รีวิวเครื่องเสียง Roksan รุ่น K3 อินติเกรตแอมปลิฟายเออร์

ความต้องการของคนเรามีหลากหลาย และอุปกรณ์เครื่องเสียงในยุคนี้ก็มีรูปแบบหลากหลาย ตอบสนองความต้องการได้กว้างขวางมากขึ้น ดังนั้น ก่อนจะเลือกซื้ออุปกรณ์เครื่องเสียงสักชิ้น คุณต้องถามตัวเองให้ชัดถึงความต้องการที่แท้จริงแล้วจดออกมาเป็นข้อๆ จากนั้นจึงไปเดินเลือกซื้อ

การเลือกซื้ออุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชนิดมีโจทย์ให้ต้องคิดไม่เหมือนกัน แต่อุปกรณ์ที่ต้องคิดเยอะหน่อยก็คือ อินติเกรตแอมป์เพราะมันเป็นแกนหลักของซิสเต็ม บางคนอาจจะต้องการความเรียบง่ายในการใช้งานสูงสุด ก็จะชอบอินติเกรตแอมป์ประเภท all-in-one แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบเล่นเครื่องเสียง จะมีโจทย์ที่ต่างกัน ความง่ายและสะดวกไม่ใช่ประเด็นสำคัญ (นักเล่นฯ ชอบอะไรที่ยากๆ 555) แต่จะเน้นที่ สมรรถนะกับ ฟังท์ชั่นเฉพาะที่ต้องการจากอุปกรณ์ประเภทนี้เท่านั้น

Roksan รุ่น K3
นี่คืออินติเกรตแอมป์สำหรับคนที่เน้นสมรรถนะแบบเนื้อๆ !

คุณสมบัติแรกของอินติเกรตแอมป์ที่นักเล่นเครื่องเสียงต้องการมากที่สุดก็คือ กำลังขับที่มากพอ ซึ่งจากข้อมูลปัจจุบัน พบว่า อินติเกรตแอมป์ในงบประมาณไม่เกิน 100,000 บาท ที่มีกำลังขับ เกิน 100W ต่อข้างมีให้เลือกน้อยมาก ซึ่ง Roksan รุ่น K3 คือหนึ่งในนั้น ด้วยตัวเลขกำลังขับที่มากถึงข้างละ 140 วัตต์ ที่โหลด 8 โอห์ม และมีกำลังสำรองไว้ให้ใช้อีกประมาณ 50% รวมเป็นกำลังขับ 220W เมื่อโหลดลดลงไปอยู่ที่ 4 โอห์ม ซึ่งถือว่าเป็นอินติเกรตแอมป์ตัวหนึ่งที่มีกำลังขับ+กำลังสำรองสูงมาก

รูปร่างหน้าตา, อินพุต/เอ๊าต์พุต และฟังท์ชั่นใช้งาน

สัดส่วนภายนอกของ K3 ไม่ได้ดูใหญ่โตอะไรมากมาย ทั้งความกว้าง, ลึก และสูงก็อยู่ในเกณฑ์เดียวกับอินติเกรตแอมป์ตัวอื่นๆ ในท้องตลาด แต่สิ่งที่พอทำให้รู้สึกได้ว่ามันเป็นอินติเกรตแอมป์ที่มีพลังแฝงอยู่เยอะก็คือ น้ำหนักที่มากถึง 14 กิโลกรัม ต้องทดลองยกหยั่งน้ำหนักดูจะรู้ถึงความหนักและแน่น เพราะภายในนั้นใช้ทรานฟอร์เมอร์แบบวงแหวนขนาดใหญ่

แผงหน้า

แผงหลังด้านซ้าย

แผงหลังด้านขวา

แผงหน้าของ K3 มาในรูปแบบมาตรฐานของอินติเกรตแอมป์จากฝั่งอังกฤษ คือเรียบง่าย ไม่รุงรัง บนหน้าปัดจะมีแต่ปุ่มปรับใช้งานที่จำเป็น อย่างเช่น ปุ่มเปิด/ปิดเครื่อง ซึ่งรุ่นนี้เอาไปแอบไว้ด้านล่างของตัวถัง บริเวณใต้แผงหน้า ตำแหน่งที่ตรงกับโลโก้และชื่อเครื่อง (มุมล่างซ้าย) ใครที่ไม่เคยใช้งานผลิตภัณฑ์ของยี่ห้อนี้มาก่อน เชื่อว่าครั้งแรกคุณคงมึนกับการมองหาปุ่มเปิด/ปิดเครื่องแน่ๆ ถ้าไม่ได้หาข้อมูลมาก่อน

K3 มีอินพุตมาให้ใช้ 6 อินพุต สำหรับรองรับสัญญาณ Line Level จากอุปกรณ์เครื่องเล่นประเภทต่างๆ บวกกับอีกหนึ่งอินพุตคือ Phono ที่มีภาคขยายหัวเข็ม MM ในตัว เอาไว้รองรับสัญญาณจากเครื่องเล่นแผ่นเสียงที่ใช้หัวเข็มแบบมูพวิ่ง แม็คเน็ทได้โดยตรง แต่ถ้าคุณจะใช้หัวเข็มแบบ มูพวิ่ง คอยล์ (MC) กับ K3 ตัวนี้ คุณมีวิธีปฏิบัติ 2 อย่าง อย่างแรกคือหาตัวสเต็ปอัพมาช่วยขยายความแรงของหัวเข็ม MC ก่อนจะต่อเชื่อมเอ๊าต์พุตของสเต็ปอัพตัวนั้นไปเข้าที่ช่องอินพุต Phono ของ K3 ส่วนทางเลือกที่สองคือละเว้นช่องอินพุต Phono ของ K3 ไปเลย แล้วหาภาคขยายหัวเข็ม MC แบบแยกชิ้นมาใช้ จากนั้นก็ต่อเชื่อมเอ๊าต์พุตของภาคขยายหัวเข็ม MC ตัวนั้นไปเข้าที่ช่องอินพุตอะนาลอก Line Level ช่องใดช่องหนึ่งของ K3

นอกจากช่องอินพุต Phono แล้ว K3 ตัวนี้ยังมีฟังท์ชั่นพิเศษมาให้ใช้อีกหลายอย่าง อย่างเช่น ช่องอินพุต “PRE OUTสำหรับต่อเชื่อมกับเพาเวอร์แอมป์จากภายนอกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการขับดันลำโพง กับช่องอินพุตที่มีไว้ให้ใช้งานร่วมกับชุดโฮมเธียเตอร์ นั่นคือช่อง “BYPASS INPUTที่เชื่อมโยงอยู่กับช่องอินพุต “AVโดยมีสวิทช์โยกเล็กๆ หนึ่งตัว (อยู่ข้างช่องอินพุตบายพาส) เอาไว้โยกเพื่อเลือกใช้งานระหว่างอินพุต AV (ใช้วอลลุ่มของ K3 ปรับความดัง) กับช่องอินพุต BYPASS (ใช้วอลลุ่มของปรีโปรเซสเซอร์ปรับความดัง) ซึ่งช่องอินพุต BYPASS นี้จะไม่ผ่านภาคปรีแอมป์ของ K3 จึงสามารถใช้อินพุตช่อง BYPASS นี้เป็นช่องที่รองรับสัญญาณจากภาคปรีแอมป์ภายนอกได้ด้วย

ขั้วต่อสายลำโพงให้มาชุดเดียว แต่ตัวขั้วต่อที่ใช้มีความแข็งแรง ตัวล็อคทำด้วยพลาสติกแข็ง ปลอดภัยแน่นอน ในคู่มือของ K3 แนะนำให้ใช้สายลำโพงที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ไม่เล็กไปกว่า1.6 .. (เบอร์ 16AWG) ซึ่งทางผู้ผลิตแจ้งว่า ขั้วต่อสายลำโพงของ K3 สามารถรองรับสายลำโพงที่มีขนาดใหญ่ได้ถึง 12AWG ส่วนเต้ารับปลั๊กไฟเอซีให้มาเป็นแบบสามขาแยกกราวนด์ แนะนำว่าระบบไฟที่บ้านของผู้ใช้ควรจะติดตั้งสายกราวนด์ให้ถูกต้อง เพื่อให้ K3 ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

รีโมทไร้สายที่แถมมาให้ ตัวเล็ก น้ำหนักเบา และดูดีมีสกุลมาก.!

ลองเล่นอินพุต Bluetooth ของ K3

ภาครับคลื่น Bluetooth เป็นอินพุตเดียวที่ทำให้ K3 เข้าใกล้กับเทรนด์ปัจจุบันได้อย่างกลมกลืนมากที่สุด แต่อินพุตบลูทูธที่ K3 ให้มานั้นไม่ได้ให้มาเล่นๆ เพราะรองรับมาตรฐาน aptX ที่ให้คุณภาพเสียงเทียบเท่าซีดี ผมทดลองฟังแล้ว บอกได้เลยว่าฟังเอาเรื่องได้สบายๆ

วิธีต่อเชื่อมอินพุต Bluetooth ของ K3 (เข้ากับ iOS) ก็ทำได้ง่ายๆ เรียงลำดับตามภาพด้านบน คือเริ่มด้วย

1. ติดตั้งเสารับคลื่น Bluetooth เข้าที่ขั้วต่อด้านหลังของตัวเครื่อง
2. กดปุ่มอินพุต “BTที่อยู่ข้างขวาของปุ่มวอลลุ่ม ไฟ LED ที่อินพุต BT จะกระพริบถี่ๆ เป็นสีน้ำเงิน
3. เข้าไปที่ Setting ของสมาร์ทโฟน หรือแท็ปเล็ตที่ต้องการเชื่อมต่อ เลือกเข้าไปที่หัวข้อ Bluetooth รอจนมีชื่อ “ROKSAN K3” (ศรชี้) ปรากฏขึ้นมาที่หัวข้อ OTHER DEVICES ใช้ปลายนิ้วจิ้มลงไปที่ชื่อ ROKSAN K3
4. รอจนชื่อ ROKSAN K3 ไปปรากฏในหัวข้อ MY DEVICES แสดงว่าการเชื่อมต่อเสร็จสมบูรณ์

หลังจากนั้น ก็เริ่มเล่นไฟล์เพลงด้วยแอพลิเคชั่นที่ต้องการ ซึ่งผมใช้แอพ Onkyo HF Player ในการเล่นไฟล์เพลงที่เก็บอยู่ใน iPhone 7 ของผมแล้วสตรีมผ่าน Bluetooth ไปที่ K3 ซึ่งสามารถปรับวอลลุ่มผ่านทางแอพฯ ได้โดยตรง (ปรับความดังผสมกับวอลลุ่มของ K3 ด้วย)

เสียงที่ได้จากการสตรีมไฟล์เพลงผ่าน Bluetooth ไปที่ K3 เป็นอะไรที่เกินความคาดหมาย หลังจากลองฟังผ่านไประยะหนึ่ง ผมยอมรับว่าต้องกลับมานั่งอัพเดตความคิดของตัวเองเกี่ยวกับ Bluetooth ว่าปัจจุบันมันพัฒนาขึ้นมามาก โดยเฉพาะในแง่ของคุณภาพเสียงที่ยอมรับได้มากขึ้น โดยเฉพาะภาคอินพุต Bluetooth ในตัว K3 ซึ่งต้องยอมรับเลยว่า ถ้าประเมินกันตามมาตรฐานของคนเล่นเครื่องเสียงแล้ว ลักษณะเสียงที่อินพุต Bluetooth ของ K3 ให้ออกมานั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดีทีเดียว มันมีทั้งอิมเมจและซาวนด์สเตจให้ฟัง ไม่ได้แบนแต๋ดแต๋เหมือน Bluetooth ราคาถูกๆ

แม็ทชิ่งซิสเต็มเตรียมทดสอบ

แอมปลิฟายเป็นแกนหลักของซิสเต็มเครื่องเสียง ดังนั้น การเลือกลำโพงมาจับคู่กับแอมป์เป็นเรื่องที่สำคัญอันดับแรกสุด พิจารณาจากคุณสมบัติแรกคือกำลังขับ ซึ่งตัวเลข 140W ที่ 8 โอห์ม ของ Roksan รุ่น K3 ตัวนี้ช่วยทำให้มันสามารถจับคู่กับลำโพงได้กว้างขวางมากขึ้น

จากการทดลองขับลำโพงจำนวน 5 คู่ที่ผมมีอยู่กับตัวตอนนี้ พบว่า กำลังขับ 140W ต่อข้างของ K3 ควบคุมลำโพงทั้งห้าคู่อยู่หมัดทั้งหมด มัน (กำลังขับ 140W ต่อข้างของ K3 ) สามารถผลักดันเสียงออกมาจากลำโพงทั้งห้าคู่ได้อย่างน่าพอใจ พอจะสรุปในเบื้องต้นได้ว่า K3 กับกำลังขับ 140W ต่อข้างของมันสามารถจับคู่กับลำโพงระดับกลางๆ ได้แทบทุกคู่

จากการทดลองฟังด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียงของ Sony รุ่น PS-HX500 กับหัวเข็มที่ติดเครื่องมา พอจะประเมินได้คร่าวๆ ว่า อินพุต Phono ของ K3 ที่ให้มาไม่ได้เป็นแค่ของแถม แต่มันใช้งานได้จริง แต่ทว่า คุณภาพเสียงที่ได้จากภาค Phono ในตัว K3 ก็ยังต้องขึ้นอยู่กับคุณภาพของเครื่องเล่นแผ่นเสียงและหัวเข็มที่คุณใช้เป็นหลัก ตามประสบการณ์ของผม พูดได้ว่า ภาคโฟโนในตัว K3 น่าจะไปกับเครื่องเล่นแผ่นเสียง+หัวเข็มที่มีราคาไปได้ถึงเฉียดแสนบาทเลยทีเดียว.! (น่าเสียดายที่ Acoustic Signature : Manfred ของผมมันเดี้ยงอยู่ เลยอดเอามาจับคู่กัน!)

แหล่งต้นทางที่ผมใช้ทดสอบร่วมกับ K3 มีทั้งสตรีมเมอร์ของ Cambridge Audio รุ่น CXN v2 และดีทูเอฯ แบบ discrete R2R ของ Audio gd รุ่น R-7 โดยใช้ roon : nucleus+ เป็นทรานสปอร์ตเล่นไฟล์เพลงป้อนให้กับ R-7 เข้าทางช่อง USB และใช้เครื่องเล่นซีดีของ Roksan รุ่น K3 Di CD Player เล่นแผ่นซีดีแล้วป้อนเอ๊าต์พุตอะนาลอกเข้าทางช่อง CD ของ K3 นอกจากนั้นก็มีสายเชื่อมต่อต่างๆ และแอคเซสซอรี่อีกจำนวนหนึ่งสำหรับการไฟน์จูน

เสียงของ K3

ด้วยกำลังขับที่มากพอของ K3 หลังจากสลับจับคู่กับลำโพงหลายๆ คู่ที่ผมใช้ทดสอบครั้งนี้ ผมได้เห็นถึงจุดเด่นของการมีกำลังขับที่มากพอของมันแสดงออกมากับเสียงในสองสามแง่ที่โดดเด่นมากๆ อย่างแรกคือลักษณะของเสียงที่ ปลดปล่อยออกมาจากลำโพงอย่างเป็นอิสระ ซึ่งนั่นเป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้มั่นใจได้ว่า ลักษณะเสียงที่ได้ยินจากลำโพงแต่ละคู่นั้นเป็นบุคลิกและคุณภาพที่เป็นเนื้อแท้ของลำโพงคู่นั้นจริงๆ ไม่ได้เป็นลักษณะเสียงที่ถูกทำให้บิดเบือนไปอันเนื่องมาจากกำลังขับของแอมป์ไม่ถึง และเมื่อกำลังของแอมป์ถึงจริงๆ นอกจากอาการปลดปล่อยของเสียงที่ว่าแล้ว คุณสมบัติอื่นๆ ก็ถูกเปิดเผยให้พรั่งพรูตามออกมาจนหมด ไม่ว่าจะเป็นมิติ, ซาวนด์สเตจ, ไดนามิก รวมไปถึงเนื้อเสียง

อัลบั้ม : Winelight (DSF64)
ศิลปิน : Grover Washington Jr.
ค่าย : Elektra Records

นี่คืออัลบั้มที่ผมฟังผ่าน K3 แล้วรู้สึกแฮ้ปปี้มากเป็นพิเศษ.! ซึ่งถ้าคุณเป็นคนที่ชอบฟังเพลงแนวฟิวชั่นแจ๊ส คุณจะรู้ว่า จังหวะของเพลงคือหัวใจสำคัญของเพลงแนวนี้ โดยที่เครื่องดนตรีประเภทกลองและเบสจะเป็นตัวรับหน้าที่ในการควบคุมส่วนที่เป็นจังหวะของเพลง ซึ่งไม่ใช่แค่การควบคุมความถี่เสียงในย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มกลางๆ ซึ่งเป็นย่านความถี่ที่อยู่ในข่ายของ rhythm section เท่านั้น แต่แอมป์ที่ดีจะต้องสามารถควบคุมไปถึงลักษณะ การเน้นย้ำและ ผ่อนปรนของแต่ละตัวโน๊ตที่มือเบสและมือกลองบรรเลงออกมาด้วย

สำหรับอัลบั้มนี้ ถ้าถามว่า ผมชอบอะไรในเพลง “Just The Two Of Usต้องขอบอกว่าชอบเสียงเบสของ Marcus Miller มากที่สุด ซึ่งมาคัสเล่นเบสในเพลงนี้ออกมาได้ดีมากๆ ลูกเล่นแต่ละเม็ดที่เขางัดออกมาใช้มันฟังดูลื่นไหล ผิวเผินเหมือนไม่ได้มีอะไรพิเศษ แต่ถ้าลำโพงของคุณดีพอ และแอมป์ของคุณควบคุมลำโพงได้อยู่หมัด คุณจะพบว่า แต่ละโน๊ตที่มาคัสใส่ลงไปในแทรคนี้มันช่างลงตัวและเก๋ไก๋มาก ไม่ว่าจะเป็นลูกยืดหางเสียงและลูกส่งมันช่างเสริมส่งให้เพลงนี้มีสีสันที่น่าฟัง ซึ่งเสน่ห์ของเขามันเริ่มตั้งแต่อินโทรฯ ไปเลย ถ้าเจอกับแอมป์ที่ไม่ถึง คุณจะได้ยินเสียงเบสที่คลุมเครือ แยกโน๊ตได้ไม่เด็ดขาด ส่วนลีลาและเทคนิคการเล่นของมาคัสจะถูกกลบทับไปจนหมด แต่ K3 ทำหน้าที่ของมันได้อย่างน่าชื่นชม สามารถแกะรายละเอียดของเสียงเบสให้หลุดออกมาจากเสียงดนตรีอื่นๆ ได้อย่างงดงาม แม้ในช่วงกลางของๆ ของเพลงขณะที่โกรเวอร์ วอชิงตันโซโล่แซ็กฯ ที่มีเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ ประเดประดังเข้ามาพร้อมๆ กันอย่างเมามันนั้น เสียงเบสของมาคัสก็ยังคงปรากฏอยู่ในแถวหลังๆ ของเลเยอร์ดนตรี ไม่ได้ถูกบดทับให้จมหายไปกับสารพัดเสียงนั้น

อัลบั้ม : Modest Mussorgsky–Ravel : ‘Pictures at an Exhibition’ (DSF64)
ศิลปิน : L’Orchestre de la Suisse Romande; Ernest Ansermet
ค่าย : Decca/Esoteric Records

เคยได้ยินคำกล่าวนี้มั้ย.? ที่ว่า ถ้าซิสเต็มไม่ถึง อย่าริฟังเพลงคลาสสิกมันจริงเสมอ ถ้าลำโพงและแอมป์ไม่เจ๋งจริงฟังเพลงคลาสสิกแล้วจะไม่ได้อารมณ์เพลง เพราะเพลงคลาสสิกเป็นประเภทดนตรีที่ใช้พลังงานของเครื่องดนตรีอะคูสติกทั้งหมดในการเปล่งสัญญาณเสียงออกมา และในกระบวนการบันทึกเสียงที่ดีจริงๆ ผู้บันทึกเสียงก็จะใช้วิธีบันทึกสดจากการบรรเลงจริงภายในฮอลล์เข้ามาเก็บไว้บนม้วนเทปมาสเตอร์โดยไม่มีการปรุงแต่งใดๆ คือไม่มีการ boost ความแรงของสัญญาณให้มากไปกว่าที่ความสามารถของไมโครโฟนจะเก็บมาได้

ต้องบอกว่าเป็นโชคดีของนักเล่นเครื่องเสียงยุคนี้ เพราะลำโพงสมัยใหม่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก ด้วยวิวัฒนาการของการออกแบบและการพัฒนาไดเวอร์ที่ก้าวล้ำมากขึ้น ทำให้ลำโพงระดับกลางๆ ราคาแค่ 3-4 หมื่นบาทอย่าง Totem Acoustic รุ่น Skylight ก็สามารถฉายภาพของวงออเคสตร้าขนาดใหญ่ออกมาให้เราฟังได้อย่างน่าขนลุกขนพอง และอินติเกรตแอมป์ยุคใหม่ๆ อย่าง K3 ตัวนี้ก็ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพที่ล้นเหลือของมันในการควบคุมลำโพงให้เปล่งเสียงออกมาได้อย่างโอ่อ่าโดยไม่มีอาการเป๋ ลักษณะการหนุนเนื่องของกำลังขับที่มีปริมาณมากพอและต่อเนื่อง ทำให้ความยิ่งใหญ่ของบทเพลงนี้สามารถเฉิดฉายออกมาได้อย่างเต็มภาคภูมิ ภายใต้การบรรเลงของวง L’Orchestre de la Suisse Romande ที่มี Ernest Ansermet ควบคุม

นิตยสารเครื่องเสียงชั้นนำของญี่ปุ่นคือ Stereo Sound ยกย่องให้ “Pictures at an Exhibitionของคีตกวีรัสเซีย Modest Mussorgsky เวอร์ชั่นออเคสตร้าที่บรรเลงโดย L’Orchestre de la Suisse Romande และควบคุมวงโดย Ernest Ansermet นี้เป็นหนึ่งในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดของงานประพันธ์ชิ้นนี้ และนับเป็นหนึ่งในงานบันทึกเสียงระดับมาสเตอร์พีซชิ้นหนึ่งของค่าย Decca ที่สามารถจับเอาไดนามิกเร้นจ์ที่น่าตื่นเต้นของงานชุดนี้เอาไว้ได้ (SACD ชุดนี้เป็นเวอร์ชั่นที่รีมาสเตอร์โดยค่าย Esoteric) ซึ่งเมื่อได้ฟังผ่านลำโพง Skylight ที่ขับโดย K3 แล้ว สิ่งที่ได้ยินในหลายๆ ช่วงของงานเพลงชุดนี้คือความตื่นตะลึงที่ปลุกให้เกิดความตื่นตัวตลอดเวลาทั้ง 31:28 นาทีของอัลบั้มนี้!

ความหนักหน่วงของเครื่องเคาะที่ประเคนออกมาพร้อมกับเสียงหมู่เครื่องสายในโทนต่ำของช่วงขึ้นต้นท่อน “The Hut on Fowl’s Legs (Baba, Yaga) / The Great Gate at Kievเป็นอะไรที่ตอกย้ำให้เห็นถึงพลังในการควบคุมของ K3 ที่ยอดเยี่ยมสุดๆ เสียงทุ้มที่ออกมามีทั้งความหนาแน่น มวลอิ่ม และไม่รุ่มร่ามเลย และเมื่อถึงช่วงกลางๆ ที่มีเสียงเครื่องเป่าแผดขึ้นมารับกับเสียงสีของหมู่ไวโอลินที่วี๊ดว้าด K3 ก็เสริมส่งให้เสียงเหล่านั้นได้แสดงตัวออกมาได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีอาการ ล้นหรือ เพี้ยนไปจากสิ่งที่มันเป็นอยู่ (ไม่พบอาการเฟี้ยวฟ้าวหรือจัดจ้านอันเนื่องมาจากแอมป์ไม่พอเลย)

อัลบั้ม : My Life Story (DSF64)
ศิลปิน : Susan Wong
ค่าย : Evosound

ผมทดลองฟังเพลงร้องกับ K3 หลายอัลบั้มมาก และบอกได้เลยว่า ถ้าเป็นเพลงร้องทุกแนวทั้งแจ๊ส, พ๊อพ, บลูส์ และคันทรี่ สำหรับอินติเกรตแอมป์ตัวนี้ถือว่าเป็น ขนมเลย ทุกเสียงที่ออกมามีทั้งความผ่อนคลายและลีลาที่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่พรั่งพรูออกมาแบบสบายๆ ไร้ซึ่งความเครียดอย่างสิ้นเชิง!

มีอยู่บางครั้งที่ผมพบว่า เสียงของอัลบั้ม “My Life Storyของซูซาน หว่อง ชุดนี้มันมีลักษณะที่ชัดแต่แข็ง ไม่น่าฟัง แต่คราวนี้มันถูกขัดเกลาซะจนไม่เหลือความแข็งกระด้างให้เห็นเมื่อเล่นผ่านลำโพง Monitor Audio รุ่น Silver 100 โดยมี K3 ทำหน้าที่ควบคุมด้านกำลังขับ กลายเป็นเสียงที่มีความ น่าฟังแต่โทนเสียงที่ออกมาทำให้รู้สึกได้ว่ามาสเตอร์ของอัลบั้มนี้ถูก boost เกนมาประมาณหนึ่ง แต่อุปกรณ์เครื่องเคราที่ใช้ในสตูดิโอคงจะอยู่ในขั้นเทพ จึงไม่ได้ทำให้เสียงโดยรวมเสียหายไป

สรุป

เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ช่วยทำให้บทสรุปที่ว่า กำลังขับคือคุณสมบัติที่สำคัญมากที่สุดสำหรับอุปกรณ์เครื่องเสียงประเภทแอมปลิฟายมีน้ำหนักมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้ระลึกไว้ก่อนว่า แอมป์ที่มีกำลังขับสูงๆ แต่เสียงไม่ดีก็มีเหมือนกัน ฉนั้น จงอย่าดูแค่ตัวเลขกำลังขับอย่างเดียว แต่ให้ดูที่ปัจจัยอื่นประกอบด้วย ซึ่งถ้าจะให้ชัวร์ขอให้เลือกตัวที่ให้กำลังขับสูงพอและมีราคาสูงที่สุดเท่าที่งบประมาณของคุณจะรองรับได้ อย่าเลือกเพราะกำลังขับเยอะและราคาถูกอย่างเดียว

ตอนนี้ผมมีตัวเลือกให้กับคนที่ต้องการอินติเกรตแอมป์ที่มีฟังท์ชั่นครบ และให้เสียงที่ดีจริงๆ ภายใต้งบประมาณไม่เกิน 100,000 บาท ไว้แนะนำแล้ว.!! /

********************
ราคาโปรโมชั่น : 66,900 บาท / ตัว (พร้อมรีโมทไร้สาย)
จากราคา : 78,000 บาท

********************
สนใจสั่งซื้อได้ที่
HDhifi
Lazada
Shopee

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า