รีวิวเครื่องเสียง : Wharfedale รุ่น Diamond 11.1 ลำโพงสองทางวางหิ้งหรือวางบนขาตั้ง จากประเทศอังกฤษ

ผมชอบแนวทางบริการของ IAG Group (International Audio Group) แฮะ.. คือนายทุนเจ้านี้เค้าซื้อแบรนด์ของอังกฤษมาก็จริง แต่ไม่ได้เข้าไปยุ่มย่ามในการทำงานและการออกแบบ ยังคงปล่อยให้ผู้บริหารของแบรนด์ดำเนินกิจกรรมไปตามรูปแบบและแนวทางเดิม ผลคือได้พัฒนาการของผลิตภัณฑ์ที่ไม่แตกแถวไปจากในอดีต

สวย + หรู + ดูดี
= สไตล์อังกฤษ

ดูจาก Diamond 11.1 คู่นี้ก็ได้ ซึ่งผมยอมรับว่า ในยุคแรกๆ หลังจาก IAG Group ไปซื้อ Wharfedale มาจากเกาะอังกฤษ ผมว่าลำโพงที่ผลิตออกมาจากโรงงานที่จีนเจนเนอเรชั่นแรกๆ มองดูเผินๆ ก็รู้สึกได้ว่ามันมีความ ไม่เนี๊ยบปรากฏอยู่นิดๆ ซึ่งต่างจากตอนที่ผลิตในประเทศอังกฤษยุคแรกๆ

แต่หลังจากกรีดเทปที่ปิดผนึกแล้วยก Diamond 11.1 ออกมาจากกล่อง ผมก็ยอมรับว่า ความไม่เนี๊ยบแบบจีนๆ ที่เคยเห็นในเวอร์ชั่นแรกๆ เมื่อหลายปีก่อนได้ถูกสลัดทิ้งไปจนหมดสิ้นแล้ว เนื้องานมันดูดีมาก กลับไปดูสวย ปราณีต และดูมีคุณค่าเหมือนยุคเดิมแล้ว และเมื่อผมลองขุดคุ้ยลงไปหารายละเอียดในการออกแบบลำโพงคู่นี้ ผมก็ไม่แปลกใจเลยว่า เพราะเหตุใด สื่อดังๆ ในเมืองนอกถึงได้แสดงความชื่นชมลำโพงคู่นี้กันมากเป็นพิเศษ

เทคโนโลยีอัดมาแน่นเอี๊ยด.!

ลำโพงซีรี่ย์ Diamond เกิดขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1981 ด้วยเป้าหมายให้เป็นลำโพงราคาประหยัดที่ให้คุณภาพ ความเป็นดนตรีสูงสุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ปณิธานนี้เกิดขึ้นครั้งแรกตั้งแต่วันที่ Whafedale ยังตั้งฐานการผลิตอยู่ในประเทศอังกฤษ จนมาถึงปัจจุบัน แนวทางของ Whafedale ในการพัฒนาลำโพงซีรี่ย์ Diamond ก็ยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

ก็อย่างที่ผมเกริ่นมาตอนต้นนั่นแหละครับ ถ้า IAG Group ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของทั้งตัวสินค้าและวงการไฮไฟฯ จริงๆ ดึงดันที่จะเอาความคิดของตัวเองเข้าไปสวมกับวัฒนธรรมของแบรนด์เดิม เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นกับแบรนด์สินค้าเครื่องเสียงน้อยใหญ่จำนวนมากที่ผ่านมา ผมเชื่อเหลือเกินว่า วันนี้เราคงจะไม่ได้เห็นลำโพงคู่นี้ รูปร่างแบบนี้ คุณภาพเนื้องานแบบนี้ และขายกันอยู่ที่ราคาต่ำเตี้ยเพียงนี้อย่างแน่นอน.!

ผมคลิ๊กเข้าไปดูวิดีโอที่ทาง IAG Group ทำออกมาเพื่อโปรโมทลำโพง Wharfedale ซีรี่ย์ Diamond 11 นี้แล้วรู้สึกดีใจ.. ดีใจที่ได้เห็นว่า นักออกแบบลำโพงรุ่นเก๋าที่มีฝีมืออย่าง Peter Comeau ยังคงมีความสุขในการสร้างสรรผลงานที่เขารัก ผมเคยเจอนักออกแบบคนนี้ที่โรงงานของ IAG Group ที่เสินเจิ้น เมื่อเดือนเมษายน ปี 2012 หกปีมาแล้ว เขาก็ยังดูมีความสุขไม่เปลี่ยน

IAG Factory, 5-8 April 2012


ไดเวอร์ + ตู้ + วงจรเน็ทเวิร์ค

สิ่งที่ Diamond 11.1 คู่นี้ถูกปรับปรุงเกิดขึ้นครบทั้ง 3 ส่วนประกอบที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักที่ใกล้ชิดกับคุณภาพเสียงของลำโพงมากที่สุด เริ่มที่ ไดเวอร์

เนื่องจาก Diamond 11.1 ถูกกำหนดให้เป็นลำโพงวางหิ้งขนาดเล็ก ตัวตู้ของมันจึงรองรับไดเวอร์ได้แค่ 2 ตัว ตัวใหญ่ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดความถี่ตั้งแต่ย่านกลางลงไปถึงทุ้มเป็นตัวขับเสียง bass/mid driver ขนาด 130mm (ประมาณ 5.2 นิ้ว) กรวยไดอะแฟรมทำด้วยเคฟล่าร์สาน เคลือบสีดำ ขอบเซอร์ราวนด์ทำด้วยโฟม โค้งนูนออกทางด้านหน้า สังเกตว่า ขอบโฟมมีขนาดค่อนข้างใหญ่เมื่อเทียบกับขนาดพื้นผิวของไดอะแฟรม เข้าใจว่าคนออกแบบคงต้องการให้ขอบเซอร์ราวนด์สามารถควบคุมการเคลื่อนตัวของไดอะแฟรมได้ดีนั่นเอง และด้วยความเบาของโฟมทำให้ไม่ไปเพิ่มมวลรวมให้กับไดอะแฟรม ผลคือ ไดอะแฟรมสามารถขยับเคลื่อนตัวได้เร็วขึ้น แม้ในขณะที่มีสัญญาณเบาๆ (กระแสไฟวิ่งผ่านขดลวดน้อยๆ) ก็สามารถผลักดันให้ไดอะแฟรมขยับตัวเกิดความถี่เสียงขึ้นมาได้ ซึ่งนั่นหมายถึง Low Level Resolution ที่ทำให้รายละเอียดของเสียงปรากฏออกมาครบถ้วน แม้กับสัญญาณเสียงที่แผ่วเบามากๆ และด้วยคุณสมบัติของการหยุดยั้งตัวเองของโฟมที่ฉับพลันกว่าขอบยางดิบ ทำให้เสียงกลางที่เกิดจากตัวไดอะแฟรมเบส/มิดเร้นจ์ มีความสะอาด ใส ปราศจากอาการขุ่นที่เกิดจากการสั่นค้างของขอบเซอร์ราวนด์

ซึ่งจุดนี้เป็นอะไรที่ดูเล็กๆ น้อยๆ ทว่า กลับมีความสำคัญยิ่งในการใช้งานจริง เนื่องจากราคาค่างวดของลำโพงคู่นี้ไม่ได้สูงมาก จึงมีโอกาสมากที่มันจะไปถูกจับคู่กับแอมป์ขนาดเล็กที่มีราคาไม่สูง อยู่ในกลุ่มสินค้าระดับใกล้เคียงกัน ซึ่งแอมป์ที่มีกำลังขับไม่สูงและมีราคาค่าตัวไม่แพงก็มักจะไม่ได้มีกำลังสำรองเยอะมาก โดยเฉพาะความสามารถในการยื้อยุดเพื่อดึงไดอะแฟรม (แด๊มปิ้งแฟคเตอร์) ก็ไม่ได้มีมาก ถ้าใช้ขอบยาง เวลาเจอกับแอมป์ที่มีกำลังไม่สูงมาก จะดึงหยุดขอบยางไม่อยู่ เสียงก็จะมัวขุ่น แต่กับขอบโฟมที่มีน้ำหนักเบาและมีพฤติกรรมในการหยุดยั้งตัวเองมากกว่าขอบยาง ปัญหาอย่างที่ว่าข้างต้นก็น้อยลงไปมาก ซึ่งจากการทดลองขับด้วยอินติเกรตแอมป์แค่ 80 วัตต์/ข้าง เปิดที่ความดังค่อนข้างสูง มันก็ให้เสียงกลางและทุ้มที่กระชับ นิ่ง เสียงกลางลอยใส เด่นเป็นพิเศษ

นอกจากนั้น เพื่อให้ Diamond 11.1 สามารถรองรับความดังของเสียงได้สูงมากพอทั้งสำหรับการฟังเพลงและใช้ดูหนังในชุดโฮมเธียเตอร์ โครงสร้างที่เกื้อหนุนไดอะแฟรมของตัวเบส/มิดเร้นจ์ตัวนี้ก็ได้ถูกออกแบบให้มีความแน่นหนามากเป็นพิเศษ เริ่มด้วยโครงตะกร้าที่ยึดโยงชิ้นส่วนต่างๆ ของไดเวอร์ทำด้วยโลหะที่มีทั้งความแกร่งและแน่น พื้นที่ด้านหลังของไดอะแฟรมถูกกว้านเปิดเป็นช่องกว้าง เพื่อเปิดโอกาสให้อากาศภายในตู้ที่ถูกไดอะแฟรมดันถอยหลังมีช่องทางในการผ่อนตัวรองรับการเคลื่อนตัวถอยหลังของไดอะแฟรม ทำตัวเป็นตัวหนุนซับพอร์ต แทนที่จะดันต้าน ซึ่งทำให้การขยับตัวของแผ่นไดอะแฟรมมีความเป็นอิสระ เดินหน้าถอยหลังได้อย่างสะดวก ไปได้สุดเท่าที่สัญญาณจะกำหนด เป็นผลดีต่อคุณสมบัติทางด้าน dynamic range ของเสียงที่สามารถสวิงไปได้กว้างมาก แม้ในขณะที่เปิดดังๆ ก็ไม่มีอาการอั้นหรือล้น ผมมองว่านี่คงจะเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เสียงของ Diamond 11.1 กระขาย หลุดตู้ออกไปได้โดยรอบ

ระบบแม่เหล็กที่ใช้เป็นตัวสร้างพลังงานผลักดันระบบไดอะแฟรมเป็นเซรามิก แม็กเน็ทที่มีขนาดใหญ่ ให้พลังงานสูง (ราคาถูกกว่าแม่เหล็กแบบนีโอไดเมี่ยม) เมื่อทำงานผสานกับว้อยซ์คอยขนาดใหญ่ที่ทำด้วยทองแดงหุ้มอะลูมิเนียม ทำให้สามารถควบคุมการขยับตัวของไดอะแฟรมได้อย่างมั่นคง แม้ในขณะที่เร่งวอลลุ่มดังๆ ทำให้การแยกแยะรายละเอียดของเสียงดนตรีในเพลงที่ยุ่งเหยิงทำได้ดีมากเมื่อเทียบกับลำโพงอื่นที่มีขนาดใกล้เคียงกัน และในสภาวะที่เปิดดังพอๆ กัน

ไดเวอร์อีกตัวที่ทำหน้าที่ขับดันความถี่สูงเป็นทวีตเตอร์ทรงโดม ไดอะแฟรมทำจากผ้าถักเคลือบทับด้วยน้ำยาเพิ่มความแกร่ง และลดเรโซแนนซ์ ขนาดโดมเท่ากับ 25mm (1 นิ้ว) บรรจุอยู่ในตู้ของมันเองโดยเฉพาะ มีดีไซน์พิเศษเรียกว่า WFR Vented System (Wide Frequency Response) เป็นระบบที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเสียงแหลมโดยเฉพาะ ด้วยการทำงานประสานกันสองส่วน ประกอบด้วยส่วนแรกคือ Vented Pole Plate ที่ช่วยถ่ายพลังงานของมวลอากาศด้านหลังของโดมทวีตเตอร์ เป็นการช่วยเพิ่มระยะผ่อนตัวของโดมให้มากขึ้น มีผลทำให้โดมทวีตเตอร์ขยับเดินหน้าถอยหลังได้ช่วงชักที่ยาวมากขึ้นโดยไม่มีความเครียด ผสานกับส่วนที่สองคือ Wide Dispersion Wave-Guide ที่ช่วยรีดกระจายพลังงานความถี่สูงให้แผ่กระจายกว้างออกไปด้านข้างซ้ายขวาและบนล่างมากขึ้น

ระบบพิเศษเหล่านั้น ช่วยทำให้ทวีตเเตอร์สามารถขยับสร้างความถี่ด้านล่างลงไปได้ ต่ำกว่า” 500Hz ก่อนจะเริ่ม roll-off ส่งผลให้เสียงแหลมตอนล่าง (lower-treble) จากตัวทวีตเตอร์ถอยลงไปสมานกับความถี่ด้านบน (upper-midrange) ของเบส/มิดเร้นจ์ได้อย่างกลมกลืนมากขึ้น และยังได้ติดตั้งวัสดุซับเสียงไว้ที่ส่วนท้ายของแชมเบอร์ของตัวทวีตเตอร์ด้วย เพื่อช่วยดูดซับเรโซแนนซ์ที่ต่ำกว่า 800Hz เอาไว้ไม่ให้รบกวนความถี่ในย่านที่ทวีตเตอร์ทำงาน ส่วนระบบแม่เหล็กที่ทำหน้าที่ควบคุมการขับดันไดอะแฟรมของทวีตเตอร์ก็เป็นแม่เหล็กเซรามิกเช่นกัน

แม้ว่าจะเป็นลำโพงที่มีราคาประหยัด แต่ตัวตู้ของ Diamond 11.1 ก็ไม่ได้ถูกละเว้นจากการออกแบบที่ละเอียดไปทุกจุด อย่างตัวผนังตู้เขาก็ทำขึ้นมาจากไม้ที่มีความหนาแน่นไม่เท่ากันมาแซนวิชกันในแต่ละจุดของการติดตั้งไดเวอร์ เพื่อควบคุมเรโซแนนซ์ฟรีเควนซี่ที่เหมาะสม พื้นที่ว่างภายในตัวตู้ยังได้ถูกติดตั้งด้วยแผ่นไฟเบอร์ซับเสียงเอาไว้ เพื่อดูดกลืนพลังงานเรโซแนนซ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจากตัวตู้เอาไว้ เพื่อให้เสียงเพลงที่เกิดขึ้นจากตัวไดเวอร์ถูกผลักดันออกไปโดยไม่มีเสียงของตู้เข้าไปปะปน

ไม่เพียงเท่านั้น ดีไซน์ที่เกี่ยวกับตัวตู้ของ Diamond 11.1 ยังมีไฮไล้ท์ที่น่าสนใจอีกจุดหนึ่ง นั่นคือท่อระบายเบส ซึ่งพวกเขาไม่ได้ใช้ท่อแบบเดิมๆ แต่ได้ออกแบบระบบท่อใหม่ เรียกว่า Slot-loaded distributed port ซึ่งดูจากรายละเอียดแล้ว ผมอยากจะใช้คำว่า ระบบมากกว่าแค่ท่อ เพราะเท่าที่ดูจากวิดีโอแล้ว นอกจากพวกเขาจะเปลี่ยนลักษณะของตัวท่อแล้ว พวกเขายังได้เปลี่ยนจากการระบายอากาศในตัวตู้ไปด้วย คือไม่ได้ยิงออกทางด้านหลังของตัวตู้เหมือนรุ่นเก่าๆ แต่ใช้วิธีฝังปลายท่อให้ตั้งฉากกับพื้น ยิงลงด้่านล่างที่มีส่วนฐานรองรับและเว้นช่องว่างระหว่างแผ่นฐานล่างกับใต้ฐานของตัวตู้เอาไว้ กลายเป็นช่องระบายรอบๆ ส่วนฐานที่มีความกว้างประมาณ 0.5 .. เมื่อกรวยไดอะแฟรมของตัวเบส/มิดเร้นจ์เคลื่อนถอยหลัง มันจะผลักดันอากาศในตัวตู้ให้กระจายออกมาภายนอก แผ่ซ่านผ่านช่องว่างใต้ฐานออกไปรอบๆ ด้าน ทำให้ไม่เกิดเสียงรบกวนของมวลอากาศที่เสียดสีกับปากท่อเหมือนกับการติดตั้งท่อระบายเบสที่ยิงออกด้านหลัง

อันนี้เวิร์คมาก.! ซึ่งผมคิดว่า น่าจะเป็นต้นเหตุหลักเลยที่ทำให้เสียงของ Wharfedale ซีรี่ย์ 11 นี้มีความแตกต่างไปจากลำโพง Wharfedale ยุคก่อนๆ อย่างชัดเจน คือ หลังจากการทดลองฟังด้วยเพลงหลากหลายแนว ผมรู้สึกได้เลยว่า อาการขุ่นๆ บริเวณย่านเสียงกลางต่ำลงไปถึงทุ้มต้นๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับลำโพง Wharfedale ซีรี่ย์ก่อนหน้านี้มันเบาบางลงไปมากจนแทบจะไม่รู้สึก ซึ่งบางคนที่คุ้นเคยกับเสียงของลำโพงยี่ห้อนี้มาก่อน ฟังแล้ววูบแรกอาจจะรู้สกึเหมือนว่าซีรี่ย์นี้เบสมันบางลง แต่จริงๆ แล้ว เบสมันสะอาดขึ้นมากกว่า การที่อากาศในตัวตู้ถูกปลดปล่อยออกมาไปเร็ว ทำให้แรงต้านที่เกิดกับไดอะแฟรมของตัวเบส/มิดเร้นจ์หายไป distortion ที่เกิดกับเสียงในย่านกลางต่ำลงไปถึงทุ้มต้นๆ จนหายไปด้วย หัวเบสที่เกิดขึ้นจึงมีความกระชับและสลายตัวไปตามเวลาที่ควร ไม่ทิ้ง เงาที่สั่นเครือเอาไว้

ตัวตู้ที่มีผนังโค้งมนลู่ไปทางด้านหลังก็ช่วยลดเรโซแนนซ์ในตัวตู้ได้ระดับหนึ่ง และเหลี่ยมมุมที่ถูกปาดลบออกไป ก็มีผลต่อการกระจายเสียงของไดเวอร์ทั้งสองตัวที่ไม่ถูกคลื่นสะท้อนที่หักเหจากแผงหน้าของตัวตู้วกกลับมาทำให้เกิดความผิดเพี้ยน

เมื่อทั้งตัวไดเวอร์และตัวตู้ถูกออกแบบมาโดยป้องกันโอกาสที่จะทำให้เกิดดีสทอร์ชั่นแทบจะทุกจุดแบบนี้ ในขั้นตอนการ เกลี่ยเสียงตลอดทั้งย่านด้วยวงจรตัดแบ่งความถี่ (ครอสโอเว่อร์ เน็ทเวิร์ค) ก็ทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องซับซ้อนมาก ซึ่งก็ส่งผลดีกับเสียงทั้งหมดเช่นกัน เพราะยิ่งใช้อุปกรณ์พาสซีฟไปขวางทางสัญญาณน้อยลง เราก็จะได้ความบริสุทธิ์ของสัญญาณกลับคืนมามากขึ้นนั่นเอง

แม็ทชิ่ง + เซ็ตอัพ + ปรับจูน

ถึงจะเป็นลำโพงที่มีราคาไม่สูง (จริงๆ แล้วอยากใช้คำว่า ราคาถูกซะด้วยซ้ำไป.!) แต่ถ้าคุณใช้ความพิถีพิถันในสามขั้นตอนสำคัญกับมัน ผมบอกได้เลยว่า ลำโพงราคาไม่แพงสมัยนี้ มันให้คุณภาพเสียงออกมาดีกว่าสมัยก่อนโน้นเยอะมาก.!

ความไวของ Diamond 11.1 อยู่ที่ 87dB ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ต่ำและไม่สูง แต่มีแนวโน้มที่จะให้เสียงออกมาดีถ้าขับด้วยแอมป์ที่มีกำลังถึงๆ ซึ่งดูจากตัวเลข recommended amp power ในสเปคฯ ของลำโพงคู่นี้แจ้งไว้ที่ 25-100 วัตต์ โดยอ้างอิงกับความต้านทาน 8 โอห์ม ก็ถือว่าไม่โหดเลย คำนวนตามสูตรของผม คือ อย่างต่ำต้องไม่น้อยกว่า 75% x กำลังขับสูงสุดที่แนะนำ นั่นคือ 75% x 100 ออกมาเท่ากับ 75 วัตต์ต่อข้างที่โหลด 8 โอห์มเท่านั้นเอง หมูมาก.! เพราะอินติเกรตแอมป์ที่มีกำลังขับประมาณนี้หาไม่ยากในปัจจุบัน ในการทดลองแม็ทชิ่ง ผมใช้อินติเกรตแอมป์ของ Cambridge Audio รุ่น CXA80 ที่มีกำลังขับข้างละ 80 วัตต์ที่ 8 โอห์ม ก็ขับออกมาเหลือๆ แล้ว แต่ในการทดลองฟังจริงๆ นอกจาก CXA80 แล้ว ผมก็ยังได้ลองขับมันด้วยเอวี รีซีฟเวอร์รุ่น T777v3 ของ NAD ที่มีกำลังขับแชนเนลละ 140 วัตต์ กับลองขับด้วยปรี+เพาเวอร์แอมป์หลอด M3A + VTL ที่มีกำลังขับข้างละ 125 วัตต์ด้วย ปรากฏว่า Diamond 11.1 มันทยานไปกับ CXA80 และ T777v3 ได้อย่างพอใจ ส่วนชุดปรี+เพาเวอร์แอมป์หลอดชุดใหญ่นั้นก็ออกมาดี ลำโพงมันไปได้อีกระดับนึง แต่ในชีวิตจริงคงไม่คุ้มที่จะเล่น แอมป์มันเกินลำโพงไปเยอะ ไม่คุ้มกับการลงทุน ถ้าจะขยับไปเล่นแอมป์ฯ ที่มีราคาสูงกว่า 5 หมื่นบาทขึ้นไป อยากจะแนะนำให้พิจารณาอัพเกรดสายลำโพงก่อน เพราะจากการที่ผมลองฟังเทียบระหว่างแอมป์ถูก+สายแพง (CXA80 + สายสัญญาณและสายลำโพงรุ่น Venom ของ Shunyata Research) เทียบกับแอมป์แพง+สายถูก (ปรีฯ M3A + VTL จับกับสายลำโพงธรรมดาเมตรละสองร้อยกว่า) พบว่า CXA80 + สายสัญญาณกับสายลำโพงดีๆ ได้คุณภาพเสียงโดยรวมออกมาน่าพอใจกว่า แพ้ในบางด้านแต่ก็ไม่เยอะ

Diamond 11.1 ตอบสนองความถี่ต่ำอยู่ที่ 55Hz มีความสูงของตัวตู้อยู่ราวๆ หนึ่งฟุต จากการทดลองวางบนขาตั้งที่ความสูง 24 นิ้ว กับ 25-26 นิ้ว ผมพบว่า บนขาตั้งมวลเบาที่ความสูง 25 นิ้วให้เสียงกำลังดี ทั้งในแง่ของโทนัลบาลานซ์ที่เด่นกลางแหลมนิดๆ เวทีเสียงเปิดและนิ่ง ไดนามิกสวิงได้สุด วางห่างซ้ายขวาอยู่ที่ 163 .. ห่างผนังหลัง 115 .. เป็นจุดที่กำลังดีสำหรับผม แต่ถ้าฟังแล้วอยากได้เบสเพิ่มมากขึ้น ทำได้สองทาง คือคงความสูงของขาตั้งกับระยะห่างซ้ายขวาไว้เท่าเดิม แต่ร่นระยะห่างผนังหลังเข้าไปอีกประมาณ 10-15 .. จะได้เนื้อเบสเพิ่มขึ้น โทนัลบาลานซ์จะเริ่มเอนไปทางทุ้มนิดๆ อัตราสวิงของไดนามิกหดแคบลงนิดนึง ถ้าจะจูนหาเบส ผมแนะนำให้ปรับระยะห่างของลำโพงทั้งสองตัวกับระยะห่างระหว่างลำโพงกับผนังหลัง จะให้ผลลัพธ์โดยรวมดีกว่าการลดระดับความสูงของขาตั้งลงมา อาจจะยกเว้นบางกรณีที่ห้องฟังกว้างมากๆ หรือเป็นโถงเปิด การลดความสูงลงมาสัก 1 นิ้วอาจจะให้ดุลเสียงดีขึ้นก็ได้

อย่างไรก็ดี โดยความเห็นส่วนตัวของผม ผมอยากจะแนะนำให้คุณโฟกัสไปที่ เสียงกลางเป็นหลักในการแม็ทชิ่ง, เซ็ตอัพและปรับจูนลำโพงคู่นี้ อย่าไปเพ่งเล็งที่เสียงทุ้มหรือเสียงแหลมมากเกินไป ให้เพ่งไปที่เสียงกลางเป็นหลัก พยายามปรับจูนให้ได้เสียงกลางที่ดีที่สุดเท่านั้น เมื่อเสียงกลางออกมาดีที่สุดแล้ว เสียงในย่านอื่นๆ จะตามมาเอง และจากการปรับจูนเสียง ผมพบว่า สายลำโพงมีผลกับเสียงมากพอสมควร แต่ควรจูนโดยรักษาคุณภาพของเสียงกลางเอาไว้ให้มากที่สุด เพราะไฮไล้ท์ของ Diamond 11.1 คู่นี้อยู่ที่เสียงกลางนี่แหละ

ทดลองฟังเสียงกันหน่อย

ส่วนใหญ่ของการทดลองฟังเสียง Diamond 11.1 คู่นี้ ผมใช้อินติเกรตแอมป์ Cambridge Audio รุ่น CXA80 ยืนพื้น เพราะกำลังขับมันกำลังพอดีๆ กัน อีกอย่างเพราะความสะดวกด้วย เนื่องจาก CXA80 มี USB-DAC ในตัว ต่อสาย USB จากคอมพิวเตอร์เส้นเดียวก็ฟังเพลงได้แล้ว

Diamond 11.1 ต้องการเวลาในการนวดประมาณ 50 ชั่วโมงเส้นสายจึงเริ่มคลาย ช่วงชั่วโมงแรกๆ ที่ยังไม่เข้าที่ จะฟังรู้เลยว่า หางเสียงไม่ทอด ปลายเสียงจะติดห้วน ไดนามิกสวิงไปไม่สุด เปิดดังๆ จะอั้น ผมเริ่มต้นฟังเอาเรื่องก็หลังชั่วโมงที่ 70 ไปแล้ว เพราะเสียงผ่อนตัวเต็มที่และเริ่มนิ่งแล้ว (ช่วงก่อนหน้านั้น ผมเปิดเพลงฟังสลับกับเปิดสัญญาณเบิร์นฯ ทิ้งไว้ตอนกลางคืนอยู่เรื่อยๆ)

เมื่อผ่านช่วงเบิร์นฯ ไปแล้ว บุคลิกเฉพาะตัวของ Diamond 11.1 ก็เริ่มปรากฏชัดออกมา อย่างแรกที่เรียกความสนใจจากผมได้อย่างชงัดมากก็คือเสียงกลางของมัน ซึ่งลอยเด่นออกมามากเป็นพิเศษ หลังจากผมทดลองโฟกัสฟังด้วยเสียงร้องทั้งชายหญิงที่เด่นๆ ก็พบว่า ลำโพงคู่นี้ให้เสียงร้องของนักร้องผู้หญิงออกมาดีมาก มันเป็นอะไรที่กำลังดี ผมค้นพบโดยบังเอิญตอนกำลังเบิร์นฯ ด้วยเพลงของ Carpenters ชุด Twenty Two Hits of The Carpenters ซึ่ง Diamond 11.1 คู่นี้ถ่ายทอดเสียงร้องคาเรนออกมาได้ตรงกับความทรงจำของผมที่มีต่อเสียงของนักร้องสาวผู้นี้ คือ ลอย ใส หวาน และเนียน พอเสียงร้องของเธอประโยคแรกจากเพลง Yesterday Once More ดังขึ้นมา ผมก็ถูกดึงย้อนกลับไปสมัยเรียนทันที ทั้งน้ำเสียงและท่วงจังหวะของการร้องมันเป๊ะมาก เสียงของคาเรนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวซึ่งใครที่คุ้นเคยกับเสียงของเธอมาก่อนจะรู้สึกได้ทันทีว่าเหมือนหรือไม่เหมือน

หลักฐานพยานที่ชัดเจนอีกตัวอย่างหนึ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าลำโพงคู่นี้มีความสามารถในการแยกแยะรายละเอียดเสียงในย่านกลางได้ดีเป็นพิเศษ เมื่อผมลองฟังเพลง Let It Go แทรคที่สามจากอัลบั้มชื่อเดียวกันของศิลปินหญิง Clair Marlo สังเกตท่อนแยกซึ่งลำโพงคู่นี้ทำให้ได้ยินชัดว่ามีเสียงประสานของผู้หญิงและผู้ชายฉีกถอยลงไปอยู่ด้านหลังของแคลร์ มาร์โล ซึ่งลำโพงที่สามารถแยกแยะเสียงร้องหลายเสียงซึ่งอยู่ในย่านเสียงกลางที่ใกล้เคียงกัน ร้องพร้อมๆ กัน ออกมาได้เด็ดขาดชัดเจนแบบนี้ต้องถือว่าไม่ธรรมดานะครับ เพราะมันอาศัยวูฟเฟอร์แค่ตัวเดียวในการถ่ายทอดเสียงกลางพวกนั้นออกมาพร้อมๆ กัน ถ้าไม่ดีพอ เสียงร้องเหล่านั้นจะมีอาการคล้ายๆ จะควบกล้ำเข้าด้วยกัน แยกไม่ชัด ซึ่งประเด็นนี้ Diamond 11.1 ทำได้เกินความคาดหมายของผมครับ.!!

มีศิลปินชายที่มีเสียงร้องเป็นเอกลักษณ์ ใช้ฟังทดสอบความถูกต้องแม่นยำในการถ่ายทอดโทนเสียงของลำโพงได้ดีอยู่คนหนึ่ง นั่นคือ Aaron Nevile จากอัลบั้มชุด Warm Your Heart ซึ่งชุดนี้ผมไล่ฟังตั้งแต่เพลงแรกไปจนหมดอัลบั้ม เพราะเป็นอัลบั้มที่ผมชอบและฟังบ่อย จึงมีรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในอัลบั้มนี้ที่ฝังอยู่ในความทรงจำ ซึ่งผมจะรู้สึกขึ้นมาทันทีที่ได้ยินเสียงที่ ใช่อย่างเช่นเพลง That’s The Way She Loves แทรคที่ 7 นั่นก็เป็นแทรคที่มีรายละเอียดน่าจดจำ ลีลาของเพลงน่าสนใจ ตัวของ Aaron เองก็ใช้เสียงร้องของเขาได้ดีกับเพลงนี้ ซึ่งรู้ได้เลยว่า ร้องไม่ง่าย เป็นรายละเอียดที่สะท้อน อารมณ์ของคนร้อง ซึ่งเกี่ยวกับการแสดงคุณสมบัติทางด้าน contrast dynamic ระดับไมโครฯ ซึ่งไม่สามารถเผยออกมาได้ง่ายๆ ถ้าลำโพงไม่ตอบสนองย่านเสียงกลางได้ดีเป็นพิเศษ ซึ่งลำโพงเล็กๆ คู่นี้ถ่ายทอด ความคุ้นเคยของเพลงนี้ออกมาให้ผมสัมผัสได้ด้วย แม้จะไม่ได้ลึกลงไปถึงระดับ Low Level อย่างที่ Totem : The One ทำได้ แต่ก็น่าประทับใจมากมายแล้ว เมื่อคำนึงถึงราคาค่าตัวของมัน ผมยอมรับว่าไม่ได้คาดหวังว่าลำโพงราคาเท่านี้จะสามารถขุดคุ้ย อารมณ์ของเพลงลงไปลึกถึงระดับนี้ได้.!

กับเสียงร้องของนักร้องผู้ชายอีกคนที่ผมชอบคือ John Pizzarelli จากอัลบั้มชุด My Blue Heaven ก็ออกมาดีมาก เป็นอีกอัลบั้มที่ผมทดลองฟังกับ Diamond 11.1 ครบทุกเพลงจนจบอัลบั้ม ด้วยความอิ่มเอมในอารมณ์เพลงอย่างมาก ..

หลังจากตั้งใจลองฟังเฉพาะเสียงกลางของลำโพงคู่นี้มาได้สักพัก ผมก็เริ่มมองเห็นบุคลิกเฉพาะตัวของมันได้เลาๆ แล้ว อย่างแรกที่ผมรู้สึกก็คือว่า คนออกแบบลำโพงคู่นี้ไม่ได้พยายาม ฝืนสังขารของตัวลำโพงเพื่อให้มันถ่ายทอดความถี่ในย่านที่มันไม่สามารถให้ได้ออกมา แต่เขาพยายามที่จะทำให้มันถ่ายทอดความถี่เสียงในย่านที่ความสามารถของมันมีอยู่ออกมาให้ดีที่สุดมากกว่า ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วสำหรับลำโพงสองทางที่ใช้วูฟเฟอร์แค่ห้านิ้วนิดๆ ที่ไม่มีทางที่จะให้เสียงทุ้มลึกๆ ออกมาได้หนาแน่นและหนักแน่นเหมือนลำโพงตั้งพื้น ยิ่งฝืนก็จะยิ่งเสีย แต่พอเขาโฟกัสเฉพาะในส่วนที่มันสามารถทำได้ เสียงที่ออกมาจึงมีคุณภาพที่ดีเกินตัว ซึ่งจะว่าไปแล้ว ย่านความถี่เสียงระหว่าง 55Hz ถึง 20kHz ที่ลำโพงคู่นี้ถ่ายทอดออกมามันก็ครอบคลุมเสียงของโน๊ตดนตรีของเครื่องดนตรีส่วนใหญ่ที่เราฟังกันอยู่ในชีวิตประจำวันเกือบทั้งหมดแล้ว

ผมเชื่อว่า ถ้าคุณเป็นคนฟังเพลงประเภทที่ให้ความสำคัญกับ โทนเสียงมากกว่าความถูกต้องของ ฮาร์มอนิกและ จังหวะของเพลง เมื่อฟังเสียงของลำโพงคู่นี้ คุณจะรู้สึกว่าเสียงทุ้มมันน้อย แต่ถ้าคุณเซ็ตอัพมันในลักษณะของการฟังแบบ nearfield ปรับจูนตำแหน่งให้ได้เฟสเป๊ะๆ ใช้แหล่งต้นทางที่มีคุณภาพ ใช้แอมลิฟายที่มีสมรรถนะดีหน่อย สายลำโพงคุณภาพดีพอสมควร คุณจะได้สัมผัสกับ ความพอดีของเสียงลำโพงคู่นี้ถ่ายทอดออกมา ซึ่งในนั้นจะอุดมไปด้วยความเป็นดนตรีที่น่าฟัง แม้ว่าปลายแหลมที่มันให้ออกมาจะยังไม่แผ่กังวานไปถึงระดับละอองเสียง แต่ก็มีรายละเอียดมากพอที่จะทำให้เสียงเครื่องสายของวง The Royal Ballet Production ในแทรคแรกจากอัลบั้มชุด La Fille Mal Gardee มีทั้งความพลิ้วและอ่อนช้อยชวนให้นึกถึงท้องทุ่งในชนบทของอังกฤษ และจากการทดลองฟังอัลบั้มนี้นี่เอง มันทำให้ผมค้นพบว่า Diamond 11.1 คู่นี้ยังมีความสามารถในการถ่ายทอดมิติเวทีเสียงที่ดีมากเช่นกัน

มันสามารถ ดันเสียงดนตรีให้ถอยร่นเข้าไปด้านหลังของระนาบลำโพงได้ลึกมาก น่าประทับใจ เรียกว่า ใครที่ชอบความน่าตื่นเต้นของมิติเสียง อยากได้ลำโพงราคาไม่สูงแต่เด่นเรื่องมิติเสียง ผมแนะนำให้ไปหาโอกาสทดสอบมิติเสียงของลำโพงคู่นี้ให้ได้..

พอสลับมาลองฟังเพลงแนวสแตนดาร์ด แจ๊สดูบ้าง ก็ต้องบอกว่ามันใช่เลยครับ เพลงประเภทที่ใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้น บันทึกเสียงแบบดิบๆ ดูจะเป็นแนวชอบของลำโพงคู่นี้เช่นกัน โดยเฉพาะเพลงสแตนดาร์ด แจ๊สที่บันทึกโดยค่ายเพลงที่พิถีพิถันเรื่องคุณภาพเสียงจะออกมาโดดเด่นน่าฟังเป็นพิเศษ เพราะแผ่นเพลงของสังกัดไฮเอ็นด์ส่วนใหญ่จะให้คุณภาพที่ดีในหลายๆ ด้าน อย่างเช่นอัลบั้มชุด The Gene Ammons Story ของ Gene Ammons นั้น ได้เสียงออกมาใหญ่ กว้าง และละเมียดละมัย ซาวนด์สเตจเปิดโล่ง เสียงหลุดตู้ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่พิสูจน์ความสามารถในการถ่ายทอดมิติเสียงของลำโพงคู่นี้ หรือจะฟังเพลงร้องหวานๆ แบบอัลบั้ม

สรุป

การออกแบบลำโพงสองทางขนาดเล็กอาจจะดูเหมือนไม่ยาก แต่จริงๆ แล้วมันยากตรงที่ว่า ภายใต้ข้อจำกัดของขนาดตู้ลำโพงที่เล็กและไดเวอร์ที่ตอบสนองความถี่ได้ไม่ครบทั้งสเปคตรัม คุณจะเลือกโฟกัสตรงจุดไหน.?

ถ้าเป็นนักออกแบบมือใหม่ เชื่อว่าคงจะนึกถึงเรื่องของ ความถี่ตอบสนองที่กว้างที่สุดก่อน แหลมต้องไปไกล ทุ้มต้องลงลึก อะไรประมาณนั้น ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นวิธีคิดที่ผิด เพราะความจำกัดของจำนวนและขนาดไดเวอร์ รวมถึงปริมาตรตู้ที่น้อยนิด ไม่มีทางที่จะทำให้ลำโพงสองทางวางหิ้งตัวเล็กๆ สามารถตอบสนองความถี่ได้ครบทั้งสเปคตรัมได้

ผมดีใจที่ Peter Comeau กับทีมออกแบบของ Wharfedale มุ่งประเด็นการออกแบบ Diamond 11.1 ไปที่ ความเป็นดนตรีสูงสุดผลลัพธ์ที่ได้ยินจึงถูกใจคนที่ชอบฟังเพลงคุณภาพแต่มีงบจำกัด และในฐานะที่ผมเคยทดสอบลำโพงของ Wharfedale มาแล้วหลายเจนเนอเรชั่น วันนี้ได้ฟังเสียงของ Diamond 11.1 ตัวนี้แล้ว อยากจะบอกว่า การปรับปรุงในจุดต่างๆ ครั้งนี้ ส่งผลดีต่อคุณภาพเสียงเยอะมาก.. มากถึงขนาดที่ผมอยากจะบอกว่า เทียบกับรุ่น Diamond 10.1 แล้ว รุ่น Diamond 11.1 ตัวนี้ให้คุณภาพเสียงที่ สูงกว่าขึ้นไปอีกขั้นใหญ่ๆ เลยทีเดียว เท่าที่ผมจำได้ตอนที่ทดสอบลำโพงตั้งพื้นรุ่น REVA-4 ผมว่ามีหลายจุดที่ Diamond 11.1 ให้เสียงออกมาคล้ายกับลำโพงในซีรี่ย์ REVA โดยเฉพาะในลักษณะของเสียงที่ไปในแนวทางของลำโพงไฮเอ็นด์ฯ

สุดท้ายนี้ หลังจบกระบวนการทดสอบแล้ว ผมขอเลือก Diamond 11.1 ไว้เป็นลำโพงอ้างอิงในระดับราคาไม่เกิน 15,000 บาทครับ.! /

***************
ราคา :
11,900 บาท / คู่
(* ราคาโปรโมชั่น
)
–—————-
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย :
บริษัท ไฮไฟทาวเวอร์ จำกัด
โทร. 0-2881-7273-5
Line@ : @hifitower
Shop : Link
–—————-

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า