คุณคิดว่า การที่จะค้นหา “บุคลิกเสียง” ที่แท้จริงของอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้น ต้องใช้เวลานานแค่ไหนในการทดลองฟังอุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นนั้นๆ ต้องใช้ชุดเครื่องเสียงที่มีความแตกต่างกันจำนวนมากแค่ไหนในการทดลองฟังกับอุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นนั้นเพื่อ “สกัด” เอาบุคลิกเสียงที่แท้จริงของอุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นนั้นออกมา
จากประสบการณ์ที่ผ่านมาของผม บอกได้เลยว่า ทั้ง “เวลา” และ “จำนวนตัวอย่าง” คือสองปัจจัยสำคัญที่ทำให้สามารถระบุบุคลิกเสียงของอุปกรณ์เครื่องเสียงออกมาได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด..! ยิ่งมีเวลาทดลองฟังนาน ผลลัพธ์ก็จะยิ่งแม่น ยิ่งมีซิสเต็มทดลองฟังที่หลากหลายก็จะยิ่ง “เข้าถึง” ตัวตนที่แท้จริงของเสียงที่อุปกรณ์เครื่องเสียงชิ้นนั้นๆ เป็นอยู่ได้มากขึ้น
Purist Audio Design แบรนด์นี้มีความแตกต่าง..!
Purist Audio Design (เรียกสั้นๆ ว่า PAD) แบรนด์นี้เขาทำอุปกรณ์ประเภท “สายเชื่อมต่อ” ชนิดต่างๆ เป็นหลัก มีทั้งสายสัญญาณ, สายลำโพง, สายดิจิตัล และสายไฟเอซี ซึ่งความเจ๋งของผู้ผลิตแบรนด์นี้อยู่ที่วิธีที่พวกเขาคิดค้นขึ้นมาใช้ในการขจัดปัญหาการรบกวนของคลื่นอิเล็กโตรแม็คเนติก (EMI), คลื่นวิทยุ (RFI) และความสั่นสะเทือน (Vibration) สามต้นตอสำคัญของปัญหา noise ที่มักจะแทรกตัวผ่านสายเชื่อมต่อเข้าไปปนเปื้อนเป็นสัญญาณรบกวนให้เกิดขึ้นกับสัญญาณเสียงที่เดินทางอยู่ในสายเชื่อมต่อ ในขณะที่ผู้ผลิตแบรนด์อื่นๆ มองไปที่การใช้ฉนวนรูปแบบต่างๆ เข้ามาแก้ปัญหานี้ แต่ Jim Aud ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Purist Audio Design กลับคิดอะไรที่แตกต่างไปจากคนอื่น เขาอุตริที่จะใช้ “ของเหลว” (fluid) เข้าไปหล่อเลี้ยงอยู่รอบๆ เส้นตัวนำในสายเชื่อมต่อ เพื่อขจัดปัญหา resonant ด้วยการสลายพลังงานที่เกิดจากความสั่นสะเทือนออกไปจากสายเชื่อมต่อ และนั่นคือเอกลักษณ์ที่สร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของ PAD ที่ไม่เหมือนใคร… แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่า “มันเวิร์คซะด้วยซิ..!!!”
สายไฟเอซีของ Purist Audio Design รุ่น Diamond Revision Neptune Power Cable
“สายไฟเอซี” เป็นอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ค้นหาบุคลิกเสียงง่ายกว่าอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทอื่น ซึ่งวิธีการทดสอบของผมคือฟังเทียบกับสายไฟเอซีที่แถมมากับเครื่องเสียง ที่เป็นเส้นสีดำๆ นั่นแหละ ขยันถอดจากเครื่องหนึ่งไปเสียบเข้ากับอีกเครื่องหนึ่งแล้วทดลองฟังหาความแตกต่างของเสียง แค่นี้ก็พอจับแนวทางได้แล้ว
ปัจจุบัน PAD มีสายไฟเอซีมากถึง 10 รุ่น เรียงจากรุ่นใหญ่สุดลงไปก็คือ 30th Anniversary, Diamond Revision ‘PURIST LE’, Diamond Revision ‘DOMINUS’, Diamond Revision ‘CORVUS’, Diamond Revision ‘NEPTUNE’, Venustas, Aqueous Aureus, Aquila, Musaeus และรุ่น Vesta เป็นรุ่นเล็กสุด รุ่นที่ผมเคยทดสอบไปแล้วคือ Musaeus เมื่อเดือนเมษายน ปี 2021 (REVIEW) เป็นรุ่นที่ใหญ่กว่ารุ่นเล็กสุดขึ้นมาหนึ่งรุ่น ให้คุณภาพเสียงคุ้มค่าสำหรับคนที่ใช้ซิสเต็มระดับกลางๆ ลงไป
โดยส่วนตัวผมชอบโทนเสียงที่สายไฟเอซียี่ห้อนี้ให้ออกมา มันให้ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่าง “พลัง” กับ “ความนุ่มนวล” หลังจากทดสอบรุ่นเล็กๆ ไปแล้ว วันนี้ผมได้มีโอกาสทดสอบสายไฟเอซีรุ่น Diamond Revision ‘NEPTUNE’ ซึ่งเป็นรุ่นที่ใหญ่กว่ารุ่น Musaeus ขึ้นมาสอง–สามขั้น คืออยู่ในอันดับที่ 5 เมื่อนับจากรุ่นใหญ่สุดลงมา
รูปร่างหน้าตา
สายไฟเอซีของแบรนด์ PAD มีลักษณะภายนอกคล้ายๆ กัน โดยรวมจะออกโทนสีดำ เพราะเปลือกนอกจะถูกหุ้มด้วยหนังงูสีดำแทบทุกรุ่น ที่เป็นรุ่นใหญ่ๆ จะมีฉนวนขนาดใหญ่หุ้มอยู่ด้านนอก แต่เว้นบริเวณปลายทั้งสองด้านเอาไว้ประมาณหนึ่งคืบ เพื่อให้มีความยืดหยุ่นต่อการเสียบใช้งานได้ง่ายขึ้น


สายไฟรุ่น Diamond Revision ‘NEPTUNE’ ตัวนี้มีความยาว 2 เมตร ช่วงกลางของสายไฟตัวนี้มีความหนาวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้ประมาณ 3.5 ซ.ม. ซึ่งใต้เปลือกนอกลายหนังงูสีดำนั้นมี “ของเหลว” ห้อมล้อมตัวสายอยู่ด้วย เป็นของเหลวที่ทาง PAD คิดค้นสูตรผสมขึ้นมาเพื่อให้มีประสิทธิภาพในการลด noise และลดแรงสั่นสะเทือน (vibration) จากภายนอกไม่ให้แทรกเข้าไปถึงเส้นตัวนำที่อยู่ด้านใน
ที่จริงแล้ว สายไฟเอซีรุ่น NEPTUNE นี้ออกมาหลายปีแล้ว ผ่านการอัพเกรดคุณภาพมาแล้ว 2 ครั้ง รอบแรกอัพฯ เป็นเวอร์ชั่น ‘Luminist’ เมื่อปี 2017 ต่อมาปี 2020 รุ่นนี้ได้ถูกอัพเกรดอีกครั้งเป็นเวอร์ชั่น Diamond Revision ที่กำลังพูดถึงตัวนี้ ซึ่งประเด็นที่ทำการอัพเกรดมีอยู่ 2-3 จุด จุดแรกคือปรับปรุงของเหลวที่ใช้ลดเรโซแนนซ์ตามที่กล่าวมาแล้ว


จุดที่สองคือเปลี่ยนมาใช้หัวปลั๊กตัวผู้และปลั๊กตัวเมียของ Furutech จากประเทศญี่ปุ่น โดยเลือกใช้รุ่น FI-M28(R) สำหรับตัวผู้ (ภาพบน) กับรุ่น FI-28(R) สำหรับตัวเมีย (ภาพล่าง)

จุดที่สามในการอัพเกรดคือเสริมเส้นโลหะเงินที่ผลิตด้วยเทคโนโลยี nano เส้นเล็กๆ ที่มีความบริสุทธิ์ระดับ PSCC (Pure Silver Continuous Cast) เข้าไปพันรอบๆ เปลือกฉนวนที่ห่อหุ้มตัวนำทองแดง PCCC แต่ละเส้น เข้าใจว่าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการถ่ายเทกราวนด์ให้ดียิ่งขึ้น และตัวนำทั้งหมดได้ถูกนำไปผ่านกระบวนการแช่เย็น Cryomag ด้วย
เส้นตัวนำของสายไฟเอซีตัวนี้ทำมาจากโลหะทองแดง PCCC (Pure Copper Continuous Cast) จำนวน 3 เส้น ขนาด 8AWG ซึ่งเป็นขนาดที่ใหญ่มาก ห่อหุ้มภายนอกด้วยฉนวน PVC พร้อมชีลด์ป้องกันการรบกวนคลื่น EMI และ RFI จากภายนอก “เกือบ” ตลอดทั้งเส้น ในสเปคฯ เลยระบุว่าชีลด์ 99% คือเว้นส่วนปลายของสายทั้งสองข้างไว้ข้างละประมาณ 20 ซ.ม. เพื่อให้มีความยืดหยุ่นต่อการบิดงอขณะเชื่อมต่อใช้งาน
เสียงของ Diamond Revision “NEPTUNE“
อย่างที่เกริ่นมาในตอนต้นว่า วิธีทดสอบของผมเพื่อค้นหาแนวเสียงของสายไฟเอซีก็คือการทดลองฟังเปรียบเทียบกับสายไฟเอซีของแถมที่ให้มากับเครื่องเสียงต่างๆ ก่อนเพื่อค้นหาประสิทธิภาพในการถ่ายทอด “พลัง” ของสายไฟเส้นนั้น หลังจากนั้นผมจะฟังเทียบกับสายไฟแบรนด์อื่นๆ เพื่อค้นหา “บุคลิกเสียง” ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของสายไฟเส้นนั้นอีกที
สำหรับการทดสอบสายไฟเอซี ส่วนตัวแล้วผมจะให้ความสำคัญกับคุณสมบัติในการถ่ายทอด “พลัง” มาเป็นอันดับแรก คือเมื่อเทียบกับสายไฟแถมทั่วไปแล้ว สายไฟแบรนด์ควรจะต้องให้พลังเสียงออกมาดีกว่าสายไฟแถมแบบ “เห็นกันชัดๆ” จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ผมพบว่า พลังเสียงที่ได้จากสายไฟแบรนด์ดีๆ มักจะมาจาก “ขนาด” และ “จำนวน” ของเส้นตัวนำที่ใช้อยู่ในสายไฟตัวนั้น ซึ่งในแง่ของวัสดุก็ต้องยกให้ทองแดง โดยมี “ขนาด” ของเส้นตัวนำเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สอดคล้องกับความสามารถในการถ่ายทอดพลังเสียง ยิ่งขนาดเส้นใหญ่ พื้นที่หน้าตัดกว้างๆ ก็จะยิ่งให้พลังเสียงที่ดี เพราะตัวนำที่มีหน้าตัดกว้างๆ จะมีความต้านทานต่ำ กระแสไฟปริมาณมากๆ จะเดินทางได้สะดวก

Diamond Revision “NEPTUNE” (ต่อไปขอเรียกสั้นๆ ว่า NEPTUNE) ใช้ตัวนำทองแดงเกรดดีคือ PCCC แถมมีขนาดใหญ่มากด้วยคือขนาด 8AWG จึงไม่น่าแปลกใจที่ผมได้ยินถึงพลังเสียงที่เด้งดึ๋งออกมาชัดเจนทันทีที่ทดลองเปลี่ยนเข้าไปแทนที่สายไฟแถม…
แต่… ในแง่พลังเสียงที่สายไฟ PAD เส้นนี้ให้ออกมามันมีประเด็นบางอย่างที่ผมพบว่าแตกต่างจากสายไฟ “บ้าพลัง” บางตัวที่ผมเคยพบ คือสายไฟบ้าพลังที่ผมพูดถึงมักจะไปเพิ่มพลังให้กับเสียงในย่านทุ้มมากกว่าย่านอื่น ประมาณว่าเหมือนกับไป EQ บู๊สต์เอาความถี่ต่ำให้ดังขึ้นมามากกว่าความถี่อื่น แบบนั้นฟังไปสักพักแล้วจะรู้สึกอึดอัดกับความถี่ต่ำที่ถูกบู๊สต์ขึ้นมา แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับสายไฟ NEPTUNE เวอร์ชั่นล่าสุดตัวนี้ เพราะสิ่งที่สายไฟ NEPTUNE เส้นนี้แสดงออกมาให้เห็นก็คือพลังเสียงที่เกลี่ยออกไปในทุกความถี่ ผมพบว่า สายไฟเอซีเส้นนี้ทำให้เกิดอาการ “เด้งดึ๋ง” ขึ้นกับทุกความถี่เสมอกัน นั่นไม่แค่ทำให้เสียงเบสมีพลังมากขึ้น แต่ทำให้ “เวทีเสียง” มีลักษณะขยายตัวโป่งพองออกไปรอบด้านด้วยเพราะพลังเสียงที่สายไฟเส้นนี้ถ่ายทอดออกมามันไปเกิดขึ้นกับความถี่ในย่านกลางและแหลมด้วยนั่นเอง

ซึ่งผมคิดว่า “ของเหลว” ที่หล่อเลี้ยงอยู่รอบๆ ตัวนำน่าจะส่งผลในการขจัด resonant ที่เข้าไปกระทบกับการเคลื่อนตัวของกระแสอิเล็กตรอนที่วิ่งไปตามตัวนำออกไป จึงให้ผมรับรู้ถึง “รายละเอียด” ของเสียงในย่านกลางและแหลมที่ชัดเจนมากขึ้นด้วย ที่เด่นชัดมากๆ คือเสียงกลางที่มีความต่อเนื่อง ลื่นไหลเป็นพิเศษ ทำให้ฟังแล้วมีความรู้สึกนุ่มหวาน นอกจากนั้น มันยังให้รายละเอียดในส่วนที่เป็น “บรรยากาศ” ที่เกิดจากฮาร์มอนิกของตัวโน๊ตดนตรีทั้งหมดที่แผ่ออกห้อมล้อมอยู่รอบๆ ส่งผลให้โทนเสียงโดยรวมของสายไฟเอซีเส้นนี้มีลักษณะออกไปทางอบอุ่น ไม่แห้ง ไม่แข็ง
ปลายแหลมที่สายไฟเอซีเส้นนี้ให้ออกมามีลักษณะที่สะอาดเนียน และที่เด่นมากๆ คือ มันจะถดตัวลงไปอยู่ในเลเยอร์ของสนามเสียงที่ตรงตามแผ่นบันทึกมา ผมพบว่า เสียงฉาบของบางเพลงมันลอยเข้าไปอยู่ด้านหลังของระนาบลำโพง ในขณะที่บางเพลงกลับแผ่กระจายออกมาด้านหน้า นั่นทำให้สนามเสียงมีมิติที่แยกตื้น–ลึกได้ดีมาก อีกอย่างที่สำคัญคือ ปลายเสียงแหลมที่ให้ออกมามันมีความสะอาด ไม่มีอาการแยงหูเลยถ้าแผ่นนั้นบันทึกมาเนียนสะอาดจริงๆ แม้แต่ตอนฟังเพลงคอมเมอร์เชี่ยลที่บันทึกเสียงแหลมมาไม่ค่อยดีนัก ผมก็พบว่าสามารถชี้ชัดปัญหาที่เกิดจากการบันทึกเสียงออกมาได้ชัด จิ้มได้เลยว่าเพลงนั้นบันทึกเสียงเครื่องดนตรีชิ้นไหนมาไม่ดี ไม่ดียังไง แต่โดยรวมก็ยังฟังได้อรรถรสตามสมควรไม่ถึงกับฟังไม่ได้ และไม่ถึงกับทำให้รู้สึกเครียด แสดงว่า สายไฟเอซีเส้นนี้สามารถขจัด noise ที่ (มักจะ) แทรกเข้ามาในตัวสายได้สำเร็จ เพราะอาการเครียดจากการฟังมักจะเกิดจาก noise จาก EMI กับ RFI ที่เล็ดลอดเข้าไปกวน เมื่อลองฟังแผ่นไฮเอ็นด์ที่บันทึกเสียงมาดี เสียงที่ออกมาเนียนหูมาก ผมชอบมากตรงที่มันให้ไดนามิกสวิงเต็มแต่ในขณะเดียวกัน มันยังสามารถรักษาความเนียนสะอาดของเสียงเอาไว้ได้ เป็นคุณสมบัติที่ต่างจากสายไฟเอซีบางตัวที่ให้ไดนามิกสวิงได้กว้างมากแต่เสียงโดยรวมจะเปลี่ยนไปในลักษณะที่แข็งกร้าวไม่น่าฟัง

หลังจากทดลองสลับไปลองใช้กับอุปกรณ์เครื่องเสียงในส่วนต่างๆ แล้ว ผมพอใจเสียงที่ได้จากการใช้งานสายไฟเอซีเส้นนี้ร่วมกับอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทแอมปลิฟายมากที่สุด ผมว่ามันให้ค่าเฉลี่ยของเสียงออกมาได้ดีมาก ทั้งในแง่พลังและความสะอาดเนียน
สรุป
ผมได้สัมผัส “ตัวตน” ของแบรนด์ Purist Audio Design ครั้งแรกจากการทดสอบสายเชื่อมต่อรุ่น Musaeus (REVIEW) เมื่อเดือนเมษายน ปี 2021 ที่ผ่านมา ครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ผมได้ทำความรู้จักกับแบรนด์นี้มากขึ้น
สายไฟเอซีรุ่น Diamond Revision “NEPTUNE” ของ Purist Audio Design ตัวนี้มีคุณสมบัติที่ “หายาก” อยู่ในตัว คือมันให้ค่าเฉลี่ยระหว่าง “พลัง” กับ “ความเนียน ลื่นไหล” ที่พอดีๆ ไม่บู๊สต์เสียงย่านใดย่านหนึ่งออกมามากเกินไป เมื่อใช้กับแอมป์มีผลให้ทุกย่านเสียงถูก enhance ขึ้นมาทั้งหมด เหมือนลูกโป่งที่ถูกเป่าลมเข้าไปจนพองตัวออกไปรอบด้าน นั่นคือที่มาของมิติ–เวทีเสียงที่ดีขึ้น
การอัพเกรดเสียงของซิสเต็มแต่ละซิสเต็มทำได้หลายช่องทางมาก บางช่องทางให้ผลลัพธ์ออกมาแค่นิดเดียว บางช่องทางให้ผลดีอย่าง–เสียอย่าง จากประสบการณ์ผมพบว่า การอัพเกรดสายไฟเอซีเป็นวิธีที่มักจะให้ผลลัพธ์ที่ดีมากกว่าเสีย “ถ้า” คุณเลือกสายไฟเอซีที่มีคุณภาพดีจริงๆ
หลังจากทดสอบมาเป็นเวลานาน ทดลองฟังกับซิสเต็มที่หลากหลาย ผมพบว่า Diamond Revision “NEPTUNE” เส้นนี้ให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจมากในความเห็นของผม มันให้ผลทางเสียงที่โดดเด่นชัดเจนไปในแนวทางของมัน กรณีที่คุณต้องการปรับจูน “เสียงกลาง” ของซิสเต็มให้มีความนุ่มหวานมากขึ้น สายไฟเอซีเส้นนี้จะให้ผลลัพธ์ตรงความต้องการมากที่สุด แนะนำให้หาโอกาสทดลองฟังสายไฟเอซีเส้นนี้ให้ได้ถ้าคุณตั้งงบประมาณในการอัพเกรดสายไฟเอซีไว้ในระดับเฉียดๆ 100K /
***********************
ราคา : 89,000 บาท / เส้น (ยาว 2 เมตร)
***********************
สนใจติดต่อที่
HI-END AUDIO
โทร. 062-551-2410
facebook: @hiendaudiothailand



