Unlocked Hidden Treasures! – ทดลองฟังมาสเตอร์ 3-channel ของ RCA Living Stereo

แน่นอนว่า งานบันทึกเสียงของค่ายดังอย่าง RCA Victor ซีรี่ย์ RCA Living Stereo ที่ทำการบันทึกเสียงไว้ตั้งแต่ปี 1954 ย่อมมีคุณค่ามหาศาลเกินกว่าจะประเมินออกมาเป็นตัวเงินได้ นัยหนึ่ง มันคือสมบัติล้ำค่าของมวลมนุษยชาติ เป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นเข้าสู่ยุค Golden Age of Stereo ของวงการบันทึกเสียงของโลก เป็นประจักษ์พยานที่สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีบันทึกเสียงที่มนุษย์โลกนี้ช่วยกันคิดค้นขึ้นมาจนสำเร็จ..


โลโก้ของซีรี่ย์

แต่ความยิ่งใหญ่เหล่านั้นไม่ยั่งยืน เมื่อเวลามาถึง เทปมาสเตอร์เหล่านั้นก็จะต้องถึงกาลอวสาน เป็นความเสื่อมถอยที่กำหนดโดยธรรมชาติ เป็นไปตามบริบทของโลก…

ความคิดในการนำเอามาสเตอร์เทปเหล่านั้นมาสังคายนา แปลงสภาพสัญญาณเสียงอะนาลอกที่ตรึงติดอยู่บนเนื้อเทปแม็คเนติกให้กลายมาเป็นโค๊ดรหัสตัวเลขตามมาตรฐานของสัญญาณดิจิตัลก็คือหนึ่งในความพยายามที่จะยืดขยายอายุของหลักฐานทางประวัติศาตร์ให้ยาวนานต่อไป เมื่อปี 2004 ทางค่ายเพลง Sony/BMG จึงได้เริ่มโปรเจคพิเศษ คือจัดให้มีการทำรีมาสเตอร์อัลบั้มเพลงที่อยู่ในซีรี่ย์ Living Stereo ขึ้นมาเป็นฟอร์แม็ต SACD dual layer โดยมอบให้ทางสตูดิโอ Sound/Mirror ซึ่งนำทีมโดย John Newton เป็นผู้ดูแลการรีมาสเตอร์โปรเจคนี้

ลักษณะแผ่น SACD dual layer ซึ่งมีการแบ่งพื้นที่เก็บสัญญาณเสียงออกเป็น 2 ชั้น โดยที่ชั้นบนสุด (ด้านที่ใกล้กับหัวอ่าน) ใช้เก็บสัญญาณ PCM 16/44.1 ที่ได้จากกระบวนการ Super Bit Mapping ส่วนชั้นที่สองที่อยู่ลึกลงไปใช้เก็บสัญญาณ DSD โดยเก็บสัญญาณที่มิกซ์เป็น DSD64 multi-channel อยู่บนพื้นที่รอบนอก ในขณะที่สัญญาณ DSD ที่มิกซ์มาเป็น DSD64 Stereo จะถูกเก็บไว้บนพื้นที่ชิดเข้าไปด้านในของแผ่น

การรีมาสเตอร์ครั้งนี้ถูกกำหนดให้ทำออกมาเป็นล็อต โดยเริ่มจากล็อตแรกจำนวน 10 อัลบั้มในปี 2004 ซึ่งเป็นแผ่น SACD dual layer ที่ผลิตจากมาสเตอร์เทปที่ทำการมิกซ์ออกมาต่างกัน 3 รูปแบบ คือ

A = DSD64/3-Channel Stereo (SACD Surround Sound)
B = DSD64/2-Channel Stereo (SACD Stereo)
C = PCM16/44.1/2-Channel Stereo (CD Audio)

ในจำนวน 10 อัลบั้มล็อตแรกที่ผลิตออกมา มีอยู่ 5 อัลบั้ม ที่มีรูปแบบเสียงให้เลือกฟังครบทั้ง 3 รูปแบบ (A+B+C) ได้แก่

อัลบั้ม
Charles Munch, Boston Symphony – A Hi Fi Spectacular!
เพลง
Saint-Sanns: Symphony No.3 “Organ”
Debussy: La Mer
Ibert: Escales
เบอร์แผ่น
RCA Living Stereo 82876-61387-2


อัลบั้ม
Van Cliburn, Kiril Kondrashin, RCA Symphony Orchestra
& Fritz Reiner, Chicago Symphony Orchestra
เพลง
Tchaikovsky: Piano Concerto No. 1
Rachmaninoff: Piano Concerto No. 2
เบอร์แผ่น
RCA Living Stereo 82876-61392-2


อัลบั้ม
Fritz Reiner, Chicago Symphony
เพลง
Mussorgsky: Pictures at an Exhibition (orch. Ravel)
Mussorgsky: A Night on Bald Mountain
Tchaikovsky: Marche Slave, March Miniature (from Suite No. 1)
Borodin: Polovtsian March (from Prince Igor)
Kabalevsky: Colas Breugnon Overture
Glinka: Russian and Ludmilla Overture
เบอร์แผ่น
RCA Living Stereo 82876-61394-2


อัลบั้ม
Leontyne Price – soprano
เพลง
Verdi & Puccini: Arias
เบอร์แผ่น
RCA Living Stereo 82876-61395-2


อัลบั้ม
Arthur Rubinstein – piano
เพลง
Chopin: Ballades
Chopin: Scherzos
เบอร์แผ่น
RCA Living Stereo 82876-61396-2

ในจำนวน 10 อัลบั้มล็อตแรกที่ผลิตออกมา มีอยู่ 2 อัลบั้ม ที่บนชั้นที่บันทึกสัญญาณ DSD บางเพลงในอัลบั้มนั้นมีรูปแบบของระบบเสียงให้เลือกทั้งแบบ DSD64/3-Channel Stereo (A) และแบบ DSD64/2-Channel Stereo (B) ในขณะที่บางเพลงมีให้ฟังเฉพาะระบบเสียงแบบ DSD64/2-Channel Stereo (B) อย่างเดียว ได้แก่

อัลบั้ม
Fritz Reiner, Chicago Symphony
เพลง
Bartok: Concerto for Orchestra (DSD64/2-Ch + PCM16/44.1/2-ch)
Bartok: Music for Strings, Percussion & Celesta (DSD64>3-ch + PCM16/44.1/2-ch)
Bartok: Hungarian Sketches (DSD64/3-Ch + PCM16/44.1/2-ch)
เบอร์แผ่น
RCA Living Stereo 82876-61390-2


อัลบั้ม
Jascha Heifetz, Charles Munch, Boston Symphony
เพลง
Beethoven: Violin Concerto in D (DSD64/2-Ch + PCM16/44.1/2-ch)
Mendelssohn: Violin Concerto in E Minor (DSD64/3-ch + PCM16/44.1/2-ch)
เบอร์แผ่น
RCA Living Stereo 82876-61391-2

นอกจากนั้น อีก 3 อัลบั้ม ที่เหลือในจำนวนทั้งหมด 10 อัลบั้มที่ปั๊มออกมาครั้งแรกนี้ มีแค่ระบบเสียง DSD64/2-ch Stereo กับระบบเสียง PCM16/44.1/2-ch Stereo ให้เลือกฟังแค่สองรูปแบบเท่านั้น ได้แก่อัลบั้มชุด

อัลบั้ม
Charles Munch, Boston Symphony
เพลง
Ravel: Daphis et Chion (Complete)
เบอร์แผ่น
RCA Living Stereo 82876-61388-2


อัลบั้ม
Fritz Reiner, Chicago Symphony
เพลง
Strauss: Also Sprach Zarathustra & Ein Heldenleben
เบอร์แผ่น
RCA Living Stereo 82876-61389-2


อัลบั้ม
Pierre Monteux, Boston Symphony
เพลง
Tchaikovsky: Symphony No. 6 “Pathetique”
เบอร์แผ่น
RCA Living Stereo 82876-61397-2

About RCA’s Living Stereo Series:
ข้อมูลคร่าวๆ เกี่ยวกับ
RCA Living Stereo
นำเสนอโดย
Sound/Mirror

วันที่ 6 ตุลาคม ปี 1953, RCA Victor เริ่มทดลองบันทึกเสียงด้วยระบบ “binauralเป็นครั้งแรก ที่นิวยอร์ค แมนฮัตตัน เซ็นเตอร์ โดยมี Leopold Stokowski ควบคุมวงออเคสตร้าที่รวบรวมสมาชิกกันขึ้นมา เล่นเพลง Roumanian Rhapsody No. 1 ของ Enesco กับเพลง Waltz from Eugene Onegin ของ Tchaikovsky ถัดมาในเดือนธันวาคม RCA ทดลองบันทึกเสียงด้วยระบบสเตริโอในแมนฮัตตัน เซ็นเตอร์ กับคอนดักเตอร์ Pierre Monteux และสมาชิกของวง Boston Symphony Orchestra จากนั้น ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี 1954, RCA ขนเครื่องไม้เครื่องมือเดินทางสู่บอสตัน ซิมโพรนี่ ฮอลล์ ที่ซึ่ง Charles Munch กับวง Boston Symphony Orchestra ทำการบันทึกเสียงงานเพลงของ Berlioz ชุด The Damnation of Faust เป็นครั้งแรก ซึ่งซาวนด์เอนจิเนียร์ของ RCA ทำการบันทึกเสียงการแสดงครั้งนั้นลงบนมาสเตอร์เทปเป็นสองระบบเสียง ทั้ง mono track และ two-track stereo พร้อมกัน จากการทดลองครั้งนี้ ผสมกับการปรับปรุงเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในคอนเสิร์ต ฮอลล์ที่ชิคาโก้เมื่อเดือนมีนาคม 1954 ถือเป็นการเริ่มต้นเข้าสู่โลกของระบบเสียงสเตริโออย่างจริงจัง

ในช่วงเวลาที่ RCA เริ่มการบันทึกเสียงแบบมัลติแทรค ขณะนั้น การทำมาสเตอร์ในสตูดิโอ และเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคใช้ฟังยังเป็นแบบโมโน RCA Victor เริ่มใช้เครื่องมือในการบันทึกเสียงทั้งแบบ two-track และ three-track ในการบันทึกเสียงงานของศิลปินที่ยิ่งใหญ่ของโลก อย่างเช่น Heifetz, Piatigorsky, Reiner, Munch, Rubinstein และ Fiedler ล่วงหน้าไปก่อน โดยคาดว่าเทคโนโลยีในบ้านน่าจะรองรับระบบเสียงสเตริโอได้ ในที่สุด ในปี 1955 เครื่องเล่นเทปสเตริโอโฟนิค ขนาด 1/4 inch ที่ความเร็ว 7½ ips ก็มาถึงตลาดผู้บริโภค และ RCA ก็เริ่มปล่อยเทปบันทึกเสียงระบบสเตริโอ ออโธโฟนิคออกมาจำหน่ายเป็นครั้งแรก

เทปโอเพ่นรีลระบบเสียง stereo orthophonic สร้างนิยามใหม่ให้กับคำว่าไฮฟิเดลิตี้ ในปี 1958 บริษัท Western Electric ได้พัฒนาและผลิตเครื่องตัดแผ่น Westrex Stereo disc cutter ขึ้นมา นับว่าเป็นการปฏิวัติกระบวนการผลิตแผ่นต้นแบบ ในณะเดียวกัน อุปกรณ์เครื่องเล่นระบบสเตริโอก็ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีของระบบตัดแผ่นสมัยใหม่ ในปีเดียวกันนั้น มีการเปิดตัวแผ่นเสียง Living Stereo LP ออกมา ซึ่งถือว่าเป็นการนำเข้าสู่ยุคทองของระบบ stereo high fidelity

การบันทึกเสียง two-track ครั้งแรกของ RCA Victor ช่วงปลายของปี 1953 และต้นปี 1954 ถูกเก็บอยู่บนเครื่องเทปขนาด ¼ inch / 30ips ซึ่งเป็นของ RCA เอง รุ่น RT-21 เชื่อมต่ออยู่กับมิกเซอร์โมโน 2 ตัว ซึ่งแยกบันทึกตัวละแทรค ส่วนไมโครโฟนที่นิยมใช้ในช่วงนั้นก็มีของ Neumann รุ่น U-47 กับ ไมโครโฟนแบบรับเสียงรอบทิศรุ่น M-49/50 ร่วมกับลำโพง duo-cone ขนาด 15 นิ้วรุ่น LC-1A ที่ RCA ออกแบบขึ้นมาใช้ในห้องคอนโทรล ส่วนการบันทึกเสียง 3 track ถูกกระทำด้วยแอมป์หลอดบนเครื่องเล่นเทปของ Ampex รุ่น 300-3½ inch ที่หมุนด้วยสปีด 15 ips และในปีต่อมาเปลี่ยนสปีดเป็น 30 ips และถูกมิกซ์ลงไปที่มาสเตอร์เทป two-track ขนาด ¼ inch ไม่มีการใช้อีควอไลเซอร์กับแทรคที่บันทึกมา ในการมิกซ์นั้น สัญญาณจากไมโครโฟนจะถูกผสมเข้าด้วยกันด้วยวงจรอิเล็กทรอนิคแบบพาสซีฟ แล้วปล่อยลงเทปโดยตรง นอกจากนั้น แม้แต่การเพลย์แบ็คให้ศิลปินปรู๊ฟก็ไม่มีการใช้อีควอไลเซอร์เข้ามายุ่งเลย

เกี่ยวกับการเปิดตัวแผ่น SACD จากข้อมูลของ John Newton ของบริษัท Soundmirror ในฐานะของผู้ดูแลหลักของโปรเจค Remastering นี้:

นับตั้งแต่วันแรกของการบันทึกเสียง ซาวนด์เอนจิเนียร์พยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้เสียงที่บันทึกไว้ ให้เสียงที่มีความสด และน่าตื่นเต้น เหมือนที่ได้ยินในธรรมชาติ การบันทึกที่ให้เสียงเร็วที่สุดเกิดจากการใช้ไมโครโฟนแค่ตัวเดียว จัดวางอยู่ในฮอลล์ตรงตำแหน่งที่ให้สมดุลเสียงดีที่สุด สัญญาณเสียงจะถูกป้อนไปที่เครื่องตัด พร้อมๆ กับส่งไปบันทึกลงแถบแม่เหล็กแบบโมโน ซึ่งเทปจะสำเนาเสียงที่บันทึกไว้เพื่อนำไปผลิตแผ่นเสียง LP จำหน่ายให้กับผู้บริโภคนำไปเปิดฟังที่บ้าน

สำหรับการบันทึกระบบเสียงสเตริโอ ไมโครโฟนสองตัวถูกวางไว้ในฮอลล์ สัญญาณเสียงจะถูกป้อนเข้าสู่เทปบันทึกเสียงแบบสเตริโอ และผู้บริโภคก็จะฟังเสียงที่เพลย์แบ็คลงบนลำโพงสองตัว เพื่อให้ได้ยินความลึกของเสียงซึ่งเป็นมิติใหม่ จะบันทึกด้วยการวางไมโครโฟนไว้ทางซ้าย, กลาง และขวาของฮอลล์ ซาวนด์เอนจิเนียร์ทำการบันทึกด้วยระบบเสียง 3-channel ซึ่งจะทำให้สามารถควบคุมสมดุลของเสียงที่เกิดจากการบรรเลงของวงออเคสตร้าได้ดีกว่า เมื่อนำไปมิกซ์ลงบนระบบเสียงสเตริโอ แม้ว่าฟอร์แม็ต CD จะเข้ามาแทนที่แผ่นเสียง LP แต่ขั้นตอนการบันทึกและมิกซ์ดาวน์ก็ยังคงเป็นไปตามนี้

ปัจจุบันนี้ ด้วยความก้าวหน้าของฟอร์แม็ต SACD และการเล่นกลับด้วยระบบเสียงมัลติแชนเนล ผู้ฟังสามารถได้ยินสัญญาณเสียงจากแชนเนลซ้าย, กลาง และขวา แบบเดียวกับที่ซาวนด์เอนจิเนียร์ได้ยินในขั้นตอนการบันทึกเสียงจริง สำหรับแผ่น SACD remastered ของ RCA Living Stereo ที่จะผลิตขึ้นนี้ เราได้ใช้มาสเตอร์เทป 3-แชนเนลตัวจริงในทุกอัลบั้มที่มีอยู่ กรณีที่อัลบั้มใดบันทึกมาแค่ระบบสเตริโอที่มีสัญญาณแค่ 2-แชนเนล หรือผสมกันระหว่าง 2 กับ 3-แชนเนล เราจะใช้เฉพาะสองหรือสามแชนเนลที่มีอยู่ในหกแชนเนลบนแผ่น SACD เนื่องจากนั่นเป็นเวอร์ชั่นดั้งเดิมของโปรดิวเซอร์ ซึ่งจะได้ประโยชน์ในการรีมาสเตอร์สำหรับเครื่องเล่นซีดีทั่วไปด้วย

Daniel Guss (Series Producer)

แม้ว่าจะใช้แค่เครื่องเล่นซีดีมาตรฐานทั่วไป ก็จะรับรู้ได้ถึงพัฒนาการที่เกิดขึ้น เพราะว่าชั้นข้อมูล CD layer บนแผ่น SACD เวอร์ชั่นนี้ได้รับผลพวงจากการทำรีมาสเตอร์ด้วยนั่นเอง จะได้ยินเสียงของแอมเบี้ยนต์ในฮอลล์มากขึ้น และเสียงที่เร็วและมีความสดสมจริงมากขึ้น

John Newton:

สัญญาณซีดีบนเลเยอร์ซีดีของแผ่น SACD เวอร์ชั่นนี้ดีกว่าบนแผ่นซีดีที่มีการถ่ายโอนมาก่อนหน้านี้ ด้วยเหตุผลหลายประการ ดังนี้

1. ตัวมาสเตอร์เทปถูกเพลย์แบ็คบนเครื่องเล่นเทปที่มีคุณภาพสูงกว่าที่มีอยู่ก่อนหน้านี้
2. มีการใช้ค่าอีควอไลฯ ที่ถูกต้องตลอดขั้นตอนการทำ
3. มีการแปลงสัญญาณอะนาลอกให้เป็น DSD ก่อนจะแปลงมาที่ 44.1/16 ด้วยซอฟท์แวร์ที่เหมาะสม ให้ผลลัพธ์ดีกว่าการแปลงจากอะนาลอกเทปเป็น 44.1/16 โดยตรง

ข้อมูลเกี่ยวกับ RCA Living Stereo
นำเสนอโดย Sony/BMG

ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ในปี 1953 RCA Victor ได้สร้างงานบันทึกเสียงที่ยอดเยี่ยมและน่าทึ่งภายใต้ตราสัญลักษณ์ Living Stereo ซึ่งเป็นค่ายเพลงที่พวกเขาเปิดขึ้นมาเพื่อนำเสนองานบันทึกเสียงระบบ stereo ยุคเริ่มแรก และช่วงเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ระบบเสียงสเตริโอที่ใช้ในบ้านเรือนอย่างกว้างขวาง Living Stereo นำเสนอดนตรีดีๆ ที่มีคุณภาพเสียงระดับสูงหลากหลายแนว ท่ามกลางผลงานที่น่าประทับใจเหล่านั้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพลงคลาสสิก ที่ให้คุณภาพของเพลงที่ดี และเสียงที่มีคุณภาพสูงซึ่งยังคงเป็นตัวเลือกระดับต้นๆ ในทุกกรณี ทั้งแนวทางและปรัชญาทางการตลาดของ Living Stereo มีอิทธิพลต่อการบันทึกเสียงในยุคต่อๆ มา

ค่ายเพลง BMG Classics เจ้าของผลงานเพลง RCA Victor เริ่มผลิตแผ่นเพลงในซีรี่ย์ Living Stereo ขึ้นมาใหม่ด้วยฟอร์แม็ต CD เมื่อปี 1992 ภายใต้การดูแลของโปรดิวเซอร์เดิมคือ Jack Pfeiffer ซึ่งดูแลการผลิตในหลายๆ ชุด แผ่นซีดีที่ทำออกมามีความพยายามที่จะจำลองประสิทธิภาพเสียงที่เริ่มต้นเอาไว้ รวมถึงพยายามจำลองแพ็คเกจเดิมออกมาด้วย โดยอาศัยข้อได้เปรียบของฟอร์แม็ต CD ที่สามารถยืดเวลาในการเล่นได้ยาวกว่า ซึ่งมักจะเป็นปัญหาข้อจำกัดสำหรับฟอร์แม็ตอื่นเมื่อใช้บันทึกเพลงคลาสสิก แผ่นซีดีที่ทำออกมาตอนนั้นเป็นแบบมาตรฐานทั่วไปเพื่อให้มีราคาที่ไม่สูง ในขณะที่มีบางชุดถูกเลือกมาทำเป็นแผ่นซีดีชุบทอง (gold CD) ซึ่งมีคุณภาพที่สูงกว่า

ไม่นานมานี้ Living Stereo ได้เริ่มต้นยุคใหม่ บนฟอร์แม็ต SACD จากค่าย Sony/BMG (แผ่น SACD เหล่านี้สามารถเล่นบนเครื่องเล่นซีดีธรรมดาได้เพราะเป็นแผ่น SACD แบบ dual layer) เป็นซีรี่ย์ที่ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมโดยอาศัยมรรคผลจากประสิทธิภาพของฟอร์แม็ต SACD ส่งผลให้ซีรี่ย์ Living Stereo แจ้งเกิดได้อีกครั้ง นำเสนองานเพลงที่ยอดเยี่ยมพร้อมกับคุณภาพเสียงที่เยี่ยมยอด

แผ่นเพลงในซีรี่ย์ Living Stereo ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นที่ต้องการอย่างมาก แผ่นเสียงออริจินัลที่ยังอยู่ในสภาพดีสามารถเรียกราคาได้สูง นอกจากนั้น ผลงานเพลงในซีรี่ย์นี้ยังได้ปล่อยสิทธิ์ในการปั๊มแผ่นให้กับค่ายอื่นๆ เช่น Chesky Records ออกมาเป็นซีดีและแผ่นเสียง, ค่าย Classic Records ก็ทำออกมาในรูปของแผ่นเสียงและค่าย JVC ทำออกมาเป็นแผ่นซีดีเวอร์ชั่น XRCD ด้วย

ทดลองฟังเสียงของระบบเสียง DSD 3-Channel

จากข้อมูลที่ John Newton เอ่ยถึงเกี่ยวกับลักษณะการมิกซ์เสียง DSD 3-Ch ในงานรีมาสเตอร์ของ RCA Living Stereo ชุดนี้ไว้ว่า พวกเขาได้ยึดเอาแชนเนล Front LeftCenterFront Right ซึ่งเป็นสามแชนเนลด้านหน้าจากแพลทเทิ้น Multi-channel Audio ตามมาตรฐาน 5.1 Channel Surround Sound ที่กำหนดโดย ITU มาใช้เป็นพื้นฐานในการ map สัญญาณ DSD 3-ch ลงไป ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดในการฟังเสียงจากรูปแบบสัญญาณ DSD 3-Ch จากงานรีมาสเตอร์ของ RCA Living Stereo เหล่านี้ก็คือฟังด้วยชุดเครื่องเสียงโฮมเธียเตอร์ที่ใช้การเซ็ตอัพระบบเสียงเป็นระบบเซอร์ราวนด์ 5.1 Ch นั่นเอง

เครื่องเล่นที่เหมาะสมและง่ายต่อการดึงสัญญาณ DSD 3-Ch ออกมาจากแผ่น SACD เหล่านี้ก็คือเครื่องเล่นประเภท Universal Player ที่ให้เอ๊าต์พุตออกมาเป็นสัญญาณมัลติแชนเนลทางช่อง HDMI เมื่อต่อเชื่อมเข้ากับอินพุต HDMI ของแอมป์เซอร์ราวนด์ที่มี 5.1 Ch Decoder ที่สามารถรองรับการแปลงสัญญาณ DSD multi-channel ได้ แล้วเชื่อมต่อลำโพง 5.1 Ch เข้ากับแอมป์เซอร์ราวนด์ตัวนั้น แค่นี้คุณก็สามารถ ปลดปล่อยสัญญาณเสียง DSD 3-Ch ที่แอบซ่อนอยู่ในแผ่น SACD เหล่านี้ให้ออกมาโลดแล่นได้แล้ว

ยังมีแนวทางการฟังเสียงของสัญญาณ DSD 3-Ch บนแผ่น SACD เหล่านี้ได้อีกทางหนึ่ง ตามภาพด้านบนนี้ นั่นคือ เริ่มจากริปสัญญาณ DSD 3-Ch ออกมาจากแผ่น SACD (อยู่ใน A) แล้วนำไปเล่นด้วยโปรแกรม roon บนฮาร์ดแวร์ Roonlabs: Nucleus (B) ซึ่งเป็นโปรแกรมเล่นไฟล์เพลงที่สามารถเล่นไฟล์ DSD 3-Ch ให้ออกมาเป็น 3 แชนเนลตามรูปแบบของสัญญาณเดิมได้ โดยที่ nucleus จะส่งสัญญาณ DSD 3-Ch ออกมาทางช่องเอ๊าต์พุต HDMI จากนั้นก็ให้นำสาย HDMI มาเชื่อมต่อจากเอ๊าต์พุต HDMI ของ nucleus ไปเข้าที่อินพุต HDMI ของแอมป์เซอร์ราวนด์ มัลติแชนเนล (C) ตัวใดก็ได้ที่มี decoder สัญญาณ DSD อยู่ในตัวและรองรับการแปลงสัญญาณ DSD multi-channel

หลังจากนั้นก็แค่นำเอาลำโพงที่ เหมือนกัน” (Dโดยเฉพาะสามแชนเนลหน้ามาเชื่อมต่อที่เอ๊าต์พุต Front Left, Center และ Front Right ของแอมป์เซอร์ราวนด์ตัวนั้น แค่นี้ก็ได้ฟังเสียง DSD 3-Ch แล้ว และจะได้รู้ว่า สิ่งที่ซาวนด์เอนจิเนียร์ของ RCA Victor กับโปรดิวเซอร์ Jack Pfeiffer คิดค้นขึ้นมาในปี 1954 นั้น มันสุดยอดขนาดไหน.? เป็นการขี่ไทม์แมชชีนย้อนกลับไปในอดีตเพื่อสัมผัสให้รู้ว่า “The Golden Age of Living Stereoในยุคก่อนโน้นมันน่ามหัศจรรย์เพียงใด.?? /

*********************

mm

About ธานี โหมดสง่า

View all posts by ธานี โหมดสง่า