รีวิว Shunyata Research รุ่น ALTAIRA อุปกรณ์ลดสัญญาณรบกวนจากระบบกราวนด์

Noiseไม่ว่าจะอยู่ในรูปของ สัญญาณหรือ คลื่นล้วนเป็นพิษกับเสียงของชุดเครื่องเสียงทั้งสิ้น ซึ่ง noise ที่เข้ามารบกวนระบบเครื่องเสียงที่อยู่ในรูปของ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” (electromagnetic interference) มีที่มาจากหลายแหล่ง อาทิเช่น คลื่นจากสัญญาณวิทยุ (radio frequency), คลื่นจากสัญญาณภาพของทีวี (television), คลื่นไมโครเวฟ, คลื่น wifi และคลื่นจากมือถือ ฯลฯ

คลื่นรบกวนเหล่านี้จะแพร่สะพัดอยู่ในอากาศ ซึ่งมันจะเข้าสู่เครื่องเสียงได้โดยผ่านทางตัวถังเครื่องที่เป็นโลหะที่ทำหน้าที่เหมือนเสาอากาศชักนำคลื่นรบกวนเหล่านี้เข้ามาสู่อุปกรณ์เครื่องเสียง นั่นคือเหตุผลที่การออกแบบวงจรจะต้องมีการกำหนด ground-plane ขึ้นมาเพื่อให้ทำหน้าที่เหมือนระบบ บำบัดของเสียให้เป็นเส้นทางลำเลียงคลื่นรบกวนที่แทรกเข้ามาในวงจรอิเล็กทรอนิคออกไป แต่เนื่องจากการทำงานของชุดเครื่องเสียงประกอบด้วยอุปกรณ์เครื่องเสียงหลายชิ้นที่แยกขาดจากกัน ต่างคนต่างก็มี ระบบระบายของเสียของตัวเอง บางตัวก็ออกแบบระบบน้ำทิ้งมาดี สามารถขจัดคลื่นรบกวนออกไปได้หมด แต่บางเครื่องก็ไม่ได้ออกแบบมาดีขนาดนั้น เมื่อนำอุปกรณ์เครื่องเสียงเหล่านี้มาเชื่อมต่อกันผ่านทางสายสัญญาณและสายลำโพง มีผลทำให้คลื่นรบกวนที่ถูกกักไว้ในแต่ละเครื่องรั่วไหลออกมาซึ่งควรจะถูกส่งไปทิ้งลงดิน แต่เนื่องจากระดับของปริมาณกราวนด์แต่ละเครื่องไม่เท่ากัน ซึ่งถ้าระบบสายดินไม่ดี มีศักย์สูง (ความต้านทานสูง) แทนที่คลื่นรบกวนของเครื่องเสียงที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่าจะไหลไปลงดินง่ายๆ ก็ทำไม่ได้ เพราะถ้าไหลผ่านเครื่องเสียงตัวไหนที่มีศักย์ไฟฟ้าต่ำกว่า คลื่นรบกวนจากเครื่องอื่นที่ศักย์สูงกว่าก็จะไหลมากองกันอยู่ที่เครื่องที่มีศักย์ต่ำ และถูกกักให้วิ่งวนเป็นลู๊ปอยู่ในซิสเต็ม สร้างปัญหาที่เรียกว่า กราวนด์ลู๊ปขึ้นมา ซึ่งส่งผลเสียต่อคุณภาพเสียงเต็มๆ !

Now You See,
Now You Don’t !

ในชีวิตจริง กราวนด์มีพฤติกรรมเหมือนผี คือมันจะคอยหลอกเอาล่อเอาเถือกกับเราอยู่บ่อยๆ บอกได้ยากว่าในซิสเต็มของคุณจะมีกราวนด์รั่วไหลเวียนอยู่ในซิสเต็มหรือไม่.? ถ้ามี มันจะไปกองกันอยู่ที่เครื่องตัวไหน.? กรณีที่ซิสเต็มเครื่องเสียงเกิดปัญหากราวนด์ไหลเวียนอยู่ในระบบไม่ถูกทิ้งลงดิน ที่เรียกว่าปัญหา ground loops ถ้าปัญหาเยอะ จะทำให้เกิดเสียงฮัมที่เป็นความถี่ต่ำครางออกมาจากลำโพง ส่วนใหญ่จะได้ยินออกมาจากไดเวอร์มิดเร้นจ์/วูฟเฟอร์สำหรับลำโพงสองทาง หรือได้ยินออกมาจากวูฟเฟอร์สำหรับลำโพงสามทางหรือมากกว่า แต่กรณีที่ลำโพงมีความต้านทานสูง (ความไวต่ำ) และกราวนด์ลู๊ปที่เกิดขึ้นมีปริมาณไม่เยอะมาก เสียงฮัมที่เกิดขึ้นก็อาจจะเบามากจนไม่ได้ยิน ณ จุดนั่งฟัง

เสียงฮัมของกราวนด์ลู๊ปจะเป็นคนละส่วนกับเสียงเพลงที่เราฟังผ่านชุดเครื่องเสียง ถ้ามีฮัมเบาๆ อาจจะไม่รู้สึกผิดปกติ แต่มันจะปนไปกับเสียงเพลงทำให้เกิดการ modulate ของความถี่ระหว่างเสียงฮัมกับเสียงดนตรีในย่านเดียวกัน จนเกิดเป็นความเพี้ยนขึ้นทั้งในส่วนที่เป็น fundamental (หัวโน๊ต) และ harmonic (ความกังวานรอบๆ ตัวโน๊ต)

เชสซี กราวนด์” (chassis ground)
& “ซิกแนล กราวนด์” (signal ground)

คำว่า ‘Groundในวงการอิเล็กทรอนิคมีความหมายเดียวกับคำว่า Earthคือเป็น จุดอ้างอิงสำหรับการวัดโวลเตจของวงจร ซึ่งในอุดมคติแล้ว จุดที่มีสถานะเป็นกราวนด์จะต้องมีค่าโวลเตจเท่ากับ 0 (zero volt) แต่ในชีวิตจริงมันไม่แน่เสมอไป คือพูดได้ว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้กราวนด์ของระบบใดๆ ลงไปอยู่ที่ 0 โวลต์ได้ ด้วยเหตุนี้ วิศวกรไฟฟ้าจึงมักจะมองกราวนด์ว่าเป็นช่องทางไหลกลับของกระแสไฟฟ้าซะมากกว่า (*ขอบคุณข้อมูลจาก The Geek Pub Arcade)

กราวนด์สำหรับวงการอิเล็กทรอนิคมีอยู่ 3 ชนิด หลักๆ คือ Earth Ground, Chassis Ground และ Signal Ground

Earth Ground ก็คือความหมายของกราวนด์ในอุดมคติ อ้างอิงกับพื้นโลกของเรา ซึ่งระบบไฟฟ้าที่เราใช้กันอยู่ตามบ้านจะอ้างอิงกับ earth ground นี้ด้วยการถ่ายเทกระแสกราวนด์ผ่านแท่งทองแดงที่ปักลงไปในพื้นดิน ตึกหรืออาคารบ้านเรือนก็อาศัยส่งกระแสกราวนด์ลงดินผ่านทางสายล่อฟ้า เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับตัวอาคารตอนที่มีฟ้าฝ่าเกิดขึ้น

Chassis Ground ส่วนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิค หรือวัตถุที่ไม่ได้อยู่กับที่และมีกระแสไฟผ่าน อย่างเช่น รถยนต์, คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ, ทีวี, ตู้เย็น ฯลฯ รวมถึงเครื่องเสียงที่พวกเราใช้กันอยู่ ซึ่งในทางปฏิบัติเป็นเรื่องยากที่จะต่อสายจากอุปกรณ์เหล่านี้ลงไปที่พื้นดินเพื่อถ่ายเทกราวนด์ที่เกิดขึ้นภายใน/บนตัวอุปกรณ์นั้นทิ้งลงดินได้ ผู้ผลิตอุปกรณ์เหล่านี้จะใช้วิธีกำหนดเอาส่วนประกอบที่เป็นโลหะชิ้นใหญ่เป็นจุดอ้างอิงสำหรับระบบกราวนด์ของอุปกรณ์ตัวนั้น ซึ่งโดยมากก็คือส่วนที่เป็นโครงสร้างหลัก หรือ ตัวถัง” (chassis) อย่างเช่น ตัวถังของรถยนต์, ตัวถังของเครื่องเสียง, แผงวงจรหลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ เหล่านี้เป็นต้น แล้วค่อยเชื่อมต่อชิ้นส่วนนั้นเข้ากับกราวนด์ของไฟเอซีเพื่อให้เป็นช่องทางให้กราวนด์ที่เกิดขึ้นภายใน/บนตัวเครื่องไหลลงดินไป

Signal Ground ในอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้น จะประกอบด้วยการทำงานของแผงวงจรที่มีมากกว่า 1 แผงอยู่ในนั้น ตัวอย่างเช่น แผงวงจรหลัก, แผงวงจรของภาคเพาเวอร์ซัพพลาย, แผงวงจรของภาคคอนโทรล ฯลฯ ซึ่งแต่ละแผงวงจรเหล่านี้อาจจะใช้กระแสไฟไม่เท่ากันในการทำงาน บางชิ้นส่วนของการทำงานอาจจะใช้แรงดันไฟ 12V แต่มีกระแสไหลผ่านแค่ 1A ในขณะที่บางแผงวงจรอาจจะใช้ไฟที่มีแรงดันต่ำกว่า แต่มีกระแสไหลสูงกว่า ซึ่ง Signal Ground จะทำการแยกระบบกราวนด์ระหว่างแต่ละแผงวงจรออกจากกันเพื่อไม่ให้เกิดการรบกวนกันขึ้น

ALTAIRAGround Noise Reduction System

อุปกรณ์ที่ใช้ขจัด noise ที่มากับระบบกราวนด์ของชุดเครื่องเสียงที่ Caelin Gabriel คิดค้นขึ้นมาและตั้งชื่อเรียกว่า ‘ALTAIRAนี้ มีอยู่ 2 รุ่น คือ ‘ALTAIRA Chassis Hub (CG-NR)’ กับ ‘ALTAIRA Signal Hub (SG-NR)’ ซึ่งทั้งสองรุ่นนี้จะมีลักษณะภายนอกเหมือนกันเกือบ 100% คือเป็นกล่องโลหะสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีขนาด กว้าง x ลึก x สูง อยู่ที่ 14.1 x 5.6 x 3.4 นิ้ว แผงด้านหน้าเป็นแผ่นอะลูมิเนียมโล้นๆ เรียบๆ ไม่มีอะไรนอกจากตัวอักษรภาษาอังกฤษที่เป็นชื่อรุ่น ALTAIRA ประทับอยู่ ส่วนแผงด้านหลังมีขั้วต่อเรียงกันอยู่ทั้งหมด 7 ตัว หน้าตาแบบเดียวกับขั้วต่อสายลำโพง คือมีแกนกลางที่เป็นตัวนำลักษณะเป็นแท่งเกลียวยื่นออกมาจากตัวถังเพื่อเชื่อมต่อกับปลายสายกราวนด์ที่มาจากอุปกรณ์เครื่องเสียง และมีตัวขันยึดขั้วต่อสายกราวนด์เข้ากับแกนกลางด้วยการขันเกลียว ที่กล่อง ALTAIRA ทั้งสองกล่องนี้ไม่มีปลั๊กไฟให้เสียบ เพราะระบบขจัด noise ของทั้งสองกล่องนี้เป็นแบบพาสซีฟที่ไม่ต้องการไฟเลี้ยง ส่วนความแตกต่างระหว่างสองรุ่นนี้ เมื่อมองจากภายนอกจะมีแค่ สีของตัวล็อคขั้วต่อที่อยู่บนแผงด้านหลังเท่านั้น โดยที่ตัวล็อคขั้วต่อของรุ่น ALTAIRA Chassis Hub จะเป็น สีดำในขณะที่ตัวล็อคขั้วต่อของรุ่น ALTAIRA Signal Hub จะเป็นสีขาว (ตามรูปด้านล่างนี้)

ตัวบนคือรุ่น ‘ALTAIRA Signal Hub
ส่วนตัวล่างคือรุ่น ‘ALTAIRA Chassis Hub

กล่อง ALTAIRA สองตัวนี้เข้าไปทำหน้าที่อะไรในระบบ.? อธิบายง่ายๆ คือมันจะทำหน้าที่คล้ายกับ บ่อพักสำหรับ noise ที่รองรับจากอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละตัวในซิสเต็มมาที่กล่องนี้ ก่อนจะส่งต่อไปทิ้งลงดินไปกับ earth ground ของปลั๊กไฟเอซี หรือพ่วงไปทิ้งผ่านทางจุดเชื่อมต่อ earth ground ของปลั๊กราง (ดูจากภาพประกอบในหัวข้อ ลักษณะการใช้งานเพิ่มเติม)

ALTAIRA Chassis Hubกับ ‘ALTAIRA Signal Hubมีการออกแบบต่างกันยังไง.? นี่คือข้อมูลส่วนที่ทางผู้ผลิตไม่ได้แจ้งไว้ชัดๆ เพราะตัวคุณ Caelin Gabriel เจ้าของแบรนด์นี้ พื้นฐานของเขาก็คือ นักประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยี” หรือ inventor เพราะเดิมเขาทำระบบไฟให้กับวงการทหาร พื้นฐานทางวิศวกรรมไฟฟ้าของเขาจึงแน่นปึ๊ก สังเกตได้จากเทคโนโลยีที่เขาคิดค้นขึ้นมา ได้ถูกจดทะเบียนสิทธิบัตรเอาไว้จำนวนมาก นั่นคือเหตุผลที่เขาไม่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบภายในให้ใครรู้แบบลึกๆ ชัดๆ แต่เลี่ยงไปอธิบายด้วยคำจำกัดความทางเทคนิคที่เขาขึ้นทะเบียนสิทธิบัตรเอาไว้แทน อย่างเช่น เทคนิค NIC (Noise Isolation Chamber) คือเทคนิคที่ใช้ลด noise ที่ความถี่ของสายไฟเอซี ซึ่งพวกเขาเลือกใช้สารเฟอร์โรอิเล็กทริกในการดูดซับคลื่นรบกวนที่ความถี่สูงที่มากับไฟเอซีโดยไม่สร้างผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ให้เกิดขึ้นกับเสียงเหมือนเทคนิคเก่าๆ ที่ใช้หม้อแปลงกับแคปาซิเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลเสียต่อคุณภาพเสียง

อีกเทคนิคที่พวกเขานำมาใช้ในการกรองคลื่นสัญญาณรบกวน (หรือ noise) ของตัว ALTAIRA มีโค๊ดรหัสที่ใช้จดสิทธิบัตรว่า “CCI filtersซึ่งเป็นฟิลเตอร์ที่มีความสามารถในการลดน๊อยส์ในระบบไฟได้โดยไม่กระทบกับความสามารถในการจ่ายกระแสที่ฉับไวเพื่อตอบสนองกับสัญญาณทรานเชี้ยนต์ (DTCD = dynamic transient current deliverly) ของอุปกรณ์นั้นๆ

เทคโนโลยีหลักๆ ที่ใช้ในกล่อง ALTAIRA ก็มีแค่นั้น ถ้าให้เดานะ แม้ว่าขนาดตัวถังภายนอกจะเท่ากัน องค์ประกอบหลักๆ ก็เหมือนกันแทบจะทุกอย่าง แต่ผมเชื่อว่า การออกแบบภายในของตัว ALTAIRA Chassis Hub กับ ALTAIRA Signal Hub น่าจะมีความแตกต่างกันอยู่บ้าง อย่างน้อยก็น่าจะเป็น รูปแบบหรือ ปริมาณของฟิลเตอร์ที่ใช้ในการลด noise เนื่องจากน๊อยซ์จากตัวถังเครื่อง (chassis) กับ noise จากสัญญาณ (signal) มันมาจากคนละตำแหน่งของเครื่องเสียง ดังนั้น noise ที่มาจากสองตำแหน่งนี้ก็น่าจะมีรูปแบบที่ต่างกันรวมถึงปริมาณของ noise ก็ควรจะมากน้อยต่างกัน แต่อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่รู้รายละเอียดเกี่ยวกับการออกแบบภายในเลย เราก็สามารถหาคำตอบจากการทดลองฟังเปรียบเทียบเอาเองได้ ถ้าข้างในออกแบบไม่เหมือนกัน.. เสียงก็ไม่ควรจะเหมือนกัน.!

ลักษณะการใช้งาน

อย่างที่เกริ่นมาข้างต้นว่ากล่องกราวนด์ ALTAIRA มีอยู่ 2 รุ่น คือ ‘ALTAIRA Chassis Hub (CG-NR)’ กับ ‘ALTAIRA Signal Hub (SG-NR)’ ซึ่งหลักการพื้นฐานของทั้งสองกล่องนี้เหมือนกัน คือทำตัวเป็น บ่อพักเพื่อกักเก็บ noise ที่ไหลมาจากอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละตัวในซิสเต็มของคุณ ก่อนจะปล่อยทิ้งไปกับ earth ground ไม่ให้ไหลย้อนกลับเข้าไปในซิสเต็ม

มีคำแนะนำจากผู้ผลิตประเด็นหนึ่งน่าสนใจ คือเขาระบุว่า สำหรับซิสเต็มที่มีอุปกรณ์เครื่องเสียงน้อยชิ้น ประมาณว่าทั้งชุดมี ไม่เกิน 6 ชิ้น เขาแนะนำว่าให้ใช้แค่กล่อง ALTAIRA Chassis Hub (SG-NR) กล่องเดียวก็น่าจะให้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแล้ว เพราะเขามองว่า เครื่องเสียงส่วนใหญ่จะทำการปล่อยกราวนด์ไว้กับตัวถังและเชื่อมต่อกับขั้วกราวนด์ของไฟเอซีเพื่ออาศัยไปลงดินอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ การใช้กล่อง ALTAIRA Chassis Hub (SG-NR) แค่กล่องเดียวรวม noise จากอุปกรณ์เครื่องเสียงทั้งหมดในซิสเต็มเพื่อเอาไปถ่ายทิ้งลงดินแค่จุดเดียวก็น่าจะจบ แต่.. ในชีวิตจริงมันมีอะไรมากกว่านั้น เมื่อผู้ใช้ทำการเชื่อมต่อสายไฟเอซีของเครื่องเสียงเหล่านั้นเข้ากับปลั๊กรางตัวเดียวกันที่ไม่ได้แยกเต้ารับของเครื่องเสียงแต่ละตัวออกจากกัน กรณีนี้มีสิทธิ์ที่จะทำให้กราวนด์จากอุปกรณ์เครื่องเสียงที่มีค่าต่างกัน ไม่ได้ไหลลงดินโดยตรง แต่กลับไหลวนกลับมารบกวนชุดเครื่องเสียงเป็นลู๊ปวนไปเรื่อย แต่ปัญหาแบบนี้จะไม่เกิดกับกล่องกราวนด์ทั้งสองรุ่นของ Shunyata Research เพราะเมื่อกราวนด์จากตัวถังของเครื่องเสียงแต่ละตัวถูกดึงมาที่กล่อง ALTAIRA Chassis Hub กราวนด์ของเครื่องเสียงแต่ละตัวที่มาถึงกล่อง ALTAIRA Chassis Hub จะถูก แยกกันด้วยโครงสร้างภายในกล่อง ALTAIRA Chassis Hub ไม่เชื่อมถึงกัน จึงไม่เกิดการรั่วไหลระหว่างกราวนด์ของแต่ละเครื่อง จากนั้นจะปล่อยทิ้งไปที่ earth ground ด้วยการต่อไปลงที่ขั้วกราวนด์ของปลั๊กไฟ ด้วยเหตุนี้ ปัญหาการรบกวนระหว่างกราวนด์ของแต่ละเครื่องจึงไม่เกิดขึ้นเมื่อใช้กล่องกราวนด์ ฮับของ Shunyata Research ทั้งสองรุ่นนี้

กรณีของชุดเครื่องเสียงที่มีความสลับซับซ้อนมากๆ เพราะมีอุปกรณ์เครื่องเสียงจำนวนมากต่อเชื่อมกันอยู่ในระบบก็จะยิ่งเปิดโอกาสให้เกิดปัญหากราวนด์ลู๊ปขึ้นได้ง่าย ในการป้องกันหรือขจัดปัญหากราวนด์ลู๊ปนี้จำเป็นต้องใช้กล่อง ground hub มากกว่าหนึ่งกล่อง และต้องมีเทคนิคการเชื่อมต่อที่ถูกต้องด้วย ซึ่งทางผู้ผลิตก็มีแนะนำรูปแบบการเชื่อมต่อใช้งานกล่อง ALTAIRA ทั้งสองกล่องนี้ไว้ให้ดูถึง 7 รูปแบบ มีตั้งแต่แบบเบื้องต้นไปจนถึงแบบแอดวานซ์ที่ให้ประสิทธิภาพสูง โดยแยกออกเป็น 2 ระดับ คือระดับ ‘Ground System Architecturesกับระดับ ‘Advanced Grounding Architecturesซึ่งมีรายละเอียดตามนี้

Ground System Architectures
รูปแบบการเชื่อมต่อระดับพื้นฐานของกราวนด์แบบต่างๆ โดยมีกล่อง ALTAIRA เป็นศูนย์กลาง

1. Star Ground Systems

นี่คือรูปแบบเบสิคมาตรฐานที่ให้ผลชัดเจนในการขจัดกราวนด์ น๊อยส์ออกไปจากอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือขจัดได้ตั้งแต่ระดับมิลลิโวลต์ขึ้นไปจนถึงระดับหลายสิบโวลต์ ซึ่งจุดที่เป็นปลายทางศูนย์รวมของสัญญาณกราวนด์ที่ทุกเครื่องมาบรรจบกันนั้น (จุดสีแดงในภาพข้างบน) จะเป็นจุดที่มีบทบาทสำคัญของระบบ ซึ่งอาจจะเป็นอะไรก็ได้ที่มีคุณสมบัตินำไฟฟ้าและมีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับไฟฟ้าปริมาณสูงได้

2. Buss Grounding Architecture

ต่างจาก Star Ground ตรงที่ใช้แท่งตัวนำยาวๆ หรือเส้นตัวนำยาวๆ (เส้นสีแดงในภาพข้างบน) อย่างเช่นเส้นทองแดงยาวๆ เป็นปลายทางศูนย์รวมของสัญญาณกราวนด์จากอุปกรณ์เครื่องเสียงทุกชิ้น ซึ่งกราวนด์จากเครื่องเสียงแต่ละชิ้นจะเดินทางมาที่ศูนย์กลางผ่านสายตัวนำสั้นๆ

3. Hub Based Ground System

รูปแบบนี้จะคล้ายกับการเชื่อมต่อแบบ Star Ground มากที่สุด แต่มีจุดที่ต่างกันเล็กน้อย นั่นคือ แทนที่ปลายทางที่เป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อของกราวนด์จากเครื่องเสียงทั้งหมดจะไปรวมกันที่จุดเดียวกัน (single connection point) แต่การเชื่อมต่อกราวนด์แบบ Hub Based Ground System นี้ปลายทางคือกล่อง ALTAIRA (แรเงาสีชมพูในภาพข้างบน) ที่มีการแยกจุดเชื่อมต่อกราวนด์จากเครื่องเสียงแต่ละชิ้นออกจากกันเป็นหลายจุด (multiple terminal ground hub) ซึ่งจะให้ประสิทธิภาพในการขจัดกราวนด์ได้ สูงกว่าแบบ Star Ground เพราะเป็นการขจัดกราวนด์แบบ เครื่องใครเครื่องมันแยกกันเด็ดขาด ตัดโอกาสที่กราวนด์จากเครื่องเสียงแต่ละตัวจะแทรกข้ามไปถึงกัน

4. Network Grounding System

เป็นระบบการเชื่อมต่อกราวนด์ที่มีความซับซ้อนมากที่สุด แต่ก็ให้ผลในการขจัด noise จากกราวนด์ของซิสเต็มได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดเช่นกัน ถ้าพิจารณาจากโครงสร้างการเชื่อมต่อแล้ว จะพบว่า การเชื่อมต่อแบบนี้ก็คือการนำเอา ALTAIRA มากกว่าหนึ่งฮับมาเชื่อมโยงเข้าด้วยกันลักษณะเดียวกับระบบเน็ทเวิร์คนั่นเอง ซึ่งอาจจะเป็นแบบ Star Ground ทั้งหมด, เป็นแบบ Buss Grounding ทั้งหมด หรือจะผสมกันเป็นแบบ hybrid ก็ได้ โดยที่กราวนด์ของฮับที่อยู่ปลายสุดของการเชื่อมต่อจะเป็นจุดที่ใช้ drain ไปลงดิน (earth ground)

Advaned Grounding Architectures
การเชื่อมต่อกราวนด์แบบล้ำขึ้นไปอีกขั้น

5. Segmented Ground Hubs

ระบบการเชื่อมต่อกราวนด์แบบนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดที่ว่า อุปกรณ์เครื่องเสียงต่างประเภทกัน ใช้ภาคเพาเวอร์ซัพพลายไม่เหมือนกัน ด้วยเหตุนี้ noise ที่เกิดจากอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ต่างประเภทกันจึงมีลักษณะและระดับความรุนแรงต่างกัน ดังนั้น ถ้ามีการแยกอุปกรณ์เครื่องที่เป็นประเภทเดียวกันออกไปใช้กล่อง ALTAIRA Hub กล่องเดียวกัน อย่างเช่น เอาเครื่องเสียงที่ดีไซน์วงจรภายในด้วยวงจรอะนาลอกทั้งหมด อาทิเช่น ปรีแอมป์และเพาเวอร์แอมป์ ที่เป็นเพียวอะนาลอก มาเชื่อมต่อกับกล่อง ALTAIRA Signal Hub กล่องเดียวกัน ส่วนเครื่องเสียงที่ดีไซน์วงจรภายในด้วยวงจรดิจิตัลทุกชิ้นมาเชื่อมต่อกับกล่อง ALTAIRA Signal Hub ที่แยกออกไปอีกกล่องหนึ่ง แบบนี้เรียกว่า ‘Segmented Ground Hubซึ่งจะให้ประสิทธิภาพในการลด noise ของกราวนด์ในระบบได้ สูงกว่าการเชื่อมต่อระบบแบบ Network Grounding System ขึ้นไปอีกขั้น

6. Digital Component Stacks

การแยกเฉพาะอุปกรณ์เครื่องเสียงที่ทำงานในโดเมนดิจิตัลทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็น streamer, DAC, Clock Generator, CD/SACD Player, Router, Computer, Network Switch ฯลฯ มาต่อกราวนด์ ของแต่ละเครื่องเข้ากับกล่อง ALTAIRA Signal Hub แล้ว drain ทิ้งไปที่ earth ground ของระบบไฟบ้าน จะเป็นวิธีกำจัด noise จากระบบกราวนด์ที่ให้ผลลัพธ์ทางเสียงโดยรวมที่ให้ผลดีมาก

7. Dual-Mono Grounding System

มีเครื่องเสียงจำนวนไม่น้อยที่ออกแบบวงจรภายในเป็นแบบ ‘Dual Monoคือแยกการทำงานของวงจรสำหรับแชนเนลซ้ายกับแชนเนลขวาออกจากกันเด็ดขาด เพราะต้องการขจัดปัญหากวนข้ามแชนเนล หรือ crosstalk ระหว่างแชนเนลซ้ายแชนเนลขวาออกไป ซึ่งความหมายของคำว่า “Dual-Monoก็คือ แผงวงจรของแชนเนลซ้ายกับแชนเนลขวาจะถูก ตัดขาดจากกันแบบเด็ดขาดจริงๆ ซึ่งอาจจะหมายถึงการตัดแยกไปถึงภาคเพาเวอร์ซัพพลายด้วย นั่นคือในวงจรเพาเวอร์ซัพพลายของแต่ละแชนเนลจะมีทรานฟอร์เมอร์แยกเป็นสองตัว ของใครของมัน

ในกรณีนี้ แม้ว่าแผงวงจรหลักและภาคเพาเวอร์ซัพพลายจะถูกแยกออกเป็นสองส่วนเด็ดขาดจากกัน แต่ถ้าวงจรทั้งสองซีกนั้นยังต้องอาศัยระบบกราวนด์ร่วมกัน อยู่ในตัวถังเดียวกัน ก็มีโอกาสที่จะทำให้เกิดการ crosstalk ของกราวนด์ที่ข้ามผ่านจากแชนเนลหนึ่งไปอีกแชนเนลได้ แม้ว่าคุณจะทำการต่อแชสซีกราวนด์ของเครื่องเสียงชิ้นนั้นมาลงที่ ALTAIRA Chassis Hub ก็ตาม แต่ถ้าเป็นการต่อแบบปกติที่ใช้กล่อง ALTAIRA Chassis Hub แค่ตัวเดียว ก็หนีปัญหา crosstalk ของกราวนด์ไปไม่พ้น

Shunyata Research คิดค้นรูปแบบการเชื่อมต่อระบบกราวนด์สำหรับซิสเต็มที่ใช้อุปกรณ์เครื่องเสียงที่ออกแบบวงจรภายในที่มีการทำงานแยกสำหรับแชนเนลซ้ายขวาออกจากกัน (Dual-Mono) ออกมารูปแบบหนึ่ง ตั้งชื่อว่า ‘Dual-Mono Grounding Systemโดยใช้กล่อง ALTAIRA Signal Hub จำนวน 2 กล่อง ทำการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เครื่องเสียงตามชาร์ตตัวอย่างในภาพข้างบน

สายต่อเชื่อม..
กับการเชื่อมต่อ

การส่งผ่านกราวนด์จากเครื่องเสียงไปที่กล่อง ALTAIRA ทั้งสองแบบ ต้องใช้สายสัญญาณเชื่อมโยงระหว่างจุดเชื่อมต่อกราวนด์บนตัวเครื่องเสียงกับจุดรับกราวนด์บนกล่อง ALTAIRA (*ต้องซื้อเพิ่ม) แต่เนื่องจากกราวนด์ที่เป็น signal ground บนตัวเครื่องเสียงต้องดึงออกมาจากขั้วต่อของสัญญาณอินพุตหรือช่องสัญญาณเอ๊าต์พุตของเครื่องเสียง ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ อย่างเช่น ขั้วต่อของสัญญาณอิน/เอ๊าต์ฯ สำหรับดิจิตัลก็มี สาย Clock (BNC), Coaxial (RCA), AES/EBU (XLR), USB-A, USB-B, Ethernet (RJ45) ส่วนขั้วต่อของสัญญาณอิน/เอ๊าต์ฯ สำหรับอะนาลอกก็มี Unbalanced (RCA) และ Balanced (XLR)

เพื่อความยืดหยุ่นในการใช้งาน พวกเขาที่ Shunyata Research ใช้วิธีออกแบบสายเชื่อมต่อสัญญาณกราวนด์ (Ground Cable) ระหว่างกล่อง ALTAIRA กับอุปกรณ์เครื่องเสียงให้มีลักษณะที่ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนขั้วต่อได้ทั้งสองด้าน ด้วยเหตุผลเพื่อให้สายเชื่อมต่อนี้สามารถใช้งานกับอินพุต/เอ๊าต์พุตของเครื่องเสียงได้ทุกรูปแบบ โดยทำตัวสายออกมาให้เลือกซื้อไปใช้ถึง 5 รุ่น 5 ระดับคุณภาพ/ราคา คือ Venom, Delta, Alpha, Sigma และ Omega โดยที่แต่ละรุ่นจะมีความยาวให้เลือกถึง 4 ขนาด คือ 1, 1.5, 2 และ 3 เมตร

ลักษณะของปลายสายกราวนด์ทางฝั่งที่จะใช้เชื่อมต่อกับขั้วต่ออินพุต/เอ๊าต์พุตของอุปกรณ์เครื่องเสียง จะเป็นแท่งโลหะ (หมายเลข 1 ในภาพข้างบน) เพื่อเสียบเข้ากับรูเสียบบนตัวอะแด๊ปเตอร์ที่ทำไว้ให้เลือกใช้ให้ตรงกับลักษณะของขั้วต่อบนตัวเครื่องเสียงที่ต้องการเชื่อมต่อกราวนด์ อย่างเช่นตัวอย่างในภาพข้างบน หมายเลข 2 คืออะแด๊ปเตอร์สำหรับขั้วต่อ XLR ตัวผู้ ส่วนหมายเลข 3 คืออะแด๊ปเตอร์สำหรับขั้วต่อ USB-type B

ทางผู้ผลิตมีทำอะแด๊ปเตอร์มาให้เลือกใช้ครบทุกรูปแบบของขั้วต่อ ซึ่งผู้ใช้ต้องซื้อเพิ่มตามแต่รูปแบบที่ต้องการใช้ ในแง่คุณภาพ มีให้เลือก 2 ระดับ ระดับมาตรฐานคือรุ่น VTX ในขณะที่รุ่นพิเศษคือรุ่น VTX-AG

ส่วนปลายสายกราวนด์ที่จะนำไปเชื่อมต่อกับจุด drain กราวนด์บนกล่อง ALTAIRA จะมีขั้วต่อให้เลือกใช้ 2 แบบ คือ (A) ขั้วต่อแบบหางปลา กับ (B) ขั้วต่อแบบแท่งโลหะ ซึ่งใช้วิธีขันเกลียวล็อคตัวขั้วต่อเข้ากับปลายสาย ซึ่งผู้ใช้สามารถเปลี่ยนเองได้ง่ายๆ เขามีประแจขันมาให้เสร็จสรรพ (ภาพถัดลงมาคือตัวอย่างการเชื่อมต่อกับกล่องกราวนด์ ALTAIRA ด้วยขั้วต่อแบบหางปลา)

ส่วนสายกราวนด์ที่ใช้เชื่อมต่อกับขั้วต่อกราวนด์บนกล่อง ALTAIRA ที่จะใช้ drain กราวนด์ไปที่ earth ground ภายนอก (ในวงรีสีแดง) นั้น ก็เป็นสายเชื่อมต่อแบบเดียวกับที่ใช้เชื่อมต่อระหว่างกล่องกราวนด์กับตัวอุปกรณ์เครื่องเสียงนั่นแหละ ฝั่งที่เชื่อมต่อกับจุด drain กราวนด์บนกล่องจะใช้เป็นขั้วต่อแบบหางปลา หรือขั้วต่อแบบแท่งโลหะก็เลือกได้.. (ในภาพใช้ขั้วต่อแบบหางปลา)

ส่วนปลายสายอีกด้านที่ต้องไปต่อเชื่อมกับจุดต่อกราวนด์บนปลั๊กผนัง คุณต้องซื้ออะแด๊ปเตอร์ปลั๊กผนังแบบหลอกๆ อย่างที่เห็นในภาพ ซึ่งผู้ผลิตทำออกมาให้ใช้เสียบที่ปลายสายกราวนด์ แล้วเสียบตัวอะแด๊ปเตอร์นี้เข้ากับเต้ารับบนผนังอีกที

วิธีใช้งาน และ
ผลทางเสียงของ ALTAIRA

ความเห็นส่วนตัวที่ประมวลจากประสบการณ์เกี่ยวกับอุปกรณ์เสริมที่ทำงานกับกราวนด์ที่ผ่านมา (จริงๆ แล้วผมก็ยังมีโอกาสได้ลองเล่นไม่กี่ยี่ห้อเอง..!) ถ้าพูดถึงอุปกรณ์เสริมเกี่ยวกับระบบไฟของชุดเครื่องเสียงแล้ว ผมให้ความเชื่อถือผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Shunyata Research มากที่สุด ด้วยเหตุผลหลายๆ ประการรวมกัน โดยเริ่มต้นจากแบ็คกราวนด์ของคนออกแบบ (คือ Caelin Gabriel) ที่ดูแล้วมีความน่าเชื่อถือ ไปจนถึงแนวคิดในการออกแบบผลิตภัณฑ์แต่ละตัวที่ทำออกมา ซึ่งมันดูจะสอดคล้องไปในทิศทางกับความเห็นของคนเล่นเครื่องเสียงส่วนใหญ่ที่มีประสบการณ์

ยกตัวอย่างเช่น เทคโนโลยี DTCD ที่พวกเขาจดสิทธิบัตรเอาไว้ ชื่อเต็มว่า ‘Dynamic Transient Current Deliveryซึ่งเป็นระบบวิเคราะห์ผลในการ ส่งผ่านกระแสไฟของอุปกรณ์ประเภท power delivery poduct ที่พวกเขาทำขึ้นมา คือหลังจากออกแบบในกระดาษและลงมือทำขึ้นมาเป็นผลิตภัณฑ์แล้ว พวกเขาจะต้องนำผลิตภัณฑ์นั้นมาตรวจสอบด้วยเทคโนโลยี DTCD ตัวนี้เสมอ เพื่อวิเคราะห์ถึงผลในการส่งผ่านกระแสของผลิตภัณฑ์ตัวนั้น อย่างเช่น ตอนออกแบบอุปกรณ์ประเภทฟิลเตอร์ทีแรกอาจจะตั้งเป้าไปที่ความสามารถในการกรองสัญญาณรบกวน แต่หลังจากผลิตขึ้นมาแล้ว ถ้าพบว่าผลิตภัณฑ์ตัวนั้นมีผลในการ จำกัดการส่งผ่านกระแส ก็ถือว่ามีผลข้างเคียงในแง่ลบติดมาด้วย ต้องเอาไปออกแบบใหม่เพื่อให้ได้ผลในการกรองสัญญาณรบกวนได้ดีโดยที่ไม่ทำให้ความสามารถในการส่งผ่านกระแสด้อยลง

เครื่องมือที่ใช้วัด DTCD ของ Shunyata Research อ่านรายละเอียดได้จากบทความในเว็บไซต์ theaudiobeat.com (*ขอบคุณภาพประกอบจากสื่อเครื่องเสียง theaudiobeat.com)

ผลิตภัณฑ์ประเภทเดียวกันของแบรนด์ที่ไม่มีกระบวนการวัดผลลักษณะที่ Shunyata Research ทำแบบนี้จึงมักจะมีผลข้างเคียงเชิงลบติดมาด้วยโดยที่ผู้ผลิตอาจจะไม่รู้ ซึ่งที่ผ่านมาผมก็ไม่เห็นแบรนด์ไหนที่มีแนวคิดแบบนี้ มันดูเมคเซ้นต์มาก.! เพราะนักเล่นฯ ที่มีประสบการณ์จะรู้ดีว่า ความสามารถในการจ่ายกระแสไฟ” (current delivery) ของอุปกรณ์เครื่องเสียงไม่ว่าจะส่วนไหนของระบบล้วนมีความสำคัญมาก เนื่องจากกระแสไฟฟ้าเปรียบเสมือนกระแสเลือดที่ใช้สูบฉีดหล่อเลี้ยงระบบเสียง ถ้าเครื่องเสียงชิ้นไหนในระบบมีลักษณะที่ อั้นกระแสมักจะส่งผลเสียต่อเสียงเสมอ เมื่อ Shunyata Research แสดงให้เห็นถึงแนวคิดที่ไปในทิศทางเดียวกับความรู้สึกของนักเล่นฯ ที่มีประสบการณ์อย่างนี้ ก็น่าจะเชื่อใจได้ระดับหนึ่งว่าผลิตภัณฑ์ที่แบรนด์นี้ทำออกมาควรจะหวังผลทางเสียงที่ดีได้

เมื่อไม่นานมานี้ ผมเคยทดสอบปลั๊กรางของแบรนด์นี้ไปรุ่นหนึ่ง ชื่อรุ่น Venom PS10 (REVIEW) ซึ่งออกแบบโดยใช้หลักการ DTCD ด้วย ผลการทดสอบคือผมประทับใจประสิทธิภาพของมันมาก มันให้เสียงที่สงัดเงียบจริงๆ แบ็คกราวนด์มืดสนิทแต่ไม่ทึบด้าน แถมมีพลังอัดฉีดที่ดี ที่แจ๋วสุดๆ คือมันไม่อั้นกระแสแม้ว่าจะเสียบครบทุกช่อง เป็นปลั๊กรางที่คุ้มราคามากที่สุดตัวหนึ่งเท่าที่ผมเคยสัมผัสมา นั่นทำให้ผมรู้สึกคาดหวังกับ ALTAIRA ตัวนี้มากเป็นพิเศษ.!

A : สกัด noise จากชุดดิจิตัล ฟร้อนต์เอ็นด์
ด้วยการเชื่อมต่อกราวนด์แบบ ‘Digital Component Stacks’ (ยกแรก)

หลังจากได้รับอุปกรณ์ที่ชื่อว่า Grounding System ของ Shunyata Research มาทดสอบ ช่วงเวลาประมาณ 2-3 อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมได้ทำการทดลองใช้งานกล่อง ‘ALTAIRA Signal Hubกับอุปกรณ์เครื่องเสียงที่อยู่ในกลุ่มของ digital source ในซิสเต็มของผมก่อนเลย เพราะหลังจากพิจารณารูปแบบการใช้งานกล่อง ALTAIRA ทั้งสองกับชุดเครื่องเสียงทั้ง 7 รูปแบบแล้ว ผมรู้สึกสะดุดใจกับรูปแบบการเชื่อมต่อที่ชื่อว่า Digital Component Stacksซึ่งทางผู้ผลิตแนะนำไว้มากที่สุด ผมว่ามันฟังดูเมคเซ็นต์ เนื่องจากเรารู้มานานแล้วว่า ระบบเพลย์แบ็คสัญญาณเพลงที่อยู่ในรูปของสัญญาณดิจิตัลมันเป็นจุดอ่อนไหวที่สุดในซิสเต็ม เพราะมันมีโอกาสที่จะเปิดรับ noise หรือคลื่นสัญญาณรบกวนที่มากับอุปกรณ์ที่ทำงานในโดเมนดิจิตัลหลายๆ ชิ้น ไม่ว่าจะเป็น Streamer, DAC, DDC, Network Switch หรือแม้แต่ Router เข้ามารุมสกรัมชุดเครื่องเสียงของเรา ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว แหล่งต้นทางหรือ Source ถือว่าเป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่สุดในชุดเครื่องเสียง ถ้าต้นทางโดน noise รุมสกัมจนเสียหาย เราก็คงจะไปหวังคุณภาพเสียงที่ดีตรงปลายทางไม่ได้.!!

ยกแรกผมทดลองเซ็ตอัพชุดดิจิตัล เพลย์แบ็คที่ประกอบด้วย Roon nucleus+ ทำหน้าที่เป็นสตรีมเมอร์ ทรานสปอร์ต ส่งสัญญาณดิจิตัลไปที่ Denafrips GAIA ทำหน้าที่เป็น DDC (Digital-to-Digital Converter) แปลงสัญญาณดิจิตัลจากเอ๊าต์พุต USB ของ nucleus+ ให้ออกมาเป็นฟอร์แม็ต I2S ผ่านออกทางเอ๊าต์พุต HDMI (I2S) ของ GAIA ไปเข้าที่ช่องอินพุต HDMI (I2S) ของ Holo Audio Spring 3 KTE ซึ่งทำหน้าที่เป็น DAC

ในการทดลองใช้งาน ALTAIRA เข้ากับดิจิตัล ฟร้อนต์เอ็นด์ชุดนี้ ผมเริ่มต้นด้วยการใช้สายกราวนด์ (*แค่เส้นเดียว) ต่อเชื่อมระหว่างเอ๊าต์พุต USB ของ nucleus+ กับขั้วต่อที่ใช้ drain กราวนด์บนกล่อง ALTAIRA Signal Hub แค่จุดเดียว แล้วลองฟังเสียง จากนั้นก็ทดลองย้ายสายกราวนด์จาก nucleus+ ไปที่ GAIA (เปลี่ยนอะแด๊ปเตอร์เข้าที่อินพุต Coaxial) และสุดท้ายสลับไปที่ Spring 3 KTE (เปลี่ยนอะแด๊ปเตอร์เข้าที่อินพุต USB-B ภาพด้านบน)

เสียง.? ทุกครั้งที่เสียบสายกราวนด์ไปที่ดิจิตัล ฟร้อนต์เอ็นด์ ตัวใดตัวหนึ่งใน 3 ตัวในชุดนี้ ผมได้ยิน ความเปลี่ยนแปลงของเสียงเกิดขึ้นทั้งสามครั้ง แต่ครั้งที่เห็นความแตกต่างมากที่สุดระหว่างเสียบกับเอาออก ก็คือตอนเสียบเข้าที่ช่องเอ๊าต์พุต USB ของ nucleus+

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นไปในทิศทางที่ดีต่อคุณภาพเสียง คือเมื่อเสียบสายกราวนด์เข้าไปที่ช่องเอ๊าต์พุต USB ของ nucleus+ แล้ว สิ่งแรกที่ทำให้รู้สึกได้ชัดก็คือ น้ำหนักของเสียงที่ดีขึ้น คือรู้สึกได้ทันทีว่า เสียงทั้งหมดมีลักษณะที่เด้ง ลอย และดีดตัวมากขึ้น ซึ่งอันนี้ไม่เกี่ยวกับระดับความดัง คือ ณ ระดับความดังที่ฟังปกติ วอลลุ่มเท่าเดิม แต่จะรับรู้ได้ว่า ทุกเสียงมีความกระฉับกระเฉงขึ้นมาทันทีเมื่อเสียบสายกราวนด์ของ ALTAIRA เข้าที่ช่องเอ๊าต์พุต USB ของ nucleus+

สังเกตว่า ในย่อหน้าข้างต้น ผมจะเน้นคำว่า “เสียงทั้งหมด” และคำว่า ทุกเสียงเหตุผลก็เพราะต้องการสื่อสารให้เข้าใจชัดๆ ว่า ระบบกราวนด์ ALTAIRA ส่งผลกับ ความถี่ตลอดย่านไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ได้ส่งผลแค่ความถี่ย่านใดย่านหนึ่งเท่านั้น นั่นเป็นผลให้คุณสมบัติทางด้าน โทนัลบาลานซ์ของซิสเต็มไม่เปลี่ยนแปลงไป โอ้วว.. ประเด็นนี้นี่แหละคือสิ่งที่ผมต้องการ คือผมต้องการให้ระบบกราวนด์ (รวมถึงระบบ noise filter ทั้งหลาย) จัดการเฉพาะขจัด noise ออกไปจากระบบของผม เท่านั้นผมไม่ต้องการให้ระบบเสริมเหล่านี้เข้าไปยุ่งกับโทนเสียงของซิสเต็มที่ผมได้ทำการแม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพ+ปรับจูนเอาไว้แล้ว และไม่ต้องการเพิ่มระบบเหล่านี้เข้ามาในซิสเต็มเพื่อให้มันเข้ามาเป็น ตัวแปรที่เข้ามาทำให้การแม็ทชิ่งยุ่งยากมากขึ้น แต่อยากให้ระบบเสริมเหล่านี้เข้ามา ขจัดกวาดล้างมลพิษที่คอยรบกวนการทำงานของซิสเต็มออกไป.. เท่านั้น!

ผมให้เวลาตัวเองในการทดลองฟังเสียงของซิสเต็มหลังจากเสียบสายกราวนด์จากกล่อง ALTAIRA เข้ากับอุปกรณ์ในซิสเต็มอยู่นานหลายวัน ผมทำเพลย์ลิสต์ในการทดสอบ ALTAIRA ตัวนี้ไว้มากถึง 100 กว่าแทรค มีทุกแนวเพลง มีทั้งเพลงเก่าที่บันทึกเสียงตั้งแต่ปี ’50 – ปี ’80 และเพลงใหม่ที่บันทึกเสียงตั้งแต่ปี ’80 เป็นต้นมา กับอีกส่วนที่เป็นเพลงของค่ายไฮเอ็นด์ ผมใช้เพลงจากลิสต์เหล่านี้ในการทดสอบผลของกล่องกราวนด์ ALTAIRA ครั้งนี้ ซึ่งหลังจากทดลองฟังไปนับสิบเพลง ผมก็ค่อนข้างมั่นใจกับสิ่งที่ได้ยินที่เป็นผลจากการเชื่อมต่อระบบกราวนด์ ALTAIRA กับซิสเต็มรูปแบบแรกนี้ (ลักษณะของผลทางเสียงที่เกิดขึ้นจะไปรวมอธิบายในหัวข้อ : สรุปเสียงที่ได้จากการเชื่อมต่อระบบด้วยรูปแบบ ‘Digital Component Stacks’ + กล่อง ALTAIRA Chassis Hub)

B : สกัด noise จากชุดดิจิตัล ฟร้อนต์เอ็นด์
ด้วยการเชื่อมต่อกราวนด์แบบ ‘Digital Component Stacks’ (ยกสอง)

ผมจัดการเซ็ตอัพแหล่งต้นทางดิจิตัลขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง แต่ยังคงใช้ Roon nucleus+ ทำหน้าที่เป็น streamer transport ดึงไฟล์เพลงจาก NAS เข้ามาเล่นแล้วส่งสัญญาณดิจิตัล PCM ไปที่อินพุต Ethernet (LAN) ของ Bluesound รุ่น NODE X และได้เพิ่มเครื่องเล่นซีดี/เอสเอซีดีของ Arcam รุ่น CD27 เข้ามาอยู่ในซิสเต็มด้วย

ในส่วนของระบบกราวนด์ ผมยังคงใช้กล่อง ALTAIRA Signal Hub แค่กล่องเดียว แต่คราวนี้ผมใช้สายกราวนด์เพิ่มจากยกแรกขึ้นมาอีก 2 เส้น เพื่อแยกกันทำหน้าที่เป็น ท่อนำกราวนด์จากอุปกรณ์แต่ละเครื่องคือ Roon nucleus+, Bluesound NODE X และ Arcam CD27 ตรงมาที่ขั้วต่อกราวนด์ที่กล่อง ALTAIRA Signal Hub (เส้นสีแดงในภาพข้างบน)

ในการทดลองฟังผล ผมใช้วิธีเชื่อมต่อสายกราวนด์ทีละเครื่องแล้วลองฟัง เริ่มจากช่องเอ๊าต์พุต USB ของ Roon nucleus+ ก่อน ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาก็เป็นไปทางเดียวกันกับตอนลองเชื่อมต่อยกแรก หลังจากนั้นก็เพิ่มสายกราวนด์เส้นที่สอง เชื่อมต่อที่ช่องอินพุต coaxial จาก Bluesound NODE X มาที่กล่อง ALTHARA Signal Hub แล้วลองฟังเสียงต่อไปอีกพักนึง สุดท้ายจึงใช้สายกราวนด์เส้นที่สาม เชื่อมต่อระหว่างช่อง network ของ Arcam CD27 มาที่กล่อง ALTHARA Signal Hub ลองฟังผลลัพธ์ทั้งจากการเล่นไฟล์ และจากการเล่นเพลงจากแผ่นซีดีและแผ่น SACD ด้วย

สรุปเสียงที่ได้จากการเชื่อมต่อระบบด้วยรูปแบบ ‘Digital Component Stacks’ (ยกหนึ่ง + ยกสอง)

จริงๆ แล้ว การทำงานของกล่องกราวนด์ ALTAIRA ไม่ได้ไปยุ่งโดยตรงกับสัญญาณเสียง เพราะมันไม่ได้ดึงสัญญาณเสียงเข้าไปผ่านระบบเลย เพียงแต่ว่ามัน ดูดกระแสไฟอ่อนๆ ที่เป็นของเหลือใช้หลงค้างอยู่ในระบบกราวนด์ของอุปกรณ์เครื่องเสียงในซิสเต็มออกไปทิ้งให้เท่านั้น ส่วนที่วิเคราะห์ยากก็คือ กระแสกราวนด์อ่อนๆ (ก็คือ noise) เหล่านั้นส่งผลอย่างไรกับสัญญาณเสียงในทางเทคนิคกันแน่.? ที่ผ่านๆ มาเรามักจะได้ยินว่า noise เข้าไป ผสมกับสัญญาณบ้าง หรือเข้าไป รบกวนการทำงานของวงจรอิเล็กทรอนิคที่อยู่ในอุปกรณ์เครื่องเสียงจนทำให้วงจรเหล่านั้นทำงานออกมาได้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์บ้าง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า noise ทั้งจาก signal ground และ chassis ground เข้าไปทำอะไรกับสัญญาณเสียง แต่เราก็สามารถวัดผลของ noise ที่มีต่อสัญญาณเสียงในทางรูปธรรมได้ด้วยการทดลองฟังนี่แหละ

หลังจากทดลองเชื่อมต่อกล่อง ALTAIRA Signal Hub (ขั้วขาว) เข้ากับชุด digital source อย่างแรกที่ผมรับรู้ได้คือ โทนเสียงไม่เปลี่ยน โทนัลบาลานซ์ไม่เปลี่ยน หรือถ้ามีต่างไปบ้างก็แค่รู้สึกเหมือนเสียงทุ้มจะลดน้อยลงไปนิดนึง แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างมากจนรับรู้ได้ชัดคือ ความเปิดโล่งของเสียงตลอดทั้งย่านที่ดีขึ้น สามารถรับรู้ได้ว่า ทุกเสียงมีลักษณะของการ ปลดปล่อยหางเสียงให้แผ่ขยายออกไปมากขึ้น ทุกเสียงมีลักษณะที่ทอดกังวานออกไปมากขึ้น และมีลักษณะที่เปิดกระจ่างมากขึ้น กระฉับกระเฉงมากขึ้น เวทีเสียงเปิดโล่ง ไม่ขมุกขมัว ผลลัพธ์ที่ผมแฮ้ปปี้มากคือปลายเสียงแหลมไม่ได้หายไปอย่างที่เคยเกิดขึ้นกับการใช้อุปกรณ์ประเภท ฟิลเตอร์อื่นๆ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่า อุปกรณ์ ‘ALTAIRA Signal Hubของ Shunyata Research ตัวนี้ไม่ได้เข้าไปยุ่งกับสัญญาณเสียงนั่นเอง (ทั้งๆ ที่ชื่อของมันคือ Signal Hub.!)

ผมพบข้อสังเกตหนึ่งหลังจากทดลองใช้ระบบกราวนด์ ALTAIRA ของ Shunyata Research ครั้งนี้ที่ต่างจากผลของการใช้อุปกรณ์เสริมประเภท passive filter อื่นๆ นั่นคือ ผมพบว่า เสียงของซิสเต็มมีลักษณะที่ ดังมากขึ้นกว่าก่อนใช้ระบบกราวนด์ ALTAIRA นิดนึง อาจจะไม่ได้ดังขึ้นมากแต่รู้สึกได้ ซึ่งต่างจากการใช้อุปกรณ์ passive filter บางประเภทที่มักจะมีผลให้ความดังของเสียงลดลง ซึ่งน่าจะเป็นผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดการอั้นของกระแสขึ้นนั่นเอง ที่ถูกที่ควรแล้ว เมื่อระบบกราวนด์ที่มีปัญหารบกวนการทำงานของอุปกรณ์เครื่องเสียงถูกขจัดออกไป ก็น่าจะทำให้หม้อแปลงที่อยู่ในอุปกรณ์เครื่องเสียงเหล่านั้นทำงานได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น และควรจะทำให้เสียงออกมาเต็มมากขึ้น (จึงรู้สึกเหมือนดังขึ้นนิดหน่อย) และมีน้ำหนักเสียงมากขึ้นอย่างที่ผมได้ยินจากการใช้ ALTAIRA ชุดนี้ ซึ่งประเด็นสำคัญที่อยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตก็คือ ถ้าเป็นระบบฟิลเตอร์ที่จัดการกับ noise ของ ground จริงๆ ก็ไม่ควรจะทำให้เสียงเบาลงหรือทำให้เกิดอาการอั้นไดนามิก เพราะระบบที่ดี ต้องไม่เข้าไปยุ่งกับสัญญาณเสียงนั่นเอง.!

C : สกัด noise จากชุดดิจิตัล ฟร้อนต์เอ็นด์ ด้วยการเชื่อมต่อกราวนด์แบบ ‘Digital Component Stacks’ + ร่วมกับใช้กล่องกราวนด์ ALTAIRA Chassis Hub สกัด noise จากแอมป์

ยกที่สามของการทดลองฟังผลของ ALTAIRA ผมเพิ่มตัว ALTAIRA Chassis Hub (ขั้วดำ) เข้ามาเสริมเพื่อดึงกราวนด์จากตัวถังเครื่องลงดิน ซึ่งยอมรับว่าค่อนข้างจะทำได้ยาก เพราะเครื่องเสียงยุคใหม่ๆ เริ่มจะไม่ใช้วิธียึดตัวถังด้วยการขันน็อตกันแล้ว แต่ใช้วิธีทำเป็นลิ้นสอดให้มันล็อคกันแทน จึงหาหัวน็อตยึดโครงตัวถังเพื่อขันล็อคสายกราวนด์ได้ยาก ตอนทดสอบ ALTAIRA นี้ ผมพบว่าในจำนวนเครื่องเสียงทั้งหมดที่ผมมีอยู่ในห้องฟังที่ใช้วิธีขันน็อตยึดตัวถังก็มีแค่อินติเกรตแอมป์เท่านั้นที่พอจะมีหัวน็อตให้ใช้ยึดสายกราวนด์ ซึ่งในห้องฟังของผมตอนนั้นมีอินติเกรตแอมป์อยู่ 7 ตัว คือ Dared Saturn Signature, Audiolab 9000A, LEAK Stereo 230, Marantz 40n, Moonriver Audio Model 404 Reference, Mola-Mola Kula และ McIntosh รุ่น MAC7200 หลังจากสำรวจดูแล้ว พบว่า มีแค่ Marantz 40n กับ McIntosh MAC7200 แค่สองตัวที่ใช้วิธียึดตัวถังเครื่องด้วยน็อตเกลียวซึ่งสะดวกกับการขันยึดมากกว่าตัวอื่นๆ ซึ่งใช้น็อตแบบที่ขันออกยาก

ผมทดลองใช้ระบบกราวนด์ ALTAIRA กับอินติเกรตแอมป์ Marantz 40n โดยทดลองเชื่อมต่อสายกราวนด์แล้วลองฟังดู 2 ตำแหน่งด้วยกัน ตำแหน่งแรกคือยึดสายกราวนด์กับน็อตขันยึดตัวถัง (ศรชี้ รูปบน) พบว่ามีผลกับเสียง มันให้ความแตกต่างออกมาในแง่ดี คือเมื่อยึดสายกราวนด์เข้ากับตัวถังแล้วมันทำให้รู้สึกถึงความเป็นอิสระของเสียงมากขึ้น ไดนามิกสวิงได้กว้างขึ้น ปลายเสียงทอดไปได้ไกลมากขึ้น และเสียงโดยรวมมีความสะอาดขึ้น แม้ว่าจะเป็นความแตกต่างที่ไม่มากนัก แต่ก็อยู่ในระดับที่สามารถรับรู้ได้ ยิ่งลองเสียบๆ ถอดๆ หลายครั้งก็ยิ่งรับรู้ได้ชัดมากขึ้น

สำหรับแอมป์ที่ไม่มีน็อตยึดตัวถัง หรือใช้น็อตแบบที่ขันยาก แนะนำให้ลองใช้จุดเชื่อมต่อกราวนด์ของภาคโฟโนแทน ถ้าแอมป์ตัวนั้นมีภาคโฟโนในตัว เนื่องจากโดยปกติแล้ว กราวนด์ของโฟโนมักจะถูก drain ไปลงดินผ่านทางตัวถัง ดังนั้น การใช้ขั้วต่อกราวนด์ของโฟโนแทนขั้วต่อกราวนด์ตัวถังก็ควรจะได้ผลเหมือนกัน

ผมทดลองย้ายสายกราวนด์ของ ALTAIRA มาเสียบที่ขั้วต่อกราวนด์โฟโนของ Marantz 40n แล้วลองฟังเทียบกัน ปรากฏว่า ผลทางเสียงออกไปทางเดียวกันกับการยึดสายกราวนด์ที่น็อตยึดตัวถัง แสดงว่า กราวนด์ของภาคโฟโนในตัว Marantz 40n เชื่อมต่อไปทิ้งลงดินผ่านตัวถังจริงๆ ..

อินติเกรตแอมป์ Moonriver Audio Model 404 Reference ก็มีขั้วต่อกราวนด์สำหรับภาคโฟโนมาให้ ผมเลยเอามาทดลองฟังโดยเสียบขั้วต่อของสายกราวนด์จาก ALTAIRA มาเข้าที่ขั้วต่อสายกราวนด์ของภาคโฟโนของ Model 404 Reference แล้วลองฟังดู ผลออกมาไม่ค่อยดี เสียงโดยรวมดูเหมือนจะมีอาการอั้นๆ ไม่ค่อยผ่อนคลายเหมือนตอนที่ไม่ได้เสียบสายกราวนด์ เอ.. ทำไมผลลัพธ์มันไปคนละทางกับ Marantz 40n หว่า.. ??? แสดงว่าเทคนิคนี้ใช้ไม่ได้กับแอมป์ทุกตัว..!!

McIntosh MAC7200 ก็มีขั้วต่อกราวนด์ของภาคโฟโนในตัว ผมจึงทดลองเชื่อมต่อสายกราวนด์ของ ALTAIRA เข้าที่ขั้วต่อกราวนด์โฟโนของ MAC7200 แล้วฟังเสียงดู พบว่าไม่มีผลต่างทางเสียงที่ชัดเจนเกิดขึ้น หลังจากสลับเสียบเข้าปลดออกแล้วลองฟังอยู่พักใหญ่ๆ ผมพบว่า เมื่อเสียบสายกราวนด์เข้าไปเสียงไม่ดีขึ้นแน่ๆ แถมมีโอกาสจะแย่ลงนิดๆ ด้วยซ้ำคือมีอาการอั้นหน่อยๆ

จากนั้นผมก็ทดลองจิ้มสายกราวนด์ของกล่อง ALTAIRA Chassis Hub ไปเรื่อยๆ เน้นตำแหน่งที่น่าจะเป็น chassis ground ในระหว่างนั้น ผมลองเสียบสายกราวนด์ของกล่อง ALTAIRA Chassis Hub เข้ากับขั้วต่อกราวนด์ของปลั๊กรางของ Clef Audio (ศรชี้สีแดง ภาพข้างบน) พบว่า มันให้เสียงโดยรวมที่ดีขึ้น ไปในทิศทางที่เป็นบวกชัดเจน ทั้งความเปิดโล่ง พื้นเสียงที่ใสสะอาด ความเป็นอิสระ และอาการดีดตัวที่มีพลังเพิ่มขึ้น ล้วนเป็นไปในทิศทางเดียวกับตอนเสียบเข้ากับขั้วต่อโฟโนของ Marantz 40n คือเมื่อเสียบที่ปลั๊กราง Clef Audio จะได้ข้อดีที่ไปเพิ่มเปอร์เซ็นต์ให้สูงขึ้น สรุปคือ ต้องไล่เสียบตรงตำแหน่งที่คาดว่าจะเป็น chassis ground ของอุปกรณ์ในซิสเต็มแต่ละตัวที่มีให้เสียบแล้วลองฟังเสียงสถานเดียว ถ้าเสียบแล้วเสียงแย่ลงก็ไม่ต้องเสียบ เป็นไปได้ว่า กราวนด์ตัวถังของเครื่องตัวนั้น (ที่เสียบแล้วเสียงไม่ดี) น่าจะถูก drain ทิ้งผ่านไปทางกราวนด์ของสายไฟเอซีแล้ว เมื่อเอาสายกราวนด์ของกล่อง ALTAIRA เข้าไปเชื่อมต่ออีกจุด จึงอาจทำให้กราวนด์บนตัวถังของเครื่องนั้นวนกลับเป็นกราวนด์ลู๊ปขึ้น

สรุปเสียงที่ได้จากการเชื่อมต่อระบบด้วยรูปแบบ ‘Digital Component Stacks’ + กล่อง ALTAIRA Chassis Hub (CG-NR)

จากการทดสอบในซิสเต็มของผม กับระบบไฟในห้องฟังของผม ผมได้ข้อสรุปมาว่า กล่อง ALTAIRA Signal Hub ให้ผลลัพธ์ทางเสียงที่ดีน่าพอใจมาก ในขณะที่กล่อง ALTAIRA Chassis Hub ในซิสเต็มของผมมันให้ผลดีต่อเสียงเฉพาะกับอุปกรณ์บางชิ้นเท่านั้น (อินติเกรตแอมป์ Marantz 40n กับปลั๊กราง Clef Audio)

สรุปซิสเต็มที่ผมเซ็ตอัพตอนฟังสรุปเสียงของ ALTAIRA คือแบบ C โดยใช้กล่อง ALTAIRA Signal Hub เชื่อมต่อกราวนด์จาก Roon nucleus+, Mola Mola Tambaqui DAC และ Arcam CD27 และใช้กล่อง ALTAIRA Chassis Hub เชื่อมต่อกราวนด์จากปลั๊กราง Clef Audio และอินติเกรตแอมป์ Marantz 40n (แต่ตอนเปลี่ยนไปใช้อินติเกรตแอมป์ McIntosh MAC7200 ผมไม่ต่อกราวนด์ใดๆ

เสียงที่ได้จากการเซ็ตอัพข้างต้นมันแสดงคุณสมบัติของคำว่า ‘Transparentออกมาได้ใกล้เคียงอุดมคติมากที่สุด เมื่อเทียบกับการเซ็ตอัพแบบ A และแบบ B ทั้งสองรูปแบบก่อนหน้านี้ คือรู้สึกได้ว่า ไม่มีอะไรเข้ามาขวางระหว่างเสียงเพลงที่ฟังกับตัวเรา ทำให้รู้สึกเหมือนเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์เดียวกับตอนที่ศิลปินกำลังบรรเลงกันอยู่ในขณะนั้น เมื่อปัญหากราวนด์ลู๊ปถูกขจัดออกไป มีผลให้ผมรับรู้ถึงความเป็น ตัวตนของแต่ละเสียงได้ชัดเจนมากขึ้น ความคลุมเครือที่เคยเกิดขึ้นกับแต่ละเสียงที่ได้ยินอยู่ในเพลงที่กำลังฟังลดน้อยลงไปมาก คิดว่าเป็นผลมาจากรายละเอียดในส่วนของ ฮาร์มอนิกของแต่ละเสียงที่ปรากฏออกมาให้ได้ยินมากขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้มันไม่ชัดเจนเท่า นั่นทำให้ความมี ตัวตนของแต่ละเสียงมันถูกเปิดเผยออกมามากขึ้น สามารถระบุตำแหน่งของแต่ละเสียงที่ประกอบกันอยู่ในเพลงที่ฟังออกมาได้อย่างง่ายดายโดยไม่มีความคลุมเครือหลงเหลืออยู่เลย…

อัลบั้ม : Sings The Blues (WAV/16-44.1)
ศิลปิน : Nina Simone
สังกัด : RCA Victor

เพลงเก่าๆ สมัยที่บันทึกเสียงมานานเกิน 50 ปีมาแล้วอย่างอัลบั้มชุด ‘Sings The Bluesของ Nina Simone ลักษณะนี้มักจะมี ความสด กระจ่างที่โดดเด่นชัดเจนกว่าเพลงที่บันทึกเสียงในยุคใหม่ เพราะทั้งซาวนด์เอ็นจิเนียร์และนักฟังเพลงในยุคนี้ต่างก็ยังอยู่ในช่วงของความพยายามที่จะเก็บรายละเอียดของเสียงที่มีความ ชัดเจนทั้งทางด้านตัวเสียงและไดนามิกเข้ามาในมาสเตอร์ให้ได้มากที่สุด เนื่องจากก่อนหน้านั้นความชัดเจนและไดนามิกยังเป็นจุดอ่อนของระบบการบันทึกเสียง เพราะเทคโนโลยีกับ มุมมองที่ใช้ในการบันทึกเสียงยุคนั้นยังมีข้อจำกัด

เมื่อนำเพลงที่บันทึกเสียงในยุคนั้นมาฟังกับเครื่องเสียงยุคปัจจุบันที่แสดงรายละเอียดของเพลงออกมาได้ ลึกกว่าในอดีต มันจึงฟ้องให้เห็นถึงข้อตำหนิที่อยู่ในเพลงเหล่านี้ออกมาอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นตำหนิที่เกิดขึ้นจากข้อจำกัดทางด้านเครื่องไม้เครื่องมือที่พัฒนามายังไม่ถึงระดับมาตรฐานปัจจุบัน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เพลงยุคเก่าที่บันทึกเสียงโดยค่ายเพลงที่ทันสมัยมากๆ สำหรับยุคนั้นอย่างเช่นค่าย RCA Victor ก็จะมีคุณสมบัติบางด้านที่หาไม่ได้จากเพลงยุคใหม่อยู่เหมือนกัน สิ่งนั้นก็คือ ความเปิดกระจ่างของเสียงในระดับขีดสุด ซึ่งเป็นความเปิดกระจ่างที่สื่อถึง ความสดของเสียงที่ทำให้ฟังแล้วรู้สึกเหมือนกำลังฟังดนตรีสดจริงๆ อันนี้เป็นเสน่ห์อย่างมากของเพลงในยุค ’50 – ’70

อาการไม่พึงประสงค์ที่มักจะพ่วงมากับเพลงยุคเก่าแบบนี้ก็คือ อาการแตกปลายของเสียงในย่านกลางสูงขึ้นไปจนถึงเสียงแหลม ซึ่งในอัลบั้มนี้จะพบได้จากเสียงฉาบและเสียงไฮแฮทของกลองชุดที่ปรากฏออกมาเยอะหน่อย ตอนฟังโดยไม่เสริมระบบกราวนด์ของ ALTAIRA เข้ามาผมจะได้ยินปลายเสียงฉาบกับไฮแฮทที่มีลักษณะขึ้นขอบแข็งๆ รวมถึงเสียงเม้าส์ออร์แกนในบางเพลงด้วย และด้วยเหตุที่ผมชอบฟังดัง อาการดังกล่าวมันเลยโด่งล้ำออกมาชวนให้รำคาญหูอยู่เป็นช่วงๆ เมื่อเสริมระบบกราวนด์ของ ALTAIRA เข้าไป อาการรำคาญหูลดลงไปเยอะเลย..!

เสียงนุ่มลง.?? ไม่เชิง.. คือหลังจากเสริมระบบกราวนด์ของ ALTAIRA เข้าไปแล้ว ผมพบว่า โทนเสียงที่สดกระจ่างของอัลบั้มนี้ก็ยังคงเป็นแบบนั้นอยู่ คือเสียงที่ออกมายังคงมีความเปิดเผยและปลดปล่อยเต็มที่ ยังคงสวิงสวายลีลาสาดไดนามิกออกมาได้เต็มวงสวิง ยังคงปลดปล่อยพลังออกมาได้เต็มเหนี่ยว ทว่า อาการแยงหูที่เคยมี ซึ่งติดมากับปลายเสียงและทำให้รู้สึกรำคาญตอนฟังดังๆ หดหายไปเยอะ ทำให้ฟังแล้วมันส์ในอารมณ์ขึ้นมาก อาการแบบนี้จะเรียกว่า เสียงนุ่มลงก็พอได้ แต่ถ้าเปลี่ยนมาใช้คำว่า นุ่มหูมากกว่าเดิมอาจจะใกล้เคียงกว่า เพราะคำว่า เสียงนุ่มลงบางทีมันก็อาจจะหมิ่นเหม่ที่จะทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนไปทางเฉื่อยลง หรือน่วมลงไป ซึ่งหลังจากเสริมระบบกราวนด์ของ ALTAIRA เข้ามาในซิสเต็มของผมแล้ว ผมพบว่ามันไม่ได้ไปทำให้เกิดอาการเฉื่อยหรือน่วมลงแต่อย่างใด

อัลบั้ม : James Newton & Friends (WAV-16/44.1)
ศิลปิน : James Newton & Friends
สังกัด : Sheffield Labs

ผมเป็นคนที่ชอบเน้นคุณสมบัติทางด้าน ไดนามิกของเสียงมากเป็นพิเศษ เพราะ ไดนามิกของเสียงมันคือต้นตอของความสด เหมือนดนตรีจริง อีกคุณสมบัติที่ควบคู่มาด้วยกันก็คือเรื่องของ ไทมิ่งของเสียง ซึ่งอันนี้จะสะท้อนคุณสมบัติทางด้าน จังหวะของเพลง ซึ่งในจำนวนเพลงทั้งหมดที่ผมทำเพลย์ลีสไว้ทดสอบระบบกราวนด์ของ ALTAIRA ครั้งนี้ ผมชอบสิ่งที่ระบบกราวนด์ของ ALTAIRA ทำให้เกิดขึ้นกับอัลบั้มชุด James Newton & Friends มากที่สุด

อัลบั้มชุด James Newton & Friends เป็นผลงานระดับมาสเตอร์พีซชุดหนึ่งของค่ายเพลงไฮเอ็นด์ที่ชื่อว่า Sheffield Labs ในอดีตมันเคยถูกใช้เป็นอัลบั้มระดับอ้างอิงสำหรับวงการเครื่องเสียงบ้านและวงการเครื่องเสียงรถยนต์มาแล้ว เป็นอัลบั้มที่ใช้ทดสอบประสิทธิภาพในการตอบสนองต่อคุณสมบัติทางด้านไดนามิกและสปีดของไทมิ่ง เรสพร้อนต์ได้ดี ซึ่งผมพบว่า หลังจากเสริมระบบกราวนด์ของ ALTAIRA เข้ามาในซิสเต็มของผม มัน (ระบบกราวนด์ของ ALTAIRA) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับเสียงของอัลบั้มนี้เยอะมาก.! รู้สึกได้เลยว่า เพลงที่โชว์พลังและไดนามิกจะใช้ฟังผลของระบบกราวนด์ของ ALTAIRA ได้ชัดกว่าเพลงช้าๆ นุ่มๆ 

แนวเพลงของอัลบั้มนี้คือร็อค ซึ่งแน่นอนว่าใครที่ชอบฟังเพลงแนวนี้คงจะรู้ดีว่า จุดเด่นของเพลงแนวนี้อยู่ที่ ไดนามิก ทรานเชี้ยนต์ ที่มีทั้งความหนัก ความแน่น และความเร็ว ซึ่งทางค่ายเชฟฟิลด์ แล็ปใช้วิธีบันทึกเสียงของการเล่นสดของสมาชิกทั้งวงพร้อมกันในสตูดิโอแล้วส่งตรงเข้ามาสเตอร์เทปทันทีโดยไม่มีการตัดต่อใดๆ และเพื่อให้ฟอร์แม็ต CD ของอัลบั้มนี้สามารถถ่ายทอดไดนามิกเร้นจ์ของเสียงออกมาได้วงสวิงที่กว้างเท่ากับมาสเตอร์ที่บันทึกมาจากการบรรเลงสดจริงๆ ให้มากที่สุด พวกเขาจึงเลือกวิธีทำมาสเตอร์สำหรับ CD ด้วยเกนที่ค่อนข้างต่ำ หวังให้ผู้ฟังเร่งวอลลุ่มของแอมป์ขึ้นมาช่วยในตอนฟัง ซึ่งนี่คือเหตุผลที่ทำให้เสียงของอัลบั้มนี้มักจะออกมาไม่ดี ถ้าเล่นผ่าน source ที่มีคุณภาพไม่สูงพอ เอ๊าต์พุตที่ออกมาจาก DAC ก็จะไม่มีคุณภาพ ยิ่งเร่งวอลลุ่มที่แอมป์ขึ้นมาเยอะๆ ก็จะยิ่งเปิดเผยตำหนิที่ไม่ดีออกมาให้เห็นชัดขึ้น ก่อนจะเสริมระบบกราวนด์ของ ALTAIRA เข้าไป ผมพบว่า เสียงของอัลบั้มนี้จะมีลักษณะที่นุ่ม ทรานเชี้ยนต์ไม่ค่อยคม หัวเสียงที่เป็นจุดสัมผัสของไม้กลองกับหนังกลองขาดความฉับพลัน หัวเสียงกระเดื่องติดน่วมขาดรายละเอียด ยิ่งเร่งวอลลุ่มที่แอมป์ขึ้นมาเยอะๆ ก็ยิ่งเห็นตำหนิชัดขึ้น

แต่พอเสริมระบบกราวนด์ของ ALTAIRA เข้ามา เบื้องแรกจะรู้สึกได้ว่า เสียงทั้งหมดมีความกระฉับกระเฉงมากขึ้น สปีดของไทมิ่งดูเหมือนจะเร็วขึ้นนิดนึง ความฉับพลันทันด่วนของเสียงหัวไม้กระทบหนังกลองดีขึ้นมาก.! การแยกแยะแต่ละเสียงดีขึ้น รับรู้ได้ว่าช่องไฟระหว่างเสียงดนตรีแต่ละชิ้นถูกถ่างออกไปมากกว่าเดิม น้ำหนักเสียงดีขึ้น รู้สึกถึงการย้ำเน้นหัวเสียงของอิมแพ็คฯ ที่เด่นชัดมากขึ้น อาการหัวเสียงน่วมๆ ลดลงไปมากแต่ก็ยังมีให้ได้ยินอยู่นิดหน่อย โดยรวมฟังแล้วรู้สึก เข้าใกล้กับบรรยากาศของคำว่า เล่นสดมากขึ้น

สรุป

ระบบกราวนด์ของ ALTAIRA อยู่ในฐานะของ อุปกรณ์เสริมสำหรับซิสเต็ม โดยที่ปริมาณผลลัพธ์ของมันจะแปรเปลี่ยนไปตามลักษณะพื้นฐานของซิสเต็มโดยตรง ซึ่งตัวแปรที่ส่งผลก็มี ระดับคุณภาพของอุปกรณ์ในซิสเต็ม, ปริมาณของคลื่นรบกวนรอบๆ บริเวณที่ซิสเต็มตั้งอยู่, พื้นฐานของกราวนด์ที่มากับระบบไฟที่ใช้เลี้ยงซิสเต็มนั้นๆ และสุดท้ายคือ การออกแบบระบบกราวนด์ของอุปกรณ์เครื่องเสียงแต่ละชิ้น

คำแนะนำที่ดีที่สุด ซึ่งสรุปมาจากการทดลองใช้งานของผมครั้งนี้ก็คือ หาโอกาสทดลองใช้และทดลองฟังกับซิสเต็มของคุณเองครับ ส่วนผลลัพธ์ของมัน – สำหรับผม ผมชอบนะ เมื่อมันเข้าไปอยู่ถูกที่ เชื่อมต่อในซิสเต็มได้ถูกจุด ผมแฮ้ปปี้กับเสียงของมันมาก มันไม่ได้ไปเปลี่ยนบุคลิกเสียงของซิสเต็มของผม แต่มันเข้าไป ขัดเกลาให้เสียงของซิสเต็มของผมน่าฟังมากขึ้น พอเสริมระบบกราวนด์ของ ALTAIRA เข้ามาแล้ว มันทำให้ผมสามารถเจาะลงไปถึงแก่นสาระของเพลงที่ฟังได้ลึกซึ้งมากขึ้น เข้าถึงอารมณ์เพลงได้มากขึ้น … ความแตกต่างที่รู้สึกว่าเล็กน้อยตอนแรกที่เริ่มใช้ จะยิ่งทวีขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใช้ชีวิตอยู่กับมันนานขึ้น แนะนำให้ทดลองเลยครับ.. ถ้าคุณพร้อมเผชิญกับประสบการณ์อีกรูปแบบที่เครื่องเสียงชิ้นอื่นๆ ให้ไม่ได้..!!! /

********************
*
ราคา :
ALTAIRA Chassis Hub = 135,000 บาท / กล่อง
ALTAIRA Signal Hub = 135,000 บาท / กล่อง
********************
* สายกราวนด์ :
Venom Ground Cable Base = 10,000
บาท / เมตร
Delta Ground Cable Base = 14,000 บาท / เมตร
Alpha Ground Cable Base = 18,000 บาท / เมตร
Sigma Ground Cable Base = 23,000 บาท / เมตร
Omega Ground Cable Base = 36,000 บาท / เมตร
********************
* ขั้วต่อ :
STIS v3 Terminal Spade 6-8 mm = 1,800 บาท / ชิ้น
STIS v3 Terminal Spade 4-6 mm = 1,400 บาท / ชิ้น
STIS v3 Terminal Banana = 1,600 บาท / ชิ้น
********************
* สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่
. Deco2000
โทร. 089-870-8987 (คุณกฤตย์)

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า