รีวิวเครื่องเสียง KEF รุ่น LS50 Meta ลำโพงตู้เปิด, สองทาง วางขาตั้ง

KEF เป็นต้นคิดในการออกแบบไดเวอร์ที่จัดให้ทวีตเตอร์เข้าไปซุกอยู่ในใจกลางของตัวมิดเร้นจ์ แบบที่พวกเขาตั้งชื่อเรียกว่า Uni-Q ซึ่งกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของลำโพง KEF มาตั้งแต่เริ่มต้น จนมาถึงปัจจุบัน KEF ก็ยังคงรักษารูปแบบของไดเวอร์ Uni-Q เอาไว้ด้วยการนำมาใช้ในการออกแบบลำโพงหลากหลายรุ่นในเวลาต่อมา

LS50 Meta
เวอร์ชั่นล่าสุดของการปรับปรุง LS50

เมื่อปี 2012, KEF ได้จัดทำลำโพงสองทางวางขาตั้งรุ่น LS50 ออกมาเพื่อฉลองครบรอบปีที่ 50 ของแบรนด์ (ที่มาของชื่อรุ่น LS50) ซึ่งลำโพงรุ่น LS50 ถูกสร้างสรรขึ้นมาจากไอเดียที่ผนวกเอาผลงานที่ภาคภูมิใจในอดีต 2 อย่างมารวมไว้ด้วยกัน อย่างแรกคือ ความภาคภูมิใจที่สถานีวิทยุ BBC ของอังกฤษให้ความไว้วางใจให้ทาง KEF ออกแบบและผลิตลำโพงมอนิเตอร์สำหรับใช้ในการออกอากาศข่าวนอกสถานที่เพื่อใช้ในกิจการวิทยุของ BBC อย่างเป็นทางการ ซึ่งตอนนั้น KEF ได้ออกแบบลำโพงมอนิเตอร์รุ่น LS3/5A ขึ้นมาให้กับทาง BBC ส่วนความภาคภูมิใจอย่างที่สองก็คือไดเวอร์ Uni-Q ที่สร้างชื่อเสียงให้กับ KEF อย่างมากนั่นเอง

หลังจาก LS50 ปรากฏตัวออกมาในปี 2012 มันก็ได้รับความนิยมจากนักเล่นเครื่องเสียงทั่วโลก ด้วยคุณภาพเสียงที่โดดเด่นของลำโพงรุ่นนี้ ทำให้ยอดการจำหน่ายลำโพง LS50 พุ่งสูงเป็นประวัติกาล ทำให้ทางผู้บริหารของ KEF ตัดสินใจบรรจุลำโพงรุ่น LS50 เข้ามาในไลน์ผลิตภัณฑ์ และทำการพัฒนาต่อเนื่องเหมือนผลิตภัณฑ์อื่นๆ ของแบรนด์ ประจวบกับการเปลี่ยนแปลงของวงการเครื่องเสียงเข้าสู่ยุคดิจิตัล ทาง KEF จึงอาศัย LS50 เป็นหัวหอกในการปรับเปลี่ยนรูปแบบของลำโพงพาสซีฟในอดีตเข้าสู่ยุคของ Wireless Speaker ในยุคต่อมา

Metamaterial Absorption Technology (MAT)
นี่คือสุดยอดเทคโนโลยีสำหรับลำโพง.!

LS50 เวอร์ชั่น “Metaที่ผมได้รับมาทดสอบครั้งนี้ เป็นการปรับปรุงครั้งใหม่ล่าสุดของ LS50 เวอร์ชั่นพาสซีฟ ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Metamaterial Absorption Technology เข้ามาใช้ ซึ่งเทคโนโลยีนี้เป็นเทคโนโลยีชั้นสูงที่เพิ่งถูกคิดค้นขึ้นมา โดยพื้นฐานเพื่อนำไปใช้ในการดูดซับพลังงานคลื่นหลากหลายรูปแบบขึ้นอยู่กับลักษณะของวัสดุและรูปทรง ทั้งคลื่นแสง, เรด้าร์ และคลื่นเสียง วิศวกรของ KEF นำเอาเทคโนโลยีนี้เข้ามาใช้ในการออกแบบลำโพงรุ่น LS50 Meta โดยนำแผ่น MAT ที่มีแพลทเทิ้นโครงสร้างเขาวงกตขนาดเล็กที่มีผลในการดูดซับเรโซแนนซ์ไปติดตั้งไว้ที่ด้านหลังของทวีตเตอร์ เพื่อทำการดูดซับพลังงานคลื่นเสียงตั้งแต่ 650Hz ขึ้นไปที่แผ่ออกมาจากด้านหลังของทวีตเตอร์ ซึ่งนักออกแบบลำโพงทราบกันดีว่า ถ้า (ผู้ออกแบบ) สามารถขจัดคลื่นเสียงที่เกิดขึ้นด้านหลังของทวีตเตอร์ออกไปได้จะทำให้เรโซแนนซ์ภายในแชมเบอร์ของทวีตเตอร์ลดลงอย่างมาก ทำให้เสียงจากทวีตเตอร์มีความเที่ยงตรงสูงขึ้น เพราะไดอะแฟรมของทวีตเตอร์จะไม่ถูกรบกวนจากเรโซแนนซ์ที่เกิดจากพลังงานคลื่นเสียงที่ย้อนกลับมาจากทางด้านหลังไดอะแฟรมของทวีตเตอร์ ซึ่งในอดีตก็มีคนคิดค้นวิธีการขจัดพลังงานคลื่นเสียงด้านหลังทวีตเตอร์ด้วยการใช้ท่อที่มีลักษณะเรียวยาว (Tapered Tube) ที่มีฟองน้ำช่วยดูดซับเสียงอยู่ภายใน เป็นตัวรีดพลังงานเสียงที่เกิดขึ้นด้านหลังทวีตเตอร์ให้ค่อยๆ ลดลง ซึ่งท่อที่ใช้รีดพลังงานคลื่นเสียงที่ว่านี้ก็ต้องมีความยาวมากถึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดีจริงๆ ซึ่งในการใช้งานจริงแบบนั้นมันยากต่อการออกแบบ และต้องใช้ต้นทุนในการผลิตที่สูง

อย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่า แนวคิดในการที่จะขจัดพลังงานเสียงที่ด้านหลังของไดเวอร์ของลำโพงไม่ใช่เรื่องใหม่ นักออกแบบลำโพงที่เอาจริงเอาจังอย่าง Laurence Dickie ซึ่งเป็นคนออกแบบลำโพง B&W รุ่น Nautilus เป็นคนริเริ่มใช้ท่อเรียวยาว (tapered-tube) ในการออกแบบสำหรับขจัดเรโซแนนซ์ของตัวทวีตเตอร์ที่ใช้ใน Nautilus ซึ่ง KEF ก็ใช้วิธีการเจาะรูและเปิดช่องว่างด้านหลังทวีตเตอร์เหมือนกันซึ่งใช้ในรุ่น LS50 ก่อนหน้านี้ ซึ่งพบว่าสามารถขจัดเรโซแนนซ์ที่ด้านหลังของทวีตเตอร์ลงไปได้ประมาณ 60% ในขณะที่การใช้เทคโนโลยี Metamaterial Absorption Technology กับทวีตเตอร์ในรุ่น LS50 Meta สามารถขจัดเรโซแนนซ์ที่ด้านหลังของทวีตเตอร์ลงไปได้เยอะกว่ามาก คือได้ถึง 90% เลยทีเดียว.!

Great loudspeakers disappear,
Leaving just the music !

นอกจากการใช้แผ่น MAT ในการขจัดปัญหารบกวนจากพลังงานด้านหลังทวีตเตอร์ซึ่งเป็นของใหม่สำหรับ LS50 Meta แล้ว นวัตกรรมอื่นๆ ที่ถูกใช้ในการออกแบบ LS50 เวอร์ชั่นก่อนก็ยังได้รับการปรับปรุงและปรับจูนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย เพื่อให้สอดรับกับผลการทำงานของ MAT นั่นเอง

อย่างแรกก็คือตัวไดเวอร์ Uni-Q ซึ่งที่ใช้อยู่ใน LS50 Meta คู่นี้เป็นเวอร์ชั่นที่ผ่านการปรับปรุงมาเป็น เจนเนอเรชั่นที่ 12 แล้ว เพื่อให้ผสานกับเทคโนโลยี MAT ให้มากที่สุด เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ของเสียงที่มีความเพี้ยนต่ำ, ไร้สีสัน, ให้พื้นเสียงที่ใส ปราศจากบุคลิกเสียงที่เป็นตัวตนของตู้ลำโพงเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายในอุดมคติของคำว่า ลำโพงล่องหนจริงๆ เหลือทิ้งไว้แต่เสียงที่มีความเป็นดนตรีสูงสุดเท่านั้น.!

ก่อนจะไปกันต่อ ขออนุญาตอธิบายโครงสร้างของไดเวอร์ Uni-Q สักนิด สำหรับคนที่เพิ่งเข้ามาเล่นเครื่องเสียงอาจจะไม่ทราบว่า ไดเวอร์ที่สร้างด้วยเทคนิค Uni-Q แตกต่างจากไดเวอร์แบบทั่วไปอย่างไร

ไดเวอร์ Uni-Q ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1988 ถ้ามองด้วยตาเปล่าแบบผิวเผิน คุณอาจจะรู้สึกว่ามันก็เหมือนๆ กับไดเวอร์มิดเร้นจ์วูฟเฟอร์ทั่วไปที่มีขนาด 5.25 นิ้ว แต่ถ้าลองขยับเข้าไปพิจารณาใกล้ๆ คุณจะพบว่า ที่ใจกลางของไดเวอร์ Uni-Q ที่ใช้ใน LS50 และลำโพงของ KEF อีกหลายรุ่น มันมีไดเวอร์ทรงโดมทวีตเตอร์อะลูมิเนียมสีเงินขนาด 1 นิ้วฝังอยู่ในนั้น โดยที่ด้านบนของทวีตเตอร์ถูกคลุมไว้ด้วย waveguide ที่ทำเป็นกลีบจำนวน 9 กลีบติดตั้งอยู่ในโครงปากแตรตื้นๆ เพื่อช่วยปรับรูปแบบการกระจายเสียงของคลื่นเสียงแหลมให้เป็นไปตามที่ผู้ออกแบบต้องการ มีผลให้เสียงแหลมไม่พุ่งกระจายออกไปแบบสะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง

จากภาพด้านบน สังเกตว่า ไดอะแฟรมทรงกรวยแม็กนีเซียม อัลลอยด์ (แม็กนีเซียม/อะลูมิเนียม) ของตัวไดเวอร์มิดเร้นจ์วูฟเฟอร์ได้ถูกแยกตัวออกจากทวีตเตอร์เป็นคนละชิ้นกัน ซึ่งไดอะแฟรมของตัวมิดเร้นจ์วูฟเฟอร์จะขยับตัวโดยมีวงแหวนยางซึ่งมีความยืดหยุ่นที่เรียกว่า surround คอยช่วยพยุง ในขณะที่ไดอะแฟรมของทวีตตอร์เคลื่อนที่อยู่ภายในแชมเบอร์ที่ยึดตรึงอยู่กับที่โดยมีปากแตรกับ waveguide ครอบอยู่ด้านบน

เหตุผลที่วิศวกรของ KEF ออกแบบไดเวอร์ Uni-Q ขึ้นมาก็เพื่อให้ความถี่ในย่านสูง (จากทวีตเตอร์) กับความถี่ในย่านกลางและทุ้ม (จากมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์) แผ่กระจายออกมาจาก จุดกำเนิดเดียวกันซึ่งในทางเทคนิค จะทำให้ได้เฟสของสัญญาณทุ้มกลางแหลมที่ตรงกันตั้งแต่เริ่มต้น

และเพื่อให้ไดเวอร์ Uni-Q ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ตัวตู้ก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าตัวไดเวอร์เอง ซึ่งตัวตู้ของ LS50 Meta ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือตัวแผงหน้า (front baffle) ที่ทำจากวัสดุผสมที่ฉีดขึ้นรูปให้มีลักษณะโค้งมนทั้งแนวตั้งและแนวนอน เพื่อลดปัญหาคลื่นเสียงตกกระทบและสะท้อนจากแผงหน้า (diffaction) กลับมารบกวนคลื่นเสียงที่แผ่กระจายออกไปจากไดเวอร์ ส่วนตัวตู้ทำด้วยไม้เอ็มดีเอฟอย่างหนา ด้านในมีการคาดโครงดามตู้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน เพื่อเพิ่มความแน่นหนา ทำให้ปลอดการสั่น ซึ่งช่วยลดเรโซแนนซ์บนตัวตู้ลงไปได้มาก

ช่องระบายอากาศของรุ่น LS50

ช่องระบายอากาศของรุ่น LS50 Meta

ช่องระบายอากาศขนาดใหญ่ถูกเจาะไว้ที่มุมบนซ้ายด้านหลังของตัวตู้ เมื่อสังเกตลักษณะของตัวท่อ จะเห็นว่าในรุ่น LS50 เดิมนั้น ตัวท่อจะมีลักษณะเป็นทรงรี ต่อมาเมื่อถึงเวอร์ชั่น LS50 Meta ตัวท่อได้ถูกปรับรูปทรงใหม่ต่างไปจากเดิมนิดหน่อย แต่ยังคงอยู่ที่ตำแแหน่งเดิม ซึ่งไม่ใช่ตรงกลางแผงหลังของตัวตู้เหมือนกับลำโพงอื่นๆ แต่เป็นตำแหน่งที่มีการคำนวนแล้วว่า สามารถถ่ายเทมวลอากาศภายในตัวตู้ได้ดีและส่งผลรบกวนการทำงานของไดเวอร์น้อยที่สุด

ขั้วต่อสายลำโพงใช้ของ WBT อย่างดี เชื่อมต่อสายลำโพงได้ทั้งแบบขันยึดสายเปลือยและผ่านขั้วต่อแบบหางปลากับบานาน่าปลั๊กได้หมด

แม็ทชิ่งซิสเต็มเพื่อการทดสอบ

LS50 Meta รองรับการถ่ายทอดความถี่เสียงได้ตั้งแต่ 79Hz ขึ้นไปจนถึง 28kHz ด้วยระดับความไวอยู่ที่ 85dB เมื่อป้อนสัญญาณความแรง 2.83V และวัดด้วยไมโครโฟนที่วางห่างหน้าลำโพงออกมา 1 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นลำโพงที่มีความไวอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างต่ำ อิมพีแดนซ์เฉลี่ยอยู่ที่ 8 โอห์ม ตกลงต่ำสุดอยู่ที่ 3.5 โอห์ม

ในสเปคฯ ของ LS50 Meta ไม่ได้ระบุเร้นจ์ของกำลังขับที่แนะนำเอาไว้ แต่จากการทดลองขับด้วยอินติเกรตแอมป์ของ Cambridge Audio รุ่น CXA61 ที่มีกำลังขับข้างละ 60W ที่ 8 โอห์ม (REVIEW) ก็พบว่าสามารถขับ LS50 Meta ออกมาได้เต็มที่แล้ว เสียงที่ได้หลุดตู้ไปทุกความถี่ และเมื่อทดลองใช้ชุดปรีแอมป์ + เพาเวอร์แอมป์ของ Ayre Acoustic รุ่น K-5 + V-3 ซึ่งมีกำลังขับข้างละ 100W ที่โหลด 8 โอห์ม และเบิ้ลได้เป็น 200W ที่โหลด 4 โอห์ม ซึ่งผลที่ออกมาปรากฏว่าขับ LS50 Meta ออกมาได้แบบพรั่งพรูทุกเม็ด หลุดตู้หมดจด.!

ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาจากการทดลองขับด้วยอินติเกรตแอมป์ CXA61 ทำให้ผมรู้สึกประหลาดใจ เพราะจากประสบการณ์ที่เคยลองลำโพงที่มีความไวแค่ 85dB ผมมักจะพบว่ามันต้องการกำลังขับที่สูงมากเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่แล้ว อินติเกรตแอมป์ที่มีกำลังขับไม่ถึง 100W มักจะขับออกมาไม่เต็ม แต่กับ LS50 Meta คู่นี้กลับไม่ได้มีอาการแบบนั้น ไม่น่าเชื่อว่าแค่ 60W ก็ทำให้เสียงของ LS50 Meta หลุดตู้ได้.!

เซ็ตอัพ

ทางบริษัท Vgadz ผู้นำเข้าลำโพง KEF ได้ส่งขาตั้งที่ออกแบบมาเข้าชุดกับ LS50 Meta มาด้วย (เป็นอ๊อปชั่นที่ต้องซื้อเพิ่ม) ซึ่งเป็นขาตั้งโลหะแบบ knock-down ถอดประกอบได้

ตัวแกนของขาตั้งทำด้วยอะลูมิเนียมทรงกระบอกวงรี กว้าง 5 .. x ลึก 15 .. มีออกแบบช่องสำหรับร้อยสายลำโพงซ่อนไว้ด้านในได้ด้วย ตัวแพลทด้านบนของขาตั้งมีเจาะรูไว้ 4 รู สำหรับขันน็อตยึดตัวลำโพงไว้กับขาตั้งแบบล็อคตายตัวโดยมีแผ่นวงแหวนโฟมหนาสีดำรองไว้ระหว่างตัวลำโพงกับแพลทของขาตั้ง ป้องกันรอย ที่มุมทั้งสี่ใต้แผ่นฐานมีที่ใส่เดือยแหลมโลหะแบบขันสกรูปรับตั้งระดับได้

หลังจากใส่ขาตั้งกับเดือยแหลมเข้าไปแล้ว ตัวลำโพงจะอยู่สูงจากพื้นเท่ากับ 97 .. หรือประมาณ 38 นิ้ว เมื่อวัดถึงด้านบนสุดของตัวตู้ แต่ถ้าวัดจากพื้นถึงเซ็นเตอร์ของตัวทวีตเตอร์จะได้ 82 .. หรือ 32 นิ้ว ซึ่งหากเทียบกับระยะความสูงของหูที่วัดจากเก้าอี้ทั่วไปลงไปถึงพื้น ตำแหน่งของทวีตเตอร์ของ LS50 Meta จะอยู่ต่ำกว่าระดับความสูงของหูประมาณ 30 .. ซึ่งจากการทดลองขยับตำแหน่งหาจุดโฟกัสของ LS50 Meta ในห้องฟังของผม พบว่า ผมได้ระยะห่างซ้ายขวาอยู่ที่ 170 .. และได้ระยะห่างผนังด้านหลังของลำโพงเท่ากับ 162 .. เป็นระยะจัดวางที่ลงตัวมากที่สุด ผมใช้ตำแหน่งนี้ในการทดสอบเสียงเพราะให้ค่าเฉลี่ยของเสียงในแต่ละด้านออกมาดีที่สุด แม้ว่าตอนเปลี่ยนมาขับด้วยชุดปรี+เพาเวอร์ของ Ayre Acoustic ก็ไม่ต้องขยับตำแหน่งใหม่

เสียงของ LS50 Meta

ทำไม เรโซแนนซ์ของทวีตเตอร์จึงมีผลต่อเสียงมากนัก.? แค่ขจัดเรโซแนนซ์ของเสียงจากทวีตเตอร์ออกไป จะทำให้ได้ เสียงทั้งหมดดีขึ้นได้อย่างไร.?

เมื่อพูดถึงลำโพง โดยเฉพาะลำโพงสองทาง เรามักจะเข้าใจว่า ทวีตเตอร์ของลำโพงทำหน้าที่สร้างความถี่สูง ในขณะที่วูฟเฟอร์ทำหน้าที่สร้างความถี่ต่ำ แยกกันเด็ดขาด แต่จริงๆ แล้ว หาได้เป็นเช่นนั้น

ชาร์ตแสดงระดับความถี่เสียงของโน๊ตจากเครื่องดนตรีต่างๆ

เมื่อเล่นโน๊ตตัวใดลงไปบนกีต้าร์แค่ครั้งเดียว จะเกิดความถี่เสียงขึ้นมากว้างมาก เรียงกันออกมาเป็นลำดับ เริ่มตั้งแต่ “หัวโน๊ต” (impact = fundamental) ที่พุ่งออกมาก่อน จากนั้นจึงเป็น “ฮาร์มอนิก” (harmonic) ที่แผ่ขยายตามออกไปในลำดับที่สอง.. สาม.. สี่…

เสียงโน๊ตของเครื่องดนตรีเกือบทุกชนิดในโลกนี้จะมี ความถี่สูงเข้าไปผสมอยู่ โน๊ตของเครื่องดนตรีที่อยู่ในระดับเสียงสูง ซึ่งอยู่ในย่านเสียงที่ทวีตเตอร์ของลำโพงรับผิดชอบอยู่ (หัวโน๊ตในย่านเสียงประมาณ 2kHz ขึ้นไป) อันนี้คุณภาพของทวีตเตอร์จะส่งผลโดยตรงกับเสียงโน๊ตเหล่านั้น ส่วนโน๊ตที่อยู่ในย่านเสียงกลางก็ยังคงได้รับอิทธิพลจากการทำงานของทวีตเตอร์เช่นกัน เนื่องจากทวีตเตอร์จะทำหน้าที่สร้างส่วนที่เป็น harmonic ลำดับต่างๆ ของโน๊ตเสียงกลางตัวนั้นออกมาผสมกับส่วนที่เป็น impact หรือหัวเสียงของโน๊ตตัวนั้นซึ่งอยู่ในย่านเสียงกลางที่เกิดจากการทำงานของไดเวอร์มิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์

ฮาร์มอนิก” (Harmonic) สำคัญยังไง.? หัวเสียง หรืออิมแพ็คที่เกิดขึ้นจากไดเวอร์เสียงกลางมันไม่ได้บอกให้เรารู้ว่าเสียงนั้นคือเสียงของเครื่องดนตรีประเภทไหน.? แต่เป็นฮาร์มอนิกจากทวีตเตอร์ที่เกิดตามมาต่างหากที่ทำให้เรารู้ว่า โน๊ตที่ได้ยินนั้นเกิดจากเครื่องดนตรีประเภทไหน ตัวอย่างเช่น เสียงหัวโน๊ตตัวเดียวกันที่เล่นจากกีต้าร์โปร่งสายเอ็นกับสายโลหะจะฟังแล้วไม่ต่างกัน เพราะเป็นความถี่ fundamental เดียวกัน แต่ส่วนที่ทำให้เรารู้ว่าเสียงโน๊ตนั้นเล่นมาจากกีต้าร์สายเอ็น หรือสายโลหะ ก็คือเสียงของฮาร์มอนิกที่เกิดตามมาจากทวีตเตอร์นั่นเอง

อัลบั้ม : In Formation (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Kronos Quartet
ค่าย : Reference Recording

วงแชมเบอร์ Kronos Quartet เป็นวงเครื่องสายในแนวคอนเท็มโพรารี่ คลาสิคัล พวกเขาเล่นเพลงคลาสสิกแนวผสมผสาน บางแทรคนั้นมีลีลาเหมือนแจ๊สแต่ใช้เครื่องดนตรีคลาสสิกในการบรรเลง ซึ่งงานอัลบั้มชุด In Formation (1982) ชุดนี้เป็นงานสตูดิโออัลบั้มชุดแรกของคณะดนตรีนี้ คุณภาพของงานบันทึกเสียงอยู่ในเกณฑ์ที่ดีมาก เสียงเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นถูกบันทึกเก็บรายละเอียดมาได้ดีมาก ให้ความเป็นธรรมชาติสูง ทั้งเสียงของเครื่องสายและเพอร์คัสชั่น

หลายแทรคในอัลบั้มนี้จะมีเสียงเครื่องสายอย่างเช่นไวโอลินบรรเลงเป็นตัวนำ อย่างเช่นแทรคที่ 3 เพลง “Blues, for string quartet” ที่ใช้เสียงไวโอลินโซโล่เป็นคนเล่าเรื่อง โดยมีเสียงสีวิโอล่าคอยสนับสนุน ผมชอบใช้แทรคนี้ทดสอบความกลมกลืนของลำโพงสองทางในการถ่ายทอดเสียงไวโอลินในแทรคนี้ คือถ้าทวีตเตอร์ให้ความถี่สูงที่เป็นฮาร์มอนิกของเสียงไวโอลินออกมาเพี้ยนไปทางโทนสว่าง เสียงไวโอลินในแทรคนี้จะฟังเหมือนเอากระดาษทรายสีลงไปบนเส้นลวด หรือบางกรณีทวีตเตอร์ให้เฟสเสียงฮาร์มอนิกที่ไม่กลืนกับเฟสของอิมแพ็คที่มาจากมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ แบบนี้เสียงของไวโอลินจะออกมาเคืองหูมาก ฟังแล้วจะรู้สึกรำคาญได้ง่าย เหมือนมีอะไรมาริ้งกิ้งรบกวนอยู่ในหู

ผมฟังแทรคที่สาม “Blues, for string quartet” ในอัลบั้มชุดนี้ผ่าน LS50 Meta ได้อย่างชื่นมื่นในอารมณ์มาก.! เสียงโซโล่ไวโอลินของ David Harrington ปรากฏตัวตนออกมาชัดเจน พลิ้วไสวเต็มไปด้วยชีวิตชีวาในบางจังหวะ และปรับเปลี่ยนเป็นหม่นหมอง อ้อยสร้อยในบางจังหวะ เป็นไปตามลีลาของเพลงอย่างต่อเนื่อง ที่โดดเด่นมากคือเสียงไวโอลินกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันทุกโน๊ต! และลอยชัดอยู่ในสนามเสียงตลอดเวลา นี่แสดงถึงความผสานทางด้านเฟสที่กลมกลืนระหว่างทวีตเตอร์และมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ที่สมบูรณ์แบบ

ในอัลบั้มเดียวกันนี้ ผมมักจะใช้แทรคที่ 6 เพลง “Joan’s Blue” ทดสอบประสิทธิภาพในการถ่ายทอดฮาร์มอนิกของเสียงเครื่องดนตรีด้วยว่ามีความถูกต้องแม่นยำมากแค่ไหน เพราะในแทรคนี้ประกอบด้วยเสียงของเครื่องเคาะที่ทำมาจากไม้และโลหะบรรเลงอยู่พร้อมกัน โดยมีเสียงไวโอลินเป็นตัวเล่าเรื่อง ผมพบว่า LS50 Meta สามารถแยกแยะรายละเอียดของเสียงเครื่องเคาะแต่ละชิ้นออกมาได้เด็ดขาดมาก ชิ้นที่ทำมาจากไม้ให้อิมแพ็คที่หนานุ่ม ฮาร์มอนิกห้วนทู่ ในขณะที่เครื่องเคาะชิ้นที่ทำด้วยโลหะให้อิมแพ็คที่คม เร็ว และแหลมเล็ก ส่วนฮาร์มอนิกนั้นสั่นพลิ้วและทอดปลายไปไกล เป็นลักษณะเสียงที่คอนทราสน์กันมาก เป็นความเหมือนจริงที่อยู่กันคนละขั้ว แต่ดังออกมาจากลำโพงคู่เดียวกัน.!

อัลบั้ม : Music by Frank Zappa (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Omnibus Wind Ensemble
ค่าย : Opus3

ทุกครั้งที่ต้องทดสอบประสิทธิภาพของอุปกรณ์เครื่องเสียงที่เกี่ยวกับความสามารถในการถ่ายทอด “ฮาร์มอนิก” ของเครื่องดนตรี อัลบั้มนี้เป็นหนึ่งชุดที่ผมมักจะนึกถึงในการหยิบมาทดสอบ ด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรก เพลงในอัลบั้มนี้ใช้เครื่องดนตรีที่เป็นอะคูสติกทั้งหมด ส่วนเหตุผลข้อที่สองก็คือลักษณะการบันทึกเสียงของอัลบั้มนี้ซึ่งกระทำแบบโบราณ นั่นคือใช้ไมโครโฟนบันทึกเสียงการบรรเลงสดๆ ลงมาบนมาสเตอร์โดยไม่ผ่านคอนโซลและไม่ผ่านขั้นตอนการมิกซ์ (บันทึกเสียงโดย Jan-Eric Persson) ดังนั้น ฮาร์มอนิกของเสียงเครื่องดนตรีอะคูสติกทั้งหมดจึงถูกเก็บมาได้อย่างครบถ้วนตามธรรมชาติ ซึ่ง LS50 Meta ก็ได้ตอกย้ำให้ผมได้ยินอีกครั้งถึงความสามารถในการถ่ายทอดตัวเสียงและฮาร์มอนิกที่มีความกลมกลืนเป็นชิ้นเดียวกัน มันได้แสดงให้เห็น (ด้วยหู) ว่าเสียงแต่ละเสียงที่กำลังบรรเลงอยู่ในเวลาเดียวกันนั้นมาจากเครื่องดนตรีประเภทไหนบ้าง

ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการฟังงานของ Frank Zappa ที่ถูกยำใหญ่โดยวง Omnibus Wind Ensemble อยู่นั้น ผมก็สังเกตพบอะไรอย่างหนึ่ง คือผมรู้สึกว่าเสียงกลองใหญ่ในแทรคแรกเพลง “Inca Roads” มันยังขาดความหนาแน่นของหางเสียงไปบางส่วน ซึ่งเป็นรายละเอียดที่ผมเคยได้ยินตอนฟังผ่านลำโพงตั้งพื้น แม้ว่าที่ LS50 Meta ทำได้ก็นับว่า “เกินตัว” ไปมากแล้ว ซึ่งถ้าฟังเพลงที่ไม่มีเสียงทุ้มต่ำๆ ที่มีมวลเยอะๆ อย่างเพลงส่วนใหญ่ทั่วไปก็จะไม่รู้สึกว่าขาดอะไรไป นั่นเป็นเพราะ LS50 Meta สามารถถ่ายทอดเสียงในย่านกลางและแหลมออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบมากนั่นเอง

เพราะ LS50 Meta ตอบสนองความถี่ต่ำลงไปได้แค่ 79Hz จากหน้าดอก (และลงได้ถึง 47Hz จากปากท่อระบายเบส) จึงไม่ควรจะไปหวังเสียงเบสที่อิ่มหนาทิ้งตัวหนักๆ ลงพื้นจากลำโพงคู่นี้ สิ่งที่มันทำได้ดีมากๆ คือให้เสียงเบสจากเครื่องดนตรีอะคูสติกที่เร็ว กระชับ และสะอาด ส่วนหางเสียงด้านล่างจะเก็บตัวเร็วไปบ้างผมก็ไม่ได้รังเกียจเมื่อแลกกับข้อดีอีกบานตะไทที่มันให้ออกมา โดยเฉพาะเสียงกลางที่เยี่ยมยอดมากๆ กับฮาร์มอนิกด้านสูงที่ชุ่มฉ่ำ

อัลบั้ม : Live! Out On The Road (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : The Flirtations
ค่าย : Flirt Records

เสียงกลางที่เยี่ยมยอดมากๆ .. อือม! เพื่อให้ชัดเจน ผมเลือกอัลบั้มชุด Live! Out On The Road ซึ่งเป็นอัลบั้มบันทึกการแสดงสดที่แวนคูเวอร์ของคณะนักร้องประสานเสียงอะคัปเปล่าเพศสีม่วง 5 คนออกมาใช้อ้างอิงในการฟังทดสอบเพราะหวังจะทดสอบประสิทธิภาพในการถ่ายทอดเสียงในย่านกลางของลำโพงคู่นี้แบบจะจะอีกที เนื่องจากเสียงร้องของนักร้องทั้ง 5 คนนี้อยู่ในย่าน mid-range ทั้งหมด แต่นักร้องแต่ละคนจะร้องด้วยเสียงที่ต่างโทนกันเล็กน้อย ซึ่งลำโพงที่ให้เสียงจากทวีตเตอร์กับมิดเร้นจ์ที่กลืนเป็นหนึ่งเดียวกันเท่านั้นที่จะสามารถแยกแยะโทนเสียงของนักร้องแต่ละคนออกมาจากกันได้ “อย่างเด็ดขาด” แม้ในขณะที่นักร้องทั้งหมดประสานเสียงออกมาพร้อมกัน ซึ่ง LS50 Meta ได้พิสูจน์ตัวเองออกมาให้เห็นว่ามันให้ความถูกต้องแม่นยำของฮาร์มอนิกในย่านเสียงกลางและแหลมที่ยอดเยี่ยมมาก เสียงร้องของนักร้องแต่ละคนถูกแยกแยะออกมาได้อย่างเด็ดขาด ให้ความรู้สึกเหมือนพวกเขายืนเรียงเป็นแผงอยู่ข้างหน้า เสียงร้องแต่ละเสียงมีความอิ่มเข้มของเนื้อมวลที่เด่นชัด ให้ความรู้สึกของรูปทรงที่เป็นสามมิติ ไม่แบน แสดงว่าส่วนของ fundamental ที่มาจากมิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์ กับส่วนของ harmonic ที่มาจากทวีตเตอร์ถูกเชื่อมโยงเข้าเป็นเนื้อเดียวกันได้อย่างกลมกลืน คอนทราสน์ของเสียงร้องก็ไล่เรียงกันอย่างเป็นระเบียบ เกี่ยวโยงกันอย่างมีชั้นเชิง ทำให้เสียงร้องมีความลื่นไหล ฟังแล้วไม่ขัดหู ไม่เสียอารมณ์ ผมเพลินมากกับเพลง “So Much In Love” ที่พวกเขาเอาเพลงของ Timothy B. Schmit มาคัปเวอร์ออกมาได้น่ารักมาก

สรุป

บอกตามตรงว่าผมเพลิดเพลินมากกับเวลาเกือบเดือนเต็มๆ ที่ทำการทดสอบ LS50 Meta คู่นี้ มันเป็นลำโพงที่ฟังเพลงได้ดีมาก มันให้ความเป็นดนตรีออกมาได้อย่างดีเยี่ยม แม้กับอัลบั้มที่เคยรู้สึกว่าบันทึกเสียงไม่ดีก็ยังฟังแล้วรับรู้ได้ถึงความไพเราะของเพลงที่ถูกซุกซ่อนอยู่ภายใต้ตำหนิของการบันทึกเสียงนั้น ที่ผมยกมาอธิบายข้างต้นนั้นเป็นแค่ไม่ถึงสิบส่วนที่ผมได้ทดลองฟังผ่าน LS50 Meta คู่นี้ ที่ยกมาเป็นตัวอย่างก็เพราะว่าอัลบั้มเหล่านั้นได้ชี้ให้เห็นถึงศักยภาพที่โดดเด่นของลำโพง KEF คู่นี้ออกมาได้ชัดมาก

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักฟังเพลงตัวยง, เป็นนักเล่นเครื่องเสียงที่เน้นคุณภาพเสียงอย่างยิ่งยวด หรือเป็นแค่คนที่ชอบฟังเพลงทั่วไปและรักในงานดีไซน์ ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ถ้ากำลังมองหาลำโพงขนาดกระทัดรัด + คุณภาพดีเยี่ยมสักคู่ที่เหมาะกับคุณในวงเงินไม่เกิน 60K ผมขอแนะนำว่า คุณไม่ควรพลาดที่ จะต้องพิจารณา KEF รุ่น LS50 Meta คู่นี้ให้ได้.! /

********************
ราคา :
ลำโพงรุ่น
LS50 Meta = 52,900 บาท / คู่
ขาตั้งรุ่น
S2 Floor Stand = 17,900 บาท / คู่ (Option)
********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย
vgadz.com/KEF

มีจำหน่ายที่
ร้าน The GADGET Centralworld
ร้าน Sweet Pig Audio 
ร้าน Fullbright 
ร้าน Piyanas ทุกสาขา

ทดลองฟังเสียงได้ที่
โชว์รูมร้านปิยะนัส สาขา Central World ชั้น 5 ฝั่ง Zen
โชว์รูมร้านปิยะนัส สาขาห้างฟอร์จูนรัชดา ชั้น 3
โชว์รูมร้านปิยะนัส สาขา The Crystal SB ราชพฤกษ์ ชั้น 2

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า