รีวิวเครื่องเสียง : roonlabs รุ่น nucleus+ มิวสิค เซิร์ฟเวอร์ จากประเทศสหรัฐอเมริกา

roonlabs คือบริษัทซอฟท์แวร์ที่เป็นเจ้าของ ระบบโปรแกรมที่ใช้เล่นไฟล์เพลงที่ชื่อว่า roon เหตุที่ผมใช้คำว่า ระบบโปรแกรมก็เพราะว่า สิ่งที่ซอฟท์แวร์ roon ทำนั้น ไม่ใช่แค่เล่นไฟล์เพลง แต่มันยังได้รวบรวมเอาความสามารถในการค้นหาข้อมูลอื่นๆ ที่อยู่แวดล้อมเพลงที่คุณฟังออกมาให้คุณด้วย* ไม่ว่าจะเป็นรีวิวของเพลงเหล่านั้น ประวัติของศิลปินที่เล่นเพลงนั้น และอื่นๆ อีกมากมาย ในประเด็นนี้ พูดได้ว่า roon ได้นำเสนอประสบการณ์ในการฟังเพลงในระดับที่ระบบการเล่นเพลงด้วยมาตรฐาน disc-based แบบเดิมให้ไม่ได้

มาถึงวันนี้ roonlabs ก้าวล้ำหน้าคู่แข่งที่อยู่ในสนามซอฟท์แวร์ มิวสิค เพลเยอร์เจ้าอื่นๆ ขึ้นมาอีกขั้น นั่นคือ พวกเขาได้นำเสนออุปกรณ์ hardware ออกมาเป็นครั้งแรก นั่นคืออุปกรณ์ที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า music server

(* เมื่อเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต )

roonlabs
Nucleus & Nucleus+

อือมม.. ครั้งแรกที่ได้ยินว่า roon จะทำผลิตภัณฑ์แบบนี้ออกมา ผมก็ยอมรับว่าอดคิดไม่ได้ว่า เหตุผลที่ roon ทำผลิตภัณฑ์สองตัวนี้ออกมา คงเป็นเพราะพวกเขาพยายามที่จะทำให้การเล่นไฟล์เพลงทำได้ง่ายขึ้นเท่านั้น คือแทนที่จะไปหยิบเอาคอมพิวเตอร์มาลงซอฟท์แวร์เป็น music server มันไม่ง่ายสำหรับคนทั่วไป ผู้ใช้ที่จะทำแบบนั้นได้จะต้องมีความรู้และเชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์มาบ้างพอสมควร คนที่ไม่มีพื้นทางด้านคอมพิวเตอร์มาเลยไปลำบากแน่นอน ผมเลยคิดไปเองว่า nucleus กับ nucleus+ ก็คือคอมพิวเตอร์สำเร็จรูปที่ roon เอามาลงโปรแกรมเล่นเพลงให้แค่นั้น แต่จริงๆ แล้วที่ผมคิดนั้นผิดไปจากความเป็นจริงพอสมควร มีถูกแค่บางส่วนเท่านั้น

ฮาร์ดแวร์ music server ที่ roon ทำออกมาวางจำหน่ายครั้งนี้มีอยู่ 2 รุ่นให้เลือก คือรุ่น Nucleus กับรุ่น Nucleus+

เทียบสเปคฯ


เท่าที่ทราบมาจากตัวแทนจำหน่าย ส่วนที่เป็นฮาร์ดแวร์ของ roon music server ทั้งสองตัวนั้นก็คือคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้พื้นฐาน NUC หรือ Next Unit of Computing ของ Intel นั่นเอง ตรงนี้ถูกตามที่ผมเดาไว้ แต่ที่ผมไม่รู้ก็คือว่า ไม่ใช่ว่าทาง roon ไปหยิบเอา NUC มาลงโปรแกรมแล้วใส่กล่องออกมาขายดื้อๆ แต่ทีมโปรแกรมเมอร์ของ roon ได้เข้าไปร่วมออกแบบกับทีมของ intel ซึ่งเป็นคนทำฮาร์ดแวร์ NUC เพื่อให้ได้ออกมาเป็น ฮาร์ดแวร์ซิสเต็ม + ระบบซอฟท์แวร์ปฏิบัติการณ์ที่สามารถทำงานร่วมกับโปรแกรม roon ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

เทียบขนาดกับแผ่นซีดี


พูดง่ายๆ ก็คือว่า ฮาร์ดแวร์ NUC ที่อยู่ในร่างของ nucleus และ nucleus+ ไม่เหมือนกับคอมพิวเตอร์จิ๋ว NUC ที่วางขายอยู่ตามร้านคอมพิวเตอร์ทั่วไป แต่เป็น NUC ที่ทาง intel ทำการ custom ให้ตามความต้องการของ roon นั่นเอง.!

อือมม.. ได้ฟังมาถึงตรงนี้ ชักรู้สึกว่าน่าสนใจมากขึ้นมาแล้วล่ะ เพราะผมรู้สึกได้ถึงความพิเศษบางอย่าง คือฟังดูเหมือนว่า ทีมงานของ roon ไม่ได้คิดที่จะทำเจ้า Nucleus และ Nucleus+ สองตัวนี้ออกมาเพียงเพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนเล่นไฟล์เพลงอย่างที่ผมเข้าใจตอนแรก แต่จริงๆ แล้ว พวกเขาต้องการฮาร์ดแวร์ที่ แม็ทชิ่งกับโปรแกรม roon มากที่สุดนั่นเอง ซึ่งแน่นอนว่า ในความมุ่งหมายนั้นจะต้องมีเหตุผลทางด้าน คุณภาพเสียงรวมอยู่ในโปรเจคนี้ด้วยอย่างแน่นอน

ซึ่งนั่นแหละคือประเด็นที่ทำให้ผมสนใจ.! เพราะถ้า nucleus+ ทำได้แค่ สะดวกผมคงขอผ่าน เพราะหลายปีที่ผ่านมานี้ ผมก็ใช้โปรแกรม roon ตัวเต็มทำงานบน Mac mini (late 2011) ที่ผมโมดิฟายทั้ง RAM และ SSD จนเต็มพิกัด จนมั่นใจว่าได้เสียงที่ดีน่าพอใจมากอยู่แล้ว และช่วงหลังที่ roon ปล่อยแอพลิเคชั่น roon remote ออกมา ทำให้ผมสามารถควบคุมสั่งงานและปรับตั้ง roon ได้สะดวกมากยิ่งขึ้นบน iPad ของผม ผมจึงไม่ต้องการความสะดวกใดๆ อีก

ทว่า เมื่อมีแง่มุมของ คุณภาพเสียงเข้ามาเกี่ยวข้องแบบนี้ มันก็น่าสนใจมากขึ้นน่ะซิครับ และนั่นคือต้นเหตุที่มาของรีวิว nucleus+ ครั้งนี้.!

ก่อนอื่นนะ
อยากบอกว่า
มันสวยมาก.!

ด้านหน้า


แม้ว่าไส้ในของ roon : nucleus+ จะเป็นคอมพิวเตอร์ แต่ตัวถังภายนอกของมันถูกออกแบบมาได้เก๋ไก๋มาก ดูแล้วหลุดจากความเป็นคอมพิวเตอร์ไปเลย Look ของมันสามารถเรียกว่าเป็นเครื่องเสียง audio ได้อย่างเต็มปาก ภายนอกเรียบแต่แฝงความน่าสนใจ โครงหลักของตัวถังหล่อขึ้นมาจากโลหะอะลูมิเนียมที่มีความหนา ไร้รอยต่อ อะโนไดร์เคลือบผิวโทนเทาดำด้านๆ ทั้งตัว แผงด้านหน้าเรียบสนิท ไร้ปุ่มหรือสวิทช์ใดๆ มีแค่โลโก้แมงกะพรุนที่กัดลึกลงไปในเนื้อโลหะ จารึกอยู่ที่ด้านล่างตรงกลางของแผงหน้าแค่อย่างเดียวเท่านั้นที่ปรากฏให้เห็น

ด้านข้าง


ส่วนผนังตัวถังอีกสามด้านคือ ซ้าย, ขวา และด้านบน ถูกเซาะเป็นร่องถี่ๆ โดยรอบ ทั่วทั้งแผง แปลงร่างเป็นแผงฮีทซิ้งค์ไปในตัว ทำหน้าที่ระบายความร้อนจากการทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิคด้านในให้แผ่กระจายออกมานอกตัวถังได้เร็วขึ้น ซึ่งตอนทดสอบใช้งานผมพบว่า ขณะตัวเครื่องกำลังทำงาน บนตัวถังจะมีความร้อนเกิดขึ้นพอสมควร ค่อนข้างร้อนแต่แตะได้ไม่ลวกมือ

ด้านหลัง


จุดเชื่อมต่อและจุดควบคุมเรียงตัวอยู่บนแผงด้านหลังทั้งหมด เริ่มจากซ้ายไปขวา

A = คือปุ่มกดเพื่อเปิด/ปิดเครื่อง เมื่อกดเปิดเครื่องแล้ว เหนือสวิทช์ตัวนี้จะมีไฟส่องสว่างลงมาเพื่อแสดงสภาวะให้รู้่ว่าตัวเครื่องกำลังเปิดใช้งาน

B = คือจุดเชื่อมต่อปลั๊กไฟจากเพาเวอร์ซัพพลายขนาด 19 โวลต์ที่แถมมาให้ในกล่อง

C = ช่องเอ๊าต์พุต HDMI ปล่อยเฉพาะสัญญาณเสียง stereo และ multi-channel

D = ช่อง Ethernet สำหรับต่อสาย LAN เพื่อเชื่อมโยง nucleus+ เข้ากับเน็ทเวิร์ค

E = ช่อง USB 3.0 จำนวน 2 ช่อง ใช้สำหรับเชื่อมต่อ USB-DAC หรือ external-HDD ที่เชื่อมต่อด้วย USB

F = ช่อง Thunderbolt ที่รอการอัพเกรดในอนาคต*

* experience!
เมื่อวันที่ 29 เมษายน ที่ผ่านมา หลังมีการอัพเดตตัว roon ผมได้ทดลองใช้ ext.HDD ของ Samsung รุ่น T3 เสียบผ่านอะแด๊ปเตอร์ USB-C > USB/HDMI/USB-C ของแอ๊ปเปิ้ลเอง ปรากฏว่า โปรแกรม roon สามารถมองเห็นและดึงไฟล์จาก SSD ของซัมซุงมาเล่นได้ แต่พอผมเอา SSD ของซัมซุงเสียบตรงเข้าที่ช่อง Thunderbolt ของ nucleus+ ด้วยสาย USB-C > USB-C ของแอ๊ปเปิ้ลที่แถมมาให้ใช้ชาร์จไฟเข้า MacBook Pro ปรากฏว่า nucleus+ มองไม่เห็น SSD ซัมซุง T3 ???

การเชื่อมต่อใช้งาน

ส่วนที่ทำหน้าที่เป็น มันสมองในตัว nucleus+ คือกลุ่มของฮาร์ดแวร์ที่ประกอบด้วยชิปโปรเซสเซอร์ intel i7 โดยมี RAM ขนาด 8Gb เป็นแบ็คอัพ ส่วน จิตวิญญาณที่ทำหน้าที่คิดและควบคุมสั่งงานระบบทั้งหมดใน nucleus+ ก็คือระบบปฏิบัติการณ์ของ roon ที่พวกเขาเรียกมันว่า “roon coreซึ่งถูกฝังอยู่บนเมมโมรี่โซลิดสเตทขนาด 128Gb เมื่อทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ทั้งระบบนี้ทำงานร่วมกัน มันถูกเรียกว่า music server

music server คืออะไร.? คำอธิบายที่ง่ายที่สุดก็คือ ตัวกลางที่ทำหน้าที่จัดการดึงเพลงจากแหล่งที่เก็บแหล่งใดแหล่งหนึ่ง (ที่อยู่ในฮาร์ดดิส, ที่อยู่ใน NAS หรือ จากอินเตอร์เน็ต) ที่เชื่อมต่ออยู่กับตัว nucleus+ ออกมาเล่นตามคำสั่งของผู้ใช้ แล้วส่งสัญญาณเสียงของเพลงนั้นไปที่เอ๊าต์พุตที่เชื่อมต่ออยู่กับช่อง USB ของตัว nucleus+ เอง หรือส่งไปที่ network DAC ที่เชื่อมต่ออยู่ที่ช่อง Ethernet ของ router หรือสตรีมไปที่ลำโพง bluetooth ก็ได้ หรือจะสตรีมไปที่ลำโพง Soundbar ทาง Wi-Fi ไร้สายผ่านเทคโนโลยี AirPlay ก็ได้อีก.. นี่แหละ ความหมายของคำว่า serverนั่นเอง!

ทว่า roon server ยังทำอะไรที่พิเศษมากไปกว่านั้นอีก นอกจากคอยดึงไฟล์เพลงจากแหล่งต่างๆ มาเล่นแล้ว ถ้าวงเน็ทเวิร์คที่คุณต่อเชื่อม nucleus+ เอาไว้ได้ถูกเชื่อมต่อออกสู่อินเตอร์เน็ตเอาไว้ด้วย โปรแกรม server ในตัว nucleus+ ยังออกไปค้นหาข้อมูลของเพลงที่คุณกำลังฟังมาแสดงให้คุณดูไปพร้อมกันด้วย อย่างเช่น ถ้ามีสื่อเพลงอย่างเว็บไซต์ all music guide ทำการรีวิวอัลบั้มนั้นไว้ ข้อความวิจารณ์เหล่านั้นจะถูกนำมาแสดงให้คุณดูด้วย

การเชื่อมต่อระบบ


จากภาพประกอบของการเชื่อมต่อ nucleus+ ด้านบน จะเห็นว่า องค์ประกอบสำคัญที่จำเป็นต้องมีก็คือ Router ซึ่งมีหน้าที่เป็นเหมือน ศูนย์กลางของการเชื่อมต่อ คุณต้องมี Router ถึงจะสามารถใช้งาน nucleus+ ได้ และผมแนะนำให้คุณเลือกใช้ Gigabit Router ที่มีประสิทธิภาพสูงสักนิด ยิ่งสูงยิ่งดี เพราะ Router จะทำหน้าที่เหมือนศูนย์ควบคุมจราจรที่ดูแลการรับส่งข้อมูล (เสียงและดาต้า) ให้วิ่งไปมาบนถนนซุปเปอร์ไฮเวย์นั่นเอง ถ้า Router มีความเร็วสูง การรับส่งข้อมูลเสียงในระบบเครือข่ายระหว่างต้นทางและปลายทางก็จะไม่มีการ delay เสียงก็จะออกมาดี

การควบคุมสั่งงาน

แม้ว่าไส้ในของ nucleus+ จะเป็นคอมพิวเตอร์ NUC แต่มันไม่มีช่องต่อสำหรับจอและไม่มีช่องเชื่อมต่อคีย์บอร์ด เหตุผลก็ไม่มีอะไรซับซ้อน ก็เพราะว่าทาง roonlabs ซึ่งเป็นผู้ผลิต nucleus+ ไม่ได้มีความประสงค์ให้คุณใช้งาน nucleus+ เป็นคอมพิวเตอร์ พวกเขาตั้งใจที่จะทำให้ nucleus+ มีสถานะเป็นเหมือนเครื่องเสียงชิ้นหนึ่งในซิสเต็มของคุณ ต้องการให้คุณมองมันเป็นฮาร์ดแวร์ที่ใช้ในการ เล่นไฟล์เพลงเหมือนเครื่องเล่นซีดีที่ใช้เล่นแผ่นซีดีนั่นเอง ซึ่งมันจะทำงานได้ก็ต้องมีการควบคุมสั่งงานโดยเจ้าของ

roonlabs มีแอพลิเคชั่นที่พวกเขาเรียกว่า “roon remoteให้คุณดาวน์โหลดมาติดตั้งบนอุปกรณ์ iOS (iPad หรือ iPhone) หรืออุปกรณ์ Android เพื่อใช้ในการควบคุมสั่งงานและปรับตั้งค่าต่างๆ ซึ่งจะทำให้คุณสามารถควบคุมการทำงานทุกอย่างของ nucleus+ ได้โดยไม่ต้องแตะต้องตัว nucleus+ เลยแม้แต่นิดเดียว ยกเว้นเปิด/ปิดเครื่องเท่านั้น ซึ่งจริงๆ แล้ว คุณสามารถเปิดใช้งาน nucleus+ ต่อเนื่องโดยไม่ต้องปิดเลยก็ได้

roon remote ใช้ได้ทั้งบนสมาร์ทโฟนแท๊ปเล็ต และบนคอมพิวเตอร์


ในตัว nucleus+ จะมีโปรแกรม roon core ติดตั้งไว้ให้แล้ว

ความสามารถของ roon core


ทว่า ก่อนที่คุณจะสามารถใช้แอพ roon remote เข้าไปควบคุมสั่งงานโปรแกรม roon core ในตัว nucleus+ ได้ คุณต้อง log in เข้าไปที่ตัวโปรแกรม roon core ในตัว nucleus+ ซะก่อน กรณีที่คุณยังไม่เคยใช้โปรแกรม roon มาก่อนเลย คุณต้องเข้าไปลงทะเบียนสมัครขอใช้โปรแกรมจากเว็บไซต์ roonlabs ซะก่อน ซึ่งการใช้งานโปรแกรม roon core มีค่าใช้จ่าย โดยที่ทาง roonlabs มีช่องทางให้คุณเลือก 2 แบบคือจ่ายเป็นรายปี (ปีละ 119 เหรียญยูเอส) หรือจ่ายแบบครั้งเดียวตลอดชีพ (499 เหรียญยูเอส) ก็ได้ ซึ่งค่าใช้จ่ายนี้จะรวมสำหรับการใช้งานโปรแกรม roon core + ค่าใช้จ่ายสำหรับข้อมูล (data) ของเพลงกับศิลปินที่โปรแกรมไปค้นจากอินเตอร์เน็ตมาให้คุณ ซึ่งบางข้อมูลนั้นต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ให้กับแหล่งข้อมูลที่ roon ไปเอามาด้วย อีกส่วนหนึ่งคือค่าใช้จ่ายสำหรับโปรแกรมเมอร์ที่พัฒนาโปรแกรมและแอพลิเคชั่นรีโมท ซึ่งทุกครั้งที่มีการอัพเกรดเฟิร์มแวร์เพิ่มความสามารถให้กับทั้งตัวโปรแกรมและแอพลิเคชั่น คุณจะได้รับการอัพเกรดไปตลอดโดยไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่มอีก

หลังจากคุณเข้าไปลงทะเบียนเสร็จและได้แอคเคานต์ (user name กับ password) มาแล้ว คุณก็แค่เอายูสเซอร์เนมกับพาสเวิร์ดนั้นมากรอกเพื่อ log in เข้าใช้ตัว nucleus+ ได้เลย หรือถ้าคุณมีแอคเคานต์ที่เคยสมัครใช้โปรแกรม roon อยู่ก่อนแล้ว คุณก็สามารถนำแอคเคานต์นั้นมาใช้ log in กับ nucleus+ ได้เลย ไม่ต้องเสียเงินสมัครใหม่

choose your core


ในภาพด้านบน เป็นภาพหน้าจอของแอพ roon remote บน iPad ของผม หลังจากที่ผมทำการ log in เข้าไปที่ตัว nucleus+ ด้วยแอคเคานต์เดิมที่ผมใช้กับ Mac Mini ของผม และเนื่องจากโปรแกรม roon มีฟังท์ชั่น Multi-Zone/Multi-Room อยู่ในตัว และกรณีที่คุณมีอุปกรณ์ที่ติดตั้งโปรแกรม roon core อยู่หลายตัวในวงเน็ทเวิร์ควงเดียวกัน ซึ่งอาจจะแยกไปอยู่ในห้องต่างๆ ก่อนจะเริ่มใช้งานจริง ตัวโปรแกรมจะให้คุณเลือกก่อนว่าจะควบคุมสั่งงานจาก roon core ที่อยู่ในอุปกรณ์ตัวไหน ซึ่งกรณีของผม ผมมี roon core อยู่สองที่ คืออยู่ใน Mac Mini กับ roon core ที่อยู่ใน nucleus+ แต่ขณะลองใช้ nucleus+ ผมไม่ได้เปิด Mac Mini จึงไม่ได้ปรากฏ roon core บน Mac Mini ขึ้นมาในหน้านี้อีกตัว

คุณไม่สามารถใช้โปรแกรมเล่นไฟล์เพลงตัวอื่นๆ บน nucleus+ ได้ (ต้องไม่ลืมว่า มันไม่ใช่คอมพิวเตอร์.!) ต้องเป็นโปรแกรม roon เท่านั้น และไม่ว่าคุณจะเลือกจ่ายค่าซอฟท์แวร์ roon เป็นแบบรายปีหรือตลอดชีพ คุณก็จะได้ใช้งานฟังท์ชั่นครบทุกอย่างที่โปรแกรม roon มีให้ ถ้าถามว่า ใช้งานยากมั้ย.? ผมบอกได้เลยว่าไม่ยาก แต่เนื่องเพราะ roon มีฟังท์ชั่นให้ใช้เยอะ จึงอาจจะดูงงๆ สักนิดสำหรับมือใหม่ที่จะเริ่มต้น แต่ถ้ามีพื้นฐานเคยใช้โปรแกรมเล่นไฟล์เพลงตัวอื่นมาบ้าง ก็พอจะเดาทางได้ไม่ลำบากนัก ซึ่งผมจะขอแนะนำว่า พื้นฐานในการใช้งานโปรแกรมเล่นไฟล์เพลงไม่ว่าจะตัวไหน ขอให้ตั้งคำถามขึ้นมา 2 คำถาม นั่นคือ 1) เอาไฟล์เพลงเข้ามาที่โปรแกรมทางไหน.? และ 2) จะให้สัญญาณเสียงจากโปรแกรมที่เล่นออกไปที่ไหน.?

อินพุต

คำตอบสำหรับคำถามแรกที่ว่า เอาไฟล์เพลงเข้ามาที่โปรแกรมทางไหน.?นั่นคือถามหา “inputนั่นเอง ซึ่งคนเขียนโปรแกรม roon แยกแหล่งอินพุตของไฟล์เพลงสำหรับโปรแกรม roon ไว้ 2 แหล่ง คือ “storageกับ “service

menu


ฟังท์ชั่นควบคุมการสั่งงานของโปรแกรม roon อยู่ในเมนู “settingsในภาพด้านบนคือขีดสามขีดที่ลูกศร A ชี้นั่นแหละ เมื่อใช้ปลายนิ้วจิ้มลงตรงนั้น จะปรากฏแถบฟังท์ชั่นพื้นดำในภาพปรากฏขึ้นมา พร้อมทั้งเมนู Settings ที่ลูกศร B ชี้

General


menu > settings > general

ในเมนู “settingsจะมีหัวข้อเมนูย่อยที่เกี่ยวกับคอนเท็นต์จับกลุ่มให้เลือกอยู่ทั้งหมด 3 กลุ่ม นั่นคือ

1) BROWSE
2) LIBRARY และ
3) USER’S STUFF

กับเมนูอีก 3 ข้อที่เกี่ยวกับการปรับตั้งต่างๆ นั่นคือ Settings, Support และ Community เมื่อแรกเปิดโปรแกรมขึ้นมาครั้งแรก ในเมนูทั้งสามหัวข้อข้างต้นจะยังไม่มีอะไร คุณต้องเข้าไปกำหนดแหล่งที่เก็บไฟล์เพลงเพื่อดึงข้อมูลอัลบั้มต่างๆ จากแหล่งนั้นเข้ามาไว้ในตัวเครื่องก่อน ซึ่งข้อมูลอัลบั้มที่ถูกดึงเข้ามาจะไปปรากฏอยู่ในหัวข้อ Library นั่นเอง

storage


menu > settings > storage

อย่างที่ผมเกริ่นไว้ก่อนหน้านี้ที่ว่า โปรแกรมนี้กำหนดอินพุตไว้ให้ 2 แหล่งคือ “Storageกับ “Serviceเมื่อจิ้มเลือกไปที่หัวข้อเมนู Storage หน้าเมนูจะเปลี่ยนมาแสดง “Foldersพร้อมกับปุ่ม + Add Folderในการทดลองฟังครั้งนี้ ผมเอา external HD แบบ SSD ของ Samsung ขนาด 250GB ใส่ไฟล์เพลงแล้วเสียบเข้าที่ช่อง Thunderbolt ของ nucleus+ เมื่อผมจิ้มไปที่ “+ Add Folderจะปรากฏโฟลเดอร์ทั้งหมดที่อยู่ในฮาร์ดดิส Samsung ที่ผมเสียบไว้ออกมาให้เลือก ซึ่งในฮาร์ดดิสลูกนั้นผมได้ทำการแบ่งไฟล์เพลงไว้หลายโฟลเดอร์ แยกตามประเภทของไฟล์ เช่น CD, DSD64, HD-PCM เป็นต้น เมื่อผมทดลองเลือกไปที่โฟลเดอร์ CD ซึ่งผมเก็บไฟล์ที่ผมริปจากแผ่นซีดีเอาไว้ในโฟลเดอร์นี้ทั้งหมด 163 อัลบั้ม คิดเป็นแทรคเพลงทั้งหมด 728 แทรค หลังจากผมจิ้มเลือกแล้ว ตัวโปรแกรมก็ดึงข้อมูลของอัลบั้มและเพลงทั้งหมดที่อยู่ในโฟลเดอร์ CD เข้ามาแสดงไว้บน Library ซึ่งใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีเท่านั้นเอง ภาพปกอัลบั้มของทั้ง 163 อัลบั้มก็ปรากฏขึ้นไปอยู่บน Library ของโปรแกรมพร้อมให้ผมเลือกขึ้นมาฟัง คุณสามารถเลือกดึงข้อมูลเพลงจากโฟลเดอร์อื่นขึ้นมาได้อีก ซึ่งตัวโปรแกรมจะดึงขึ้นมาโชว์เฉพาะข้อมูลกับภาพปกอัลบั้มเท่านั้น ตัวสัญญาณเพลงทั้งหมดยังคงอยู่ใน external HD ไม่ได้ถูกดึงเข้ามาในโปรแกรมด้วย

service


menu > settings > services

ที่หัวข้อเมนูย่อย “Serviceถัดลงมาคืออินพุตแหล่งที่สองของไฟล์เพลงที่โปรแกรม roon กำหนดไว้ให้เราใช้ ทว่า จะใช้อินพุตนี้ได้ คุณต้องทำการต่อเชื่อมสัญญาณอินเตอร์เน็ตเข้ากับ router ด้วย เพราะสัญญาณเพลงจากแหล่งอินพุตนี้ถูกเก็บอยู่ในเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการที่เมืองนอก การที่ตัว nucleus+ จะดึง (stream) เข้ามาเล่นได้ก็ต้องดึง (stream) ผ่านทางอินเตอร์เน็ตเท่านั้น โปรแกรม roon มีแอพลิเคชั่นของผู้ให้บริการ TIDAL ที่นักเล่นเครื่องเสียงและนักฟังเพลงนิยมชมชอบฝังมาให้ในตัว แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ก่อนที่คุณจะสามารถสตรีมไฟล์เพลงจาก TIDAL ลงมาเล่นบน nucleus+ ได้ คุณต้องมีแอคเคานต์ของ TIDAL ก่อน ถ้าคุณยังไม่เคยสมัครขอใช้บริการของ TIDAL มาก่อน คุณก็ต้องเข้าไปสมัครขอใช้บริการในเว็บไซต์ของ TIDAL ก่อนเมื่อได้ user name กับ password มาแล้ว คุณก็เอามากรอกเพื่อ Login เข้าใช้บริการ TIDAL ผ่านโปรแกรม roon ได้เลย

เอ๊าต์พุต

audio


menu > settings > audio

โปรแกรม roon กำหนดฟังท์ชั่นการปรับตั้งเอ๊าต์พุตของโปรแกรมไว้ที่หัวข้อเมนูที่ชื่อว่า “Audioในเมนูหลัก settings ซึ่งได้จัดแบ่งเอ๊าต์พุตไว้เป็น 3 กลุ่ม ซึ่งตัวโปรแกรมจะแสดงเอ๊าต์พุตขึ้นมาให้เลือกตามลักษณะการเชื่อมต่อในซิสเต็มของคุณ จากภาพตัวอย่างด้านบนนี้ ผมเชื่อมต่อด้วยสาย USB จากช่องเอ๊าต์พุต USB-A ของ nucleus+ ไปที่ช่องอินพุต USB-B ของอินติเกรตแอมป์ Cambridge Audio รุ่น CXA80 เพื่อใช้ภาค DAC ในตัวอินติเกรตแอมป์ CXA80 ในการแปลงสัญญาณดิจิตัลให้เป็นสัญญาณอะนาลอก และใช้ iPad ในการควบคุมสั่งงาน โดยลงแอพฯ roon remote บน iPad แล้วเชื่อมต่อ iPad เข้ามาในเน็ทเวิร์ควงเดียวกับ nucleus+

หลังจากต่อเชื่อมแอพ roon remote เข้ากับ nucleus+ แล้ว ผมก็เข้ามาในเมนู settings > audio เพื่อกำหนดตั้งเอ๊าต์พุตของโปรแกรม roon จากภาพตัวอย่าง ด้านขวามือของ user interface เป็นพื้นที่แสดงเอ๊าต์พุตซึ่งมีให้คุณเลือก 3 ตัวเลือก บนสุดนั้นแสดงเอ๊าต์พุตของโปรแกรม roon ที่ส่งไปที่อุปกรณ์ทางระบบ wi-fi แบบไร้สาย ซึ่งหากคุณเลือกใช้เอ๊าต์พุตนี้ เสียงเพลงที่โปรแกรมเล่นก็จะไปออกที่ตัว iPad ส่วนที่สองถัดลงมาจะแสดงเอ๊าต์พุตที่ออกทางขั้วต่อด้านหลังเครื่อง nucleus+ ซึ่งในขณะนั้นผมต่อสาย USB จากขั้วต่อ USB ของ nucleus+ ไปที่ขั้วต่ออินพุต USB ของ CXA80 เอาไว้ คุณจึงเห็นว่ามี “CA CXA80 1.0ปรากฏขึ้นมาให้เลือกเป็นเอ๊าต์พุต ร่วมกับอีกเอ๊าต์พุตคือ “HDA Intel PCH HDMI 0ซึ่งเป็นเอ๊าต์พุตที่กำหนดให้ปล่อยออกทางช่องเอ๊าต์พุต HDMI* ของ nucleus+

experience!
ช่องเอ๊าต์พุต HDMI ของ nucleus+ รองรับการส่งผ่านสัญญาณเสียง DSD และ PCM ที่เป็นระบบเสียงมัลติแชนเนลด้วย ผมได้ทดลองเซ็ตอัพและลองฟังดูแล้ว เสียงดีมาก เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นตะลึงเลยทีเดียว ว่างๆ จะเขียนแยกส่วนนี้ออกมาอีกที

ฟังเสียง

ในขั้นตอนทดสอบฟังเสียงของอุปกรณ์เครื่องเสียงทุกครั้ง หลังการแม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูนจนเสร็จสิ้นลงตัวที่สุดแล้ว ผมจะให้เวลาตัวเองแบบไม่จำกัดในการทดลองฟังเพลงไปเรื่อยๆ อยากฟังเพลงอะไรก็เลือกมาฟัง ปล่อยให้ส่วนที่เป็น บุคลิกเฉพาะตัวของเครื่องเสียงชิ้นนั้นมันค่อยๆ แทรกซึมเข้ามาในใจของผมเรื่อยๆ จนกว่าจะเกิดเป็น ตัวตนที่แท้จริงที่เครื่องเสียงชิ้นนั้นขึ้นมาในมโนภาพที่เด่นชัดที่สุด นั่นคือเวลาที่ผมจะเริ่มต้นรายงานส่ิงที่เป็น ตัวตนของเครื่องเสียงชิ้นนั้นออกมา

ฉนั้น รายงานการทดสอบในส่วนที่เป็นบุคลิกและคุณภาพเสียงของเครื่องเสียงแต่ละชิ้นที่ผมทดสอบจะถูกเขียนขึ้น สดๆขณะนั่งฟังเครื่องเสียงชิ้นนั้นไปด้วย.!

หลังจากนั่งฟังเสียงของ roon : nucleus+ มานานร่วมเดือน เช้านี้ผมก็ตกผลึกได้บทสรุปเกี่ยวกับ ตัวตนของ nucleus + ตัวนี้ออกมาแล้ว ตัวตนของมันที่แสดงออกมาคือคำตอบต่อคำถามที่ว่า นอกจาก ความถี่” (frequency/Hertz) กับ ความดัง” (dynamic range/decibel) ของเสียงแล้ว อุปกรณ์เครื่องเสียงที่ ดีจะให้อะไรกับเรามากไปกว่านี้อีก.???

roon : nucleus+ บอกผมว่า ในเมื่อหูของมนุษย์มีความสามารถจำกัด ทั้งในแง่ของการรับรู้ความถี่และการรองรับความดัง สิ่งที่มันทำจึงไม่ได้ไปเพิ่มความถี่ให้กว้างขึ้น หรือไปเพิ่มความดังให้มากขึ้น แต่เข้าไป เกลี่ยถ่างทั้งความถี่และความดัง (ในระดับที่หูของเรารับรู้ได้นั่นแหละ) ให้มีลักษณะที่ คลี่คลายออกมาให้ได้มากที่สุด

เมื่อทดลองยิงความถี่แบบเดี่ยว (spot frequency) เข้าไปในชุดเครื่องเสียงทีละย่านความถี่ จะพบว่า หูของเรารับรู้ความถี่แค่ย่านเสียงตั้งแต่ 30 กว่าเฮิร์ตขึ้นไปจนถึงประมาณแค่ 18,000 เฮิร์ตเท่านั้น นอกนั้นแล้วไม่ได้ยิน ถามว่า ตั้งแต่ย่านสามสิบกว่าเฮิร์ตขึ้นไปจนถึงหมื่นแปดพันเฮิร์ตนั้นได้ยินชัดเจนเท่ากันมั้ย.? ถ้ายิงเข้าไปเป็นความถี่เดี่ยวๆ หูของผมก็ได้ยินชัดเจนเท่ากันหมด แต่เมื่อป้อนสัญญาณเพลงเข้าไป มันไม่ได้เป็นแบบนั้น เพราะสัญญาณเพลงมันเป็นสัญญาณเสียงที่เกิดจากการผสมรวมระหว่างความถี่ fundamental ที่ต่างกัน, เป็นการผสมรวมระหว่างกลุ่มของความถี่ฮาร์มอนิก (harmonic structure) ที่ต่างกัน และแต่ละความถี่ก็มีความดังต่างกัน มีอัตราสวิงของความดังที่ไม่คงที่ มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แม้ว่ามิกซ์ดาวน์เอนจิเนียร์ในสตูดิโอจะได้จัดการทำให้ความถี่เสียงจากเครื่องดนตรีแต่ละชิ้นแยกตัวออกห่างจากกันในลักษณะที่เป็น เลเยอร์ซึ่งเป็นคุณสมบัติพิเศษของระบบเสียงสเตริโอแล้วก็ตาม แต่หากซิสเต็มเครื่องเสียงที่ใช้ในการ playback สัญญาณเพลงเหล่านั้นทำให้เกิดการ compressed ขึ้น ไม่ว่าจะในส่วนของความถี่หรือความดังจะถูกบีบให้แคบลง ส่งผลให้เลเยอร์ของเสียงทั้งหมดถูกอัดเข้าด้วยกัน เมื่อนั้น ความสามารถในการแยกแยะรายละเอียดเฉพาะตัวของแต่ละเสียงดนตรีที่อยู่ในเพลงนั้นก็จะลดด้อยลง เกิดการซ้อนทับและอัดแน่นของไดนามิกขึ้น ซึ่งนอกจากจะแยกแยะแต่ละชิ้นออกจากกันได้ยากแล้ว ยังทำให้เกิดความรู้สึก อึดอัดกับเสียงเพลงที่ฟังอันเป็นผลมาจากไดนามิกเร้นจ์ของเสียงที่ถูกบีบอัดนั่นเอง

ทดลองฟังร่วมกับ ext.DAC ของ Resonessence Labs รุ่น Concero HD


เสียงที่ผมได้ยิน จากการเล่นไฟล์ต่างๆ ผ่าน nucleus+ ตัวนี้ โดยรวมมันออกมาดีมากในหลายๆ ด้าน แต่มันยากที่จะจับคู่ระหว่าง ลักษณะเสียงที่มันให้ออกมากับ เหตุผลทางเทคนิคที่อยู่เบื้องหลังด้วยประเภทของอุปกรณ์ที่แปลกใหม่แบบ nucleus+ ตัวนี้มันไม่มีตัวอย่างให้ฟังเทียบซะด้วย วิธีเดียวที่ดีที่สุดที่ผมจะสามารถทำได้ นั่นคือทดลองฟังเทียบกับชุด Mac mini (late 2011) + โปรแกรม roon ที่ผมใช้อยู่เดิม ซึ่งตามที่ผมเกริ่นมาแล้วข้างต้นว่าผมได้ทำการโมดิฟาย Mac mini ตัวนั้นไปเต็มพิกัดแล้วและแฮ๊ปปี้กับเสียงของมันมากแล้ว

วิธีการก็ง่ายๆ คือคงที่อุปกรณ์ตัวอื่น นั่นคือ สาย USB, ext.DAC, Amplifier และลำโพงเอาไว้ จากนั้นก็ยกสลับระหว่าง Mac mini กับ nucleus+ แล้วดึงไฟล์เดียวกัน จากแหล่งเดียวกันมาทดลองฟังเทียบกัน

ผลจากการทดลองเทียบกัน สิ่งแรกผมพบว่า nucleus+ แสดงข้อมูลเพลงขึ้นมาบน Library ได้เร็วกว่า Mac mini ของผมมาก รู้สึกได้เลย (จาก ext.HD ลูกเดียวกัน) จากนั้นก็เป็นเรื่องของเสียง ซึ่ง nucleus+ ให้พื้นเสียงที่เปิดโล่งมากกว่า Mac mini ของผมในระดับที่รู้สึกได้หลังจากฟังเพลงต่างๆ ผ่านไปสักระยะหนึ่ง และเป็นจังหวะที่ผมทดลองฟังเพลงแนวคลาสสิกคือจังหวะที่ผมรู้สึกได้ชัดว่า nucleus+ แสดงรายละเอียดของเสียงดนตรีที่อยู่ถัดๆ ลงไปในซาวนด์สเตจด้านลึกที่ให้ความเด่นชัดมากกว่า ในแง่ระยะความลึกของตำแหน่งเลเยอร์ของดนตรีนั้นผมฟังว่าไม่ต่างกันมาก แต่ที่ต่างกันรู้สึกได้ก็คือความรู้สึกว่า ณ ตำแหน่งของเสียงดนตรีที่อยู่ลึกลงไปด้านหลังของเวทีเสียงนั้นมันมีความอบอวลของ บรรยากาศแผ่ล้อมและห่อหุ้มเสียงดนตรีนั้นเอาไว้ (“Harold aux montagnesจากอัลบั้มชุด Berlioz : Harold in Italy / RCA Living Stereo SACD / Boston Symphony Orchestra, Charles Munch; conductor)

หลังจากได้ยินอะไรแบบนั้น ผมก็รีบเลือกเพลงคลาสสิกที่คุ้นๆ หูขึ้นมาฟังต่อเนื่องไปอีก 3-4 อัลบั้ม และพบว่า คุณลักษณะของความโปร่งใสของพื้นเสียงที่ทำให้รู้สึกถึง ความเป็นโถงฮอลล์ที่ห่อหุ้มเป็นบรรยากาศรอบๆ เสียงดนตรีที่กำลังฟังมันคือบุคลิกที่ชัดเจนของ nucleus+ ตัวนี้แน่ๆ ซึ่งจากประสบการณ์ของผมแล้ว ผมพอจะบอกได้ว่า การทำงานของตัว nucleus+ ทั้งระบบจะต้องมีปริมาณของ noise ที่ต่ำมากๆ ซึ่งถ้าพยายามจะจับคู่กับข้อมูลที่รับรู้มาจากผู้ผลิต ก็น่าจะเป็นผลมาจากการออกแบบฮาร์ดแวร์ในตัว nucleus+ ที่ได้พยายามจัดการปิดช่องทางที่มีโอกาสจะทำให้เกิดสัญญาณรบกวนในระบบออกไปให้มากที่สุดนั่นเอง

หลังจากผมลองเปลี่ยนมาฟังเปรียบเทียบกันด้วยไฟล์เพลงที่เป็นไฮเรซฯ สักพักหนึ่ง ผมพบว่า nucleus+ เล่นไฟล์ไฮเรซฯ ได้เสียงออกมานวลหูกว่า Mac mini ของผมพอสมควร คือตอนแรกรู้สึกได้ว่าตอนเล่นผ่าน nucleus+ เสียงมันนุ่มนวลน่าฟังกว่า แต่ไม่ถึงกับเยอะมากขนาดหน้ามือเป็นหลังมือ ซึ่งจากประสบการณ์ของผม ผมรู้ได้ทันทีว่า ความแตกต่างที่ผมได้ยินนั้นน่าจะเป็นผลมาจากคุณสมบัติทางด้าน dynamic contrast ของเสียงอย่างแน่นอน และเพื่อให้ชัดเจนมากขึ้น ผมเลือกเพลงที่โชว์ dynamic contrast เด่นๆ มาทดลองฟังเทียบกัน และมาปรากฏหลักฐานชัดเจนที่เสียงร้องของ Linda Ronstadt จากอัลบั้มชุด What’s New? ซึ่งเป็นไฟล์ 24bit/192kHz ที่ผมริปมาจากแผ่น DVD-Audio ที่ผมเก็บสะสมไว้

ฟังจากแทรคแรก What’s New? ก็รับรู้ได้ถึงความพลิ้วกังวานและลื่นไหลของเสียงเครื่องสายตั้งแต่เริ่มอินโทรกันเลย ด้วยระดับวอลลุ่มเท่าๆ กัน (ซึ่งผมเปิดค่อนข้างดังตามนิสัยการฟังของผม) เมื่อฟังผ่าน Mac mini ของผม ผมเพิ่งจะรู้สึกว่า ตอนลินดาโยนเสียงขึ้นคีย์สูงๆ จะมีอาการ push หรือ อาการอัดแน่นมากเกินไป ทำให้มีอาการตึงเครียดเกิดขึ้นนิดๆ ในขณะที่ฟังผ่าน nucleus+ อาการตึงเครียดนิดๆ ที่ว่าไม่ปรากฏออกมาให้รู้สึกแฮะ.. มันนิดเดียว แต่พอกลับไปฟังซ้ำอีก 2-3 เที่ยว ผมก็เริ่มรู้สึกรำคาญกับอาการตึงเครียดนิดๆ นั่นแล้ว และรู้สึกเลยว่า ตอนฟังผ่าน nucleus+ รับรู้ได้ว่า ลินดาเธอไม่ได้มีอาการเครียดใดๆ ในขณะร้องเพลงนี้เลย ทุกคำร้องถูกเปล่งออกมาด้วยความสบาย น้ำเสียงร้องของเธอใสเป็นแก้ว ให้ความรู้สึกถึงความบริสุทธิ์และสะอาด*

* experience!
ผมมีโอกาสเซ็ตอัพ nucleus+ เพื่อทดลองฟังในซิสเต็ม multichannel ด้วย อยากจะบอกว่า ตอนทดลองฟังอัลบั้ม What’s New? ของลินดาด้วยเวอร์ชั่นมิกซ์มาเป็นระบบเสียง 5.1 ch นั้น ทุกอย่างที่ดีอยู่แล้วของอัลบั้มนี้ได้ถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น ด้วยคุณภาพที่น่าตื่นตาตื่นใจอย่างยิ่ง.!

ก่อนสรุปจบผมหวนกลับมาอัดหนักๆ กับงานเพลงแนวโยธวาทิตจากวง Symphonic Band ของ Morton Gould ซึ่งควบคุมวงโดยตัวเขาเอง ชื่ออัลบั้มว่า Bass & Percussion ซึ่งเป็นไฟล์ DSD ที่ผมริปมาจากแผ่น SACD ของค่าย RCA Living Stereo ซึ่งในอัลบั้มนี้มีเพลงอยู่ทั้งหมด 27 แทรค ตั้งแต่แทรค 1 ถึงแทรคที่ 17 ทำมาจากมาสเตอร์ stereo 2 ch แต่จากแทรคที่ 18 ถึงแทรคที่ 27 ทำมาจากมาสเตอร์ 3-Track ที่ต้องเล่นบนซิสเต็มมัลติแชนเนล ซึ่งผมได้ลองฟังด้วย nucleus+ แล้ว ปรากฏว่า เสียงที่ได้ยินออกมาดีกว่าเวอร์ชั่น CD 16bit/44.1kHz ที่ผมริปออกมาจากแผ่นซีดีเวอร์ชั่น Boxset มากทีเดียว เวอร์ชั่น DSD mch ให้ไดนามิกของทั้งกลองและเครื่องเป่าที่มีพลังอัดฉีดดีกว่ามาก สมจริงและได้อารมณ์ความคึกคักมากกว่า และเมื่อฟังเวอร์ชั่น DSD Stereo 2 ch ผ่าน Mac mini ของผม ผมได้ยินว่า Mac mini ของผมทำให้ประกายความมลังเมลืองของเสียงเครื่องเป่าหายไปบางส่วน ฟังแล้วจะออกทื่อๆ กว่านิดหน่อย พอสลับมาฟังเวอร์ชั่นที่ทำมาจากมาสเตอร์ 3-Track เจ้า nucleus+ ก็ทิ้ง Mac mini ของผมไปไกลเลย

สรุป

อย่างที่ผมเกริ่นมาตั้งแต่ต้นว่า roonlabs เป็นบริษัทที่ทำซอฟท์แวร์เป็นหลัก เหตุผลที่พวกเขาลุกขึ้นมาทำฮาร์ดแวร์ nucleus กับ nucleus+ ปรากฏอยู่ในคำตอบของ Brian Luczkiewics ซึ่งเป็นหัวหน้าทีมเทคนิคของ roon ที่ร่วมกันออกแบบและสร้างฮาร์ดแวร์ทั้งสองตัวนี้ขึ้นมา

Link  |  https://goo.gl/mrCGCp

roonlabs มุ่งหวังให้โปรแกรมมิวสิคเพลเยอร์ roon ของพวกเขาสร้างปรากฏการณ์ที่ Brianเรียกว่า Perfect Experienceให้เกิดกับผู้ใช้ นั่นคือนอกจากจะควบคุมให้ ext.DAC ของคุณสร้างเสียงอะนาลอกไฮเรซฯ ออกมาแบบเรียลไทม์แล้ว พวกเขายังพยายามทำให้ตัวโปรแกรม roon มีความเบา โหลดได้เร็ว ใช้เวลาไม่กี่วินาทีในการแสดงข้อมูลทั้งหมดขึ้นมาหลังจากคุณกดเปิด ในกรณีที่คุณเสียบฮาร์ดดิสที่มีเพลงของคุณเองอยู่ในนั้นและเลือกให้ roon ทำการ browse ข้อมูลเพลงเหล่านั้นเข้ามาเก็บไว้ใน Library ของโปรแกรม roon เสร็จแล้ว หลังจากนั้น ทุกครั้งที่คุณเปิดโปรแกรม roon ขึ้นมา มันจะใช้เวลาแสดงข้อมูลเพลงของคุณ ทั้งหมดนั้นขึ้นมาให้คุณเห็นและพร้อมเปิดฟังในเวลาไม่เกิน 50 วินาที หรือน้อยกว่านั้น.!

กราฟฟิกต่างๆ ที่เป็น user interface ซึ่งปรากฏอยู่บนโปรแกรม เช่นภาพปกอัลบั้มและข้อมูลต่างๆ ก็ถูกออกแบบให้แสดงผลบนจอด้วยอัตราเฟรมเรต 60fps แบบเดียวกับการแสดงกราฟฟิกคอนเท็นต์ของวิดีโอเกมส์ เพื่อให้ภาพกราฟฟิกบนโปรแกรม roon มีลักษณะที่ ตรึงแน่น” (completely fluid) อยู่บนหน้าจอโดยไม่มีอาการกระพริบ

สาเหตุที่พวกเขาทำ nucleus และ nucleus+ ขึ้นมาก็ด้วยเหตุผลที่ว่า เมื่อพวกเขาพัฒนาตัวซอฟท์แวร์โปรแกรมให้มีความสามารถขึ้นไปถึงจุดที่ต้องการแล้ว การที่ผู้ใช้งานจะได้สัมผัสกับผลลัพธ์ที่เรียกว่า Perfect Experienceได้ จำเป็นต้อง run โปรแกรม roon บนฮาร์ดแวร์ซิสเต็มที่มีสเปคฯ อยู่ในระดับที่เพียงพอต่อการรับมือกับการทำงานของโปรแกรมด้วย

แต่ก็ใช่ว่า ไม่มี nucleus หรือ nucleus+ แล้วจะทำให้โปรแกรม roon ทำงานไม่ได้ สำหรับคนที่มีคอมพิวเตอร์อยู่แล้ว หากต้องการซอฟท์แวร์เล่นไฟล์เพลงดีๆ มาใช้เล่นบนคอมพิวเตอร์ของคุณ (เหมือนผมที่ใช้ Mac mini เป็นตัวเล่น) ก็สามารถซื้อโปรแกรม roon มาลงบนคอมพิวเตอร์ของคุณได้ เพราะในส่วนของการจัดการกับ ext.DAC ให้ได้เสียงออกมาดีที่สุดนั้น งานที่โปรแกรม roon ต้องทำก็แค่จัดการกับระบบปฏิบัติการณ์ (OS) และโปรแกรมที่ควบคุมฮาร์ดแวร์แต่ละชิ้น ซึ่งทางวิศวกรของ roon สามารถประเมินได้ แต่งานที่อยู่นอกเหนือการประเมินคือ จำนวนข้อมูลเพลงของคุณนั่นเอง

สำหรับคนที่มีพื้นฐานความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์มากพอและต้องการสร้าง music player ขึ้นมาเองด้วยอาศัยโปรแกรม roon core เป็นพื้นฐาน ทาง roonlabs เขาก็มีซอฟท์แวร์โปรแกรมต่างๆ ที่จำเป็นในการสร้าง music player เอาไว้ให้โหลดมาใช้ด้วย (ต้องซื้อไลเซนซ์ด้วยนะครับ) ลองรับทั้ง Microsoft Windows, Mac OS X และ Linux ใครสนใจเชิญเข้าไปดูได้ที่ลิ้งค์นี้

Link  |  https://roonlabs.com/downloads.html

เข้าไปดูคำอธิบายคุณสมบัติของโปรแกรมแต่ละตัวได้ที่นี่

Link  |  https://kb.roonlabs.com/Software_packages

ปัจฉิม

หลังจากติดตามความเป็นไปของโปรแกรม roon มาตั้งแต่ต้น ผมชอบใจวิธีคิดของทีม roonlabs มากเป็นพิเศษ ผมชอบใจ concept idea ที่พวกเขานำเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนำเสนอข้อมูลของเพลงที่ฟังออกมาให้ดูพร้อมกับการฟังไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่นักฟังเพลงที่อยากเข้าถึงงานเพลงอย่างลึกซึ้งต้องการ

และหลังจากได้ทดลองใช้งาน nucleus+ มาระยะหนึ่ง ผมก็ซึมซับได้ถึงความรู้สึกแบบที่คนของ roon เรียกมันว่า “Perfect Experienceนั่นคือ นอกจากจะได้ยินคุณภาพเสียงของเพลงที่ดีขึ้น ทำให้รู้สึกซาบซึ้งกับอรรถรสของเพลงมากขึ้นแล้ว* ผมยังแฮ๊ปปี้กับการตอบสนองของโปรแกรม roon มากขึ้นอีกด้วยโดยเฉพาะความเร็วในการจัดการกับเพลง เพราะผมมีเพลงที่ริปไว้ในฮาร์ดดิสเยอะมาก รู้สึกได้ชัดว่าโปรแกรม roon บน nucleus+ จัดการ Library ของผมได้เร็วกว่าบน Mac mini เยอะทีเดียว เหตุผลก็เพราะว่าผมมีอัลบั้มเพลงเก็บอยู่บนฮาร์ดดิสมากกว่า 1,500 อัลบั้ม นับรวมๆ ทุกฟอร์แม็ตตอนนี้น่าจะอยู่ที่สามพันกว่าอัลบั้ม ซึ่ง Brian แนะนำไว้ว่าควรจะใช้ Mac mini เวอร์ชั่นที่ออกมาตั้งแต่ Apr 2015 ขึ้นไป สเปคฯ Core i5, Processor 2.x GH ที่รันบนโซลิดสเตทจึงจะให้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ถ้าคุณคิดว่าในอนาคตจะมีอัลบั้มเพลงของตัวเองมากถึง 20,000 อัลบั้ม และอยากใช้ Mac mini ต่อภาพอินเตอร์เฟซขึ้นบนจอมอนิเตอร์ (ทีวี หรือแท็ปเล็ต) ที่มีความละเอียดระดับ 4K เขาแนะนำให้เลือกใช้คอมพิวเตอร์ที่ใช้โปรเซสเซอร์ Core i7 ส่วน RAM ต้องเยอะๆ เข้าไว้ ใช้กราฟฟิกการ์ดแยก (ไม่ใช้ตัว on-board) และรันโปรแกรมบนโซลิดสเตทด้วย /

* เทียบกับฟังผ่านโปรแกรม roon ตัวเดียวกันบน Mac mini (mid 2011) ของผมที่ใช้อยู่เดิม

********************
นำเข้าโดย :
บริษัท Deco2000
โทร. 0-2256-9700

********************
ราคา : รุ่น nucleus = 49,000 บาท
ราคา : รุ่น nucleus+ = 88,000 บาท
********************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า