ระหว่าง Dynamic Transient กับ Dynamic Contrast อันไหนควรจะมาก่อน.?

Dynamic Rangeสำหรับวงการเครื่องเสียง มีความหมายถึง ระดับความกว้างของการปรับเปลี่ยนของความดังของเสียงซึ่งการปรับเปลี่ยนของความดังของเสียงนี้มีอยู่ 2 ลักษณะ คือ “Dynamic Transientกับ “Dynamic Contrast

Dynamic Transientหมายถึง ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของความดังของเสียงอย่างรวดเร็ว เป็นไปในลักษณะฉับพลัน อย่างเช่นเสียงตีกลอง, เสียงเคาะโลหะสามเหลี่ยม (triangle), เสียงเคาะคีย์เปียโน, เสียงตีคอร์ดกีต้าร์, เสียงกระตุกสายเบส ฯลฯ ในขณะที่ “Dynamic Contrastหมายถึง ลักษณะการเปลี่ยนแปลงของความดังของเสียงแบบค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป อย่างต่อเนื่อง ยกตัวอย่างเช่น เสียงร้อง, เสียงสีไวโอลิน, เสียงเป่าแซ็กโซโฟน, เสียงคันชักสีสายเบส, เสียงคีย์บอร์ดไฟฟ้า ฯลฯ

เครื่องดนตรีทุกชิ้นในเพลงทุกเพลงที่เราฟังทั้งหมด ล้วนแต่บรรเลงด้วยลักษณะการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของความดังของเสียง (Dynamic Range) รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งจาก 2 รูปแบบข้างต้นผสมกันไป เสียงที่เกิดจาก Dynamic Transient จะเป็นตัวกำหนดจังหวะ จะแสดงระยะเว้นวรรคช่องไฟระหว่างโน๊ตที่ชัดเจน ก่อกระตุ้นอารมณ์ความสนุก ตื่นตัว เชิญชวนให้เกิดความสนใจ ในขณะที่เสียงของเครื่องดนตรีที่เกิดจาก Dynamic Contrast จะบ่งบอกช่วงวรรคตอนได้ยากกว่า ทว่า ให้ความต่อเนื่อง ลื่นไหลมากกว่า ให้ความรู้สึกปลอบประโลม เชิญชวนให้ผ่อนปรน คลายตัว และตกอยู่ในภวังค์

ในการเซ็ตอัพชุดเครื่องเสียงมักจะมีคำถามเกิดขึ้นเสมอว่า เราควรจะให้ความสำคัญกับคุณสมบัติข้อไหนมากกว่ากัน ระหว่าง “Dynamic Transientกับ “Dynamic Contrastคำตอบคือ เราควรให้ความสำคัญกับคุณสมบัติทางด้าน “Dynamic Contrastของเสียงก่อน โดยพิจารณาในแง่ความต่อเนื่อง ลื่นไหลของเสียงที่ซิสเต็มคลี่คลายออกมาได้ตรงกับ สปีดของจังหวะเพลงมากที่สุด

การเซ็ตอัพ+ปรับจูนซิสเต็มก็คล้ายกับการขันลูกบิด (tuning key) ของกีต้าร์โปร่งเพื่อปรับความตึงหย่อนของสาย ถ้าขันตึงไป เสียงโน๊ตจะเร็ว พุ่ง ถ้าหย่อนไปเสียงโน๊ตจะสั่นเบลอ ขันให้พอดีจะได้ครบทั้งหัวโน๊ตที่พุ่งลอย บอดี้กระชับ หางเสียงทอดปลายกังวาน ซึ่งการขยับเปลี่ยนตำแหน่งวางลำโพงในแต่ละครั้งจะทำให้คุณสมบัติทางด้าน Dynamic ทั้งสองอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไปพร้อมกัน

ในการเซ็ตอัพ+ปรับจูนเสียงโดยองค์รวมนั้นต้องพุ่งสมาธิไปที่ โฟกัส” (Focus) หรือความคมชัดของเสียงเป็นอันดับแรก โดยพยายามทำให้ได้ความคมชัดของชิ้นดนตรีที่ชี้ชัดตำแหน่งได้มากที่สุด แต่ละชิ้นแยกห่างจากกันมากที่สุด ขณะเดียวกันนั้นให้พิจารณาทางด้าน Dynamic Contrast หรือความต่อเนื่อง ลื่นไหลของเสียงไปพร้อมกันด้วย โดยพิจารณาที่ความคลี่คลายของไดนามิก คอนทราสน์ที่ออกมาได้ตรงกับจังหวะของเพลงให้มากที่สุด ณ จุดนี้ อย่าเพิ่งไปสนใจว่าความดังสูงสุด (Dynamic Range) จะสวิงไปได้แค่ไหน

เหตุผลที่ให้มองที่ Dynamic Contrast หรือความต่อเนื่องก่อนก็เพราะว่า ความดังสูงสุดของซิสเต็มจะขึ้นอยู่กับความสามารถของลำโพง+กำลังขับของแอมปลิฟายที่คุณใช้อยู่ เนื่องจากลำโพงที่มีขนาดเล็กจะมีความจำกัดทางด้าน Dynamic Range คือให้ความดังสูงสุดได้ต่ำกว่าลำโพงขนาดใหญ่ (ดูที่สเปคฯ Dynamic Range ของลำโพง) ซึ่งสเปคฯ Dynamic Range จะเป็นตัวกำหนดอัตราสวิงความดังสูงสุดของ Dynamic Transient ไปในตัว ส่วนคุณภาพทางด้าน Dynamic Contrast นั้นจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับความกว้างของ Dynamic Range ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะใช้ลำโพงที่มีขนาดเล็ก+แอมป์ที่มีกำลังขับต่ำแค่ไหน คุณก็สามารถเซ็ตอัพ+ปรับจูนซิสเต็มของคุณให้ได้ Dynamic Contrast ที่ให้ความต่อเนื่อง ลื่นไหลที่ดีได้ ซึ่งก็หมายถึง ความเป็นดนตรีที่น่าฟังนั่นเอง /

********************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า