Experience@Home#01 ห้องฟังของ “คุณโจ้ อ่างศิลา”

ภารกิจเป้าหมาย :

1 : ไปช่วยดูการเซ็ตอัพชุดเครื่องเสียง และตรวจการบ้านเรื่องเสียง

2 : ช่วยกันเซ็ตอัพ+ไฟน์จูนชุดเครื่องเสียงให้ได้เสียงที่ดีขึ้นไปอีก (ถ้าสามารถทำได้) แล้วสอนการฟังไปด้วยในตัว (Ear-training@Home)

3 : เพื่อนคนนี้ยังไม่เคยเล่นไฟล์เพลง ไม่เคยสัมผัสกับเสียงของไฟล์ไฮเรซฯ มาก่อน อยากลอง ผมเลยจัดยกอุปกรณ์ไปสาธิตวิธีการเล่นให้ลองกันถึงบ้านเลย (Experience@Home) เพราะอธิบายกันทางตัวหนังสือมันไม่เห็นภาพ! (ต้องขอบคุณบริษัท CMG/Powerbuy ที่เอื้อเฟื้อให้ยืมเครื่องเล่นเน็ทเวิร์ค สตรีมมิ่ง Cambridge Audio รุ่น CXN สำหรับกิจกรรม E@H ในครั้งนี้)

—————

ภารกิจแรก :
ห้องเล็ก – เสียงไม่เล็ก 

หูฟังตัวเล็กกว่ากำมือยัดอยู่รูหูที่มีพื้นที่อากาศไม่กี่ลูกบาศน์นิ้ว ยังสร้างความพึงพอใจระดับเอกอุให้กับการฟังเพลงได้ ประสาอะไรกับห้องฟังที่มีขนาดพื้นที่กระทัดรัดอย่างนี้ ตราบใดที่โลกนี้ยังมีลำโพงวางหิ้งขนาดเล็กขายอยู่ในตลาด เชื่อเถอะครับว่า คุณสามารถสร้างห้องฟังที่มีคุณภาพเสียงเยี่ยมยอดได้.. “ถ้าคุณรู้จักการแม็ทชิ่งลำโพงให้พอดีเข้ากับห้องฟัง

ห้องฟังของคุณ โจ้ อ่างศิลามีขนาดพื้นที่อากาศไม่ถึง 30 ลูกบาศน์เมตร (ขนาดห้อง = ก ล = 2.41 . x 3.95 . x 2.94 . = 27.98733 ลบ..) ผมถือว่าเป็นห้องฟังขนาดจิ๋วก็แล้วกัน เพราะถ้าเป็นห้องฟังขนาดเล็กโดยมาตรฐานทั่วไปจะอยู่ที่ขนาด 3.5 . x 5 . x 2.8 . หรือคิดเป็นพื้นที่อากาศเท่ากับ 49 ลบ.. ส่วนห้องฟังขนาดกลางก็อยู่ที่สัดส่วน 4.0 . x 6.0 . x 2.8 . (67.2 ลบ. .) และห้องฟังที่ถือว่าเป็นขนาดใหญ่ได้ ต้องมีสัดส่วนตั้งแต่ 5.0 x . 7.0 . x 3.0 . (105 ลบ..) ขึ้นไป

โครงสร้างพื้นฐาน สำคัญกว่าขนาด!

แม้ว่าห้องฟังนี้จะมีขนาดเล็กจิ๋ว แต่โชคดีที่โครงสร้างพื้นฐานของผนังพื้น และฝ้ามีความแข็งแรง ผนังทั้งสี่ด้าน ซ้ายขวาหน้าหลัง เป็นผนังปูนที่เก็บกักพลังงานเสียงได้ดี ส่วนพื้นห้องก็เป็นพื้นปูนที่มีความแข็งแรง แน่นหนา ไม่กำธรความถี่ต่ำขึ้นมากวน แม้ว่าผิวหน้าของพื้นจะปูด้วยวัสดุที่มีความกระด้างแข็ง แต่เจ้าของห้องก็ใช้พรมขนยาวขนาดใหญ่ปูทับลงบนพื้นผิว กินพื้นที่ครอบคลุมบริเวณที่ความถี่ต่ำจากวูฟเฟอร์จะแผ่ลงไปตกกระทบเอาไว้ได้เกือบทั้งหมด ซึ่งพรมผืนสีแสดนั้นมีส่วนมากที่ช่วย ดูดซับพลังงานคลื่นความถี่ต่ำจากลำโพงให้สลายตัวลงไปในระดับที่ไม่สะท้อนกลับขึ้นมารบกวนคลื่นเสียง direct จากลำโพง

ส่วนผนังทั้งสี่ด้านซึ่งเป็นปูน ก็ได้ถูกจัดการกับจุดสะท้อนเสียงเอาไว้อย่างได้ผล มีการใช้อุปกรณ์ซับเสียงติดตั้งลงบนผนังห้องในจุด critical ต่างๆ ได้พอเหมาะ ไม่มากไปและไม่น้อยไป ทำให้เสียงโดยรวมที่ได้ยินอยู่ในเกณฑ์ดี (goodsound) โทนเสียงโดยรวมถือว่าอยู่ในโทนกลางๆ คือไม่ได้เอียงไปทาง dark หรือ bright ทางใดทางหนึ่งจนเด่นชัดเกินไป ซึ่งจุดนี้ถือว่าเป็นจุดสำคัญที่ต้องพิจารณาตลอดเวลาขณะทำการติดตั้งวัสดุอุปกรณ์ประเภท ดูดซับ (absorber) และวัสดุอุปกรณ์ประเภท กระจายแผ่ (diffusor) คลื่นเสียงลงไปในห้องฟัง ถ้าคนเซ็ตอัพไม่กระจ่างขาดเกี่ยวกับเรื่อง โทนของน้ำเสียง จะมีโอกาสพลาดได้ง่าย เพราะถ้าติดตั้งอุปกรณ์ประเภทดูดซับมากเกินไป โดยเฉพาะวัสดุอุปกรณ์ที่ดูดซับความถี่ย่านกลางกับย่านสูง โทนัลบาลานซ์ของเสียงโดยรวมก็จะเอนเอียงออกไปทางด้าน dark คือปริมาณของความถี่ในย่านกลางไปถึงแหลมถูกดูดซับออกไปมากเกินไป ทำให้ความถี่ย่านกลางลงต่ำมีปริมาณมากกว่า กรณีนี้ โทนของเสียงก็จะออกไปทางนุ่ม ยวบ ขาดความสด กระชับ และในทางตรงข้าม ถ้าติดตั้งวัสดุประเภทที่มีสัมประสิทธิ์ดูดกลืนพลังงานความถี่ต่ำมากเกินไป โทนเสียงโดยรวมก็จะออกไปทางสด กระจ่าง ถ้าทุ้มถูกดูดกลืนมากเกินไป พอเร่งวอลลุ่มดังๆ จะมีอาการเซ็งแซ่ได้ง่าย ปลายแหลมก็จะออกอาการจี๊ดจ๊าดได้ง่ายด้วย

ในแง่โทนเสียงของห้องนี้นับได้ว่า จัดการเซ็ตอัพออกมาได้ดีมาก โทนเสียงมีความเป็นกลางพอสมควร ไม่ dark หรือ bright เกินไป แสดงถึงความรอบรู้ของเจ้าของห้องที่ทำการบ้านมาอย่างดีเกี่ยวกับเรื่องของการเซ็ตอัพอะคูสติกของห้องฟัง ต้องขอชมเชย และวันนั้นผมก็แทบจะไม่ได้เข้าไปช่วยทำอะไรเลยเกี่ยวกับการเซ็ตอัพอะคูสติก เพราะที่ทำเอาไว้ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีน่าพอใจแล้ว รองรับกับพลังคลื่นเสียงจากซิสเต็มได้ดี (หากมีการปรับเปลี่ยนแอมป์หรือลำโพง อาจจะต้องมีการ fine tune อะคูสติกกันอีกนิดหน่อย)

ข้อสังเกตอีกจุดหนึ่งที่ผมเห็น และคิดว่าน่าจะมีส่วนมากที่ช่วยทำให้ห้องฟังเล็กๆ ห้องนี้แทบจะไม่มีปัญหา room mode สั่นค้าง นั่นคือฝ้าเพดานที่สูงเกือบ 3 เมตร และตัวฝ้าก็คือพื้นปูนที่เป็นโครงสร้างของพื้นชั้นบนซึ่งมีความแข็งแรงมาก โชคดีที่เจ้าของห้องไม่ได้ทำการตีฝ้าห้องนี้ เพราะผมเชื่อว่า ถ้าตีฝ้าจะเกิดปัญหาคลื่นสั่นค้างในห้องที่รุนแรงกว่านี้มาก ซึ่งแนะนำเลยสำหรับคนที่กำลังคิดจะทำห้องฟังให้ตัวเอง ถ้าเป็นไปได้ แนะนำให้รื้อฝ้าเพดานออกไปเลย ปล่อยโล่งขึ้นไปชนกับพื้นห้องด้านบนถ้าทำได้ (กรณีมีห้องอยู่เหนือห้องฟัง) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ห้องที่มีความสูงไม่มาก การทลายฝ้าเพดานออกไปจะช่วยเพิ่มพื้นที่อากาศในห้อง ทำให้ลำโพง หายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น เสียงจะเปิดโล่งมากขึ้น อาการอึดอัดทึบอั้นจะลดลง ไดนามิกจะสวิงได้กว้างขึ้นเพราะเราสามารถเปิดวอลลุ่มได้ดังมากขึ้นนั่นเอง

ระดับวอลลุ่มมีส่วนแปรผันตรงกับระดับความกว้างของไดนามิกเร้นจ์นะครับ.. อย่าลืม ดังนั้น ถ้าฟังเบาเกินไป คุณจะไม่ได้ยินความสามารถในการสวิงไดนามิกของซิสเต็มของคุณ ซึ่งจะส่งผลให้อารมณ์ของเพลงเพี้ยนไปจากต้นฉบับด้วย วิธีค้นหาระดับความดังที่เหมาะสมในแต่ละซิสเต็มก็คือค่อยๆ เพิ่มและลดวอลลุ่มขึ้น/ลงไปเรื่อยๆ แล้วฟังดูว่าระดับวอลลุ่มตรงไหนที่ให้ค่าเฉลี่ยดีที่สุด


ซิสเต็ม :
จากปลายทาง-ถึงต้นทาง 

ผมไม่เคยฟังเสียงของลำโพง Clone ProAc 1sc มาก่อน เพิ่งเคยเห็นตัวเป็นๆ และได้ฟังเสียงของมันก็วันนี้เอง

โดยส่วนตัวผมเคยฟังและเห็น ProAc 1sc ตัวจริงมาแล้วหลายครั้ง ยอมรับว่า สำหรับตัวโคลนฯ คู่นี้ มองผ่านๆ แล้วภายนอกมันคล้ายกันมาก แต่ห้ามถามเด็ดขาดว่า เสียงต่างจากตัวจริงมั้ย.? เพราะผมจำไม่ได้ว่าเสียงตัวจริงมันเป็นแบบไหน จะว่าไปแล้ว เสียงของลำโพงมันก็แค่ ส่วนหนึ่งของเสียงจากซิสเต็มที่ส่งพลังให้มัน ซึ่งส่วนอื่นๆ ทั้งหมดก็มีเสียงของมันเอง ไม่ว่าจะเป็นเสียงของแอมป์, เสียงของแหล่งต้นทาง, สายเคเบิ้ลต่างๆ รวมถึงอุปกรณ์ปรับแต่ง, ห้องฟัง จิปาถะ ล้วนมีผลเข้ามาผสมผสานกับเสียงจากลำโพงที่เราฟังทั้งนั้น ดังนั้น ถ้าจะให้ระบุชัดถึงความแตกต่างได้จริงๆ มีวิธีเดียว คือต้องหาลำโพง ProAc 1sc ตัวจริงมายกสลับ A/B ฟังเทียบในซิสเต็มและสภาพแวดล้อมเดียวกันเท่านั้น*

อย่างไรก็ดี เท่าที่ได้ยินจากซิสเต็มและห้องฟังของคุณโจ้วันนั้นก็ถือว่าเสียงดีทีเดียว อาจจะมีข้อตำหนิอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ดึงให้คุณภาพโดยรวมของทั้งซิสเต็มออกมาแย่จนรับไม่ได้ ลำโพงทั้งสองข้างถูกวางบนขาตั้งโลหะ 4 เสาแบบมวลเยอะ (high mass) ของยี่ห้อ KTT ด้วยความสูง 24 นิ้ว รับพลังขับจากเพาเวอร์แอมป์เข้าทางขั้วต่อสองชุดที่เชื่อมต่อกับเพาเวอร์แอมป์ผ่านทางสายลำโพงแบบซิงเกิ้ลไวร์รุ่น Star Quad 4s11 ของ Canare และพ่วงด้วยจั๊มเปอร์ของ Audioquest รุ่น Rocket 88 ที่คุณโจ้ให้ร้านทำให้ นอกจากนั้น ในระบบลำโพงของซิสเต็มนี้ คุณโจ้ยังได้เพิ่มเติมลำโพงแอ๊คทีฟซับวูฟเฟอร์ตัวเล็กๆ ของ REL รุ่น TZero เพื่อช่วยเติมความถี่ในย่านทุ้มให้กับระบบด้วย

ปรีแอมป์หลอด TS Audio รุ่น TS 68

เพาเวอร์แอมป์หลอด TS Audio รุ่น KA 30T


แอมป์ที่ชับ Clone ProAc 1sc เป็นปรี+เพาเวอร์แอมป์หลอดไทยประดิษฐ์นามว่า TS Audio ตัวปรีฯ มีรหัสรุ่นว่า TS 68 ส่วนตัวเพาเวอร์แอมป์มีรหัสรุ่นว่า KA 30T

ปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์เดิมๆ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง น้องคนที่ช่วยงานคุณโกวิทเอง ก็ไม่ได้บอกว่าโมอะไรนะครับ ผมเพียงเปลี่ยนหลอด KT88 ให้เป็นของ Gold Lion เท่านั้น พอเปลี่ยนปุ๊ปก็เห็นความเปลี่ยนแปลงในเรื่องรายละเอียดและอาการบาดหูลดลง แต่ก็ยังมีอยู่ หลังจากนั้นเมื่อเปลี่ยนชั้นวางจากชั้นกระจกโครงเหล็ก มาเป็นชั้นไม้ของกุยซูตัวนี้ อาการบาดหูก็หายไปครับ..” คุณโจ้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับตัวแอมป์เลยไปถึงชั้นวางที่ทำด้วยไม้ทั้งตัวยี่ห้อ Guizu

Gold Aero Genalex KT88

  electro-harmonix 6922

KA 30T เป็นเพาเวอร์แอมป์พุชพูลที่ให้กำลังขับข้างละ 30 วัตต์ ด้วยพลังของหลอดเพาเวอร์ KT88 จำนวน 4 หลอด (สองหลอดต่อข้าง) ที่คุณโจ้เปลี่ยนลงไปบนเพาเวอร์แอมป์เป็นรุ่น KT88 Genalex ของ Gold Aero โดยมีหลอดเบอร์ 6SN7 และ 6SL7 ทำงานในภาคไดร้และอินพุต สายไฟเอซีเป็นของ Mark Audio ส่วนตัวปรีแอมป์ TS 68 ก็ใช้หลอด 6922 ของ electro-harmonix สองหลอด เชื่อมโยงกับเพาเวอร์แอมป์ด้วยสายสัญญาณของ Audioquest รุ่น Columbia ติดขั้วต่ออันบาลานซ์ RCA

หลอด Genalex Gold Lion KT88 เป็นของรัสเซียครับ ไม่ได้แพงมาก เผอิญเห็นในไลน์คุยกันสั้นๆ ว่าหลอด Gold Lion ชุดนึงหลายหมื่น เลยไม่แน่ใจว่าข้อมูลชื่อมันสั้นไปรึปล่าว เลยแจ้งให้ทราบชื่อเต็มๆ ที่ผมซื้อครับ ราคา 8,000 บาทคุณโจ้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลอดเพาเวอร์ Gold Aero ที่เขาซื้อมาเปลี่ยนของเดิม

แหล่งต้นทางสัญญาณของห้องนี้ยังคงใช้บริการเครื่องเล่นแผ่นซีดีของ Rega รุ่น Apollo เป็นหลักอยู่ ตัวเครื่องเล่นซีดีวางอยู่ชั้นบนสุดของชั้นวางเครื่อง ใช้สายไฟรุ่น inwall ของ JPS ที่ติดหัวท้าย Wattgate รุ่น 330i AG และ 350i AG เป็นสายจ่ายกำลังไฟฟ้ามาที่ตัวเครื่องเล่น และเชื่อมสายสัญญาณรุ่น Victoria ของ Audioquest ความยาว 1 เมตรเพื่อส่งผ่านข้อมูลเพลงไปที่ปรีแอมป์

* ใครมีลำโพง ProAc 1sc ตัวจริงอยู่และอยากพิสูจน์ความแตกต่างกับ Clone ProAc 1sc ติดต่อมาเลย ถ้าอยู่ไม่ไกลจากชลบุรีจะดีมาก ผมจะได้รบกวนขอใช้ซิสเต็มของคุณโจ้ฟังเทียบ ..


การเซ็ตอัพ
และปรับจูน

เกี่ยวกับอะคูสติกห้อง :

ปกติแล้ว ห้องขนาดเล็กๆ อย่างนี้มีโอกาสจะเกิดปัญหา เสียงคับห้องหรือถึงขนาด เสียงล้นห้องได้ง่ายๆ ซึ่งแน่นอนว่า จะแก้ปัญหาได้ก็ต้องอาศัยการปรับแต่งสภาพอะคูสติกเข้ามาช่วย แต่ถึงแม้ว่าจะรู้วิธี แต่การจะทำให้ปัญหาพื้นฐานหมดไปโดยไม่ก่อปัญหาข้างเคียงขึ้นมาแทนก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายๆ

เพราะคำว่า ปรับแต่งสภาพอะคูสติกมันต้องเริ่มตั้งแต่วัสดุ, ตำแหน่ง และปริมาณ

เกี่ยวกับวัสดุก็มีทั้งแบบ “ดูดซับพลังงานคลื่น” (absorb) และแบบ “กระจายพลังงานคลื่น” (diffuse) ซึ่งในท้องตลาดก็มีผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในการปรับแต่งสภาพอะคูสติกจำนวนมากมายให้เลือกใช้ ในขณะที่บางคนก็หันไปใช้วิธี DIY ทำวัสดุอุปกรณ์ขึ้นมาใช้เองก็ด้วย ในห้องของคุณโจ้ก็มีทั้งสองประเภทผสมกัน ตำแหน่งแท่งสีฟ้าในภาพแผนผังห้องคือตำแหน่งที่ติดตั้งวัสดุที่มีคุณสมบัติไปทางดูดซับพลังงานเสียง

บางชิ้นซื้อเขามา อย่างเช่นชิ้นที่วางอยู่ด้านข้างผนังซ้ายขวาเยื้องหน้าลำโพงนิดๆ นั้นเป็นแผ่นซับเสียงของยี่ห้อ planet green มีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด 60 x 60 .. ซึ่งคุณโจ้ซื้อมาใส่เฟรมเอง ข้างละสองแผ่น ความสูงพอท่วมตัวลำโพงขึ้นไปนิดนึง ผมลองนั่งฟังให้ตำแหน่งหูอยู่ในระยะความสูงของแผงซับเสียงนี้ เปรียบเทียบกับยืนฟังให้ระดับหูอยู่สูงเลยแผงซับเสียงขึ้นไป ผมพบว่า ตอนยืนฟังจะได้ยินสียงกลางแหลมที่ฟุ้งกระจายมากกว่าตอนนั่งฟัง จึงมีความคิดว่า อาจจะได้ผลดีขึ้นกับเสียงโดยรวมถ้าเพิ่มจำนวนแผ่นซับเสียงนี้ให้ต่อยาวขึ้นไปจนถึง หรือเกือบถึงเพดาน อันนี้ถือว่าเป็นโจทย์การบ้านให้คุณโจ้ไปหาวิธีทดลองทำดู ส่วนตำแหน่งที่วางอยู่ในตอนนี้ก็ถือว่าเป็นตำแหน่งที่ถูกต้องแล้ว เพราะมันครอบคลุมตำแหน่งบนผนังที่เป็นจุด early reflect ของเสียงจากลำโพงที่สะท้อนจากผนังในลำดับที่มีผลรบกวนกับเสียงหลัก direct sound ที่เราต้องการจากลำโพงมากที่สุดแล้ว ถ้าเจ้าของห้องต้องการ fine tune เพิ่มเติมอีกนิด อาจจะทดลองขยับเลื่อนแผงให้เดินห่างจากหน้าลำโพงมาทางด้านที่นั่งฟังอีกสักนิด แล้วลองฟังดู ถ้าพบว่า เสียงกลางแหลมมีลักษณะที่ฟุ้งกระจาย ตัวโน๊ตของชิ้นดนตรีที่ให้เสียงย่านกลางแหลมไม่จับเป็นตัว ก็ให้เลื่อนถอยกลับลงไป ทำแบบนี้ทั้งสองข้าง จนกว่าจะได้ตำแหน่งที่เสียงโน๊ตดนตรีย่านกลางแหลมจับตัวขึ้นรูปเป็นสามมิติมากที่สุด อีกทั้งให้สังเกตฮาร์มอนิกของเสียงโน๊ตที่เกิดจากเครื่องดนตรีประเภทเครื่องเคาะโลหะไปพร้อมกันด้วย โดยดู (ฟังวิเคราะห์) ความกังวานของมัน หาจุดที่ความกังวานทอดยาวออกไปมากที่สุดในขณะที่ตัวเสียงหลัก (fundamental) ของโน๊ตเสียงนั้นให้โฟกัสที่มีความเข้มและมีบอดี้ขึ้นทรวดทรงเป็นสามมิติมากที่สุด

บนผนังด้านหลังของลำโพงตรงกลางมีแผงดิฟฟิวเซอร์ทำด้วยไม้ ยี่ห้อ half a lemon ติดตั้งอยู่ 4 แผง แยกซ้อนกันสองแผงในแนวตั้ง แผงละสองชิ้น แทรกกลางด้วยแผงซับเสียงเล็กๆ จำนวนสี่แผงในแนวตั้ง ได้ความสูงโดยรวมเหนือความสูงของลำโพงขึ้นมานิดนึง ซึ่งจากที่ฟังเสียงโดยรวมผมก็ว่าโอเคแล้ว แต่ถ้าเจ้าของห้องอยากจะทดลอง fine tune ดูอีกหน่อย ผมแนะนำให้ทดลองยกแผงดิฟฟิวเซอร์ทั้งเซ็ตให้สูงขึ้นมากว่านั้น แนะนำให้ทดลองหาอะไรมาหนุนแล้วยกขึ้นมาทีละ 10 .. แล้วทดลองฟัง โดยพิจารณาที่ความกว้างของเวทีเสียง, ความโปร่งโล่งของเวทีเสียง, ความชัดเจนของเสียงทุ้มกับการแยกแยะรายละเอียดในย่านทุ้ม, ไดนามิก ถ้าพบพิกัดที่ลงตัวพอดี คุณสมบัติเหล่านี้จะดีขึ้น

ห่างจากแผงดิฟฟิวเซอร์ออกไปอีกนิด ชิดมาที่มุมห้องทั้งสองข้าง มีแท่งซับเสียงขนาดค่อนข้างใหญ่วางดักเสียงทุ้มอยู่ตรงนั้นมุมละแท่ง ทั้งสองแท่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 31 .. สูง 128 .. เท่ากัน ซึ่งแท่งซับเสียงทั้งสองแท่งนี้จะทำงานร่วมกับแผ่นซับเสียงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่ติดตั้งอยู่บนผนังห้องซ้ายขวาเยื้องลงไปทางด้านหลังลำโพง และแผ่นซับเสียงทรงสามเหลี่ยมที่ติดอยู่ตรงมุมห้องด้านบนทั้งสี่มุมในการ กักความถี่ต่ำเอาไว้ ซึ่งมีส่วนช่วยมากสำหรับห้องฟังขนาดเล็กจิ๋วแบบนี้ในการควบคุมไดนามิก โดยเฉพาะตอนที่ฟังด้วยระดับวอลลุ่มสูงๆ เพื่อดึงไดนามิกเร้นจ์ของซิสเต็มออกมาให้กว้างที่สุดเท่าที่ซิสเต็มจะให้ได้

มีการปรับแต่งอะคูสติกอยู่ 2 จุดที่ตรงตามสูตรของผม นั่นคือแผงซับเสียงสีดำที่ติดตั้งอยู่บนผนังด้านข้างซ้ายขวาตรงกับตำแหน่งของจุดนั่งฟัง ซึ่งช่วย clear เสียงก้องสะท้อนที่ฟุ้งๆ อยู่บริเวณนี้ลง ทำให้ได้ยินเสียงจากด้านหน้าชัดเจนมากขึ้น ถ้าอยาก fine tune ตรงจุดนี้ แนะนำให้ทดลองขยับตำแหน่งแผงซับเสียงนี้ให้ต่ำลงมาอีกนิด สัก 5 .. แล้วลองฟังดู ถ้าได้ตำแหน่งที่ถูกต้อง ควรจะได้ยินรายละเอียดเสียงด้านหน้าที่ชัดเจนขึ้น อย่าลืมว่าให้จำตำแหน่งเดิมไว้ก่อน ถ้าทดลองขยับตำแหน่งแล้ว ฟังไม่ออกหรือไม่ดีขึ้น แย่ลงกว่าเดิม ให้กลับมาที่เก่าทันที!

เกี่ยวกับระบบไฟ :

ผมเดินไฟแยกคัทเอาท์จากตู้เมน มาที่ห้องฟังเพลงต่างหากด้วยครับ สายไฟธรรมดา เพิ่มคัทเอาท์ 1 ตัว จากที่เคยคุมเครื่องพิมพ์ นำมาคุมชุดฟังเพลงครับ 

การแยกสายเมนไฟมาใช้กับชุดเครื่องเสียงเป็นปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพเสียงมากพอสมควร แต่นั่นก็เป็นแค่หนึ่งในเทคนิคที่คุณโจ้เอามาใช้กับชุดเครื่องเสียงของตัวเอง นอกจากนี้แล้ว ถ้าสังเกตในซิสเต็มจะพบว่า เขายังใช้ปลั๊กรางของ Sidital รุ่น Mountian 1 ทำหน้าที่กระจายไฟเอซีให้กับเครื่องเสียงทั้งสามชิ้นในซิสเต็มด้วย

โดยมีสายไฟยาว 1.8 เมตรของ Oyaide รุ่น Black Mamba ทำหน้าที่ลำเลียงไฟเอซีจากปลั๊ก hubble สีส้มที่อยู่บนผนังห้องมาที่ตัว Mountian 1


Experience@Home
ลองฟัง
High-Res Audio และศึกษาการเล่นไฟล์เพลง 

หลังจากตรวจสอบและเช็คเพอร์ฟอร์มานซ์ของซิสเต็มเสร็จแล้ว ผมจึงเริ่มติดตั้ง network system เพื่อทดลองเล่นไฟล์เพลงให้คุณโจ้ดู โดยใช้เครื่องเล่นไฟล์ network streamer ของ Cambridge Audio รุ่น CXN เป็นตัวอย่าง**

หลังจากติดตั้งวงเน็ทเวิร์คเสร็จ ผมก็ทำการเชื่อมต่อตัว CXN เข้ากับ router ที่ผมเตรียมไปและเชื่อมต่อ iPad เข้ากับ router เพื่อควบคุมแทนรีโมท จากนั้นเราก็เริ่มทดลองฟังกัน

ตอนแรกผมทดลองเปิดไฟล์เพลงที่ริปจากแผ่นซีดีเป็นไฟล์ WAV 16/44.1 ให้คุณโจ้ลองฟังก่อน เทียบกับฟังจากแผ่นซีดีที่เล่นด้วยเครื่องเล่นซีดีของคุณโจ้เอง โดยใช้ซิสเต็มแอมป์+ลำโพงของคุณโจ้เองทั้งหมด เราเทียบกันด้วยการสลับสายสัญญาณระหว่างเครื่องเล่นซีดีกับ CXN ผลลัพธ์ที่ปรากฏออกมาพบว่า เสียงไม่เหมือนกัน ซึ่งคุณโจ้ยังเทคะแนนไปทางเครื่องเล่นซีดีมากกว่า

เกมส์มาเริ่มพลิกเอาตอนที่เราเริ่มเปลี่ยนมาฟังไฟล์ไฮเรซฯ ทั้งที่เป็นสัญญาณ 24/96 และ 24/192 !!

พลิกยังไง.? ผลสรุปหลังจากได้ลองฟังแล้ว คุณโจ้มีความรู้สึกอย่างไร.? คลิ๊กฟังจากวิดีโอเลยครับ | Link

** ต้องขอบคุณบริษัท CMG/Powerbuy ที่อนุญาตให้ยืม Cambridge Audio รุ่น CXN ตัวนี้มาเข้าโปรแกรม Experience@Home ครั้งนี้

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า