จาก ‘Wanted Dead or Alive’ ถึง ‘Blaze of Glory’ ‘บิลลี่ เดอะ คิด’ โอลด์ เวสต์ + พ๊อพเมทัล สายพันธุ์ Jon Bon Jovi

1.) สุดท้ายปลายทางของเงิน, เลือด และอาชญากรรม อยู่ที่หลุมฝังศพ ป่าช้า หรือสุสานจะเป็นคำตอบมากกว่าความสงบสุขของชีวิต

ราวปี 1867 เมื่อเส้นทางของรางรถไฟขยายตัวสู่ทิศตะวันตกมากขึ้น ทำให้ธุรกิจส่งฝูงวัวจากตอนกลางของประเทศไปเลี้ยงคนในภาคตะวันออกเติบโตตามไปด้วย คนต้อนวัวหรือ “คาวบอย” จึงเป็นที่ต้องการมาก อาชีพนี้แม้จะทำรายได้ดี แต่ก็เป็นอาชีพที่อันตรายมาก เพราะต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางทะเลทรายที่อากาศสุดโหด แถมยังมีความเสี่ยงจากการถูกโจมตีโดยโจรผู้ร้ายและพวกอินเดียนแดงอีก

ตลอดระยะเวลาในยุค ไวลด์ เวสต์ (Wild West) มีแก๊งโจรและมือปืน ผู้ร้ายที่รวมตัวกันเป็นแก๊งขึ้นมาเพื่อปล้นธนาคาร รถไฟ ฝูงปศุสัตว์ และผู้คนที่เดินทาง นับได้ร่วม 50 แก๊ง ซึ่งทำให้เกิดดาวเด่นทั้งในด้านที่ดีและด้านไม่ดีขึ้นมาจนกลายเป็นตำนานคาวบอยจำนวนมาก แต่ที่โดดเด่นที่สุดสองคนน่าจะได้แก่ “บิลลี่ เดอะ คิด” และ “เจสซี่ เจมส์” แม้ว่าจะไม่ได้ร่วมมือกัน หรือเป็นศัตรูกัน แต่ทั้งสองก็มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันช่วงหนึ่ง

ในปี 2011 ภาพที่บิลลี่ เดอะ คิด เคยถ่ายไว้โดยจ่ายเงินค่าถ่าย 25 เซนต์ หน้าร้านเหล้าแห่งหนึ่งในรัฐนิวเม็กซิโกปัจจุบัน เป็นรูปบันทึกบนแผ่นดีบุกหรือที่เรียกว่า Tintype ขนาดกว้าง 2 นิ้ว ยาว 3 นิ้ว รูปที่เก็บรักษาอยู่ในกรอบบรรจุไนโตรเจน ได้ถูกประมูลไปถึง 2.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณเกือบ 90 ล้านบาท โดย วิลเลียม คอช มหาเศรษฐีชาวสหรัฐ ที่ชนะการประมูลรูปในงาน โอลด์ เวสต์ โชว์ แอนด์ อ็อกชั่น เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด

หากย้อนกลับไปในช่วงต้นยุคทศวรรษที่ 90 คาวบอยและโอลด์ เวสต์ มิได้อยู่ในความสนใจของผู้คนอีกต่อไป กระแสหลักของสังคมอยู่ในช่วงเริ่มต้นเปลี่ยนผ่านและคาบเกี่ยวระหว่างยุคอนาล๊อกและดิจิทัลที่คืบคลานมาแบบเงียบๆ ช้าๆ ทว่าทรงพลังมากมาย

อยู่ดีๆ มีอัลบั้มชุดหนึ่งออกมาในแบบการผสมผสานดนตรีโอลด์ เวสต์ เข้ากับดนตรีพ๊อพเมทัลของวงแฮร์แบนด์ที่เป็นดนตรีร๊อคกระแสหลักของช่วงกลางยุคทศวรรษที่ 80 เป็นต้นมา และเกี่ยวข้องโดยตรงกับตำนาน ‘บิลลี่ เดอะ คิด(Billy The Kid)

48.43 นาที กับ 11 บทเพลงในอัลบั้ม ‘Blaze of Gloryชุดนี้ ได้ฟื้นและยืดลมหายใจของคืนวันเก่ายุคโอลด์ เวสต์ ให้มีความร่วมสมัยอีกครั้ง

ในปี 1990 “จอน บอน โจวี” ซึ่งเป็นนักร้อง/นักแต่งเพลง ของวงบอน โจวี ซึ่งมีสไตล์แฮร์แบนด์ผมยาวสลวยหน้าหวานสำอาง แต่งชุดแบบแกลมร็อกแฟนตาซี เล่นเพลงในแนวดนตรีป๊อปเมทัล กำลังอยู่ในกระแสหลักของคนฟังเพลงทั่วโลก ได้สร้างสรรค์งานเดี่ยวหรือโซโลอัลบั้ม และถูกใช้ไปเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ที่เขาร่วมแสดงด้วย

นั่นคือ “Young Guns IIโดยดารานำแสดง อีมิลิโอ เอสเตเบซ ถาม จอน บอน โจวี ว่า บทเพลง ‘Wanted Dead or Aliveซึ่งบรรจุอยู่ในอัลบั้มของวง บอน โจวี (Bon Jovi) จนเป็นแรงบันดาลใจและที่มาของบทเพลงทั้งหมดในอัลบั้ม “Blaze of Gloryซึ่งเป็นงานเดี่ยวหรือโซโล่ อัลบั้ม ชุดแรกของเขา และไม่ได้ใช้ชื่อวง บอน โจวี แต่ใช้ชื่อเต็มของเขาคือ จอน บอน โจวี (Jon Bon Jovi)

อัลบั้มชุดนี้ได้แขกรับเชิญอย่าง เอลตัน จอห์น, ลิตเติล ริชาร์ด และ เจฟฟ์ เบ๊ค มาร่วมงานในบางเพลง รวมถึงคว้ารางวัลลูกโลกทองคำ และเข้าชิงรางวัลออสการ์และแกรมมี่ด้วย นับได้ว่าเป็นอัลบั้มในสไตล์เวสต์เทิร์นร็อกแอนด์โรลล์ที่มีการผสมผสานของแนวดนตรีทั้งสองแนวเข้าไว้ด้วยกันอย่างยอดเยี่ยมน่าจดจำ

แรงบันดาลใจที่เริ่มต้นจากบทเพลง ‘Wanted Dead or Aliveซึ่งบรรจุอยู่ในแทรคที่ 5 ในสตูดิโออัลบั้มชุดที่ 3 ‘Slippery When Wetในปี 1986 เขียนเพลงโดย จอน บอน โจวี และมือกีตาร์ ริชี่ แซมโบรา

มันเหมือนกันทั้งหมด ไม่จำเพาะชื่อที่จะเปลี่ยนแปลง
ทุกๆ วัน ดูคล้ายพวกเราจะสูญเสียไปเรื่อยๆ
ในอีกสถานที่หนึ่ง ที่ซึ่งมีใบหน้าเย็นชา
ฉันขับตลอดทั้งคืนเพื่อกลับบ้าน
ฉันคือโคบาลบนม้าเหล็กที่ฉันควบขับ
ฉันต้องการอยากสิ้นลมหายใจหรือมีชีวิตอยู่
สิ้นลมหายใจหรือมีชีวิตอยู่…

บทเพลงท่อนแรกที่ขึ้นต้นให้เห็นภาพของโคบาลหรือคาวบอยยุคใหม่บนอานมอเตอร์ไซค์หรือม้าเหล็ก ห้อตะบึงควบทะยานไป มันคือพรมแดนไวลด์ เวสต์ หรือแดนเถื่อนตะวันตกร่วมสมัยช่วงปลายยุคทศวรรษที่ 80 ที่ยังคงกรุ่นกลิ่นอายโอลด์ เวสต์ เคลือบรักษาจิตวิญญาณไว้ได้ดีในรูปโฉมใหม่ของดนตรีร๊อค

Wanted Dead or Aliveได้กลายเป็นบทเพลงประจำของวงหมายถึงสัญลักษณ์ของวงบอน โจวี่ และเป็นซิงเกิลที่ 3 ของอัลบั้มที่ติดท็อปเท็นในชาร์ตบิลบอร์ด ฮอต 100 ซึ่งถือเป็นวงฮาร์ดร๊อค/แกลมเมทัล วงผมยาวหน้าสวยที่สามารถทำได้เป็นวงแรก ก้าวมายืนบนจุดสูงสุดของความยอดนิยมในคนฟังเพลงกระแสหลักทั่วโลก ข้ามผ่านวงการดนตรีร๊อคไปอย่างสง่างาม

แน่นอนชื่อเพลง ‘Wanted Dead or Aliveจอน บอน โจวี่ ได้แสดงความคารวะ เลื่อมใสและศรัทธาวีรบุรุษ หรือฮีโร่ยุคตะวันตกแดนเถื่อนเก่าแก่ หรือโอลด์ เวสต์ ซึ่งเป็นวิถีชีวิตที่เขาทั้งรักทั้งเกลียด ในการให้สัมภาษณ์ที่สตูดิโอแอคเตอร์ส จอน บอน โจวี่ ได้เล่าถึงแรงบันดาลใจในการเขียนเพลงนี้ขึ้นมาว่า รุ่งสางในยามแสงเงินแสงทองกำลังจับขอบฟ้าของเช้าวันหนึ่ง เขานอนไม่หลับมาทั้งคืนขณะที่นั่งอยู่ในรถบัสระหว่างออกทัวร์คอนเสิร์ต

เขาครุ่นคิดถึงวิถีชีวิตหรือไลฟ์สไตล์ที่เป็นอยู่ของวงดนตรีร๊อคทุกๆ วง ล้วนเหมือนกัน เป็นเฉกเช่นพวกนอกกฎหมาย พวกวงดนตรีหนุ่มๆ ก็เหมือนพวกลักทรัพย์ขโมยน้อยกระจอกๆ ควบขี่ยานพาหนะคู่ใจเข้าสู่เมือง ขโมยเงินทอง ขโมยลักนอนกับหญิงสาว และเมามายสิ้นสติสมปดี ก่อนที่ดวงตะวันจะฉายแสงในตอนเช้าตรู่

จอน บอน โจวี ได้บอกกล่าวกับแฟนเพลงบนเวทีคอนเสิร์ตที่ดีทรอยต์ มิชิแกน ในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2008 ว่าบทเพลง ‘Wanted Dead or Aliveได้รับอิทธิพลอย่างไม่ต้องสงสัยเลยมาจากบทเพลง Turn the Pageของ บ๊อบ ซีเกอร์ (Bob Seger) นักร้อง/นักเขียนเพลงแนวรูท ร๊อค ซึ่งออกมาในปี 1973 อยู่ในอัลบั้ม ‘Back in ’72สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของนักดนตรีร๊อคที่เดินทางไปบนเส้นทางบนถนนจริงและถนนชีวิต ทั้งความปีติและตกต่ำของตัวเองที่พวกเขาปะทะกับสังคม

การเขียนเพลงร่วมกันในเพลงนี้ ระหว่าง จอน บอน โจวี กับมือกีตาร์ของวง ริชี่ แซมโบร่า บนรถบัสระหว่างเดินทางทัวร์คอนเสิร์ต แน่นอนส่วนของกีตาร์ได้กลายเป็นหนึ่งเครื่องหมายทางการค้าสำคัญของแซมโบร่า ด้วยการเล่นกีตาร์โอเวชั่นสองคอ 12 สาย ให้สำเนียงหวานคมกรีดใจในตอนเปิดของเพลง และเปลี่ยนเป็นกีตาร์ไฟฟ้าในลูกโซโล่และท่อนสุดท้ายของบทเพลง

จากบทเพลง ‘Wanted Dead or Aliveและอัลบั้ม ‘Slippery When Wetทำให้วงดนตรี บอน โจวี่ สถาปนาตัวเองเป็นวงดนตรีพ๊อพเมทัลที่ยอดนิยมที่สุดและมียอดขายอัลบั้มได้มหาศาล และกลายเป็นแรงบันดาลใจมาสู่อัลบั้มเดี่ยวของ จอน บอน โจวี่ นักร้องและคนเขียนเพลงนำแรงบันดาลใจจากโลกแดนเถื่อนตะวันตกมาสู่อัลบั้ม ‘Blaze of Gloryเพื่อใช้ในภาพยนตร์คาวบอย ‘Young Guns II

2.) ฉันเป็นบุตรของปีศาจ, เรียกฉันว่า ยัง กัน

เป็นเนื้อร้องท่อนหนึ่งในบทเพลงนำอัลบั้มและถูกใช้เป็นชื่ออัลบั้ม ‘Blaze of Gloryซึ่งเป็นทั้งอัลบั้มเดี่ยวของ จอน บอน โจวี่ และอีกในหน้าที่หนึ่งเป็นอัลบั้มซาวด์แทร๊คภาพยนตร์ ‘Young Guns II

ในสารคดีเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ตีพิมพ์ในนิตยสารเอนเตอร์เทนเมนท์ วีคลี่ ดารานำแสดง อีมิลิโอ เอสตาเบซ ได้ให้ข้อมูลว่า จอน บอน โจวี่ เขียนเพลงนี้ขึ้นหลังจากได้ยืมสคริปต์ภาพยนตร์จากเพื่อนของเขา เขาได้ขึ้นแสดงที่นิวเม็กซิโก และเล่นบทเพลง ‘Blaze of Gloryที่เขาเขียนขึ้นกับกับกีตาร์อะคูสติกเพียงตัวเดียว และมอบให้คนเขียนบทภาพยนตร์คือ จอน ฟุสโค

สำหรับบทเพลงนี้คล้ายเป็นมู้ด มิวสิค หรือธีมอารมณ์ มีต้นแบบมาจากบทเพลง ‘Wanted Dead Or Aliveนั่นเอง ซึ่งฟุสโครักมันและใส่ในภาพยนตร์ ในบทเพลงได้แสดงถึงการตัดสินใจที่จะเผชิญหน้าต่อสู้กับความตายที่ย่างกรายเข้ามา เพื่อให้ทุกคนจดจำในความหาญกล้า

จอน บอน โจวี บันทึกเสียงในฐานะงานเดี่ยวทางดนตรีของเขา ในช่วงที่เขาหยุดกิจกรรมทางดนตรีกับวง ซึ่งตัดขาดไม่เกี่ยวข้องกับทางวงบอน โจวี่ แต่อย่างใด รวมถึงการเข้าร่วมแสดงในภาพยนตร์ ‘Young Guns IIด้วย ซึ่งเป็นบทบาทในฐานะนักแสดงครั้งแรกของเขา ก่อนที่จะเล่นในอีกหลายๆ เรื่องในเวลาต่อมา

บทเพลง ‘Blaze of Gloryถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลเพลงดั้งเดิมยอดเยี่ยมในปี 1991 แต่แพ้ให้กับบทเพลง ‘Sooner or Laterของ มาดอนน่า จากภาพยนตร์ ‘Dick Tracyแต่ จอน บอน โจวี่ และวงของเขาก็ได้รับเชิญให้ไปเล่นแสดงบนเวทีเดอะ อเคเดมี่ อวอร์ดส์ หรือเวทีมอบรางวัลออสการ์

แน่นอน บทเพลงของเขาใน ‘Young Guns IIได้ยอดฝีมือในวงการดนตรีโลกมาร่วมแจม ไม่ว่าจะเป็น เอลตัน จอห์น นักร้องมือเปียโนสายโซลพ๊อพชาวอังกฤษในระดับตำนาน ลิตเติล ริชาร์ด มือกีตาร์ระดับตำนานต้นทางดนตรีร๊อคแอนด์โรล และ เจฟฟ์ เบ็ค เทพกีตาร์ชาวอังกฤษ ในสายบลูส์ร๊อคและแจ๊ซร๊อค ในภาคโซโล่กีตาร์ที่ตราตรึงกรีดใจอย่างน่าสะพรึงเย็นเยียบ ในส่วนของกีตาร์เบส ได้ แรนดี้ แจ๊คสัน มือเบสแถวหน้าของวงการดนตรีร่วมสมัยอเมริกัน เปิดเผยและยอมรับว่า เขาเล่นเบสในบทเพลงนี้ได้ดีอันดับ 2 ตลอดกาลในอาชีพของเขา แต่ไม่ได้บอกถึงบทเพลงที่เขาเล่นได้ดีที่สุด

ที่สำคัญที่สุดก็คือผู้ควบคุมการผลิตหรือโปรดิวเซอร์ นี่คือหัวใจหรือกุญแจที่ทำให้บทเพลง ‘Blaze of Gloryกลายเป็นบทเพลงโอลด์ เวสต์พ๊อพเมทัล ที่ลงตัวสมบูรณ์แบบ เป็นการวิวัฒน์ทางดนตรีครั้งสำคัญของ จอน บอน โจวี่ รวมถึงการเชื่อมระหว่างดนตรีคันทรีและร๊อคเข้าไว้ด้วยกันอย่างชาญฉลาดและน่าทึ่ง

แดนนี่ คอร์ชมาร์ ซึ่งเป็นคนเขียนเพลงฮิตร่วมกันกับ ดอน เฮนลีย์ แห่งวง ดิ อีเกิลส์ มาแล้วมากมาย มารับหน้าที่โปรดิวเซอร์บทเพลงนี้และบทเพลงทั้งหมดในอัลบั้มร่วมกันกับ จอน บอน โจวี่ ซึ่งทำให้ทุกอย่างลื่นไหลลงตัวเชื่อมทั้งหมดระหว่างความเป็นโอลด์ เวสต์ คันทรี และพ๊อพเมทัลเข้าไว้ด้วยกันอย่างนวลเนียน โดยเฉพาะบรรยากาศของเพลงทั้งหมดด้วยความเข้าใจและลงลึกในจิตวิญญาณ

แม้พลาดจากรางวัลเพลงดั้งเดิมยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์ แต่บทเพลงนี้ได้รางวัลเดียวกันบนเวทีโกลเด้น โกลบ อวอร์ด หรือรางวัลลูกโลกทองคำ

ฉันจะออกไปในแสงแห่งความรุ่งโรจน์
ข้าพระองค์เจ้าโปรดอำนวยพรในครั้งแรก
ฉันจะหลั่งเลือดเป็นครั้งแรก
และฉันไม่ใช่ลูกชายของใคร
เรียกฉันว่า ยัง กัน

3.) ในมายาคติตามแนวทางของหนังคาวบอยฮอลลีวู้ดฟูเฟื่อง รวมถึงนักเขียนคอมิคหรือการ์ตูนแบบอเมริกัน “บิลลี่ เดอะ คิด” ได้กลายเป็นวีรบุรุษตะวันตกแดนเถื่อน ถูกแปลงให้เป็นผู้ชาย หล่อ เก่ง ฉลาด ทั้งบู๊และบุ๋น ทั้งที่เขาเก่งในเชิงบู๊แม่นปืนแต่ทักษะการใช้ชีวิตเป็นวัยรุ่นหลงผิดที่จบชีวิตลงด้วยวัยเพียง 21 ปี วิลเลียม เฮนรี่ แม็คคาร์ที คือชื่อจริงก่อนได้สมญานาม บิลลี่ เดอะ คิด เกิดวันที่ 23 ..1859 (.. 2403) ในมหานครนิวยอร์ค กำพร้าพ่อ และร่วมเดินทางไปกับกองคาราวานมุ่งขุดทองในแดนตะวันตกกับแม่และพี่ชายอีกสองคน

แม่ตายเมื่อบิลลี่อายุ 15 ปี และเพราะความยากจน เขาและพี่ชายกลายเป็นพวกลักเล็กขโมยน้อย และขยับขึ้นเป็นจี้ ปล้น จนถึงฆ่าคนตาย เขาหนีการตามจับของเจ้าหน้าที่ไปอริโซน่า และต่อเข้าไปในเม็กซิโก กลายเป็นโจรโด่งดัง มีบุคลิกสุภาพได้พักหนึ่ง แล้วก็ระเบิดเป็นอารมณ์เสียรุนแรง และฆ่าคนได้ง่ายๆ

บทเพลง ‘Billy The Kidเคยมีคนเขียนมาแล้ว เป็นของ โรบิน มาร์ตี้ นักร้องคันทรีสายโอลด์ เวสต์ ที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก คล้ายลำนำบัลลาดเล่าเรื่องของตำนานบิลลี่ เดอะ คิด ย้อนหวนทบทวนผลกรรมและการกระทำของมือปืนที่มีชื่อเสียงว่าชักปืนออกมายิงได้เร็วที่สุดคนหนึ่งในแดนตะวันตก

ฉันจะร้องเพลงเรื่องจริงของ บิลลี่ เดอะ คิด ให้คุณฟัง
ฉันจะร้องเล่าเรื่องถึงการกระทำที่สิ้นหวังที่เขาทำ
เส้นทางสายนอกในรัฐนิวเม็กซิโก นาน นาน มาแล้ว
เมื่อโอกาสเดียวของลูกผู้ชาย เหลือเพียงแค่ ปืน .44 ในมือเขา

เมื่อ บิลลี่ เดอะ คิด ยังเป็นหนุ่มน้อย
ในเมืองซิลเวอร์ ซิตี้ เก่าแก่ เขาเดินไปสู่ความเลวร้าย
บนเส้นทางสายนอกในดินแดนตะวันตก ด้วยปืนในมือเขา

เมื่ออายุได้ 12 ปี เขาฆ่าคนตายเป็นคนแรก
ที่นั้นมีหญิงสาวเม็กซิกันเล่นกีตาร์และร้องเพลง
บทเพลงเกี่ยวกับ บิลลี่ เดอะ คิด เด็กหนุ่มผู้เป็นราชันย์โจรนอกกฎหมายของพวกเขาทั้งหลาย
ก่อนความเป็นลูกผู้ชายในวัยหนุ่มของเขาจะมาถึงจุดจบที่น่าเศร้า
กับรอยบากบนปืนพกของเขาที่จารึกสลักว่า ฆ่าคนมาแล้ว 21 คน
เป็นคืนเศร้าคืนหนึ่ง คืนที่บิลลี่ผู้น่าสังเวชเดินทางมาสู่ความตาย

เขาบอกกับเพื่อนเขาว่า ผมยังไม่มั่นใจ
ที่นั้นมีคน 21 คน ที่ผมอัดลูกตะกั่วทะลุตัวเขาไปแล้ว
นายอำเภอ แพ็ต การ์เรตต์ จะต้องเป็นคนที่ 22

ฉันจะร้องเพลงให้คุณฟังว่า บิลลี่ เดอะ คิด พบจุดจบอย่างไร
พระจันทร์ส่องแสงสว่างจ้าสุกใส ย่ำยามดึกแล้ว
เขาถูกยิงล้มลง โดย แพ็ต การ์เรตต์ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อนของเขา

ชีวิตของหนุ่มนอกกฎหมาย บัดนี้มาถึงจุดจบแล้ว
ที่นั้นมีผู้คนมากมายที่หน้าตาดีและสุภาพอ่อนโยน
เริ่มต้นออกจากชีวิตที่เปี่ยมโอกาสไปสู่คุกตารางชีวิต
เฉกเช่นเดียวกับ บิลลี่ เดอะ คิด ผุ้น่าสงสารหลงทางสู่หายนะ
พวกเขาเหล่านั้นก็สูญสิ้นลมหายใจในแบบเดียวกัน

ความเป็นวีรบุรุษเอกชนแบบอเมริกันของบิลลี่ เดอะ คิด เกิดขึ้นจากการที่เขาได้อาสาเข้าร่วมรบในสงครามเมืองลินคอล์น (Lincoln County War) ซึ่งเป็นสงครามระหว่างนักบุกเบิกตะวันตกที่โด่งดังในประวัติศาสตร์ โดยเกิดจากความขัดแย้งเรื่องการขายสินค้า อาหารแห้ง และธุรกิจเลี้ยงวัว

ในสงครามครั้งนี้มีนายอำเภอ และคาวบอยในตำนานที่โด่งดังหลายคนเข้าร่วมในสงครามนี้ แต่ตอนหลังบิลลี่กลายเป็นมือปืนนอกกฏหมายอยู่ตามชายแดน ตามตำนานบอกว่า เขาฆ่าคน 21 คน แต่ปัจจุบัน หลักฐานยืนยันว่า เขาฆ่าคนแค่ 8-9 คน

เมื่ออายุเพียง 17 ปี ปล้น ฆ่า หนีเจ้าหน้าที่อยู่ในเม็กซิโก กลายเป็นคนที่ชาวเม็กซิกันกลัวที่สุด แต่กลุ่มชาวบ้านที่ให้เขาซ่อนตัวอยู่ก็ได้ประโยชน์จากเขาและรักเขา ช่วยแจ้งข่าวคนที่จะมาจับเขาให้เขาหนีทันทุกครั้ง

ข่าวการต่อสู้และหนีรอดจากการล้อมจับของเจ้าหน้าที่ และการปล้นที่กระจายไปหลายเมืองของเขาถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์อเมริกาแทบทุกฉบับ โดยการส่งข่าวทางโทรเลข กลายเป็นข่าวดังเด่นระดับชาติ ที่ทำให้คนอเมริกันรู้จักเขา ทั้งในแง่ดีและแง่ร้าย

ประวัติความกล้าหาญบ้าบิ่นของ บิลลี่ เดอะ คิด ในสงครามกลางเมืองลินคอล์น สร้างภาพวีรบุรุษให้แก่เขาด้วย รวมถึงการ์ตูนของรอยส์ โรเจอร์ ที่สร้างภาพบิลลี่ เดอะ คิด ในมาดวีรบุรุษคนดีรูปหล่อจนโด่งดังขายดี ทำให้คนรู้จัก บิลลี่ เดอะ คิด อีกคนหนึ่งที่ตรงข้ามตัวจริง

บิลลี่ เดอะ คิด นอกจากชื่อจริงตั้งแต่เกิดแล้ว ก็ยังมีชื่ออื่นคือ วิลเลียม เอช. บอนนี่ เขาเป็นมือปืนในสมัย คริสต์ศตวรรษที่ 19 เด็กหนุ่มผู้กลายเป็นโจรค่าหัวสูงคนหนึ่ง ด้วยความสูง 173 ซม. ตาสีฟ้า ผิวพรรณดี ชอบแต่งตัวเนี้ยบแบบมีรสนิยม และมีจุดเด่นอยู่ที่ฟันหน้าซี่ใหญ่สองซี่ แถมยังยิงปืนได้แม่นและเร็ว ใช้ชีวิตอยู่ในทะเลทรายทางตะวันตกเฉียงใต้และเหนือของเม็กซิโก

เก่งเรื่องการขี่ม้าและฆ่าคนครั้งแรกเมื่อ 17 สิงหาคม ปี 1877 จนกลายเป็นคนนอกกฎหมายที่มีชื่อเสียงในยุคศตวรรษที่ 19 ในชายแดนอเมริกาตะวันตกเฉียงใต้ ภาพลักษณ์ในขณะนั้นเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป แต่งตัวเรียบร้อย และสวมหมวกเม็กซิกันปีกกว้าง นอกจากนี้ยังเก่งภาษาเม็กซิกันและเป็นที่นิยมชื่นชอบของผู้หญิงเม็กซิกัน

บิลลี่ เดอะ คิด หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าผู้รักษากฎหมายมาหลายครั้ง จนกระทั้งวันที่ 14 กรกฎาคม ปี 1881 บิลลี่ เดอะ คิด ก็ถึงคราวอวสาน เขาตายหลังจากดวลปืนกับนายอำเภอและเจ้าหน้าที่ที่มาล้อมจับเขา

เขาได้รับการขนานนามว่า สิงห์ปืนไวแห่งตะวันตก และกล่าวกันว่าเป็นมือปืนอันดับหนึ่งของแดนตะวันตกเลยทีเดียว เป็นจอมโจรที่ออกตระเวนปล้นไปทั่วจนได้รับค่าหัวสูงสุดในตอนนั้นกล่าวกันว่า ค่าตัวของเขามีกว่า 5,000 เหรียญสหรัฐเลยทีเดียว

เหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้เขาโด่งดังขึ้นมาคือ การหลบหนีออกจากห้องขังระหว่างที่คอยการรับโทษด้วยการแขวนคอที่เรือนจำลินคอล์น นิวเม็กซิโก เขาเริ่มต้นความเป็นเสือปืนไวด้วยการสังหารคาวบอยอีกคนหนึ่งหลังจากเกิดการทะเลาะวิวาทกันขึ้นในบาร์แห่งหนึ่ง

เมื่อบิลลี่ เดอะ คิดกลายเป็นจอมโจรที่หลายคนต้องการตัวมากที่สุดด้วยเหตุผลว่า เหยื่อของเขามักจะเป็นพวกมีอิทธิพล พวกเศรษฐีขี้โกงทั้งหลาย บิลลี่มีฝีมือในการยิงปืนมาก กล่าวกันว่า ในช่วงเวลานั้นมีเพียง เจสซี่ เจมส์ (มือปืนแดนเถื่อนที่แม่นปืนในระดับตานที่อยู่ในยุคเดียวกัน) ที่จะทัดเทียมเขาได้ แต่พวกเขาไม่เคยประหน้าหรือเจอกันมาก่อน

ด้วยความที่มีตัวเล็ก เขาจึงถูกเรียกจากคนในกองว่า บิลลี่ เดอะคิด หรือ ไอ้หนูบิลลี่อย่างติดปาก กระนั้นเองชีวิตของเขาเรียกว่าแย่มาก เมื่อเขามักจะถูกรังแกจากบรรดาพวกนายจ้างเสมอ ยิ่งเขาไปทำงานกับพวกคนตัดไม้ยิ่งแล้วใหญ่ วันหนึ่งเขาทนไม่ได้แล้ว เขาจึงเอาปืนยิงชายคนนั้นตายในร้านเหล้าแห่งหนึ่ง ซึ่งบิลลี่ยืนยันแล้วว่า มันเป็นอุบัติเหตุ

แต่พวกนายจ้างของเขาไม่เชื่อแล้วจับเขาส่งนายอำเภอเพื่อจะให้เขาถูกแขวนคอในวันรุ่งขึ้น ด้วยความเจ็บปวดที่ต้องรับความอยุติธรรม เขาได้แต่ก่นด่าความเจ็บปวดนี้ไว้เพียงคนเดียว

ทว่าตัวเขากลับได้รับความช่วยเหลือจากผู้คุมคุกที่เห็นใจในชะตากรรมของเขา แล้วหนีไปในช่วงกลางดึก พร้อมม้าหนึ่งตัวมุ่งหน้าเข้าสู่เม็กซิโกเพื่อตั้งต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

ชีวิตของเขาที่พยายามจะตั้งต้นใหม่ในเชิงสุจริตก็เหมือนจะโดนขัดขาจากพวกขาใหญ่อีก ทำให้เขาต้องคว้าปืนขึ้นมาสู่กับพวกผู้อิทธิพลเหล่านั้นแทน เขาตัดสินใจที่จะเป็นพวกนอกกฎหมายเมื่อสังหารพวกผู้มีอิทธิพลที่รังแกเขาได้ เขาเริ่มออกปล้นในที่สุด

บิลลี่กลายเป็นขวัญใจของผู้คนด้วยคติออกปล้นแต่คนชั่ว พวกมีอิทธิพลตลอดเวลาหลายปี แม้ว่า จะมีคดีฆ่าเกิดขึ้นมากมาย และเขาติดคุกหลายครั้งแต่ก็หนีมาได้ ที่สำคัญไม่ว่าบิลลี่ไปที่ไหน บรรดาผู้คนต่างต้อนรับเขาด้วยความยินดีราวกับโรบินฮู้ดมาโปรด

บิลลี่ เดอะ คิด มีชื่อเสียงจากวีรกรรมในการปล้นหลายครั้ง เป็นขุนโจรในยุคสมัยแห่งคาวบอย จึงกลายเป็นหนึ่งในวายร้ายที่ถูกยกย่องให้เป็น ‘Enemy Of Stateในตำนานของคนอเมริกัน

บิลลี่ เดอะ คิด เสียชีวิตตอนอายุได้ 21 ปี จากการถูกซุ่มยิงโดยเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งสร้างเสียงก่นด่าจากประชาชนในขณะนั้นว่าเป็นการกระทำที่ขี้ขลาด ลอบยิงคนที่ไม่ได้ถือปืนซึ่งผิดวิสัยของ “ลูกผู้ชาย” ในขณะนั้น และร่างของบิลลี่ได้ถูกนำไปฝังไว้ที่ฟอร์ด ซัมเทอร์ รัฐนิว เม็กซิโก ภายหลังการตายของบิลลี่นั้น ชาวเมืองฟอร์ด ซัมเทอร์ ได้สวดไว้อาลัยให้กับเขาในฐานะสิงห์ปืนไวมือหนึ่งของตะวันตกนั่นเอง

ปัจจุบันเรื่องราวของบิลลี่ เดอะคิด กลายเป็นตำนานที่ถูกเล่าขานผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ การ์ตูนหรือเกมที่ต่างเล่าขานเขาในฐานะจอมโจรในตำนานที่ไม่มีใครลืมเลือน และทำให้ ฟอร์ด ซัมเทอร์ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงถึงขนาดมีพิพิธภัณฑ์บิลลี่ เดอะ คิด

4บิลลี่ เดอะ คิด บนเส้นทางของมือปืนรับจ้างหรือสายนักฆ่า ย่อมที่จะข้องเกี่ยวกับเงิน เลือด หรือเงินเปื้อนเลือดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม การหักหลัง และถูกตามล่าจากผู้รักษากฎหมาย กลายเป็นเรื่องปกติ

การฆ่าคนถึง 21 ศพ เท่าอายุของเขา ตามคำบอกเล่าทำให้เขากลายเป็นคนนอกกฎหมายในตำนานของตะวันตก แต่เขาก็หนีเงื้อมมือของมือปราบตามกฎหมายไปไม่พ้น ดวลปืนกับนายอำเภอและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าล้อมจับ สุดท้ายก็อาสัญ แต่กลับกลายเป็นวีรบุรุษสายโจรในมุมมองของคนอเมริกันยุคหลัง

การเข้าสู่วงการอาชญากรรมตั้งแต่เด็ก เนื่องจากต้องคดีลักทรัพย์ เข้าไปเรียนรู้สายโจร และแหกคุกใช้ชีวิตเร่ร่อนหนีมือกฎหมายในเขตทะเลทรายแห้งแล้งทางตะวันตกเฉียงใต้ของอเมริกาและทางเหนือของเม็กซิโก พัฒนาสู่ความช่ำชองในการขี่ม้าและยิงปืนแม่นอย่างกับจับวาง

เสียงเมาท์ออร์แกนหรือหีบปากเพลงเป่าเค้นโน้ตที่หมองมัวหม่นเศร้าก้องกังวานอยู่ในช่วงต้นของเพลง Blood Moneyเป็นรอยจำของเพลงบัลลาดร็อกที่ใช้ดนตรีเวสต์เทิร์นคาวบอยในแบบคันทรี โอลด์ เวสต์ สมัยใหม่ มาเป็นบรรยากาศของเพลงได้อย่างกลมกล่อมและยอดเยี่ยม

ภาพยนตร์ “Young Guns IIและบทเพลงในอัลบั้ม “Blaze of Gloryเป็นการเขียนเรื่องและเขียนเพลงมีที่มาจาก บิลลี่ เดอะ คิด หรือมีชื่อจริงว่า เฮนรี แม็คคาร์ธี ถูกบันทึกไว้ว่ามีชีวิตอยู่ระหว่างปี 1859-14 .. 1881 ด้วยความที่อายุน้อย รูปลักษณ์และหน้าตาดี ตาสีฟ้า แต่งตัวมีรสนิยม ยิงปืนแม่นและรวดเร็ว

แน่นอน บทเพลง “Blood Moneyบรรจุอยู่ในอัลบั้มชุดนี้ เป็นเพลงในลำดับที่ 4 ของอัลบั้ม

สำหรับอัลบั้ม “Blaze of Gloryสามารถขึ้นถึงอันดับที่ 3 ของชาร์ตบิลบอร์ด และอันดับ 2 ของยูเคชาร์ตในอังกฤษ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแรงตอบรับของคนฟังเพลงเป็นอย่างดี แม้ตัวหนังคาวบอยต้นเรื่องจะไม่ประสบความสำเร็จมากนักก็ตาม

คนฟังเพลงร็อกไทยก็น่าจะคุ้นเคยกับอัลบั้มนี้เป็นอย่างดี เพราะถือว่า จอน บอน โจวี่ เป็นร็อกไอคอนคนหนึ่งของคนฟังเพลงกระแสหลักในยุคนั้น โดยเฉพาะสาวๆ ที่หลงใหลได้ปลื้มและคลั่งไคล้ทั้งเพลงและตัวคนร้อง

หากว่าไปแล้วเมื่อมองกันที่ผลงานเพลง ข้ามพ้นตัวตนของเขา ดนตรีและบทเพลงทั้งหมด 11 บทเพลง กับการฟังในเวลา 48 นาทีกว่าๆ ถือว่าเต็มอิ่มและเห็นถึงความยอดเยี่ยมในการเขียนเพลงจากแรงบันดาลใจและตีความตามมุมมองของ จอน บอน โจวี่ ได้อย่างมีพลัง เฉียบขาด และลุ่มลึก เป็นอัลบั้มที่น่าเก็บสะสมบนชั้นฟังเพลงอย่างพลาดไม่ได้ เพราะอยู่ในช่วงเวลาที่สุกงอมและพัฒนาความคิดในการเขียนและทำเพลงได้ถึงขีดสุดในอาชีพของ จอน บอน โจวี่ เลยทีเดียว /

*************************

พอล เฮง
paulheng_2000@yahoo.com

mm

About พอล เฮง

นักวิพากษ์-นักวิจารณ์ที่ชอบขุดคุ้ยสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเพลงออกมาตีแผ่

View all posts by พอล เฮง