รีวิวเครื่องเสียง : Wharfedale รุ่น Denton 85th Anniversary Limited Edition ลำโพงสองทาง สำหรับวางหิ้งหรือวางขาตั้ง

ว่ากันตามปกติแล้ว ผลิตภัณฑ์ประเภทที่ผลิตออกมาเพื่อร่วมฉลองครบรอบกิจการของแบรนด์ที่มีอายุนานหลายสิบปีมักจะถูกมองว่า ทำออกมาเพื่อประดับหน้าตาไว้เป็นที่ระลึกแค่นั้น คงไม่ได้มุ่งเน้นคุณภาพเสียงกันจริงๆ จังๆ เหมือนรุ่นปกติทั่วไปล่ะมั้ง.??

Denton 85th Anniversary คู่นี้
ไม่ได้มาเล่นๆ ..

แบรนด์อื่นที่ทำออกมาอาจจะตั้งใจให้เป็นแค่ สัญลักษณ์ไว้ให้เก็บเป็นที่ระลึกถึงอดีตอันหอมหวานอะไรแบบนั้น แต่สำหรับแบรนด์ที่มีประวัติยาวนานอย่าง Wharfedale ผมมองว่าพวกเขาไม่น่าจะกำหนดเป้าหมายในการทำรุ่นนี้ออกมาด้วยเจตนาที่ตื้นเขินอย่างนั้น เมื่อคำนึงถึงประวัติของแบรนด์ด้วยแล้ว ถ้าทำออกมาแค่หวังให้เป็นที่ระลึกก็เสียแบรนด์ป่าวๆ

Gilbert A. Briggs ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Wharfedale


อีกอย่าง เมื่อห้าปีที่แล้ว คือปี 2012 พวกเขาก็เพิ่งทำรุ่น Denton ที่ฉลองครบรอบ 80 ปีของแบรนด์ Whafedale ไปแล้ว และรุ่นนั้นได้รับการตอบรับที่ดีเกินคาด มีคำชมทั้งจากทั้งสื่อและนักเล่นเครื่องเสียงจำนวนมากแซ่ซ้องมาจากทั่วโลก ต่างก็ชื่นชมว่าเป็นลำโพงเล็กที่ให้เสียงดีมาก บวกกับถูกผลิตออกมาในวาระพิเศษด้วย ยิ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับลำโพงรุ่น Denton เวอร์ชั่นฉลองครบรอบปีที่ 80 ของแบรนด์ Wharfedale อย่างมาก

Peter Comeau หัวหน้าวิศวกรและอะคูสติก เอนจิเนียร์ ที่คอยดูแลการออกแบบลำโพง Wharfedale ในปัจจุบัน (ภาพประกอบจากเว็บไซต์ The Audio Beat)


และนั่นคือแรงขับเคลื่อนอย่างดีที่ทำให้คุณ Peter Comeau วิศวกรหัวหน้าทีมออกแบบลำโพง Wharfedale ผู้ดูแลโปรเจ็กต์นี้ต้องลุกขึ้นมาทำงานอย่างหนักเพื่อทำให้ตำนานภายใต้ชื่อรุ่น Denton หนึ่งในซีรี่ย์ลำโพงที่ทำให้ชื่อของ Wharfedale โด่งดังเป็นที่รู้จักขึ้นมาในวงการลำโพงสำหรับเครื่องเสียงบ้าน ให้หวนกลับมามีชื่อเสียงอีกครั้ง โดยเฉพาะในปี 2017 ซึ่งมีความสำคัญถึงสองประการ คือเป็นปีที่แบรนด์ Wharfedale ดำเนินกิจการมาครบรอบ 85 ปี บรรจบกับเป็นปีที่รุ่น Denton ถูกนำเสนอออกมาสู่โลกครบปีที่ 50 พอดีเช่นกัน

————————————————-
ลิ้งค์วิดีโอ Product Preview | Wharfedale ‘Denton 85th Anniversary
————————————————-

รูปร่างหน้าตา

Wharfedale ทำลำโพงรุ่น Denton เวอร์ชั่นดั้งเดิมออกมาครั้งแรกประมาณปี 1967 ซึ่งกลายเป็นลำโพงสองทางขนาดเล็กที่ได้รับความนิยมสูงมาในขณะนั้น และพวกเขาก็ได้พัฒนา Denton ต่อเนื่องเรื่อยมาอีกหลายปี ปรับปรุงเป็น Denton 2 และจบลงด้วยรุ่น Denton 3 ก่อนจะเปลี่ยนไปทำรุ่นอื่น

หน้าตาของลำโพงรุ่น Denton ในยุคโน้น (ภาพจากอินเตอร์เน็ต)

รูปร่างหน้าตาของ Denton 85th Anniversary คู่นี้มาในรูปแบบที่เห็นปุ๊บมันทำให้นึกถึงลำโพงยุคสมัยก่อนขึ้นมาทันที ตัวตู้ทรงสี่เหลี่ยมออกไปทางอวบๆ หน้ากว้างหลังลึก ไม่ใช่ทรงสลิมทาวเวอร์อย่างที่นิยมกันในปัจจุบัน

ตัวตู้ของ Denton 85th Anniversary มีปริมาตรอากาศภายในอยู่ที่ 13.5 ลิตร ทำงานในระบบตู้เปิด ระบายอากาศภายในตู้ออกสู่ด้านนอกผ่านท่อระบายอากาศคู่ที่มีขนาดเส่นผ่าศูนย์กลาง 30 .. เท่ากันทั้งสองช่อง ทำให้สามารถขยายความถี่ด้านล่างต่อเนื่องจากเสียงทุ้มหน้าตู้ที่สร้างจากตัวมิด/วูฟเฟอร์ตามสเปคฯ ที่ 45Hz ลงไปได้ถึง 40Hz ที่ความดัง -6dB ต่ออ๊อกเตรป

ด้นนอกของตัวตู้ปะผิววีเนียร์ผิวเรียบสีน้ำตาลแดงเข้มๆ ทั้งตัว ยกเว้นตรงแผงหน้าที่ทำเป็นหลุมลึกลงไปประมาณหนึ่งเซนติเมตร เป็นแผงไม้ที่ติดตั้งไดเวอร์ทั้งสอง เมื่อปิดหน้ากากลงไปจะทำหน้าแผงหน้าดูเสมอกันทั้งแผง ตัวหน้ากากก็ทำขึ้นมาด้วยวัสดุพิเศษที่มีผลทางอะคูสติกด้วย คือยืนยันว่าไม่กระทบกับความถี่แหลมขณะปิดหน้ากาก แต่ผมก็ยังพบว่าตอนปิดหน้ากากเสียงแหลมจะตกลงนิดหน่อย ชอบฟังแบบเปิดหน้ากากเอาไว้มากกว่า

ไดเวอร์เสียงแหลมใช้ซอฟท์โดมขนาด 1 นิ้ว (25 mm) วางซ่อนไว้ใต้ตะแกรงโลหะที่มีรูพรุน และฝังตัวอยู่ในเบ้าที่มีลักษณะเป็นปากแตรตื้นๆ ช่วยควบคุมมุมกระจายเสียงด้วย

ส่วนตัวมิด/วูฟเฟอร์มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 6.5 นิ้ว (165 mm) กรวยไดอะแฟรมทำด้วยเคลฟล่าร์สีดำสานเป็นตาข่ายแน่นๆ ดูแข็งแรง

แม็ทชิ่ง + เซ็ตอัพ

แม้ว่ารูปทรงภายนอกและไดเวอร์ที่ใช้จะคล้ายๆ เวอร์ชั่น Denton 80th Anniversary แต่ดูจากสเปคฯ ของตัว Denton 85th Anniversary เทียบกันแล้ว จะเห็นว่ามีความต่างกันอยู่หลายจุดที่น่าจะส่งผลต่อลักษณะเสียงที่แตกต่างกัน

รูปบนเป็นสเปคฯ ของเวอร์ชั่น 80th ส่วนรูปล่างเป็นสเปคฯ ของเวอร์ชั่น 85th จะเห็นจุดแตกต่างสำคัญๆ อยู่หลายจุดซึ่งน่าจะพูดได้ว่า แทบจะเป็นดีไซน์คนละรูปแบบกันเลย เริ่มจาก frequency response หรือ ความถี่ตอบสนองก่อนเลย (แถบเหลือง) ซึ่งในเวอร์ชั่น 85th ถูกลดแบนด์วิธด้านบนของสเปคตรัมลงมานิดหน่อย คือจาก 24kHz ลงมาอยู่ที่ 20kHz ส่วนทางด้านทุ้มยังคงใกล้เคียงกัน ทว่า ในเวอร์ชั่น 85th มีให้ข้อมูลว่าได้จัดให้ความถี่ต่ำขยายผ่านท่อระบายลงไปได้ต่ำกว่าหน้าตู้อีกประมาณ 5Hz จาก 45Hz ลงไปที่ 40Hz ด้วยอัตราลาดชันของความดังอยู่ที่ -6dB ค่อนข้างชัน เก็บรวบหางเร็ว

ความแตกต่างอีก 2-3 จุดต่อไปนี้จะเกี่ยวข้องกับ ประสิทธิภาพของระบบ นั่นคือ ความไว” (แถบสีแดง) ซึ่งเวอร์ชั่นใหม่ 85th ทำให้ไวขึ้นกว่าเวอร์ชั่น 80th อยู่ 2dB จาก 86dB ขึ้นมาเป็น 88dB แสดงว่ากินวัตต์น้อยลงที่ความดังเท่ากัน ทางด้าน อิมพีแดนซ์” (แถบสีม่วง) หรือความต้านทานของเวอร์ชั่นใหม่ 85th ถูกลดให้ต่ำลงมา 2 โอห์ม จากเดิม 6 โอห์ม ลงมาอยู่ที่ 4 โอห์ม แสดงว่าเปิดได้ดังมากขึ้น แต่ต้องการกำลังสำรองมากขึ้น คงต้องการให้ตอบสนองกับการสวิงไดนามิกได้กว้างขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับกำลังขับที่แนะนำ จะเห็นว่าในเวอร์ชั่น 85th แนะนำกำลังขับด้านสูงสุดไว้มากกว่าเวอร์ชั่น 80th อยู่ 20W แบบนี้เดาได้เลยว่า เวอร์ชั่น 85th Anniversary คงจะให้เสียงที่สดใสกว่า มีพลังและมีไดนามิกที่กว้างกว่าเวอร์ชั่น 80th Anniversary อย่างแน่นอน

ดูจากตัวเลขกำลังขับของแอมป์ที่แนะนำไว้ก็ถือว่าไม่ได้โหดมาก ผมลองใช้อินติเกรตแอมป์รุ่น 240i ของ Moon ลองขับดูก็พบว่า มันไปด้วยกันได้ดีมาก ไม่ได้รู้สึกว่าขาดพลัง ซึ่งเป็นเพราะผมฟังในห้องรับแขกที่มีพื้นที่อากาศไม่กว้างใหญ่มาก และนั่งฟังค่อนข้างใกล้แบบ nearfield รู้สึกพอทั้งความดังและพลังเสียง แต่พอเปลี่ยนมาใช้อินติเกรตแอมป์ของ NAD รุ่น C388 ที่มีกำลังขับ 150W ต่อข้างเข้าไป เสียงเบสก็ออกมาดีขึ้น กระชับและลงลึกมากขึ้น วงเวทีเสียงก็ขยายเปิดกว้างออกไปมากขึ้น ชิ้นดนตรีล่องละล่องออกมาห่างตัวตู้ได้อย่างชัดเจนมากขึ้น

ส่วนระยะเซ็ตอัพที่ลงตัวนั้น ผมได้ระยะห่างระหว่างซ้ายขวาอยู่ที่ 152 .. และห่างผนังด้านหลังอยู่ที่ 124 .. สูงจากพื้น 24.7 นิ้ว ตอนนั่งฟังแบบเอาจริงเอาจัง ผมปรับเอียงหน้าลำโพงเข้าหาจุดนั่งฟังประมาณ 10 องศา ถือว่าเป็นจุดลงตัวที่สุด และต้องขอแจ้งให้ทราบนิดนึงว่า ลำโพงคู่นี้ต้องการเวลาในการเบิร์นฯ ค่อนข้างนานนะครับ ช่วง 10-20 ชั่วโมงแรกๆ เสียงทุ้มจะไม่ค่อยมี ออกมาทีก็หัวป้าน อิมแพ็คไม่คม น้ำหนักไม่ค่อยจะมี ต้องเผาไปหลังชั่วโมงที่ 70 ไปแล้วจึงเริ่มมีฐานล่างของเบสออกมาให้ได้ยิน ซึ่งตอนเบิร์นฯ ต้องมีช่วงเวลา อัดมันดังๆ บ้างด้วยเพลงที่มีเบสเยอะๆ อย่างอัลบั้มของ Daft Punk นั่นแหละ ถ้าเปิดเบาๆ มันจะเบิร์นฯ ช้ามาก กำลังขับของแอมป์ก็มีส่วนในการผลักดันเสียงทุ้มที่มีคุณภาพออกมาจากลำโพงคู่นี้ครับ ถ้าเป็นไปได้ มองหาแอมป์ที่มีกำลังอยู่ระหว่าง 100-150W ต่อข้างไว้ก่อน ถ้ายิ่งเป็นแอมป์ระดับไฮเอ็นด์ฯ จะแจ๋วมาก แอมป์แพงยิ่งได้เสียงลำโพงคู่นี้ออกมาดีขึ้นไปเรื่อยๆ หรือถ้าใครใจถึง ขยับไปเล่น Bi-amp โดยใช้แอมป์ 2 แชนเนล สองตัว แยกกันขับมิด/วูฟเฟอร์ กับทวีตเตอร์ ก็จะได้เสียงที่ดีขึ้นมาก หรือใครจะทดลองใช้ AVR ขับลำโพงคู่นี้โดยปรับตั้งให้คู่หน้าขับด้วยแอมป์ 4 แชนเนล (โหมด Bi-Amp สำหรับคู่หน้า) ก็น่าจะได้เสียงที่ดี 

เสียงของ denton 85th Anniversary

หลังจากลองฟังมาระยะหนึ่ง ผมพบว่า โทนเสียงของลำโพงคู่นี้จะออกมาไปทาง เข้มข้น มีมวลเนื้อเสียงที่อัดแน่น รู้สึกได้ว่าตัวมิด/วูฟเฟอร์ทำงานหนักกว่าทวีตเตอร์ ซึ่งสอดคล้องกับสเปคฯ จุดตัดครอสโอเวอร์ซึ่งในเวอร์ชั่น 80th กำหนดไว้ที่ตำแหน่งสองพันสามร้อยเฮิร์ต (2.3kHz) ในขณะที่เวอร์ชั่นใหม่ 85th นี้เลื่อนจุดตัดขึ้นไปอยู่ที่สามพันหนึ่งร้อยเฮิร์ต (3.1kHz) ซึ่งเป็นการลดภาระการตอบสนองความถี่ด้านล่างๆ ของทวีตเตอร์ลงบางส่วน แล้วเอาไปถมลงที่มิด/วูฟเฟอร์แทน

ข้อดีที่ได้มาจากดีไซน์นี้คือเสียงกลางที่ เต็มอิ่ม” (full body) มาก ไม่รู้เป็นไง ตั้งแต่เห็นลำโพงคู่นี้ครั้งแรกแล้วมันทำให้ผมรู้สึกอยากฟังเพลงเก่าๆ ของ Nat King Cole ขึ้นมาตะหงิดๆ หลังจากแม็ทชิ่ง+เซ็ตอัพเสร็จแล้ว ผมก็เลยเลือกไฟล์เพลงของ Nat King Cole ชุด Love is the Thingขึ้นมาฟังก่อนเลย แล้วก็ไม่ผิดหวังจริงๆ ครับ เสียงร้องของ Nat King Cole ปรากฏขึ้นมากลางอากาศแบบมีมิติ มีรูปทรง มีมวลเนื้อที่เข้มข้น มีตำแหน่งที่ตรึงแน่นอยู่ในพื้นที่อากาศตรงกลางระหว่างลำโพงทั้งสองข้าง เป็นมโนภาพที่แจ่มชัด หูของผมมองเห็นทุกอากัปกิริยาที่ลุงแน็ตฯ ขยับริปฝีปากเอื้อนเอ่ยคำร้องออกมาทุกคำ!

อีกอย่างที่ผมรู้สึกประทับใจ นั่นคือ เสียงสตริง ของวงแบ็คอัพที่เล่นคลออยู่ด้านหลังของลุงแน็ตฯ ที่ออกมาชัดมาก เป็นเสียงสตริงที่มีเนื้อมวล มีความเข้มหนาของเนื้อเสียง ไม่ได้บางจ๋อยเหมือนอย่างที่เคยฟังมากับลำโพงส่วนใหญ่ น่าประทับใจมาก มันทำให้ผมนึกถึงเพลงประเภทแชมเบอร์มิวสิคที่ใช้เครื่องสายเป็นตัวนำอย่างพวกไวโอลิน ซึ่งเป็นยาขมสำหรับลำโพงสองทางส่วนมากซึ่งมักจะให้เสียงของเครื่องสายที่ไม่นวลและอิ่มฉ่ำ โดยเฉพาะเสียงไวโอลิน เพื่อพิสูจน์ทราบให้แน่ชัด ผมขยับไปเลือกเพลงในอัลบั้มชุด “The Four Seasonsจากการบรรเลงไวโอลินนำโดยนักไวโอลินสาวสวยชาวดัชท์ที่ชื่อว่า Janine Jansen มาทดลองฟังทันที และสิ่งที่ได้ยินก็ยืนยันสิ่งที่ผมคาด ลำโพงคู่นี้ให้เสียงเครื่องสายออกมาดีมากๆ โดยเฉพาะเครื่องสายที่ใช้วิธีสีด้วยแส้ม้าอย่างพวกไวโอลินหรือวิโอล่า ซึ่งคุณจะไม่ได้ยินเสียงไวโอลินที่ออกแปร๋นเป็นเส้นลวดจากลำโพงคู่นี้เลย แต่กลับเป็นเสียงที่มีความอบอุ่น มีเนื้อมวลและมีความฉ่ำอยู่ในเกณฑ์ที่กำลังเหมาะ แม้จะเปิดดังๆ ก็ไม่มีอาการริ้งกิ้งในหูเลย เยี่ยมมาก.!! แนะนำเป็นพิเศษสำหรับนักฟังคลาสสิกโดยเฉพาะแนวแชมเบอร์

ตอนฟังเพลงของ Nat King Cole ผมนึกถึงเสียงของนักร้องอีกคนที่น่าจะไปกันได้ดีกับแนวเสียงของลำโพงคู่นี้ แต่ตอนนั้นนึกไม่ออกว่าใคร ตอนนั่งฟังไวโอลินอยู่ผมก็นึกได้ว่าเป็น Otis Redding นั่นเอง หลังจบไวโอลินแล้ว ผลเลยข้ามห้วยมาที่อัลบั้มเพลงบลูส์ชุด “Otis Blue – Otis Redding Sings Soulทันที ก่อนจะต่อด้วยเสียงร้องของ Ingram Washington ในอัลบั้มชุด “What A Dofference A Day Makesอีกชุดเพื่อพิสูจน์ความสามารถในการถ่ายทอดเสียงร้องของนักร้องชาย

แน่ชัดแล้วครับ.. Denton 85th Anniversary คู่นี้ให้เสียงในย่านกลางลงมาถึงกลางต่ำ ซึ่งอยู่ใกล้โทนเสียงร้องของนักร้องผู้ชายออกมาได้ดีมาก ช่วงลงเสียงโน้ตต่ำๆ มันให้ออกมาได้เต็มเสียงโดยไม่มีอาการทึบหรือตื้อเลย อ่าา.. แบบนี้ต้องมีคนสงสัยแน่ๆ ว่าแล้วความถี่ในย่านกลางขึ้นไปทางกลางสูงล่ะ จะออกมาเป็นยังไง ต้องลองฟังเสียงร้องของนักร้องผู้หญิงครับ ผมเลยเลือกอัลบั้ม “Come Away With Meของ Norah Jones มาลองฟัง ก็ไม่ขี้เหร่นะครับ ช่วงเสียงโน้ตสูงๆ ไม่มีอาการเปลี่ยนสีหรือเพี้ยนคีย์ ไม่เอนเอียงออกไปทางสว่าง นี่คงเป็นผลมาจากการปรับเปลี่ยนจุดตัดให้ตัวมิด/วูฟเฟอร์ทำงานในย่านเสียงที่สูงขึ้นไปกว่าเดิม ครอบคลุมเสียงร้องส่วนใหญ่ของทั้งหญิงและชายเอาไว้ได้ โทนเสียงของนักร้องจึงไม่มีลักษณะที่แปรเปลี่ยนไปตอนร้องโน้ตสูงๆ กับโน้ตต่ำๆ

แนวเพลงที่ Denton 85th Anniversary ไม่ค่อยชอบก็คือแนวร็อคหนักๆ ครับ คือเพลงที่อัดแน่นด้วยพลังงานเยอะๆ จังหวะรุกกระชั้นๆ กับเพลงที่มีลักษณะการมิกซ์ที่มีความถี่ซ้อนทับกันมากๆ ด้วยอัตราความดังค่อนข้างสูง เสียงที่ได้ออกมาจะมีความอึดอัดปนออกมาด้วย คล้ายกับว่าตัวลำโพงมันพยายามควบคุมตัวมันเองเอาไว้ต้านกับแรงดันของเพลงที่อัดเข้ามา ซึ่งถามว่าฟังได้มั้ย.? ผมคิดว่าคนที่ฟังเพลงร็อคทั่วๆ ไปอาจจะแยกแยะไม่ได้ชัดถึงอาการตื้อๆ เหล่านั้น เพราะโดยปกติที่ผ่านมา ก็หาลำโพงที่สามารถปลดปล่อยพลังงานของเพลงร็อคหนักๆ ให้ออกมาเต็มเม็ดเต็มหน่วยได้ยากอยู่แล้ว

แต่กับเพลงที่บันทึกเสียงมาดีหน่อย มีการจัดช่องไฟของชิ้นดนตรีไว้สวยๆ อย่างอัลบั้มเพลงแจ๊สชุด “Just Friendsของวง LA4 เสียงออกมาดีมาก แม้จะเปิดดังๆ ก็ไม่มีอาการตื้อ ทุกเสียงเปิดโปร่งหลุดพ้นตู้ลำโพงออกไปได้อย่างมีอิสระเต็มที่

ก่อนสรุปผลการฟัง ผมปิดท้ายด้วยเสียงร้องประสานของกลุ่มนักร้องชายหญิงจากวงประสานเสียง Oscar’s Motet Choir ที่ร้องคลอกับเสียงออร์แกนท่อ ในอัลบั้มชุด “Cantate Dominoได้เสียงออกมาเต็มอิ่มมาก เมื่อฟังอัลบั้มนี้เลยทำให้รู้ว่า ลำโพงคู่นี้จะเด่นในการถ่ายทอดซาวนด์สเตจที่ฉีกตัวถอยลงไปด้านหลังของระนาบลำโพงไปได้ไกล (ลึก) มากทีเดียว เสียงร้องประสานก็ออกมาโอ่อ่ามาก ที่ขาดไปหน่อยก็คือโน๊ตต่ำๆ ของออร์แกนท่อในบางช่วงเท่านั้น

สรุป

ผมเชื่อของผมเองว่า เครื่องเสียงทุกชิ้นถูกสร้างขึ้นมาโดยมีเป้าประสงค์ที่ชัดเจน ผู้สร้างมีภาพของผู้ฟังโผล่ขึ้นมาในหัวขณะที่เขากำลังปรับจูนมันอย่างแน่นอน และเชื่อด้วยว่า ผู้ฟังแต่ละคนก็มี รสนิยมในการฟังที่แตกต่างกัน เบี่ยงเบนไปตามลักษณะประเภทของเพลงที่ชอบฟัง ซึ่งแน่นอนว่า ถ้ารสนิยมของคุณกับรสนิยมของคนทำลำโพงมาเจอกัน คุณจะรู้ทันทีว่า ใช่.!

ลองพลิกกลับไปดูในรีวิวอีกทีครับว่า เพลงที่ผมยกตัวอย่างมาอ้างอิงในรีวิวนี้ตรงกับแนวเพลงที่คุณชอบรึเปล่า.? ถ้าใช่.. คุณกับลำโพงคู่นี้น่าจะเป็นเนื้อคู่กันแล้วล่ะครับ แต่ถ้ายังไม่แน่ใจ.. แนะนำให้หิ้วแผ่นเพลงไปขอลองฟังที่ร้านเลยครับ! /

*****************************
ราคา
: 27,900 บาท / คู่
(* ราคาโปรโมชั่น จากราคาเต็ม 34,900 บาท)

*****************************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย :
บริษัท ไฮไฟ ทาวเวอร์ จำกัด
โทร
. 02-881-7273-5
*****************************
หาซื้อได้ที่ :
HifitowerShop

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า