รีวิว Ediscreation รุ่น Fiber Box II อุปกรณ์เสริมสำหรับการเล่นไฟล์ผ่านเน็ทเวิร์ค

ถึงแม้ว่าการเล่นไฟล์เพลงจะเข้ามาเป็นมาตรฐานสำหรับ Source ในชุดเครื่องเสียงนานเกิน 5 ปีแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์คก็ยังถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับนักเล่นเครื่องเสียงส่วนใหญ่ ดังนั้น ไม่ต้องแปลกใจเลยถ้าคุณจะพบว่า ยังมีเทคนิคใหม่ๆ ที่รอการค้นพบและคิดค้นอยู่อีกมาก และเทคนิคบางอย่างนั้นมันจะไกลเกินความรู้ของคุณจะเท่าทัน

Ethernet vs. Fiber Optic

ในโลกของ เน็ทเวิร์คใช้การรับ/ส่งข้อมูล (data transmission) ผ่านตัวกลางอยู่ 3 รูปแบบ แบบแรกคือ “Wi-Fiเป็นการรับ/ส่งข้อมูลผ่านทางระบบไร้สายที่อาศัยคลื่นวิทยุกับอากาศเป็นพาหะ แบบที่สองคือ “Ethernetก็คือการรับ/ส่งผ่านข้อมูลทางเน็ทเวิร์คผ่านสายตัวนำทองแดงโดยมีไฟฟ้าเป็นพาหะ ในขณะที่ Fiber Optic ก็คือการรับ/ส่งผ่านข้อมูลทางเน็ทเวิร์คผ่านท่อพลาสติกขนาดจิ๋วโดยมีแสงเป็นพาหะ ซึ่งการส่งผ่านข้อมูลทางเน็ทเวิร์คทั้งสามแนวทางนั้นต่างก็มีข้อดีข้อด้อยในตัวของมันเอง

เมื่อนำมาพิจารณาเทียบกันในการส่งผ่านข้อมูลด้วยระยะทางที่เท่ากัน จะพบว่า การรับ/ส่งผ่านข้อมูลทางอากาศด้วย Wi-Fi มีข้อจำกัดมาก โดยเฉพาะทางด้านขนาดของข้อมูล ส่วนการรับ/ส่งผ่านข้อมูลทางเน็ทเวิร์คด้วยสายทองแดง (Ethernet) สามารถส่งผ่านข้อมูลจำนวนมากๆ ได้ดีกว่าทางอากาศ ในขณะที่การรับ/ส่งผ่านทาง Fiber Optic จะให้ประสิทธิภาพสูงสุด แต่มีข้อเสียที่ต้นทุนสูงที่สุดในจำนวนทั้งสามช่องทาง ด้วยเหตุนี้ การรับ/ส่งผ่านข้อมูลทางอินเตอร์ด้วยสายเคเบิ้ลทองแดง Ethernet จึงได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน เพราะมีข้อดีอยู่ที่ต้นทุนที่ต่ำกว่าไฟเบอร์ อ๊อฟติคเมื่อคำนึงถึงความคุ้มค่าในการลงทุนระบบ

ข้อดีของการรับ/ส่งข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตผ่าน Fiber Optic เมื่อเทียบกับ Ethernet

ในเว็บไซต์ของบริษัท nexus-net ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการติดตั้งระบบเน็ทเวิร์ค องค์กรขนาดใหญ่ของประเทศฟิลลิปปินส์ ได้จัดทำบทความสรุปข้อดีข้อด้อยระหว่างการรับ/ส่งข้อมูลผ่าน Ethernet กับ Fiber Optic เอาไว้* (ขอบคุณข้อมูลมา ณ ที่นี้)

* ลิ้งค์บทความ https://bit.ly/385L2Do

nexus-net สรุปประเด็นเปรียบเทียบการรับ/ส่งข้อมูลทางเน็ทเวิร์คผ่าน Ethernet vs. Fiber Optic เอาไว้ 5 ข้อ ได้แก่ Network Speed (ความเร็วในการรับ/ส่งข้อมูล), Effective Distance and signal Degradation (ระยะทางในการรับ/ส่งข้อมูล กับคุณภาพสัญญาณ), Cable Diameter and Weight (ขนาดกับน้ำหนักของสาย), Susceptibility to Electromagnetic Interference (ความอ่อนไหวต่อการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) และ Overall Cost (ต้นทุนโดยรวมของระบบ) ซึ่งบทสรุปออกมาว่าการรับ/ส่งข้อมูลผ่าน Fiber Optic ได้เปรียบ Ethernet ในเกือบทุกประเด็น

มีประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและเกี่ยวข้องกับอุปกรณ์ที่ผมกำลังทำรีวิวตัวนี้ นั่นคือประเด็นของความอ่อนไหวต่อการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ซึ่ง Ethernet ใช้การรับ/ส่งข้อมูลด้วยสายทองแดงผ่านพาหะที่เป็นไฟฟ้าจึงถูกแทรกซ้อนรบกวนจากคลื่นวิทยุ (RFI = Radio Frequency Interference) และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (EMI = electromagnetic interference) ในขณะที่การรับ/ส่งข้อมูลทางเน็ทเวิร์คผ่าน Fiber Optic ไม่ถูกรบกวนจากคลื่นขยะทั้งสองรูปแบบนั้น

Fiber Box II
ผลงานสร้างสรรโดย “Ediscreation

อย่างที่ผมเกริ่นมาในตอนต้น ว่าคุณไม่ควรแปลกใจถ้าพบว่ามีเทคนิคใหม่ๆ เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเล่นไฟล์เพลงผ่านเน็ทเวิร์ค แม้ว่าบางเทคนิคนั้นมันจะอยู่ไกลกว่าความสามารถในการทำความเข้าใจของเราไปบ้าง ถึงจะไม่เข้าใจทางเทคนิค แต่เราก็มีเคล็ดลับในการพิสูจน์ผลของมันด้วยตัวของเราเอง นั่นคือ ฟังด้วยหูของเรา ต่อให้เอาขี้หมาแห้งมาใส่กล่องแล้วต่อสายสัญญาณออกมาจิ้มเข้ากับชุดเครื่องเสียง ถ้าทำให้เสียงดีขึ้น เราก็ยอมรับเทคนิคนั้นได้เสมอ จะมีอะไรมากไปกว่านี้ในแง่ของ คนเล่นเครื่องเสียง

Ediscreation เป็นแบรนด์ผู้ผลิตอุปกรณ์เครื่องเสียงสัญชาติฮ่องกง พวกเขามีความสามารถในการออกแบบและผลิตอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับไฟฟ้า อย่างพวก ลิเนียร์เพาเวอร์ซัพพลาย, สายต่อเชื่อมสัญญาณ ไปจนถึงเพาเวอร์แอมป์

Fiber Box IIตัวนี้เป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม “optical isolationที่ทำหน้าที่ในการขจัด noise หรือสัญญาณรบกวนที่มากับสาย Ethernet และยังทำหน้าที่ในการจัดสัญญาณ clock ของข้อมูลใหม่ด้วย เนื่องจากระบบการเล่นไฟล์เพลงทางเน็ทเวิร์คผ่าน Ethernet มีโอกาสถูกรบกวนด้วยคลื่น RFI และ EMI ได้ง่ายอย่างที่ทาง nexus-net รายงานไว้ เหตุผลก็เพราะว่า Router ซึ่งเป็นศูนย์กลางในระบบเน็ทเวิร์คจะปล่อยคลื่นวิทยุที่ระดับความถี่ 2.4GHz และ 5GHz ออกมา ทำให้ตัวนำทองแดงในสาย Ethernet ดูดซับเอาคลื่นความถี่สูงเหล่านี้เข้ามา ซึ่งก่อให้เกิดผลเสียต่อข้อมูลสัญญาณเสียงที่รับ/ส่งผ่านทางสาย Ethernet นี้

ทางผู้ผลิตคือ Ediscreation อาศัยเทคโนโลยี electro-optical และ photoelectric conversion ทำการแยกความถี่สูงเหล่านั้นออกไปจากข้อมูลสัญญาณเสียง และเข้ามาช่วยแก้ไขสัญญาณ clock ให้ถูกต้องเพื่อลดปัญหาจิตเตอร์อีกด้วย ซึ่งในปัจจุบัน เรื่อง reclock นี้มีความจำเป็นอย่างมากถ้าคำนึงถึงคุณภาพเสียง โดยเฉพาะเมื่อต้องรองรับการสตรีมไฟล์เพลงที่มีสเปคฯ สูงๆ และใช้โปรโตคอลแปลกๆ อย่างเช่น TIDAL, MQA, DLNA server หรือจาก Roon bridge เป็นต้น

รูปร่างหน้าตา

Fiber Box II มาในรูปทรงกล่องอะลูมิเนียมสีดำ สี่เหลี่ยมเตี้ยๆ ดูเหมือนเพาเวอร์ซัพพลาย มีขลิบสีเงินที่ขอบทั้งสี่ด้าน ดูเก๋ดี หน้ากว้าง 20 .. x สูง 9.5 .. และลึก 25.3 .. ถือว่าเป็นเครื่องขนาดกระทัดรัด ไม่ใช่เครื่องฟูลไซร้หน้ากว่า 17 นิ้วเข้าแร็กฯ มาตรฐาน

ที่แผงด้านหน้าของตัวเครื่องมีแค่สวิทช์กดสำหรับเปิด/ปิดเครื่องแค่อย่างเดียว ส่วนแจ๊คเสียบสายไฟเอซีกับช่องเสียบสาย LAN อยู่ที่แผงด้านหลังทั้งหมด ซึ่งแยกสำหรับช่องเสียบแจ๊ค RJ45 สำหรับสาย Ethernet ที่มาจาก Router และช่องเสียบแจ๊ค RJ45 สำหรับสาย Ethernet ที่จะไปต่อเข้ากับอุปกรณ์เน็ทเวิร์คสตรีมเมอร์

ดีไซน์ภายใน

ภายในตัวเครื่องก็ไม่มีอะไรมาก องค์ประกอบหลักๆ มีแค่ 2 ส่วน คือส่วนของภาคจ่ายไฟ + ภาค clock (แผงสีเขียว) กับส่วนของโมดูล Fiber Optic (แผงสีแดงที่ซ้อนกันอยู่)

ควบคุมสัญญาณ clock ด้วยวิธี synchronous

ภายในตัว Fiber Box II ใช้โมดูลในการแปลงสัญญาณไฟฟ้าจากสาย Ethernet เป็นแสงจำนวน 2 โมดูล โดยที่โมดูลหนึ่งทำหน้าที่แปลงสัญญาณไฟฟ้าจาก Ethernet ให้กลายเป็นสัญญาณแสง และใช้อีกโมดูลทำการแปลงสัญญาณแสงนั้นให้กลับมาเป็นสัญญาณไฟฟ้าเพื่อส่งออกไปทางช่อง LAN output ต่อไป และเพื่อให้การแปลงกลับไปกลับมาของแผงไฟเบอร์ อ๊อฟติคทั้งสองแผงมีความถูกต้องทางด้าน timing ของสัญญาณ in/out มากที่สุด พวกเขาเลือกใช้ตัวกำเนิดสัญญาณ clock แบบ OCXO ในการปรับจูนเพื่อป้องกันปัญหาจิตเตอร์ที่จะเกิดกับสัญญาณเสียงที่ผ่านกระบวนการแปลงให้เหลือแค่ 0.25 – 0.35 พิโคเซคัล เท่านั้น ซึ่งถือว่าต่ำมากๆ

เนื่องจากวงจรที่ควบคุมสัญญาณ clock กับวงจรที่ควบคุมการทำงานของโมดูลทั้งสองถูกแยกออกจากกัน ช่วยป้องกันปัญหา phase noise ลงไปได้ระดับหนึ่ง (ความนิ่งของความถี่อยู่ที่ระดับ +/-20 ppb/phase) ส่วนช่องอินเตอร์เฟซ LAN ทั้งสองช่องรองรับสปีดได้ถึงระดับ 1000M

เตรียมซิสเต็มทดสอบ

เนื่องจากตัว Fiber Box II ให้ช่องเอ๊าต์พุต Ethernet มาแค่ช่องเดียว ดังนั้น ตัว Fiber Box II จึงใช้งานกับอุปกรณ์ได้แค่เครื่องเดียว ซึ่งควรจะใช้กับตัวเน็ทเวิร์ค สตรีมเมอร์ หรือเน็ทเวิร์ค เพลเยอร์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางเสียงที่ดีที่สุด เพราะตัวเน็ทเวิร์ค เพลเยอร์เป็นปลายทางของระบบ

ในการใช้งานจริง Fiber Box II สามารถใช้ได้ทั้งกับอุปกรณ์ที่เป็น Network Transport คือตัวเล่นไฟล์เพลงทางเน็ทเวิร์คที่ไม่มีภาค DAC ในตัว และอุปกรณ์ที่เป็น Network Player หรือ Network Streamer คือตัวเล่นไฟล์เพลงทางเน็ทเวิร์คที่มีภาค DAC ในตัว สำหรับการเซ็ตอัพซิสเต็มเพื่อทดสอบตามลักษณะการใช้งานทั้งสองรูปแบบข้างต้น ตามภาพประกอบด้านบน รูปแบบแรก (A) ผมใช้ roon : nucleus+ เป็นตัวเล่นไฟล์เพลงแบบเน็ทเวิร์ค ทรานสปอร์ตแล้วส่งสัญญาณดิจิตัลไปให้กับภาค DAC ในตัวอินติเกรตแอมป์ Cambridge Audio รุ่น CXA61 ทางช่องอินพุต USB ส่วนรูปแบบที่สอง (B) ผมใช้ Cambridge Audio รุ่น CXN v2 ทำหน้าที่เป็น Network Player ดึงไฟล์เพลงจากเซิฟร์ฟเวอร์บนอินเตอร์เน็ต และจาก TIDAL เข้ามาเล่นผ่านภาค DAC ในตัว CXN v2 เอง

จากการทดลองใช้งาน Fiber Box II ในซิสเต็มข้างต้นทั้งสองรูปแบบ ผมพบว่า การเอา Fiber Box II ไปต่อคั่นระหว่าง Router กับตัวสตรีมเมอร์มันไม่ได้สร้างปัญหาให้กับตัวสตรีมเมอร์ในการเชื่อมต่อกับเน็ทเวิร์คแต่อย่างใด ทุกอย่างยังคงลื่นไหลเหมือนตอนต่อตรงจาก Router มาที่ตัวสตรีมเมอร์ ที่ต่างกันมีอยู่อย่างเดียว.. นั่นคือ เสียง!”

เสียงของ Fiber Box II

ก่อนจะลงไปในรายละเอียดของเสียงที่อุปกรณ์ตัวนี้ให้ออกมา ผมอยากจะบอกให้ทราบว่า ก่อนจะทำการทดสอบอุปกรณ์ตัวนี้ ผมยอมรับว่า จินตนาการไม่ออกเลยว่าอุปกรณ์ตัวนี้จะไปทำให้เกิดอะไรกับเสียงบ้าง.? ด้วยสติปัญญาที่น้อยนิดของผม ยอมรับจริงๆ ว่า การแปลงสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นแสง แล้วแปลงแสงกลับมาเป็นไฟฟ้า มันจะช่วยลดสัญญาณรบกวนได้อย่างไร.?

ด้วยเหตุตามที่กล่าวไปข้างต้น ผมจึงใช้วิธีฟังเทียบอย่างเดียว ด้วยการทดลองฟังแบบต่อผ่าน Fiber Box II และไม่ผ่าน Fiber Box II สลับกันไปมา ซึ่งทำได้ง่ายๆ แค่ดึงสาย LAN เข้าออกจากตัว Fiber Box II กับตัว Network Player เท่านั้นเอง

ทางเทคนิคนั้นไม่รู้จริงๆ แต่ทางด้านเสียงฟังออกชัดพอสมควร.! หลังจากเซ็ตอัพตำแหน่งลำโพงที่ใช้ทดสอบจนลงตัวแล้ว ผมก็เริ่มทดลองฟังเสียงของ Fiber Box II ซึ่งพบว่า เมื่อเสียบผ่าน Fiber Box II เสียงโดยรวมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อย่างแรกที่รับรู้ก่อนเลยคือ เสียงที่ใหญ่ขึ้น รับรู้ได้ชัดว่าตัวเสียง (image) ของดนตรีแต่ละชิ้นมีขนาดขยายใหญ่ขึ้น มีเนื้อมวลมากขึ้น เมื่อรวมๆ กันหลายๆ ชิ้นทำให้สนามเสียงแผ่ขยายอาณาเขตออกไปมากขึ้น กลายเป็นเวทีเสียงที่โอ่อ่ามากขึ้น

อัลบั้ม : Yellow Bird & Taboo (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : The Arthur Lyman Group
ค่าย : HiFi Records

อัลบั้ม : White wind (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Andreas Vollenweider
ค่าย : CBS Records

สองอัลบั้มข้างบนนี้ให้ผลที่ชัดเจนมาก อย่างอัลบั้มชุด Yellow Bird & Taboo ของ The Arthur Lyman Group นั้นเป็นงานเพลงที่บันทึกเสียงในโดมโลหะที่ทำเป็นครึ่งวงกลม จึงให้เสียงที่มีความนัว ฉ่ำ ส่วนสนามเสียงนั้นโอ่โถงเป็นพิเศษ ไม่เหมือนกับการบันทึกเสียงในสตูดิโอ ซึ่งหลังจากใส่ตัว Fiber Box II เข้าไปคั่นกลางระหว่าง Router กับ CXN v2 รู้สึกได้ทันทีว่าสนามเสียงขยายแผ่เลยลำโพงออกไป และลอยตัวสูงเหนือความสูงของลำโพงขึ้นไปอย่างชัดเจน แต่ละตัวเสียงลอยเด่นอยู่ในอากาศพร้อมหางเสียงที่กังวานแผ่ออกมาจากตัวเสียงเป็นระลอก

เพื่อให้ชัวร์ผมเลือกอัลบั้มชุด White Wind เข้ามาลองอีกชุด ซึ่งงานเพลงชุดนี้เป็นเพลงแนวนิวเอจที่โชว์จินตนาการอยู่แล้ว เด่นเรื่องการมิกซ์ตำแหน่งเสียงที่มีการจัดวางเป็นเวทีเสียงที่สวยงาม ซึ่งหลังจากเอาตัว Fiber Box II เข้าไปคั่นระหว่าง Router กับ nucleus+ รู้สึกได้ทันทีว่าสนามเสียงมีลักษณะที่แผ่กว้างและตีวงโอบออกมามากขึ้น เหมือนลูกโป่งที่สูบลมเข้าไปจนเต็ม รู้สึกได้ถึงมวลแอมเบี้ยนต์ที่ห้อมล้อมอยู่โดยรอบ ซึ่งคอยโอบอุ้มตัวเสียงดนตรีทั้งหมดให้เคลื่อนตัวไปตามจังหวะเพลงอย่างเป็นระบบ กลมกลืน สอดคล้องไปในทิศทางเดียวกัน การรับรู้ถึงลีลาของเพลงก็ถูกเน้นให้ชัดขึ้น ทำให้ฟังแล้วเข้าถึงอารมณ์ของเพลงได้ตลอด โดยเฉพาะเพลงแนวนิวเอจแบบนี้จะมีการปรับเปลี่ยนอารมณ์ไปตามมูพเม้นต์ของเพลงได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น (ตรงนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นผลมาจากการ reclock ของตัว Fiber Box II)

อัลบั้ม : Feels So Good (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Chuck Mangione
ค่าย : A&M Records

ตอนฟังเสียงลมในอัลบั้มชุด White Wind ผมทดลองฟังเทียบใช้และไม่ใช้ตัว Fiber Box II พบว่า เมื่อใช้ Fiber Box II ผมได้ยินเสียงลมที่พัดแบบมีพลังมากขึ้น รู้สึกได้ถึงความเน้นหนักที่ชัดเจน แสดงว่า Fiber Box II ส่งผลต่อไดนามิกของเสียงด้วย หลังจบอัลบั้ม White Wind ผมจึงเลือกหาเพลงแจ๊สแนวฟิวชั่นมาลองฟัง เลือกได้อัลบั้ม Feels So Good ของ Chuck Mangione ซึ่งมีอยู่หลายแทรคที่โชว์ไดนามิกทรานเชี้ยนต์เด่นๆ ซึ่งผมพบว่ากล่อง Fiber Box II โชว์ประสิทธิภาพของมันอออกมาให้เห็นได้อย่างชัดเจนจากอัลบั้มนี้ หลังเสียบผ่าน Fiber Box II ทั้งเสียงกลองและเสียงตีคอร์ดกีต้าร์ในแทรคแรกเปิดตัวออกมาแบบเต็มพลัง ไม่มีออม ให้อารมณ์เพลงที่มันส์มาก ชวนให้ขยับเท้าตาม และเมื่อโฟกัสฟังตามเสียงทรัมเป็ตของชัค แมนจิโอนี่ ผมพบว่า เสียงทรัมเป็ตในแทรคนี้กลับมีความต่อเนื่องที่ดี ช่วงการสวิงหนักเบาเปิดกว้างมากขึ้นเมื่อเสียบ Fiber Box II เข้าไปในระบบ

อัลบั้ม : Serenate (WAV 16/44.1)
ศิลปิน : Maastricht Salon Orchestra
ค่าย : Philips Records

เอาให้ชัดๆ ผมรีบค้นหาอัลบั้มนี้มาลองฟังทันที (นี่คือข้อดีของการเล่นไฟล์เพลง ค้นหาเพลงง่าย!) เพราะผมนึกถึงเสียงเครื่องสายที่พลิ้วละเอียดกับบรรยากาศที่ละเมียดละมัยสไตล์ยุโรป ซึ่งหลังจากการสลับใช้ไม่ใช้ Fiber Box II ในการทดลองฟังกับอัลบั้มชุดนี้ ผมพบว่า Fiber Box II มีผลต่อความต่อเนื่องของไดนามิกคอนทราสน์อย่างชัดเจน เมื่อใช้ Fiber Box II เข้าไปในซิสเต็ม เสียงโดยรวมจะมีการสวิงไดนามิกที่เปิดกว้างและต่อเนื่องมากขึ้น และยังทำให้เนื้อเสียงมีความสะอาดมากขึ้นด้วย ซึ่งได้ยินชัดจากเสียงของเครื่องดนตรีที่อยู่ในโทนสูงอย่างพวกไวโอลินและฟรุ๊ท

สรุป

หน้าที่ผมจบลงแล้ว ที่เหลืออยู่ที่คุณแล้วที่ต้องไปหาโอกาสทดลองฟัง แต่อย่าลืมว่า Fiber Box II เป็นอุปกรณ์ประเภท accessories มีผลในการปรับจูนซิสเต็ม ดังนั้น การที่จะทำให้อุปกรณ์ตัวนี้แสดงผลลัพธ์ออกมาได้เต็มที่ คุณต้องทำการ แม็ทชิ่งกับ เซ็ตอัพซิสเต็มให้ลงตัวซะก่อน

ก่อนจะทำการทดสอบผมยังงงๆ อยู่กับหลักการทำงานของมัน แต่เมื่อได้ทำการทดสอบจริงๆ จังๆ แล้ว ผมยอมรับว่าชอบสิ่งที่ Fiber Box II ทำให้เกิดขึ้นกับเสียงในซิสเต็มของผม และผมยอมรับเลยว่า Fiber Box II เป็นแอคเซสซอรี่ที่ส่งผลดีต่อเสียงมากที่สุด พอๆ กับเพาเวอร์ซัพพลายของ Nordost รุ่น QSource (REVIEWที่ผมใช้ประจำอยู่ในซิสเต็มทุกวันนี้ /

********************
ราคา :
เวอร์ชั่น
Standard = 24,900 บาท / เครื่อง * รุ่นที่ทดสอบ
เวอร์ชั่น
Extreme = 49,900 บาท / เครื่อง
********************
สนใจติดต่อ :
Discovery Hifi
โทร. 085-517-8292

Line ID: discoveryhifi

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า