง หรือลำโพงแอ๊คทีฟก็สามารถทำได้ แต่สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของทั้งสองชุดนี้จะถูกปิดถ้ามีการเลือกใช้เอ๊าต์พุตสำหรับขับหูฟัง ช่องเอ๊าต์พุต XLR ของ Bartok ใช้มาตรฐานในการเชื่อมต่อขั้วสัญญาณตรง Pin หมายเลข 2 เป็นสัญญาณบวก, Pin หมายเลข 3 เป็นสัญญาณลบ และ Pin หมายเลข 1 เป็นกราวนด์ ถ้าไปต่อกับแอมป์ที่ใช้การเชื่อมต่อ Pin คนละมาตรฐานก็สามารถเข้าไปสลับในเมนูของ Bartok ให้ตรงกันได้

สัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ Bartok มีระดับความแรงของสัญญาณให้เลือกใช้ถึง 4 ระดับ ไล่จากต่ำไปหาสูง คือ 0.2V, 0.6V, 2.0V และ 6.0V ทำให้แม็ทชิ่งกับอินพุตของปรีแอมป์หรืออินติเกรตแอมป์ได้กว้างขึ้น หรือแม้แต่จะต่อตรงเข้าเพาเวอร์แอมป์ก็มีโอกาสทำได้มากขึ้น เรียกว่าถ้าเพาเวอร์แอมป์ที่จะเอามาต่อตรงมีเกนอินพุตที่ไม่ต่ำมากเกินไปก็สามารถใช้งานร่วมกับ Bartok ได้เกือบทุกตัว

ส่วนอินพุต USB-B ที่รองรับสัญญาณจากคอมพิวเตอร์นั้น ทาง dCS มีไดเวอร์สำหรับมาตรฐาน USB 2.0 ไว้ให้ดาวน์โหลดมาติดตั้งได้ฟรีสำหรับคนที่ใช้ระบบปฏิบัติการณ์ Windows ส่วนคนที่ใช้ Mac ที่ใช้ OSX ตั้งแต่เวอร์ชั่น 10.6.3 ขึ้นไป และ Linux ไม่ต้องลงไดเวอร์

* ดาวน์โหลดไดเวอร์ USB Class 2 (https://bit.ly/3j7V6O8)

ช่อง USB-B ของ Bartok รองรับทั้ง Class 1 และ Class 2 สำหรับคนที่ต้องการเล่นไฟล์ที่มีสเปคฯ สูงกว่า 24/96 ต้องทำการปรับตั้งช่อง USB-B ของ Bartok ให้อยู่ในโหมด USB Class 2 ซะก่อน (เข้าไปปรับตั้งใน Menu > Unit Settings > USB Class > Class 2) ซึ่ง Class 2 จะรองรับสัญญาณได้สูงถึงระดับ 384kHz สำหรับ PCM และ DSD128 สำหรับ DSD ในโหมด DoP

การควบคุมสั่งงาน

ใครสั่งซื้อ Bartok มาใช้ไม่ต้องตกใจถ้าแกะกล่องออกมาแล้วพบว่าในกล่องไม่มีรีโมทไร้สายแถมมาให้ เพราะ Bartok ตัวนี้ถูกออกแบบมาให้สามารถควบคุมสั่งงานผ่านทางระบบเน็ทเวิร์คได้โดยตรง จึงไม่จำเป็นต้องใช้รีโมท IR ส่วนแอพลิเคชั่นที่ใช้ในการควบคุมและเล่นไฟล์เพลงบนตัว Bartok มีชื่อว่า “Mosaicซึ่งเป็นแอพฯ ที่ทางทีมวิศวกรของ dCS พัฒนาขึ้นมาเอง มีให้โหลดฟรีทั้งบน App Store (เวอร์ชั่น iOS) และบน Google Play (เวอร์ชั่น Android)

หน้าตาแอพฯ Mosaic ที่ใช้คอนโทรล

แต่ถ้าคุณไม่ถนัดควบคุมด้วยแอพฯ จะสั่งซื้อรีโมทไร้สายมาใช้ก็ได้ (เป็นอ๊อปชั่น ต้องจ่ายเพิ่ม)

ฟังท์ชั่นใช้งาน

การปรับตั้งค่าต่างๆ บนตัว Bartok ยูสเซอร์สามารถกระทำผ่านปุ่มกดบนหน้าปัดของตัวเครื่องได้เลย ซึ่งปุ่มกดที่ใช้ในการปรับตั้งค่าเมนูเครื่องจะมีอยู่ด้วยกัน 3 ปุ่ม คือ ปุ่ม “Menu”, ปุ่ม “Filterและปุ่ม “Input

การปรับตั้งค่าในเมนูก็ทำได้ง่ายมาก ถือว่าเป็นการออกแบบ user interface ที่เยี่ยมยอด คือไม่ทำให้ผู้ใช้งง สามารถทำความเข้าใจได้ง่ายไม่ซับซ้อน และสามารถปรับตั้งผ่านแอพ Mosaic ได้อีกทางหนึ่งด้วย

โครงสร้างของฟังท์ชั่นต่างๆ ที่มีให้ปรับตั้งค่าในเมนูทั้งหมด

การปรับตั้งค่าใน Menu ของตัว Bartok ถูกจัดกลุ่มแยกเอาไว้ทั้งหมด 6 กลุ่มคือ Information, Audio Settings, Unit Settings, Config, Display Settings และ Signal Generator ซึ่งหัวข้อการปรับตั้งที่ส่งผลโดยตรงกับลักษณะเสียงและคุณภาพเสียงมีอยู่ใน 2 กลุ่มของเมนู คือ “Audio Settingsกับ “Unit Settingsที่เหลือนอกจากนี้ก็เป็นกลุ่มของเมนูที่แสดงข้อมูลและสร้างสัญญาณเสียงที่ใช้ในการเบิร์นฯ กับสัญญาณเช็คเฟสกับเช็คแชนเนลของระบบ

ในกลุ่ม “Audio Settingsมีหัวข้อการปรับตั้งค่าที่เกี่ยวกับเสียงอยู่ 3 หัวข้อ ที่คุณต้องทำการตรวจเช็คการตั้งค่าให้ดีก่อนเริ่มใช้งาน ได้แก่

1. Phase = ปรับเฟสสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตทั้งสองแชนเนล กรณีนำ Bartok ไปใช้กับแอมป์ที่ใช้มาตรฐานของช่อง XLR ที่ไม่ตรงกันก็สามารถปรับสถานะเฟสของซิสเต็มให้ออกมาถูกต้องได้ด้วยการสลับจากหัวข้อนี้ ไม่ต้องไปสลับสายลำโพงให้ยุ่งยาก

2. Filter = เลือกการทำงานของวงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์สำหรับสัญญาณ PCM ซึ่งมีให้เลือก 6 รูปแบบ ซึ่งคุณสามารถเลือกใช้ได้ตามรสนิยมเพราะแต่ละฟิลเตอร์ให้เสียงต่างกัน และรูปแบบของฟิลเตอร์ที่คุณเลือกจะถูกใช้กับอินพุตที่เป็นสัญญาณดิจิตัล PCM ทุกอินพุต กับอีกหนึ่งรูปแบบคือ M1 ซึ่งมีไว้ใช้กับสัญญาณอินพุตที่เข้ามาเป็นฟอร์แม็ต MQA

3. DSD Filter = เลือกการทำงานของวงจรดิจิตัล ฟิลเตอร์สำหรับสัญญาณ DSD ซึ่งมีให้เลือก 4 รูปแบบ ซึ่งฟิลเตอร์ DSD นี้จะถูกใช้เมื่อสัญญาณอินพุตที่เข้ามาอยู่ในรูปของสัญญาณ DSD หรือขณะที่โหมด DSD Upsampling ถูกเลือกใช้งาน (ถ้าโหมด PCM Upsampling ถูกเลือกใช้งาน ฟิลเตอร์ทั้งสองชนิดจะเปิดให้ใช้งาน)

อีกสองหัวข้อในกลุ่มนี้ นั่นคือ “Channel Swapเป็นการปรับตั้งเพื่อสลับสัญญาณแชนเนลซ้ายขวา กับหัวข้อ “Balanceมีไว้ให้ปรับตั้งบาลานซ์สัญญาณซ้ายขวา

ในกลุ่ม “Unit Settingsมีหัวข้อการปรับตั้งค่าสำคัญๆ ที่เกี่ยวกับเสียงอยู่ 3 หัวข้อ ที่คุณต้องทำการตรวจเช็คการตั้งค่าให้ดีก่อนเริ่มใช้งาน ได้แก่

1. Sync Mode = เป็นการปรับตั้งสัญญาณ Clock สำหรับแต่ละอินพุตแยกกันได้ ตัวเลือกที่มีให้ปรับตั้งมีอยู่ทั้งหมด 5 ตัวเลือก คือ A (Audio), M (Master), W (Word Clock 1-2 Auto), W1 (Word Clock 1) และ W2 (Word Clock 2) ซึ่งสามตัวหลังนั้นจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อมีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ Word Clock จากภายนอกเข้ากับ Bartok เท่านั้น และถ้าคุณเลือกใช้อินพุต USB หรือ Network สัญญาณ Clock จะถูกตั้งไว้ที่ M หรือ Master อัตโนมัติ คือสัญญาณ Clock ของภาค DAC ในตัว Bartok จะถูกใช้เป็นตัวควบคุมการส่งกระแสข้อมูลสัญญาณจากภายนอก (DAC ในตัว Bartok เป็น Master) กรณีที่ใช้อินพุตอื่นๆ ที่ไม่ใช่ USB และ Network อย่างเช่น AES/EBU หรือ S/PDIF ถ้าไม่ได้ใช้ Clock จากภายนอก แนะนำให้ปรับตั้งไว้ที่ตำแหน่ง A (Auto)

2. Line Level = อันนี้มีผลกับเสียงมากเป็นพิเศษ และควรจะต้องทดลองปรับตั้งให้เหมาะสมกับซิสเต็มของคุณก่อนจะเริ่มฟังอย่างจริงจัง เป็นหัวข้อที่ทำมาให้ใช้ในการแม็ทชิ่งเกนระหว่างเอ๊าต์พุตของ Bartok กับเกนอินพุตของแอมป์ที่คุณใช้ให้มีความเหมาะสมกัน ซึ่งมีเกนเอ๊าต์พุตมาให้เลือกใช้อยู่ทั้งหมด 4 ระดับ คือ 0.2V, 0.6V, 2.0V และแรงสุดคือ 6.0V ถ้าคุณเชื่อมต่อเอ๊าต์พุตของ Bartok เข้ากับปรีแอมป์ หรืออินติเกรตแอมป์ที่มีวอลลุ่มปรับความดัง แนะนำให้ปรับวอลลุ่มของแอมป์ไว้ที่ตำแหน่งต่ำสุด จากนั้นปรับวอลลุ่มของ Bartok ไว้ที่ระดับสูงสุด (0.0dB) แล้วทดลองแม็ทชิ่งเกนเอ๊าต์พุตของ Bartok เข้ากับระดับวอลลุ่มของแอมป์ที่ให้ผลลัพธ์ของเสียงออกมาดีที่สุด (วอลลุ่มของ Bartok บายพาสไม่ได้)

3. Upsampling = เลือกการทำงานของฟังท์ชั่น Upsampling สัญญาณอินพุตระหว่าง DSD กับ DXD ซึ่งให้เสียงออกมาต่างกัน ดีเด่นกันไปคนละแบบ ซึ่งจากการทดลองผมพบว่า ถ้าสัญญาณต้นทางที่เล่นอยู่ในรูปของสัญญาณ PCM ผมชอบเสียงที่ได้จากการตั้งอัพฯ เป็น DXD มากกว่าตั้งอัพฯ เป็น DSD ส่วนคุณชอบแบบไหนแนะนำให้ทดลองฟังดูเอง ซึ่งฟังท์ชั่นนี้จะทำงานแบบ realtime สามารถกดฟังเทียบสลับไปสลับมาได้ทันที

ส่วนอีก 4 หัวข้อ ที่เหลือได้แก่ “Dual AESเป็นการเปิดใช้งานอินพุต Dual AES, หัวข้อ “USB Classเป็นการปรับเลือกความสามารถในการรองรับสัญญาณของช่องอินพุต USB ระหว่าง Class 1 รับได้สูงสุดที่ 24/96 กับ Class 2 รับได้สูงสุดที่ 24/384, หัวข้อ “Bufferเป็นการปรับตั้งขนาดของบัฟเฟอร์ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อแก้ปัญหาเสียงคลิ๊ก หรือดีเลย์ที่อาจจะเกิดขึ้นกับการรับสัญญาณเสียงจากทีวีที่ทำให้เสียงกับภาพไม่ตรงกัน แต่ถ้าเป็นการใช้งานกับสัญญาณเสียงเพลงจะไม่เกิดปัญหาเสียงคลิ๊กไม่ว่าจะเปิดหรือปิดฟังท์ชั่น buffer จากการทดลองฟังส่วนตัวแล้วผมชอบเสียงตอนตั้งไว้ที่ Off ที่เป็นสัญลักษณ์รูปแผ่นกระดาษแผ่นเดียวคู่กับลูกศรมากกว่า หัวข้อสุดท้ายคือ “RS232 Modeก็คือการปรับเลือกโหมดการทำงานของการรับ/ส่งข้อมูลคอนโทรลทางช่อง RS232

ที่เหลือนอกจากนี้เป็นการปรับตั้งที่ไม่เกี่ยวข้องกับคุณภาพและลักษณะเสียง

เซ็ตอัพซิสเต็มเพื่อการทดสอบ Bartok

ผมทำการเซ็ตอัพฮาร์ดแวร์ซิสเต็มเอาไว้เพื่อทดสอบ Bartok ตามชาร์ตประกอบด้านบน โดยใช้ roon รุ่น nucleus+ (D) ทำหน้าที่เป็นไฟล์ทรานสปอร์ตในการเล่นไฟล์เพลงเพื่อจัดส่งสัญญาณดิจิตัล PCM/DSD ไปที่ Bartok (C) ผ่านเข้าทางอินพุต USB 1 (USB-B) กับอินพุต Network ส่วนไฟล์เพลงที่ใช้ทดสอบถูกเก็บอยู่ในสามแหล่ง ที่แรกคือใน NAS (A) ที่ต่อเชื่อมอยู่กับ router, แหล่งที่สองคือเก็บไว้ใน USB ฮาร์ดดิส SSD แบบพกพาที่เสียบอยู่ที่ช่อง USB ของ nucleus+, แหล่งที่สามคือเก็บไว้ในฮาร์ดดิสของคอมพิวเตอร์ (E) ส่วนการควบคุมการเล่นไฟล์เพลงผมใช้แอพ roon สลับกับแอพ Mosaic ของ dCS เองที่ติดตั้งบนอุปกรณ์พกพา (B) ในการควบคุมการเล่นไฟล์เพลงและปรับตั้งค่าบน Bartok ผ่านเน็ทเวิร์ค และใช้อุปกรณ์พกพา (iPad mini2 กับ iPhone 7) ในการเล่นไฟล์เพลงด้วยแอพ Onkyo HF Player เพื่อสตรีมสัญญาณไปที่ Bartok ผ่าน AirPlay ด้วย

นอกจากนั้น ผมก็เตรียมไฟล์เพลงใส่ไว้ในแฟรชไดร้ (H) เพื่อทดลองฟังจากอินพุต USB 2 (USB-A) พร้อมทั้งเตรียมเครื่องเล่นซีดี Roksan รุ่น K3 Di CD Player (F) เอาไว้ทดสอบอินพุต AES/EBU ของ dCS ส่วนเอ๊าต์พุตหูฟังของ Bartok นั้นเป็น Option คือ Bartok มีสองเวอร์ชั่นให้เลือก เวอร์ชั่นที่มีกับเวอร์ชั่นที่ไม่มีภาคขยายสำหรับหูฟัง ราคาต่างกันแสนนึง ตัวที่ผมได้รับมาทดสอบนี้เป็นเวอร์ชั่นที่มีภาคขยายหูฟังมาให้ด้วย ผมใช้หูฟังสองตัวที่มีอยู่ในการทดสอบคือ Sennheiser รุ่น HD650 (G) กับ AKG รุ่น K702/65th

แอมปลิฟายกับลำโพงที่ผมใช้ทดลองฟังเสียงของ Bartok มีอยู่หลายตัว เริ่มตั้งแต่อินติเกรตแอมป์ของ Cambridge Audio รุ่น CXA81 กับ Roksan รุ่น K3 Integrated Amplifier, ปรีแอมป์ Classe รุ่น Delta Pre สลับกับปรีแอมป์รุ่น K-5 ของ Ayre Acoustic จับคู่กับเพาเวอร์แอมป์ Ayre Acostic รุ่น V-3 และในตอนท้ายผมได้ทดลองต่อตรงจากเอ๊าต์พุต XLR ของ Bartok ไปจับคู่กับเพาเวอร์แอมป์รุ่น V-3 ของ Ayre Acoustic ด้วย ทางด้านลำโพงที่เอามาใช้ทดลองฟังกับ Bartok ก็มี Monitor Audio รุ่น Silver 100 (วางขาตั้ง), Wharfedale รุ่น EVO4.4 (ตั้งพื้น)(REVIEW), KEF รุ่น LS50 Meta, Totem Acoustic รุ่น The One และ Audiovector รุ่น R-1 Arrete (REVIEW) และด้วยความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดที่พร่างพรายของ Bartok ตัวนี้ทำให้ผมสนุกกับการแม็ทชิ่งแต่ละซิสเต็มที่ใช้ทดสอบด้วยแอคเซสซอรี่อีกเพียบ ใส่อะไรลงไปก็เห็นความต่างชัด บางชิ้นนั้นเมื่อใส่ถูกที่ถูกตำแหน่ง เสียงจะดีขึ้นมาพรวดพราดเลยทีเดียว อย่างพวกสายไฟเอซีจะเห็นผลชัดมาก ซึ่งผมมีทั้งของ Life Audio และ Tchernov Cable โดยเฉพาะตอนทดลองต่อเอ๊าต์พุตจาก Bartok ตรงเข้าเพาเวอร์แอมป์นั้น นอกจากสายไฟเอซีแล้ว สายสัญญาณและสายลำโพงก็แสดงผลต่างที่ฟังออกได้ชัดเจนมาก ซึ่งที่ผมนำมาทดลองก็มีของ Life Audio และ Kimber Kable

ต่อไปเป็นผลการทดลองใช้งานอินพุตต่างๆ ของ Bartok แบบเรียงตามประสิทธิภาพสูงสุดลงไป

ผลการทดลองเล่น

อินพุต Network

อินพุต Network เป็นไฮไล้ท์ของ Bartok ที่ให้ประสิทธิภาพสูงสุด มันถูกออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่ดีเยี่ยม ทั้งในการดึงไฟล์เพลงจาก server แหล่งต่างๆ เข้ามาเล่นผ่านตัวมันได้ครบ ไม่ว่าคุณจะเก็บไฟล์ไว้ที่ไหน กรณีที่เป็นการใช้งาน Bartok ในลักษณะ standalone network player คือไม่ได้เชื่อมต่อกับระบบ multi-zone คุณสามารถใช้แอพ Mosiac ซึ่งเป็นแอพฯ ฟรีของ dCS เองในการควบคุมสั่งงานและปรับตั้งเมนูบนตัวเครื่องได้อย่างครบถ้วน เสียงที่ออกมาก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก แต่ในกรณีที่คุณอยากได้อินเตอร์เฟซในการเล่นไฟล์เพลงที่ดูสวยงามและมีประสิทธิภาพในการแสดงข้อมูลเพลงที่ดีกว่าแอพฯ Mosaic คุณก็สามารถนำเอา Bartok เข้าไปร่วมเป็น endpoint อยู่ใน Zone ของระบบเพลย์แบ็คของ roon ก็ได้ เพราะ Bartok ผ่านการจัดการให้มีคุณสมบัติเป็น roon ready แล้ว สามารถรองรับการเล่นไฟล์เพลงจาก roon ผ่านทางเน็ทเวิร์คได้อย่างสมบูรณ์และได้เสียงที่ดีมากไม่แพ้กัน

อินพุต Network (รวมถึงอินพุต USB-B, อินพุต USB-A) ของ Bartok รองรับสัญญาณ DSD ได้ถึงสูงสุดที่ระดับ DSD128 (แสดงด้วยสัญลักษณ์ DSDx2) เมื่อลองเล่นไฟล์ที่มีสเปคฯ สูงกว่านั้นอย่างเช่น DSD256 ตัวโปรแกรมเล่นไฟล์ จะต้องมีความสามารถในการทำ downsampling ลดขนาดของสัญญาณลงมาที่ DSD128 ก่อนส่งให้ Bartok ตามภาพด้านบนผมใช้โปรแกรม roon เล่นไฟล์เพลง DSD256 ไปที่อินพุต Network และ USB-B ของ Bartok พบว่า roon ทำ SRC (Sample Rate Conversion) ให้ลดจาก DSD256 ลงมาที่ DSD128

อินพุต Network ของ Bartok รองรับการถอดรหัส MQA แบบเต็มสูบ เพราะมันมีทั้ง MQA Decoder และ MQA Renderer อยู่ในตัวทั้งสองโหมดอยู่ที่ช่องอินพุตนี้ ใครที่ใช้โปรแกรม roon ในการเล่นไฟล์เพลง คุณต้องเข้าไปปรับตั้งตรงหัวข้อ “MQA Capabilityบน roon ไปที่โหมด “Decoder and Rendererจึงจะได้ลิ้มรสประสิทธิภาพเสียงของฟอร์แม็ต MQA แบบเต็มสูบ.!

อินพุต USB-B (computer)

จะใช้งานอินพุตช่องนี้ คุณต้องเลือก Clock ไว้ที่ M หรือ Master Mode เพื่อให้ Bartok ใช้ Clock ของภาค DAC ในตัวสำหรับการควบคุมปริมาณการจัดส่งข้อมูลจากคอมพิวเตอร์ในโหมด Asynchronous USB Mode เพื่อขจัดปัญหาจิตเตอร์ออกไปจากระบบ จากการใช้งานของผมพบว่า ช่องอินพุต USB-B ที่ให้มาใช้กับคอมพิวเตอร์และสตรีมเมอร์ทรานสปอร์ตถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับไฟล์เพลงได้สูงสุดทั้งตระกูล PCM (ได้ถึง 384kHz) และ DSD (ได้ถึง DSD128) เมื่อปรับเลือกใช้ไดเวอร์ USB Class 2

อินพุต USB-B รองรับการถอดรหัสไฟล์ MQA ในโหมด Renderer onlyคือถ้าโปรแกรมเล่นไฟล์บนคอมพิวเตอร์หรือบนตัวสตรีมเมอร์ทรานสปอร์ตไม่มี decoder ถอด MQA ให้ สัญญาณที่ส่งมาให้กับ Bartok ก็จะอยู่ที่ระดับพื้นฐานนั่นคือ 44.1kHz หรือ 48kHz จากการที่ผมใช้ roon : nucleus+ เป็นทรานสปอร์ตเล่นไฟล์เพลง ผมพบว่า roon ทำการถอดรหัส MQA ให้หนึ่งชั้นเมื่อปรับตั้งหัวข้อ MQA Capability ในเมนู Device Setup บนโปรแกรม roon ไปที่ตำแหน่ง “Renderer Onlyเพื่อให้ Bartok ทำการคลี่ MQA ออกมาอีกชั้นหนึ่ง จนได้ออกมาเป็นสัญญาณ PCM ในระดับสูงสุดของสัญญาณต้นทาง แต่ไม่ได้ใช้ฟิลเตอร์ MQA ในขั้นตอนสุดท้าย..

นี่คือผลจากการทดลองเล่นไฟล์ MQA ที่ผมโหลดมาจากเว็บไซต์ 2L ด้วย roon : nucleus+ แล้วสั่งเอ๊าต์พุตไปเข้าที่อินพุต USB-B ของ Bartok สังเกตว่าเส้นทางเดินสัญญาณ (Signal Path) จะโชว์เป็น “Losslessคือถอด MQA ได้ถึงระดับเกือบสุดซอย แต่ไม่สุด..

ผมเล่นไฟล์เดียวกันด้วย roon : nucleus+ ตัวเดียวกัน แต่เปลี่ยนเป็นส่งผ่านไปที่ Bartok ทางอินพุต Network สังเกตได้ว่า Signal Path จะโชว์เป็น “Enhancedและในโปรเซสเกือบสุดท้ายจะโชว์ว่าไฟล์ MQA ถูกถอดรหัสจนถึงขั้นตอนสุดท้าย “MQA Full Decoderซึ่งแปลว่า ไฟล์ MQA จะถูกคลี่จนถึงขั้นตอนสุดท้ายอย่างสมบูรณ์เมื่อเชื่อมต่อกับอินพุต Network

ชอบแบบไหน.? เลือกยากมาก แค่จะบอกว่าเสียงต่างกันตรงไหนก็ยาก และคุณยังสามารถเข้าไปตั้งให้ Bartok ทำการอัพฯ สัญญาณที่ได้ออกมาจากการเล่นไฟล์ MQA ให้ขึ้นไปเป็น DXD หรือ DSD ได้อีก

อินพุต S/PDIF (coaxial, optical, BNC) และ AES/EBU

ช่องอินพุต AES/EBU, Coaxial และ BNC รองรับได้ถึง PCM 24/192 และ DSD64 ในฟอร์แม็ต DoP ส่วนช่องอินพุตอ๊อปติคัล Toslink รองรับสัญญาณ PCM ได้ถึง 24/96

สำหรับคนที่ยังคงใช้แผ่นซีดีเป็นแหล่งต้นทางสำหรับซิสเต็ม คุณจะได้ประโยชน์จากช่องอินพุต digital input ของ Bartok ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน S/PDIF (coaxial, BNC, Optial) โดยเฉพาะช่อง AES/EBU ที่ให้เสียงดีมาก น่าจะถูกใจกับคนที่ชอบเสียงนุ่มนวล ลื่นไหลที่เจือปนอยู่กับความกระชับ ฟังเพลิน ไม่หยาบหูอย่างที่มีคนชอบใช้คำเรียกว่าเสียงแบบอะนาลอก

อินพุต AirPlay

สำหรับบางอารมณ์ บางสถานการณ์คุณอาจจะอยากใช้วิธีสตรีมสัญญาณเพลงจากสมาร์ทโฟนหรือแท็ปเล็ตกับ Bartok โดยคิดในใจว่าขอฟังเล่นๆ.. แต่ผมต้องขอเตือนก่อนว่า สิ่งที่ Bartok ถ่ายทอดออกมาจากอินพุตนี้มันไม่ใช่แค่ฟังเล่นๆ นะครับ เสียงมันออกมาดีมาก..!!!

ผมใช้แอพ Onkyo HF Player เล่นไฟล์เพลง WAV 16/44.1, ไฟล์ไฮเรซ PCM กับไฟล์ DSD64 บน iPhone 7 แล้วสตรีมมาที่ Bartok ผ่าน AirPlay ได้เสียงออกมาดีมากๆ ดีเกินคาดจริงๆ ใครจะลองแนะนำให้คุณปรับลดวอลลุ่มที่ตัว Bartok ลงมาให้อยู่ในระดับต่ำๆ ก่อนนะครับ เพราะเกนสัญญาณที่ได้จากการสตรีมผ่าน AirPlay ค่อนข้างแรง

เอ๊าต์พุตหูฟัง

ถ้าคุณไม่ต้องการใช้งานหูฟังกับ Bartok ทางบริษัท Deco2000 ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายแบรนด์ dCS เขานำเข้ามาให้บริการทั้งเวอร์ชั่นที่มี/ไม่มีเอ๊าต์พุตหูฟังให้เลือก

จะใช้งานหูฟังกับ Bartok คุณต้องเข้าไปปรับตั้งในเมนูเพื่อเลือกใช้เอ๊าต์พุตระหว่างหูฟังกับภาคไลน์ เอ๊าต์พุตหูฟังมีมาให้เลือก 2 รูปแบบ คือ แจ็ค TRS มาตรฐาน 6.3 .. กับบาลานซ์ DIN 4-pin ซึ่งทางผู้ผลิตไม่แนะนำให้เสียบหูฟังค้างไว้ทั้งสองช่อง เสียงจะไม่ดีเพราะทำให้อิมพีแดนซ์เคลื่อน ระดับวอลลุ่มที่ใช้กับเอ๊าต์พุตหูฟังกับไลนด์เอ๊าต์จะถูกบันทึกแยกกันเพื่อป้องกัน overload จากความเผลอของผู้ใช้

ผมใช้หูฟัง Sennheier HD650 กับสายหูฟังของ Nordost รุ่น Heimdall II ติดแจ็คบาลานซ์ DIN 4-pin ทดลองฟังเสียงภาคขยายหูฟังของ Bartok ทางช่อง DIN 4-pin และใช้หูฟัง AKG K702/65th ลองฟังเสียงของภาคขยายหูฟัง Bartok ทางช่อง 6.3 .. การปรับตั้งค่าในเมนูที่ส่งผลต่อเสียงของหูฟังมีอยู่ 2 จุด นั่นคือ เกนสัญญาณ เมื่อเสียบหูฟังเข้าไป ตรงเมนู Output Level ที่แสดงเป็นปริมาณโวลเตจของสัญญาณจะถูกเปลี่ยนเป็นตัวเลขดีบีแทนคือ 0 (แรงสุด), -10, -20 และ -30 (เบาสุด) ถ้าอิมพีแดนซ์ของหูฟังสูงก็ปรับเลือกเกนให้แรงหน่อยชดเชยกันไป อีกจุดคือ ฟังท์ชั่น “Crossfeedที่นำสัญญาณ R+L มาผสมเป็นสัญญาณตรงกลางเลียนแบบลักษณะการฟังจากลำโพงบ้าน (ที่ไม่มีเสียงของห้องเข้ามารวม) เสียงที่ออกมาจากการทดลองฟังก็อยู่ในระดับที่น่าพอใจ ลักษณะของเสียงไปทางละเอียด ระยิบระยับ แต่แฝงไว้ด้วยความนุ่มนวลน่าฟัง ไม่มีอาการจัดจ้านเลย ความดังของเสียงก็ถูกเกลี่ยออกมาได้เนียน ต่อเนื่องไม่มีกระโดด

ต่อเอ๊าต์พุตของ Bartok เข้ากับเพาเวอร์แอมป์โดยตรง

ผมทดลองใช้เพาเวอร์แอมป์ Ayre Acoustic รุ่น V-3 เชื่อมต่อกับภาคอะนาลอก เอ๊าต์พุตของ Bartok ทางช่อง XLR ซึ่งไม่มีปัญหาเรื่องเกนแม็ทชิ่งเมื่อลองขับลำโพงระดับกลางๆ ตั้งแต่ KEF รุ่น LS50 meta, Whafedale รุ่น EVO4.4 และ Totem Acoustic รุ่น The One การปรับวอลลุ่มของ Bartok แบ่งเป็น 2 ขยัก ขยักแรกสเต็ปละ 1.0dB ตั้งแต่ -80dB (ต่ำสุด) ขึ้นไปจนถึง -50dB จากนั้นตั้งแต่ -50dB ขึ้นไปจนถึง 0dB (ดังสุด) การปรับระดับความดังจะละเอียดขึ้นเหลือขั้นละ 0.5dB

ผมชอบเสียงที่ได้จากการต่อตรงแบบนี้มาก มันให้เสียงที่รู้สึกได้ถึงความบริสุทธิ์ สะอาด ทั้งเนื้อมวลที่ทั้งนวลและนุ่ม อิมเมจกลมกลึงเป็นสามมิติ จนถึงไดนามิกคอนทราสน์ที่คลื่คลายและขยายยืดอย่างไร้ซึ่งอาการอั้น ช่วงพีคก็ไม่มีอาการขลิบ เหมาะมากกับการฟังแบบ nearfield ที่ทำให้ได้โฟกัสและซาวนด์สเตจของเสียงที่เป๊ะมากเป็นพิเศษ เหมือนเอาเสียงที่ได้ยินจากหูฟังมาขยายสเกล

เสียงของ dCS : Bartok

ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงของ DAC ยี่ห้อนี้ มันทำให้ผมนึกถึงคำถามๆ หนึ่งที่มีเพื่อนนักเล่นฯ ถามเข้ามาบ่อยที่สุด นั่นคือ เสียงของเครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ฯ มีลักษณะอย่างไร.?

ถ้าคุณเริ่มเล่นเครื่องเสียงมาตั้งแต่ระดับเริ่มต้นด้วยเครื่องเสียงที่มีราคาไม่สูง และอัพเกรดขึ้นมาเรื่อยๆ จนถึงระดับที่ใช้เครื่องเสียงที่มีราคาหลักแสน คุณจะรับรู้ได้ถึงความแตกต่างของคุณภาพเสียงที่ขยับเปลี่ยนไปจากไม่ดีไปสู่ดีทีละคุณสมบัติ ซึ่งคุณสมบัติแรกของเสียงที่ดีต้องเริ่มต้นด้วย “separation” (sound stage > ambient > atmosphere) คือแต่ละเสียงในเพลงต้องมีลักษณะที่แยกขาดจากกัน ไม่ซ้อนทับกัน หรือตีกันมั่วจนแยกแยะรายละเอียดไม่ออก ซึ่งเครื่องเสียงระดับล่างขึ้นไปถึงระดับกลางๆ ที่มีคุณภาพดีจะสามารถแสดงคุณสมบัติทางด้าน separation ออกมาได้ในระดับที่น่าพอใจ โดยแสดงผลผ่านออกมาทางด้านมิติซาวนด์สเตจในระดับพอใช้ได้ไปจนถึงดี แต่เครื่องเสียงระดับกลางส่วนมากจะยังไปไม่ถึงขั้นที่จะสามารถถ่ายทอดแอมเบี้ยนต์และแอสโมสเฟียร์ออกมาได้

คุณสมบัติของเสียงระดับที่สูงกว่า separation ขึ้นไปอีกขั้นก็คือ “dynamic” (dynamic contrast > dynamic transient > dynamic range) เป็นความแตกต่างของระดับความดังของเสียงตั้งแต่เบาไปจนถึงดัง และจากดังลงมาเบา ซึ่งเครื่องเสียงระดับกลางลงมาถึงระดับล่างๆ จะให้ขอบเขตการปรับเปลี่ยนระดับความดังเบา/เบาดัง ที่สวิงได้ไม่กว้างสุดสเกล (ไดนามิกเร้นจ์ไม่กว้าง) จึงทำให้ขาดความเป็นธรรมชาติสมจริง และขาดความสดกระจ่าง เครื่องเสียงที่ให้ไดนามิกสวิงไม่เปิดกว้างและตอบสนองอิมแพ็คไม่เร็วและคม จะทำให้โทนเสียงโดยรวมออกไปทางนุ่ม อ่อนยวบ ขาดความมีชีวิตชีวา

ระดับสูงสุดของคำว่าเสียงดี หรือเสียงแบบไฮเอ็นด์ฯ ที่เครื่องเสียงระดับไฮเอ็นด์ฯ ให้ออกมาได้ดีกว่าเครื่องเสียงระดับกลางและระดับล่างอย่างชัดเจนมากที่สุดก็คือ “imageหรือตัวเสียงแต่ละเสียง ซึ่งเป็นรายละเอียดในระดับที่เจาะลึกลงไปที่แต่ละตัวเสียง แยกเป็นคุณสมบัติย่อยสองลักษณะคือ “size” (ขนาดของมวลเสียง) และ “texture” (fundamental + harmonic) ของแต่ละเสียง ซึ่งเครื่องเสียงที่มีสมรรถนะสูงๆ (และมักจะมีราคาสูง) จึงจะสามารถแสดงผลทางด้านนี้ออกมาได้ดี ซึ่งการที่จะสามารถแสดงตัวตนของแต่ละเสียงที่ชัดเจนออกมาได้ เครื่องเสียงชิ้นนั้นจะต้องให้การตอบสนองกับสัญญาณได้เร็วและแม่นยำ อย่างต่อเนื่องถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด ก็น่าจะเป็นการเปรียบเทียบกับภาพวิดีโอที่เกิดจากการสแกนเส้นภาพด้วยเทคนิค Interlace Scan (สแกนสลับเส้น) เทียบกับการสแกนเส้นภาพด้วยเทคนิค Progressive Scan ที่ให้ความคมชัดของภาพสูงกว่า ยิ่งในปัจจุบัน ภาพจะชัดกว่าสมัยก่อนมาก เพราะเป็นการสแกนภาพแบบโปรเกรสซีฟที่ใช้ความถี่ (เฮิร์ต) สูงมากๆ นั่นเอง (ยิ่งเฮิร์ตสูงๆ ยิ่งคมชัด)

ความยากในการรับรู้คุณสมบัติเหล่านี้มันอยู่ที่ความสามารถในการแยกแยะระหว่าง คุณภาพเสียงกับ สไตล์เสียงออกจากกัน ซึ่งนักเล่นส่วนใหญ่มักจะถูก สไตล์เสียงชักจูงความสนใจไปซะก่อน เนื่องจากเราทุกคนมีรสนิยมความชอบอยู่ในตัวก่อนจะมาเล่นเครื่องเสียง จึงทำให้มักจะยอมแลกคุณภาพเสียงบางด้านที่ด้อยลงเพื่อแลกกับสไตล์เสียงที่ตัวเองชอบ โดยธรรมชาติแล้ว คุณภาพเสียงจะขยับขึ้นไปตามคุณภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงและความลงตัวในการแม็ทชิ่งและเซ็ตอัพ ในขณะที่สไตล์เสียงไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับคุณภาพเสียง เป็นแค่บุคลิกของเสียงเท่านั้น อย่างเช่น นุ่มนวล, สดกระชับ ฯ ซึ่งไม่สามารถตรวจวัดได้ว่าสไตล์เสียงแบบไหนดีกว่ากัน

ผมยึดเอาการทดลองฟังจากอินพุต Network และ USB ทั้งสองช่องมาใช้ในการสรุปผลนี้ ซึ่งต้องบอกว่าอินพุตทั้งสามช่องทางของ Bartok ให้เสียงที่ก้าวข้ามตั้งแต่ “separation” > “dynamicมาถึงระดับ “imageได้อย่างสมบูรณ์แบบ ครบทุกมิติ ยิ่งฟังจากไฟล์เพลงที่มีสเปคฯ สูงๆ ก็ยิ่งสัมผัสกับคุณสมบัติเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

อัลบั้ม : Companion (DSF64)
ศิลปิน : Patricia Barber
ค่าย : Mobile Fidelity Sound Labs

งานเพลงของ Patricia Barber ในยุคที่ดูแลการบันทึกและมิกซ์เสียงโดย Jim Anderson เป็นงานเพลงที่ใช้ทดสอบประสิทธิภาพของเครื่องเสียงได้ดีในแง่ของการแจกแจงรายละเอียดของเสียง โดยเฉพาะรายละเอียดของเสียงที่อยู่ในย่านกลางลงไปต่ำของอัลบั้มนี้ที่ถูกมิกซ์ออกมาให้มีลักษณะที่เหมือนกับอยู่ภายใต้บรรยากาศที่มืดสลัว ซึ่งหากว่าเครื่องเสียงชิ้นไหนที่ให้พื้นเสียงที่ไม่ใสกระจ่างจริงๆ (คือ S/N ratio ไม่สูงพอ) รายละเอียดเสียงในย่านความถี่ดังกล่าวของอัลบั้มนี้จะออกมาทึบๆ มัวๆ เกาะทับกันเป็นก้อน แยกแยะได้ยาก ซึ่ง Bartok สอบผ่านฉลุย.! มันสามารถแกะโน๊ตเบสแต่ละโน๊ตของ Michael Arnopol ให้หลุดลอยชัดออกมาได้เป็นเม็ดๆ โดยที่ไม่ไปเพิ่มความสว่างโพลนให้กับโทนเสียงซะด้วย คือตอนฟังจะยังรู้สึกได้ถึงความสลัวของบรรยากาศที่ปกคลุมอยู่ในอัลบั้มนี้ แต่ความสลัวนั้นไม่ได้เป็นอุปสรรคสำหรับ Bartok ในการสำแดงรายละเอียดของเสียงดนตรีและเสียงร้องในอัลบั้มนี้ออกมาให้ได้ยิน มิหนำซ้ำ เมื่อรายละเอียดปรากฏออกมาชัดผสมกับบรรยากาศที่ยังคงอยู่ ทำให้ฟังแล้วรู้สึกได้ถึงอารมณ์ความเป็นดนตรีที่ศิลปินแต่ละคนระบายออกมากับเครื่องดนตรีของพวกเขา ยกตัวอย่างเพลง “Let It Rainซึ่งฟังแล้วไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการฟังจากไฟล์เพลง แต่มันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังฟังจากการบรรเลงสดๆ มากกว่า.!!

อัลบั้ม : DR Classics – DR 10th Anniversary Best Recordings Gala (MQA-UHQCD 24/88.2)
ศิลปิน : Various Artists
ค่าย : China Recording Association (CRA)

อัลบั้ม : Carl Orff – Carmina Burana (MQA-UHQCD 24/352.8)
ศิลปิน : Chor Und Orchester Der Deutsches Oper Berlin, Eugen Jochum
ค่าย : Deutsche Grammophon

ในสมุดคู่มือของ Bartok แจ้งว่ารองรับการเล่นไฟล์ MQA ได้แบบเต็มสูบ (full MQA decoder).! ผ่านช่องอินพุต Network และ USB2 (USB-type-A) ผมจึงเลือกใช้ไฟล์เพลงที่ริปจากแผ่น MQA-CD สองชุดนี้มาลองฟังกับ Bartok เพื่อทดสอบประสิทธิภาพในการถอดรหัสของฟอร์แม็ต MQA แบบเต็มสูบที่ว่านี้ ผ่านทางอินพุต Network ของ Bartok

โดยเฉพาะอัลบั้มชุด Carmina Burana ของสังกัด Deutsche Grammophon ชุดนี้เป็นหนึ่งในอัลบั้มที่ทำให้ดนตรีในแผ่นนี้ คืนชีพขึ้นมาได้ยากมาก.! เหตุเพราะงานเพลงในอัลบั้มชุดนี้มีความซับซ้อนของทั้งภาคดนตรีประกอบของวงออเคสตร้าจำนวนหลายชิ้น และภาคขับร้องที่ประกอบด้วยนักร้องประสานเสียงชายหญิงจำนวนมาก ซึ่งทั้งหมดนั้นคือ รายละเอียดที่อัดแน่นอยู่ด้วยกัน จึงยากต่อการแกะรายละเอียดยิบย่อยเหล่านั้นให้กระจายตัวออกมาได้อย่างหมดจด อีกทั้งเสียงร้องและเสียงดนตรีในเพลงลักษณะนี้เป็นการบรรเลงและขับร้องที่พลุ่งพล่านไปด้วยพลังงานที่ตะเบ็งกันออกมาอย่างสุดเสียง มีทั้งช่วงเบาที่แทบจะได้ยินมดตดไปจนถึงช่วงโหมที่สนั่นลั่นพสุธา นั่นคือไดนามิกเร้นจ์ที่แผ่กว้างสุดขีด ซึ่งแน่นอนว่า การเก็บช่วงกว้างของไดนามิกเร้นจ์ขนาดนั้นออกมาจากมาสเตอร์ได้อย่างหมดจดจริงๆ ต้องอาศัยตัวกลางที่มีสเปคฯ สูงมากๆ นั่นคือความคาดหวังว่าฟอร์แม็ต MQA ของซีดีแผ่นนี้ที่ทำมาจากมาสเตอร์ระดับ 24/352.8 น่าจะกักเก็บความน่าสะพรึงของบทเพลงในอัลบั้มนี้ออกมาให้สัมผัสได้ใกล้เคียงกับมาสเตอร์ได้ ที่เหลือก็คือสมรรถนะของซิสเต็มแล้วล่ะ

จากที่ผ่านๆ มา เมื่อผมทดลองฟังไฟล์ MQA ของอัลบั้มนี้กับ external DAC หลายๆ ตัว ผมมักจะพบกับความผิดหวัง คือแทนที่จะได้ยินพลังของเสียงประสานกับเสียงดนตรีโหมที่กระหน่ำออกมาอย่างเต็มกำลัง ผมกลับได้ยินแต่เสียงตะเบ็งเซ็งแซ่จนแสบแก้วหู ฟังเบาๆ ได้มั้ย.? ไม่ได้ครับ.!! ฟังเพลงแบบนี้ต้องเปิดดัง จะลดวอลลุ่มให้เบาลงเพื่อลดอาการจี๊ดจ๊าดไม่ได้เด็ดขาด ที่ต้องเปิดดังก็เพื่อให้รายละเอียดของเสียงทั้งช่วงเบาที่สุด (Low Level Resolution) และช่วงพีคหรือช่วงดังที่สุด (High Level Resolution) สามารถแสดงตัวออกมาได้โดยมีความเพี้ยนต่ำที่สุดจึงจะได้อรรถรสเต็มที่ (S/N ratio ต้องสุดโต่ง!) นั่นก็หมายความว่า ตั้งแต่แหล่งต้นทาง (เพลเยอร์) > แอมป์ > ไปจนถึงลำโพง ต้องมีสมรรถนะสูงพอที่จะสามารถรับมือกับไดนามิกที่เปิดวงสวิงกว้างขวางขนาดนั้นได้โดยไม่มีอาการขลิบที่ปลายเสียงจนแสบแก้วหู…

นี่คือครั้งแรกที่ผมได้ยินเสียงของอัลบั้ม Carmina Burana อย่างที่มันควรจะเป็น.!! พระเจ้า.! Bartok ทำหน้าที่ของมันได้อย่างยอดเยี่ยมมาก.!! มันขุดรายละเอียดของเสียงร้องที่แผ่วเบาออกมาจากอัลบั้มชุดนี้ให้ได้ยินอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกัน ในช่วงที่ทั้งเสียงร้องประสานและเสียงดนตรีโหมกระหน่ำกันขึ้นมา มันก็ยังคงรักษารายละเอียดของเสียงเหล่านั้นเอาไว้ได้อย่างสบายๆ ตลอดเวลา 55 นาทีของความยาวทั้งอัลบั้มที่ฟัง ผมไม่มีอาการแสบแก้วหูเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย.!!! ในขณะที่ในใจนั้นกลับรู้สึกอิ่มเอมไปกับอรรถรสของเพลงนี้อย่างเต็มเปี่ยม ได้รับรู้ถึงความรันทดที่กลุ่มนักร้องประสานเสียงผู้หญิงโอดครวญออกมา และได้สัมผัสถึงพลังของความฮึกเหิมที่ถ่ายทอดผ่านมาจากเสียงโหมกระหน่ำของวงออเคสตร้าที่หนุนดันเสียงประสานของกลุ่มนักร้องผู้ชายออกมายังกะพายุ

ผมฟังอัลบั้มนี้ผ่านปรีแอมป์ Ayre Acoustic รุ่น K-5 ขับเพาเวอร์แอมป์ Ayre Acoustic รุ่น V-3 ขับลำโพง KEF รุ่น LS50 meta พบว่าต้องตั้งเกนของสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์พุตไปที่ 6V จึงได้เสียงที่ดีที่สุด ได้อัตราสวิงของไดนามิกที่ฉีดเปิดออกไปกว้างสุด

ส่วนอัลบั้มชุด DR Classics – DR 10th Anniversary Best Recordings Gala นั้นเป็นอัลบั้มรวมที่ทำไว้โชว์ประสิทธิภาพในการบันทึกเสียงที่เก็บไดนามิกเร้นจ์ออกมาได้ดีมากๆ โดยจัดทำสัญญาณมาสเตอร์ไว้ที่ระดับ 24/88.2 ก่อนเข้ารหัสด้วย MQA ผมชอบใช้แทรคแรก “Carmen Suiteในแทรคนี้ตรวจวัดประสิทธิภาพในการเปิดเผยรายละเอียดของมิติด้านลึกของเวทีเสียง ซึ่ง Bartok สามารถร่นมิติด้านลึกของแทรคนี้ลงไปได้ต่ำกว่าระนาบของลำโพงเป็นเมตร ในขณะเดียวกันเสียงเพอร์คัสชั่นช่วงขึ้นต้นของแทรคเพลง “Drum Twistที่เริ่มต้นด้วยความน่าสนใจกับการเคลื่อนตัวไหลไปมาระหว่างลำโพงทั้งสองข้าง รู้สึกเหมือนมีคนมาล้อเล่นอยู่ข้างหน้า ถ้ดมาผมก็ถูกทำให้รู้สึกตื่นตัวเมื่อเสียงกลองเริ่มปรากฏขึ้นมา ซึ่งตีละเสียงเคาะของกลองมันช่างให้โฟกัสที่คมและชัด อย่างมากเรียกว่าชัดจนแทบจะกระโดดลงไปร่วมวงกับเขาได้เลย พูดสรุปได้สั้นๆ ว่า Bartok ให้มิติเสียงที่สุดยอดมากถ้าอัลบั้มนั้นบันทึกมาสุดยอดจริงๆ

อัลบั้ม : The Girl In The Other Room (DSD64)
ศิลปิน : Diana Krall
ค่าย : Verve Records

หลังจากทดลองฟังเพลงร้องมาหลายชุด แต่ละชุดล้วนน่าประทับใจทั้งนั้น ผมขอเลือกสิ่งที่ได้ยินจากงานเพลงของ Diana Krall ชุดนี้มารายงานให้ทราบ เพราะผมรู้สึกประทับใจเสียงร้องของเธอในชุดนี้มากเป็นพิเศษ มันเป็นเสียงที่ฟังแล้วรู้สึกถึงความ มีชีวิตมากที่สุด เป็นงานที่สะท้อนความเป็นอัจริยะในการบันทึกและมิกซ์เสียงของ Al Schmitt ได้เป็นอย่างดี

เสียงร้องของไดอาน่า ครอลจากชุดนี้มีวรรณะอยู่ตรงกลางระหว่างความเย็นกับความอุ่น มวลเนื้อเสียงมีความหนาแน่นกำลังดี ไม่รัดตัวมากเกินไป มีความนุ่มเนื้อแต่ไม่เบลอ รายละเอียดในการขับร้องปรากฏออกมาให้ได้ยินและรับรู้อย่างครบถ้วน เป็นรายละเอียดที่ลอยมาสัมผัสกับโสตโดยอัตโนมัติ ไม่พบอาการยัดเยียดและโอเว่อร์จนเกินไป ในขณะเดียวกัน ทั้งเสียงเปียโนและเสียงสตริงที่เล่นแบ็คอัพมีลักษณะที่ลอย, พลิ้ว และกังวานครบเครื่อง ประสานกันเป็นซาวนด์สเตจที่โอ่อ่า เปิดโล่ง ซึ่งนั่นคือความสามารถทางด้านการถ่ายทอดแอมเบี้ยนต์ที่ Bartok แสดงออกมาให้เห็น

สรุป

ไม่มีคำสรุปใดเหมาะสมไปกว่าคำว่า เพอร์เฟ็กต์แล้วล่ะครับสำหรับ external DAC ของ dCS ตัวนี้.! ไม่แปลกใจเลยที่มันเป็น external DAC ที่ Hot-Hit ที่สุดในตอนนี้ ผมเคยทดสอบรุ่นพี่ของมันคือ Rossini DAC ไปแล้วเมื่อปี 2019 ยอมรับว่าประทับใจมาก แต่ด้วยราคาค่าตัวของมันที่สูงกว่า Bartok ประมาณสองเท่าตัว ถ้าเทียบกันอย่างใจยุติธรรมแล้ว ผมว่า Bartok คุ้มเงินกว่า แม้ว่าทางด้านคุณภาพเสียงของ Rossini DAC จะอยู่ในระดับที่สูงกว่า แต่ก็ไม่ได้สูงเป็น 2 เท่าเหมือนราคา พูดง่ายๆ ก็คือ สำหรับคนที่มีทุนทรัพย์จำกัดอย่างผม ถ้าต้องเก็บตังค์ซื้อ ผมขอหยุดแค่ Bartok ก็พอใจแล้วไม่ต้องไปถึง Rossini DAC รุ่นพี่ของมันก็นอนตาหลับแล้ว

ถ้าไม่จำเป็นใช้ภาคขยายหูฟัง เลือกเป็นเวอร์ชั่นที่ไม่มีภาคขยายหูฟังจะประหยัดไปได้ถึงหนึ่งแสนบาทเลยทีเดียว.. อือม!! ในสมองเริ่มวางแผนชั่วร้ายแล้วซิ.!! /

**********************
ราคา : 500,000 บาท / ตัว (เวอร์ชั่นไม่มีภาคขยายหูฟัง)
ราคา : 600,000 บาท / ตัว (เวอร์ชั่นที่มีภาคขยายหูฟัง)
**********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
บริษัท Deco2000
โทร. 089-870-8987

facebook: @DECO2000Thailand

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า