รีวิวเครื่องเสียง UA Acoustics รุ่น Skyline และ Wave แผงไม้ดิฟฟิวเซอร์ สำหรับปรับสภาพอะคูสติก

เถียงไม่ได้เลยว่า สภาพอะคูสติกภายในห้องฟังมีผลต่อลักษณะและคุณภาพเสียงของชุดเครื่องเสียงอย่างมาก.. มากซะจนสามารถทำให้เสียงของลำโพงคู่เดียวกันให้เสียงออกมาต่างกันราวฟ้ากับเหวได้ด้วยการปรับเปลี่ยนสภาพอะคูสติกภายในห้องฟังไปแค่นิดเดียว.!

“ขนาด” และ “สัดส่วนของห้องฟัง” เป็นตัวแปรสำคัญอันดับหนึ่งที่ส่งผลต่อลักษณะและคุณภาพเสียงที่ออกมาจากลำโพง ส่วนสภาพอะคูสติกบนผนัง, พื้น และเพดานของห้องมีความสำคัญมากรองลงมาเป็นอันดับสอง การขยับลำโพงเปลี่ยนตำแหน่งวางโดยคงที่สภาพอะคูสติกเอาไว้ หรือในทางกลับกันคือคงที่ตำแหน่งลำโพงแต่ไปปรับเปลี่ยนสภาพอะคูสติกบนผนัง, พื้น หรือเพดาน ทั้งสองทางนี้ล้วนส่งผลต่อเสียงที่ออกจากลำโพงมาถึงหูของผู้ฟัง อย่างมากซึ่งขั้นตอนที่ถูกต้องในการปรับจูนเสียงของลำโพงในห้องฟังให้เริ่มต้นด้วยการกำหนดตำแหน่งวางลำโพงภายในห้องที่ทำให้เกิดปัญหา roommode น้อยที่สุดก่อน ซึ่งปัญหา roommode ก็คือตำแหน่งที่ทำให้คลื่นเสียงจากลำโพงสะท้อนบนผนังทั้ง 6 ด้านของห้องแล้วย้อนกลับเข้ามาผสมรวมและหักล้างกันภายในห้องแบบไม่สมมาตร ทำให้เกิดการ เสริมกันของคลื่นเสียงในย่านความถี่เดียวกันหรือใกล้เคียงกันในบางตำแหน่งของห้อง ส่งผลให้ความถี่นั้นหรือใกล้เคียงมี ความดังสูงขึ้นในขณะเดียวกัน บางตำแหน่งในห้องกลับเกิดการ หักล้างกันของความถี่ย่านเดียวกันแต่สะท้อนจากผนังคนละด้านมาเจอกันด้วยมุมเฟสที่ตรงข้ามกัน ผลคือความถี่ในย่านนั้นและใกล้เคียงจะ เบาลงปรากฏการณ์นี้ก่อให้เกิดความไม่สมดุลของความถี่ตลอดทั้งย่านเสียงขึ้น (เรียกว่า โทนัลบาลานซ์ไม่ดี) คือ ณ จุดนั่งฟัง คุณอาจจะได้ยินบางความถี่ดังมากเกินไป ในขณะที่บางความถี่เบาจนเกินไป

สภาพอะคูสติกอ้างอิงถึงลักษณะของผนังห้อง, พื้น และเพดาน ที่แสดงปฏิกิริยาต่อคลื่นเสียงที่แผ่มากระทบในลักษณะใดลักษณะหนึ่งระหว่าง สะท้อน” (reflect) หรือ ดูดซับ” (absorb) ซึ่งในแง่ของคลื่นเสียงแล้ว การสะท้อนของผนังห้องที่มีต่อคลื่นความถี่ใด เรียกว่าเป็นการ boost ความถี่นั้นด้วยพลังงานทางด้านอะคูสติก (acoustic power) ซึ่งเป็นพติกรรมแบบเดียวกับการ boost ความถี่นั้นด้วยอีควอไลเซอร์ที่เป็นการใช้พลังงานไฟฟ้า (electric power) ส่วนผลลัพธ์ออกมาทางเดียวกันคือ ทำให้ความถี่นั้นมีความดังมากขึ้น และในทางตรงข้าม การที่ผนังห้องดูดซับความถี่ใด (acoustic power) จะมีผลทำให้ความถี่นั้นมีความดังที่ลดลง ซึ่งเป็นผลแบบเดียวกับการปรับลดความดังของเสียงด้วยอีควอไลเซอร์ (electric power) เช่นกัน

หลักการปรับสภาพอะคูสติกเพื่อการฟังเพลง

ห้องฟังที่ดี หรือห้องบันทึกเสียงในสตูดิโอที่ได้มาตรฐานคือห้องที่มีลักษณะของผนังห้องทั้ง 6 ด้าน (รวมพื้น+เพดาน) ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับและสะท้อนคลื่นเสียงที่ทำให้เกิด ผลรวมของความถี่ตลอดย่าน (มาตรฐานอย่างต่ำคือ 20Hz – 20kHz) ที่มีความดัง (หน่วยเป็น dB = เดซิเบล) เท่าๆ กัน ซึ่งแน่นอนว่า ห้องนอนหรือห้องเอนกประสงค์ที่มีอยู่ในบ้านพักอาศัยทั่วไป ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้มีลักษณะอะคูสติกที่ได้มาตรฐานเหมือนห้องบันทึกเสียงในสตูดิโอ ซึ่งโดยมากแล้ว ถ้าเป็นห้องเปล่าๆ มักจะมีสัมประสิทธิ์ไปทาง สะท้อนเสียงที่บางความถี่มากเกินไป ทำให้ความถี่นั้นมีลักษณะก้องสะท้อนไปมาระหว่างผนังที่อยู่ตรงข้ามกัน (flutter echo) ซึ่งเป็นที่มาของปัญหา resonant ศัตรูตัวร้ายของเสียง

การทำสภาพอะคูสติกภายในห้องที่ใช้อยู่อาศัยทั่วไปให้มีคุณสมบัติที่เป็นกลาง คือไม่ทำให้ความถี่ย่านใดดังขึ้นมามากเกินไป หรือเบาลงไปมากเกินไป นับว่าเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนมาก โดยเฉพาะถ้าเป็นการปรับจูนสภาพอะคูสติกของห้องให้ได้ผลในการฟังเพลงที่ดีด้วย นอกจากจะต้องคำนึงถึงเรื่องของปัญหา roommode ที่ต้องขจัดออกไปแล้ว จะต้องพยายามจัดการให้ได้ โทนัลบาลานซ์ของเสียงที่ดีที่สุดด้วย ทั้งในแง่ความถี่ตอบสนองของชุดเครื่องเสียง และในแง่ของแชนเนลบาลานซ์ คือต้องทำให้ความดังของเสียงทางฝั่งซ้าย (left channel) กับทางฝั่งขวา (right channel) ออกมาเท่ากัน และมีลักษณะของรูปกราฟความถี่ตอบสนองที่เหมือนให้มากที่สุดด้วย

การปรับจูนสภาพอะคูสติกของห้องทั่วไปให้มีคุณสมบัติเหมาะสมกับการฟังเพลงด้วยชุดเครื่องเสียงที่ใช้ลำโพงสองตัวทำงานร่วมกันในระบบเสียงสเตริโอ มีหลักการคร่าวๆ ก็คือ พยายามทำผนังฝั่งตรงข้ามกันให้มีสภาพอะคูสติกที่มีลักษณะการซับ/สะท้อนคลื่นเสียงแบบเดียวกัน ในทางปฏิบัติก็คือ เลือกใช้วัสดุปรับสภาพอะคูสติกแบบเดียวกัน โดยติดตั้งในลักษณะที่เป็น mirror image ซึ่งกันและกัน เหตุผลที่ต้องทำแบบนี้เป็นเพราะพื้นฐานของระบบเสียงสเตริโอที่ใช้การกระจายคลื่นเสียงผ่านออกมาทางลำโพงสองตัว เข้ามาผสมกันตรงตำแหน่งนั่งฟังกลายเป็นสนามเสียงเดียวกัน ดังนั้น ลำโพงซ้ายขวาจะต้องมีคุณสมบัติในการกระจายเสียงที่เหมือนกันทุกประการ (เฟส, ความถี่ตอบสนอง, ไดนามิกเร้นจ์) รวมถึงสภาพอะคูสติกที่อยู่รอบๆ ลำโพงทั้งสองข้างก็ต้องเหมือนกันด้วย

ถ้าสามารถทำให้ผนังฝั่งตรงข้าม (ซ้ายขวา, หน้าหลัง, บนล่าง) มีลักษณะที่เหมือนกันได้ก็จะง่ายต่อการปรับจูนและให้ผลลัพธ์ของเสียงที่ดี แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ตามนั้น อีกวิธีก็คือ หาอุปกรณ์ปรับอะคูสติกมาแก้ไขสภาพอะคูสติกของห้อง โดยเลือกอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติที่ตรงกับการแก้ปัญหาพื้นฐานของห้องมาติดตั้งไว้ในตำแหน่งที่ถูกต้อง ก็จะแก้ปัญหาได้ระดับหนึ่ง

โดยพื้นฐานแล้ว ต้นเหตุของปัญหาเรโซแนนซ์ (หรือเสียงครางหึ่งๆ กับเสียงครางวิ้งๆ) ในห้องมักจะเกิดจากการก้องสะท้อนที่มากเกินไปของความถี่ ขึ้นอยู่กับว่าจะเกิดขึ้นกับความถี่ย่านไหน ถ้าเรโซแนนซ์ที่ความถี่ต่ำก็จะครางหึ่งๆ ถ้าเรโซแนนซ์เกิดขึ้นที่ความถี่สูงก็จะครางวิ้งๆ ซึ่งในห้องทั่วไปมีโอกาสจะเกิดขึ้นได้ทั้งสองรูปแบบ บางครั้งอาจจะเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสองรูปแบบแต่คนละตำแหน่งก็เป็นไปได้

ลักษณะของปัญหาที่เกิดจาก early reflection

โดยปกติแล้ว เรโซแนนซ์ที่เกิดขึ้นในห้องที่ปิดทึบจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีการกระตุ้นจากแหล่งกำเนิดคลื่นเสียงแหล่งใดแหล่งหนึ่ง หรือหลายแหล่งรวมกัน ซึ่งในกรณีของห้องฟังก็คือลำโพงซ้ายขวานั่นเอง เมื่อคลื่นเสียงแผ่ออกมาจากลำโพง จะมีบางส่วนที่แผ่มาถึงตำแหน่งนั่งฟังโดยตรง เรียกว่า “direct sound” (สีม่วง) นี่คือส่วนของเสียงที่เราต้องการฟัง ในขณะเดียวกัน ด้วยลักษณะการแพร่กระจายของคลื่นเสียงจะเป็นไปในลักษณะเดียวกับคลื่นน้ำ คือแผ่กระจายออกไปจากจุดกำเนิด (ในที่นี้คือไดเวอร์ของลำโพง) ในแนวรัศมีล้อมรอบจุดกำเนิดเสียงที่แผ่กว้างออกไปเรื่อยๆ ตามลักษณะกายภาพของไดอะแฟรมและตามองศาในแกน (on axis) ที่คนออกแบบกำหนดมา มันจึงมีคลื่นเสียงบางส่วนที่แผ่ออกมาจากไดเวอร์ไปกระทบกับผนังด้านข้างแล้วสะท้อนกลับเข้ามา ผสมกับคลื่นเสียงส่วนที่แผ่ตรงไปที่ตำแหน่งนั่งฟังซึ่งก็คือ direct sound ทำให้เสียงที่แผ่ออกมาจากไดเวอร์ของลำโพง ซึ่งเป็นเสียงที่เราต้องการได้ยินถูกทำให้ผิดเพี้ยนไป

เราเรียกคลื่นเสียงกลุ่มแรกที่สะท้อนกลับมาจากผนังด้านข้างว่า “early reflection” (สีฟ้า) ถ้าพื้นผิวของผนังด้านข้างนั้นมีลักษณะที่เรียบและแข็ง มันจะสะท้อนคลื่นเสียงออกมาเร็วและเยอะ รูปกราฟความถี่ของคลื่น early reflection ก็จะออกมาเป็นแบบหนึ่ง และเมื่อคลื่นเสียงที่เป็น early refletion นี้แผ่เข้าไปผสมกับคลื่นเสียง direct sound ที่แผ่มาจากไดเวอร์โดยตรง มันจะส่งผลให้คลื่นเสียง direct sound มีความผิดเพี้ยนไปเป็นลักษณะหนึ่ง ในทางตรงข้าม ถ้าพื้นผิวของผนังด้านข้างมีลักษณะนุ่ม มันจะดูดซับคลื่นเสียงเอาไว้บางส่วนก่อนจะสะท้อนกลับส่วนที่เหลือออกมา สัญญาณเสียงจะถูกดึงให้ช้าลงเล็กน้อยก่อนจะสะท้อนกลับออกมา รูปกราฟความถี่ของคลื่น early reflection ที่ออกมาจากผนังที่นุ่มก็จะออกมาเป็นอีกรูปแบบหนึ่ง และเมื่อคลื่นเสียงที่เป็น early refletion นี้แผ่เข้าไปผสมกับคลื่นเสียง direct sound ที่แผ่มาจากไดเวอร์โดยตรง มันจึงส่งผลให้คลื่นเสียง direct sound มีความผิดเพี้ยนไปเป็นอีกลักษณะหนึ่ง

วิธีแก้ปัญหา early reflection

จริงๆ แล้ว เราไม่ต้องการให้มีคลื่นเสียงที่เป็น early reflection แผ่เข้ามารบกวนคลื่นเสียง direct sound ที่ออกมาจากไดเวอร์โดยตรง ในทางปฏิบัติ นักเซ็ตอัพบางคนจึงใช้วิธีติดตั้งวัสดุที่มีคุณสมบัติดูดกลืนพลังงานคลื่นเสียง (เรียกว่า absorber) ไว้บนผนังด้านข้างตรงตำแหน่งที่ตรงกับจุดสะท้อนของคลื่น early reflection เพื่อให้ดูดกลืนคลื่นเสียงที่แผ่มาตกกระทบตรงจุดนี้เอาไว้ทั้งหมด เป็นการสกัดกั้นไม่ให้มีคลื่นเสียงที่เป็น early reflection แผ่ออกมารบกวนคลื่นเสียงที่เป็น direct sound เลยแม้แต่นิดเดียว

ในทางทฤษฎีแล้ว วิธีข้างต้นน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ทว่า ในความเป็นจริงนั้น คลื่นเสียงแต่ละความถี่จะมีพลังงานไม่เท่ากันในการเดินทางไปในอากาศ เนื่องจากอากาศจะมีคุณสมบัติในการต้านคลื่นเสียงโดยธรรมชาติ ลักษณะที่คลื่นเสียงเดินทางไปในอากาศก็คือคลื่นเสียงจะทำการ ถ่ายเทพลังงานของมันไปให้กับมวลอากาศที่อยู่ด้านหน้าไดเวอร์ด้วยการ ผลักมวลอากาศที่อยู่ด้านหน้าให้เคลื่อนที่ไปเป็นเป็นระลอกคลื่นจนถึงหูของผู้ฟัง ลักษณะคล้ายกับการเกิดคลื่นในน้ำนั่นเอง ทุกระยะทาง (ความยาวคลื่น) ที่คลื่นเสียงเคลื่อนที่ไปในอากาศ พลังงาน (ความดัง) ของมันจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ซึ่งเสียงแหลมที่เกิดจากไดอะแฟรมของทวีตเตอร์ที่มีพื้นที่ผิวน้อย จะมีพลังงานน้อยกว่าเสียงกลางที่เกิดจากไดเวอร์มิดเร้นจ์ที่มีพื้นที่ผิวมากกว่า และเสียงกลางก็จะมีพลังงานน้อยกว่าเสียงทุ้มที่เกิดจากไดเวอร์เบส (วูฟเฟอร์) ที่มีขนาดพื้นที่ผิวเยอะกว่า ดังนั้น เมื่อต้องเดินทางจากไดเวอร์ออกไปไกลๆ เสียงแหลมและเสียงกลางมักจะหมดพลังงานก่อนเสียงทุ้ม คือเดินทางไปได้ไม่ไกลเท่ากับเสียงทุ้ม โดยหลักการแล้ว ลำโพงประเภท Home Use จะอาศัยการสะท้อนของผนังห้องเข้ามาช่วย boost ความดังของคลื่นเสียงที่ส่งออกไปจากตัวไดเวอร์ ดังนั้น ถ้าเราใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติดูดกลืนพลังงานของความถี่ไปติดตั้งไว้ที่ตำแหน่งสะท้อนแรก (early reflection) มันจะมีผลทำให้พลังงานของความถี่ในย่านแหลมกับกลางถูกดูดกลืนหายไปบางส่วน

อย่างไรก็ดี ถ้าไม่มีการก้องสะท้อนของคลื่นเสียงภายในห้องเข้ามา ช่วยเสริมไปกับคลื่นเสียงที่แผ่ออกมาจากไดเวอร์ เสียงที่เราได้ยินจะเบามาก โดยเฉพาะเสียงแหลม เพราะคลื่นเสียงจากไดเวอร์จะถูกทำให้สูญเสียพลังไปกับมวลอากาศขณะเคลื่อนตัวมาถึงผู้ฟัง ส่งผลให้คลื่นเสียงในย่านแหลมและกลางที่เดินทางไปถึงตำแหน่งนั่งฟังมีความดัง น้อยกว่าความถี่ในย่านทุ้ม นั่นคือเสียโทนัลบาลานซ์ไป นี่คือเหตุผลที่ทำให้การปรับจูนสภาพอะคูสติกให้เหมาะสมกับการฟังเพลงให้ได้คุณภาพเสียงที่ดีจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่มันมีอะไรให้ต้องคิดมากกว่าแค่ดูดซับเสียงรอบๆ ห้องให้หมด และนี่คือเหตุผลที่ทำให้มีการคิดค้นอุปกรณ์ช่วยปรับสภาพอะคูสติกที่เรียกว่า diffuser ขึ้นมา

Diffuser & Absorber
ประเภทของอุปกรณ์ปรับสภาพอะคูสติกของห้องฟังเพลง

อุปกรณ์ปรับสภาพอะคูสติกที่มีผลิตออกมาจำหน่ายในท้องตลาดทุกวันนี้มีอยู่ด้วยกัน 2 ประเภท ประเภทแรกเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติในการช่วยสะท้อนคลื่นเสียง มีชื่อเรียกว่า “Diffuserส่วนอีกประเภทเป็นอุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับคลื่นความถี่เสียง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “Absorberซึ่งการใช้งานอุปกรณ์ทั้งสองประเภทนี้ก็ง่ายมาก แค่เลือกใช้งานให้ตรงตามชื่อเรียกของมัน คือถ้าคุณต้องการนำอุปกรณ์ปรับสภาพอะคูสติกไปช่วย ลดปริมาณการสะท้อนของคลื่นเสียงตรงจุดไหน ก็ให้ใช้ absorber เข้าไปติดตั้งตรงตำแหน่งนั้น และในทางกลับกัน ถ้าคุณพบว่า จุดตกกระทบของคลื่นเสียงที่ตำแหน่งไหนของผนังห้องมีลักษณะดูดซับคลื่นเสียงมากเกินไป ก็ให้ใช้อุปกรณ์ประเภท diffuser เข้าไปติดตั้งไว้ตรงตำแหน่งนั้น ส่วนปริมาณในการใช้ก็ขึ้นอยู่กับการทดลองหรือการคำนวน (ถ้ามีเครื่องมือในการวัดที่เชื่อถือได้) เนื่องจากอุปกรณ์เหล่านี้มักจะมาในลักษณะของชิ้นงานที่มีขนาดที่ไม่ใหญ่มาก สามารถนำหลายๆ ชิ้นมาต่อพ่วงกันได้

Skyline” & “Wave
Diffuser & Absorber ของแบรนด์ UA Acoustics

หลังจากปูพื้นเรื่องอะคูสติกมาพอสมควรแล้ว ตอนนี้ผมจะขอแนะนำผลิตภัณฑ์ปรับสภาพอะคูสติกของแบรนด์ UA Acoustics จากประเทศยูเครนให้รู้จักกันสัก 2 รุ่น รุ่นแรกเป็นผลิตภัณฑ์ประเภท diffuser ชื่อว่า “Skylineมีคุณสมบัติช่วยสะท้อนคลื่นเสียง กับอีกรุ่นชื่อว่า “Waveซึ่งตัวนี้มีความพิเศษคือเป็นทั้ง absorber และ diffuser ในตัวเดียวกัน นั่นคือตัวมันมีคุณสมบัติทั้งดูดซับพลังงานคลื่นเสียงและสะท้อนพลังงานคลื่นเสียงไปในเวลาเดียวกัน

ลักษณะของตัว Skyline diffuser

ตัว Skyline ทำมาจากไม้สนเนื้ออ่อนแท่งสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 4×4 .. ที่ตัดมาเป็นท่อนสั้นๆ โดยมีความสูงที่ต่างกัน 4 ขนาด คือ 1, 2, 3 และ 4 .. จากนั้นก็นำเอาท่อนไม้ทั้งสี่ขนาดมาจัดเรียงลงบนแผ่นไม่อัดสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีความหนาประมาณ 0.7 .. ซึ่งมีขนาดพื้นที่กว้างxยาวอยู่ที่ 50 .. (หรือประมาณ 19.7 นิ้ว) ติดกาวแน่นหนา นับจำนวนท่อนไม้ที่ใช้ทั้งหมดต่อแผ่นไม้อัดหนึ่งแผ่นอยู่ที่ 12 x 12 = 144 ท่อน (ความสูงที่วัดจากแผ่นไม้อัดขึ้นไปจนถึงปลายสุดของแท่งไม้ก้อนที่สูง 4 .. อยู่ที่เกือบๆ 5 ..)

ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่า ลักษณะการจัดเรียงท่อนไม้เล็กๆ ทั้ง 144 ชิ้นลงไปบนแผ่นไม้อัดมันมีแพลทเทิ้นที่ไม่ซ้ำกันในแต่ละจุด ดังนั้น เมื่อนำแผ่น Skyline ไปติดตั้งบนผนังห้อง คุณสามารถหมุนแผ่นเพื่อให้ได้แพลทเทิ้นในการสะท้อนคลื่นเสียงออกมาต่างกันถึง 4 รูปแบบ ช่วยให้มีความยืดหยุ่นในการปรับจูนเสียงได้มากขึ้น

อีกรุ่นชื่อว่า Wave เป็นแผ่นปรับสภาพอะคูสติกที่ออกแบบดัดแปลงเอาคุณสมบัติในการสะท้อนเสียง (diffuse) มาผสมกับคุณสมบัติการดูดซับ (absorb) เพื่อให้นำไปใช้ในตำแหน่งที่ต้องการสะท้อนความถี่บางความถี่ ในขณะเดียวกันก็ต้องการดูดซับพลังงานของบางความถี่เอาไว้ด้วย

ที่ด้านล่างของ Wave เป็นฟองน้ำเนื้อแน่นสีเทาเข้ม มีความหนาอยู่ที่ 5 .. เต็มพื้นที่ 50 x 50 .. ส่วนผิวด้านบนปูทับด้วยแผ่นไม้อัดบางๆ ที่มีความหนาเพียง 0.2 .. บนแผ่นไม่อัดมีเจาะเป็นรูสั้นๆ ยาวๆ สลับกันไปเป็นแพลทเทิ้นเพื่อให้มีปริมาณของการดูดซับและสะท้อนที่แตกต่างกันไปในแต่ละจุด ซึ่งความแตกต่างที่ว่าจะเกิดขึ้นทั้งในแนวตั้งและแนวนอน นั่นคือ ตอนติดตั้งใช้งานถ้าสลับหมุนแผ่นให้รูที่เจาะไว้บนแผ่นมีลักษณะขนานไปกับพื้นก็จะได้แพลทเทิ้นของสัดส่วนการดูดซับ/สะท้อนที่ต่างจากการหมุนแผ่นให้รูที่เจาะไว้อยู่ในลักษณะตั้งฉากกับพื้น เป็นดีไซน์ที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับจูนเสียงนั่นเอง

ลักษณะการติดตั้งใช้งาน

ด้านหลังของแผ่น Skyline มีลักษณะเป็นไม้อัดเรียบ วิธีติดตั้งลงบนผนังห้องแบบง่ายๆ ก็คือไปซื้อห่วงสำหรับคล้องหัวน็อตมาติดตั้งที่ด้านหลังเพื่อใช้คล้องแผ่นไว้กับหัวน็อตที่เจาะยึดลงไปบนผนัง ซึ่งควรจะทำการติดตั้งหลังจากได้ทดลองหาตำแหน่งด้วยการทดลองฟังเสียงจริงๆ ก่อน ส่วนตัว Wave นั้นจะติดตั้งยากกว่าหน่อย เพราะด้านหลังมันเป็นแผ่นฟองน้ำ และมีการปาดมุมให้มีลักษณะเอียงเฉียงสโลปลงไปทางด้านหลังด้วย โดยมากจะใช้วิธีติดกาวลงบนผนัวโดยตรง ซึ่งก็ควรจะทำหลังจากทดลองฟังจนได้ตำแหน่งที่ลงตัวแล้ว

ภาพด้านบนนี้แสดงตำแหน่งติดตั้งอุปกรณ์ปรับสภาพอะคูสติก (เส้นสีแดง) ที่ส่งผลกับเสียงมากที่สุด 4 ตำแหน่ง บนผนังด้านข้าง, ผนังด้านหลังลำโพง และบนผนังด้านหลังตำแหน่งนั่งฟัง ซึ่งหลักการเลือกใช้ประเภทของอุปกรณ์ระหว่างตัว Skyline กับตัว Wave ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะสัดส่วนของห้อง, คุณสมบัติในการดูดซับ/สะท้อนของพื้นผิวบนผนังเดิม ซึ่งคุณต้องวิเคราะห์ปัญหาตรงตำแหน่งนั้นๆ ออกมาก่อน ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่ผนังด้านข้างซ้ายและขวาทำด้วยวัสดุที่มีความแข็ง อย่างเช่นปูนหรือกระจก และลำโพงวางห่างผนังไม่มาก รูปแบบนี้มีโอกาสที่เสียงในย่านแหลมและย่านกลางจะก้องสะท้อนมากเกินไป การแก้ปัญหาก็ควรใช้ตัว Wave เข้ามาช่วยดูดซับพลังงานความถี่ในย่านกลางและแหลมลงไปบางส่วน แต่สมมุติว่า เจ้าของห้องพยายามแก้ไขปัญหาระดับหนึ่งด้วยการติดม่านสูงตลอดแนวของผนังด้านข้างปิดทับผนังปูนหรือกระจกทั้งหมด ซึ่งจะทำให้ผนังด้านนี้มีคุณสมบัติเปลี่ยนไปเป็นตรงข้าม คือดูดกลืนความถี่ในย่านกลางแหลมแทนที่จะสะท้อน ซึ่งกรณีนี้ ก็ควรเลือกใช้ตัว Skyline เข้ามาช่วยสะท้อนความถี่ในย่านกลางแหลมให้กระจายตัวออกมาบางส่วน ส่วนจำนวนแผ่นที่ใช้ก็ขึ้นอยู่กับลักษณะและขนาดของตัวลำโพง ถ้าเป็นลำโพงวางขาตั้งก็ใช้แค่แผ่นเดียวหรือสองแผ่น แต่ถ้าเป็นลำโพงตั้งพื้นที่ติดตั้งไดเวอร์มิดเร้นจ์กับวูฟเฟอร์ไว้ในแนวตั้งฉากกับพื้น (vertical array) ก็ควรจะใช้สามหรือสี่แผ่น โดยติดตั้งเชื่อมต่อกันขึ้นไปในแนวตั้ง นี่คือแนทาง ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณต้องใช้วิธีทดลองติดตั้งเข้าไปทีละแผ่นแล้วฟังผลลัพธ์ดูก่อนจะติดตั้งลงไปแบบถาวร

สำหรับคนที่ไม่ต้องการบึดแผ่นตายตัวกับผนัง เพื่อให้สามารถขยับเลื่อนเพื่อจูนเสียงได้ และผนังไม่เสียหาย ก็สามารถทำแผงไม้อัดขนาดกว้าง 50 .. x สูง 150 .. แล้วใส่ขาตั้งที่สามารถวางแผงให้ตั้งฉากกับพื้นโดยไม่ล้มได้ จากนั้นจึงค่อยเอาแผ่น Wave หรือ Skyline ติดตั้งลงไปบนแผงไม้ที่ว่า ถ้ามีการออกแบบตัวจับแผงไม้กับผนังไว้ด้วยเพื่อป้องกันแผงล้มก็จะยิ่งดีขึ้น

ทดลองใช้งาน

โดยส่วนตัวผมรู้จักแบรนด์ UA Acoustics มานานพอสมควรแล้ว ในห้องฟังปัจจุบันของผมก็ใช้ตัว Wave ปรับจูนเสียงที่มุมห้องอยู่ข้างละ 2 แผง ส่วนตัว Skyline เป็นโปรดักซ์ที่เพิ่งออกมาใหม่ ผมยังไม่เคยทดลองใช้มาก่อน ครั้งนี้เลยถือโอกาสทดสอบไปในตัว

หลังจากทดลองเอาตัว Skyline ไปติดตั้งไว้ที่ผนังด้านหลังตำแหน่งวางลำโพง และผนังด้านข้างลำโพงซ้ายขวาดูแล้ว ผมพบว่า ตัวแผง Skyline มันคุณสมบัติในการสะท้อนคลื่นเสียงในย่านกลางและสูงมากกว่าทุ้ม เมื่อนำไปติดตั้งบริเวณกึ่งกลางของผนังด้านหลังตำแหน่งวางลำโพง มันทำให้พื้นที่บริเวณกึ่งกลางของเวทีเสียงมีลักษณะที่เปิดกระจ่างมากขึ้น พื้นเวทีเสียงมีความใสและโปร่งมากขึ้น ชิ้นดนตรีที่อยู่ลึกๆ ลงไปด้านหลังให้โฟกัสที่เด่นชัดขึ้นมามากขึ้น ส่วนความถี่ย่านต่ำนั้นตัว Skyline จะไม่ค่อยส่งผลมากนัก ยิ่งเป็นกรณีที่เซ็ตอัพลำโพงห่างผนังหลังออกมาเยอะๆ (ความลึกของห้องหารด้วย 5 ไปจนถึงระยะความลึกหารด้วย 3) ก็จะยิ่งส่งผลกับเสียงทุ้มน้อยลงไปอีก

ด้วยคุณสมบัติของ Skyline ที่ได้จากการทดสอบข้างต้น ทำให้อุปกรณ์ตัวนี้เหมาะกับการแก้ปัญหาของผนังด้านหลังตำแหน่งวางลำโพงที่มีลักษณะดูดซับความถี่ในย่านกลางแหลมมากเกินไป อย่างเช่น ผนังหลังที่ห้อยผ้าม่านหนาๆ ไว้เต็มพื้นที่ซึ่งจะดูดพลังงานของความถี่ย่านกลางขึ้นไปถึงแหลมเอาไว้มาก ถ้าสภาพห้องของคุณมีลักษณะดังกล่าว และมีความรู้สึกว่า เสียงโดยรวมของซิสเต็มมีลักษณะอับทึบ ขาดความสดใส เสียงกลางแหลมไม่ลอยออกมา หางเสียงไม่พลิ้วกังวาน เวทีเสียงด้านลึกจมลงไปกองอยู่หลังลำโพงแค่ระนาบเดียว ไม่ไล่ลงไปเป็นเลเยอร์ที่มีความตื้นลึก แนะนำให้หาตัว Skyline ไปทดลองปรับแก้ดู

อีกลักษณะของปัญหาที่ตัว Skyline จะเข้ามาช่วยแก้ไขได้ คือกรณีที่จุดฟังไม่ได้เป็นห้องปิดทึบ เป็นพื้นที่โล่งกว้างขนาดใหญ่ เมื่อทำการเซ็ตอัพลำโพงลงไปแล้วจะทำให้ด้านซ้ายและขวาของลำโพงมีลักษณะที่เปิดโล่ง เนื่องจากผนังซ้ายขวาอยู่ห่างจากลำโพงมาก กรณีนี้แนะนำว่าอย่าเซ็ตอัพลำโพงซ้ายขวาไว้ห่างจากกันมากเกินไป ให้เริ่มต้นที่ระยะห่างเท่ากับ 180 .. แล้วดึงลำโพงทั้งสองข้างลงไปชิดกับผนังด้านหลัง จากนั้นให้ติดตั้งตัว Skyline ไว้บนผนังด้านหลังบริเวณกึ่งกลางระหว่างลำโพงทั้งสองข้าง โดยกะความสูงของแผง Skyline ให้อยู่ในระดับความสูงที่ครอบคลุมมิดเร้นจ์กับทวีตเตอร์ให้ได้มากที่สุด จากนั้นให้กำหนดจุดนั่งฟังที่ทำมุมกับลำโพงทั้งสองข้างในลักษณะที่เป็นสามเหลี่ยมด้านเท่า (ดูภาพด้านบน) เสร็จแล้วให้เปิดเพลงที่มีเสียงร้องกับเสียงเครื่องดนตรีหลายๆ ชิ้น กำหนดความดังในระดับที่ฟังปกติแล้วกด repeat เอาไว้ให้เล่นเพลงนั้นซ้ำๆ วนไป จากนั้นให้ค่อยๆ ดึงลำโพงทั้งสองข้างพร้อมทั้งตำแหน่งฟังให้ถอยห่างจากผนังด้านหลังลำโพงขึ้นมาเรื่อยๆ ทีละ 10 .. โดยฟังสังเกตระยะห่างจากผนังหลังที่ทำให้เวทีเสียงของเพลงที่ฟังมีลักษณะเป็นสามมิติมากที่สุด คือมีทั้งความกว้าง (ซ้ายขวา), ความลึก (หน้าหลัง) และความสูง (บนล่าง) ที่สมดุลกัน

สำหรับการเซ็ตอัพลักษณะที่แนะนำไปนี้ แผงดิฟฟิวเซอร์ Skyline จะทำหน้าที่ช่วย ดันเสียงกลางแหลมบริเวณตรงกลางของเวทีเสียง (พื้นที่ระหว่างลำโพงซ้ายขวา) ให้ลอยขึ้นมา ไม่จมลงไป ซึ่งวิธีนี้จะช่วยทำให้ได้รูปวงเวทีเสียงที่ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย เนื่องจากสภาพห้องลักษณะที่ซ้ายขวาเปิดโล่งจะไม่มีการสะท้อนของผนังซ้ายขวาเข้ามาช่วยเสริมความถี่ การใช้แผ่นดิฟฟิวเซอร์ไปติดตั้งไว้ตรงกลางบนผนังด้านหลังตำแหน่งวางลำโพงจะช่วยเพิ่มมวลของเสียงในย่านกลางแหลมให้มีความเข้มข้นมากขึ้น

อีกสองตำแหน่งที่สามารถใช้ตัว Skyline หรือ Wave เข้ามาช่วยแก้ปัญหาอะคูสติกได้ นั่นคือ บริเวณผนังด้านข้างส่วนที่อยู่เลยหน้าลำโพงขึ้นมา ซึ่งจุดนั้นเป็นส่วนที่คลื่นเสียงจากลำโพงจะตกกระทบและเกิดการสะท้อนเป็นอันดับแรก (early reflection) ซึ่งมีผลกับคุณภาพเสียงมาก กรณที่พื้นผิวของผนังด้านข้างตรงตำแหน่งดังกล่าวมีลักษณะที่ดูดซับเสียงมาก แนะนำให้ลองใช้ตัว Skyline มาติดตั้งเพื่อช่วยเพิ่มประกายและเสริมปริมาณความถี่ในย่านกลางและแหลม แต่ถ้าผนังด้านข้างมีลักษณะพื้นผิวที่เรียบแข็ง อย่างเช่น ปูน, กระจก หรือกระเบื้อง แนะนำให้ใช้ตัว Wave เข้าไปติดตั้งเพื่อลดการสะท้อนของผนังลง แต่ยังคงให้ประกายเสียงแหลมกับเสียงกลางคงอยู่ระดับหนึ่ง

ลักษณะการติดตั้งแบบเต็มยศสำหรับห้องดูหนังฟังเพลงของผู้นำเข้าเอง

ควรจะใช้ปริมาณมากน้อยแค่ไหน.? ตอบตายตัวยาก แนะนำให้เริ่มจาก 1 แผ่น แล้วลองฟังเสียงโดยรวมดูก่อน ถ้าปัญหายังอยู่ค่อยเพิ่มอีกทีละแผ่น สำหรับผนังข้างแนะนำให้ใช้ในปริมาณเท่ากันทั้งสองข้างเพื่อรักษาเวทีเสียงให้มีความสมดุล แต่อย่าลืมว่า ก่อนจะเริ่มติดตั้ง Skyline หรือ Wave ให้ทำการเซ็ตอัพระยะวางลำโพงจนได้ตำแหน่งที่ลงตัวมากที่สุดก่อน คือได้โฟกัสของเสียงที่คมชัดมากที่สุดก่อน จึงค่อยติดตั้งแผ่นปรับอะคูสติกในตำหน่งที่มีปัญหา

สรุป

จุดที่เป็นต้นเหตุของปัญหาอะคูสติกมีอยู่แค่ 4 จุดใหญ่ๆ นั่นคือ บริเวณตรงกลางของผนังด้านหลังตำแหน่งวางลำโพงกับตรงกลางของผนังฝั่งตรงข้าม (หลังตำแหน่งนั่งฟัง) สองอีกสองจุดก็คือบนผนังด้านข้างซ้ายขวาในตำแหน่งที่อยู่เลยแนวแผงหน้าของลำโพงขึ้นมาเล็กน้อย ให้เริ่มติดตั้งสี่จุดนี้ก่อนสำหรับห้องโล่งๆ ที่ยังไม่มีทั้งเฟอร์นิเจอร์และอุปกรณ์ปรับอะคูสติกใดๆ เลย

การปรับสภาพอะคูสติกของห้องฟังไม่ได้ยาก แต่เป็นเทคนิคที่ต้องอาศัยความละเอียดสูงในการฟังเพื่อวิเคราะห์ ดังนั้น ควรจะหาวิธีติดตั้งที่สามารถแกะออกได้ง่าย และหลังจากทดลองติดตั้งลงไปแล้ว ควรให้เวลากับตัวเองในการทดลองฟังไปเรื่อยๆ จนกว่าหูจะชินกับเสียงหลังจากนั้น ให้ทำการทดลองเปรียบเทียบระหว่างติดตั้งอุปกรณ์เหล่านี้ลงไปบนผนัง กับแกะออก เลือกรูปแบบที่คุณได้ยินว่าเสียงดีที่สุด ระลึกไว้เสมอว่า ติดมากไปก็ไม่ดี ถ้าค้นหาตำแหน่งที่เป็นต้นเหตุได้เจอจริงๆ แล้วติดตั้งอุปกรณ์ลงไปที่ตำแหน่งนั้น บางทีคุณอาจจะใช้แค่ไม่กี่แผ่นเท่านั้น /

********************
ราคา Skyline = 6,000 บาท / ชิ้น
ราคา Wave = 1,500 บาท / ชิ้น
********************
สนใจติดต่อที่
UA Thai Acoustics
โทร. 095-750-3051

facebook.com/UATACOUSTICS/

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า