ความพิเศษของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ไม่ได้อยู่ที่ขนาดตัวเครื่องที่เล็กกระทัดรัด ไม่ได้อยู่ที่กำลังขับข้างละ 50 วัตต์ต่อข้าง แต่อยู่ที่ “เทคโนโลยี” ที่ใช้ในการออกแบบซึ่งฝังอยู่ด้านใน
GaN Technology
เทคโนโลยีทรานซิสเตอร์ที่ทำให้ MOSFET ล้าสมัย..!!!
ทรานซิสเตอร์ เป็นเซมิคอนดักเตอร์ที่ต้องมีอยู่ในเพาเวอร์แอมป์โซลิดสเตททุกตัว เพราะมันทำหน้าที่ในการควบคุมการขยายสัญญาณที่รับเข้ามาทางอินพุตของเพาเวอร์แอมป์ให้มีกำลังสูงขึ้นเพียงพอต่อการขับลำโพง
ก่อนหน้านี้ MOSFET เป็นประเภทของทรานซิสเตอร์ที่นิยมนำมาใช้ออกแบบภาคขยายของเพาเวอร์แอมป์กันอย่างแพร่หลายมานานมาก แต่ตอนนี้ได้มีทรานซิสเตอร์ที่ออกแบบด้วยเทคโนโลยีใหม่ ชื่อว่า GaN Technoloy ออกมาร่วมวงไพบูลย์แล้ว

GaN Technology คืออะไร.? GaN ย่อมาจาก Gallium Nitride (แกลเลียม ไนไตรด์) ซึ่งเป็น “สารกึ่งตัวนำ” (semiconductor) ที่มีความแกร่งสูง โครงสร้างมีความเสถียรมาก ให้สปีดในการทำงาน (switching speed) ที่เร็ว ทนความร้อนได้สูง ในขณะที่มีความต้านทานต่ำ ทางเทคนิคแล้ว ทรานซิสเตอร์ GaN ที่ทำด้วยสาร Gallium Nitride ให้ประสิทธิภาพในการขยายสัญญาณสูงกว่าเซมิคอนดักเตอร์แบบอื่นๆ ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันรวมถึง MOSFET ที่ทำด้วยสารซิลิคอนด้วย

กรอบสีแดงในภาพข้างบนนั้นเป็นหน้าตาของทรานซิสเตอร์ GaN ที่ใช้อยู่ในเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ ผลิตโดยแบรนด์ Infineon เบอร์ 65R080D2 จากภาพจะเห็นว่ามีลักษณะเป็นแผ่นสี่เหลี่ยม ขนาดใหญ่กว่าทรานซิสเตอร์มอสเฟ็ตทั่วไป ซึ่งในเพาเวอร์แอมป์ LAiV Audio รุ่น Crescendo CHORUS หนึ่งตัวจะใช้ทรานซิสเตอร์ GaN อยู่ทั้งหมด 4 ตัว แยกสำหรับแชนเนลซ้าย–ขวาข้างละ 2 ตัว ก่อนที่จะเจาะลึกลงไปมากกว่านี้ เราหวนกลับไปดูรูปร่างหน้าตาของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้กันก่อนดีกว่า..
ขนาดกระทัดรัด
กับฟังท์ชั่นใช้งาน


Crescendo CHORUS มาในตัวถังทรงสี่เหลี่ยมที่มีสัดส่วน กว้าง x ลึก แทบจะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส คือ 16.8 ซ.ม. (กว้าง) x 18.0 ซ.ม. (ลึก) ส่วนความสูงอยู่ที่ 7 ซ.ม. ซึ่งเป็นขนาดสัดส่วนมาตรฐานของเครื่องเสียงขนาดกระทัดรัดที่กำลังเป็นกระแสนิยมอยู่ในขณะนี้ รูปทรงคล้าย MacMini เป็นสัดส่วนของเครื่องเสียงที่ crossover อยู่ระหว่าง Desktop Audio แบบที่เซ็ตอัพใช้งานบนโต๊ะ กับ Living Room Audio แบบที่เซ็ตอัพใช้งานในห้องรับแขก
บนแผงหน้าของ Crescendo CHORUS มีเพียงแค่ปุ่มกดเพื่อเปิด/ปิดเครื่อง (A) อยู่ที่มุมบนด้านซ้ายเมื่อหันหน้าเข้าหาตัวเครื่อง กับไฟ LED จำนวน 3 ดวง เรียงกันอยู่บนแผงด้านหน้าของตัวเครื่อง โดยที่ดวงแรกจากซ้ายไปขวา (B) ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงสถานะ Operate / Standby คือหลังจากคุณเสียบสายไฟเอซีเข้าไปที่เต้ารับด้านหลัง (E) ไฟ LED ที่ตำแหน่ง (B) จะสว่างขึ้นเป็นสีแดง แสดงสภาวะแสตนด์บาย หลังจากนั้น เมื่อกดปุ่มเพาเวอร์ (A) หนึ่งครั้ง ไฟ LED ดวงนี้ (B) จะเปลี่ยนเป็นสีขาวพร้อมกับมีเสียงรีเลย์ดังคลิ๊กเบาๆ ในตัวเครื่อง แสดงให้รู้ว่าตัวเครื่องเข้าสู่สภาวะพร้อมใช้งานแล้ว ถ้าคุณต้องการปิดเครื่อง คุณต้องกดปุ่มเพาเวอร์ (A) ซ้ำอีกทีด้วยการกดแช่ปลายนิ้วไว้ประมาณ 2 – 3 วินาที รอจนไฟ (B) เปลี่ยนเป็นสีแดง และมีเสียงคลิ๊กสองครั้งในตัวเครื่อง แสดงว่าเครื่องตัดไฟเลี้ยงวงจรออกไปแล้วเหลือแต่ไฟเลี้ยงเพียงเล็กน้อย ไม่ถึง 2 วัตต์ สำหรับเลี้ยงไฟ LED ที่เป็นสแตนด์บาย

ไฟ LED ดวงที่สอง (C) ที่มีตัวอักษร M กำกับอยู่นั้น จะแสดงสถานะของการทำงานของภาคขยายในตัวเครื่องระหว่าง Stereo กับ Mono ซึ่งจะสัมพันธ์กับการสับสวิทช์โยกอันล็กๆ ที่อยู่ด้านหลังของตัวเครื่อง (L) เหนือเต้ารับปลั๊กไฟเอซี โดยแสดงออกมาทั้งหมด 3 สถานะ คือ ถ้าคุณสับสวิทช์ (L) ไว้ที่ตำแหน่ง ‘ STEREO ’ ไฟดวงนี้จะดับมืด, ถ้าคุณสับสวิทช์ไปที่ตำแหน่ง ‘ RCA MONO ’ ไฟดวงนี้จะสว่างขึ้นเป็นสีขาว, ถ้าคุณสับสวิทช์ไปที่ตำแหน่ง ‘ XLR MONO ’ ไฟดวงนี้จะสว่างขึ้นเป็นสีฟ้า
ส่วนไฟ LED ดวงที่สาม (D) ด้านขวาสุดนั้น มีไว้แสดงสภาวะการทำงานของระบบ คือถ้าระบบต่างๆ ภายในตัวเครื่องทำงานได้ตามปกติ ไฟดวงนี้จะดับมืด ไม่มีแสงสว่าง แต่ถ้าสว่างขึ้นเป็นสีแดง แสดงว่าภายในมีความผิดปกติเกิดขึ้นด้วยปัญหารูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในจำนวน 3 รูปแบบ ที่จะเกิดขึ้นได้ คือ
1. สว่างเป็น “ สีแดง + กระพริบ 1 ครั้ง ” = แสดงว่าวงจรป้องกันเกี่ยวกับอุณหภูมิเครื่อง (thermal protection) ถูกกระตุ้นขึ้นมาทำงาน ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นจากการใช้งานต่อเนื่องนานๆ ถ้าถึงขนาดที่เกิดความร้อนภายในตัวเครื่องสูงเกินจุด safety ที่ผู้ผลิตตั้งไว้ ตัวเครื่องจะตัดการทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อปรับลดอุณหภูมิของภาคขยายลง
2. สว่างเป็น “ สีแดง + กระพริบ 2 ครั้ง ” = แสดงว่ามีกระแสไฟไหลผ่านเอ๊าต์พุตมากผิดปกติ มีผลให้วงจรป้องกัน ” กระแสส่วนเกิน ” (Over Current protection) ที่เอ๊าต์พุตถูกกระตุ้นขึ้นมาทำงาน ณ จุดนี้ เครื่องจะปิดการทำงานของวงจรที่เป็นต้นเหตุลงอัตโนมัติ ซึ่งจะช่วยป้องกันทั้งตัว Crescendo CHORUS เองและป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นกับลำโพงของคุณไปพร้อมๆ กันด้วย
3. สว่างเป็น “ สีแดง + กระพริบ 3 ครั้ง ” = บอกให้รู้ว่าวงจร DC Protection กำลังทำงาน เนื่องจากพบว่ากำลังจะมีไฟ DC ถูกปล่อยออกไปทางเอ๊าต์พุต ซึ่งถ้าหลุดรอดออกไปได้จะทำให้เกิดความเสียหายกับลำโพง เมื่อตรวจพบ จะปิดการทำงานของภาคเอ๊าต์พุตลงโดยอัตโนมัติ
อินพุต & เอ๊าต์พุต
ที่แผงหลังของ Crescendo CHORUS มีขั้วต่อสัญญาณอะนาลอกอินพุตมาให้ 2 ชุด โดยรองรับสัญญาณซิงเกิ้ลเอ็นด์ผ่านขั้วต่อ RCA (F & G) กับรองรับสัญญาณบาลานซ์ผ่านขั้วต่อ XLR (K & J) อย่างละชุด ถ้าคุณต้องการให้ภาคขยายในตัว Crescendo CHORUS ทำงานในระบบสเตริโอ คุณต้องสับสวิทช์ L ไปที่ตำแหน่ง ‘ STEREO ’ และใช้เอ๊าต์พุตทั้งสองแชนเนลคือ RIGHT และ LEFT พร้อมกันไม่ว่าจะเป็น RCA หรือ XLR แต่ถ้าคุณต้องการใช้งานเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ในโหมด “บริดจ์โมโน” ก็ให้โยกสวิทช์ L ไปตรงตำแหน่ง RCA MONO หรือ XLR MONO ขึ้นอยู่กับว่าปรีแอมป์ของคุณปล่อยสัญญาณมาทางขั้วต่อแบบไหน ซึ่ง Crescendo CHORUS จะใช้ขั้วต่อแชนเนลซ้าย (LEFT) สำหรับการเชื่อมต่อสัญญาณจากปรีแอมป์ในกรณีที่เราใช้งานเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ในโหมดบริดจ์โมโน
ส่วนทางด้านเอ๊าต์พุตนั้น เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ให้ขั้วต่อสายลำโพงแบบ binding post มาหนึ่งชุดสำหรับการทำงานในโหมดสเตริโอ (H & I) เป็นขั้วต่อเอ๊าต์พุตขนาดใหญ่ แบบเดียวกับที่ใช้ในเพาเวอร์แอมป์ขนาดมาตรฐานทั่วไป ให้การเชื่อมต่อกับขั้วต่อของสายลำโพงได้ครบทุกรูปแบบ จะเป็นแบบสายเปลือย, ผ่านขั้วต่อบานาน่า หรือผ่านขั้วต่อแบบหางปลาได้หมด ในกรณีที่ใช้งานเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ในโหมดบริดจ์ โมโน ให้ใช้ขั้วต่อสายลำโพงขั้ว + ของแชนเนลขวา ร่วมกับขั้ว – ของแชนเนลซ้าย ในการเชื่อมต่อสัญญาณ
ที่อยากจะขอชมผู้ออกแบบเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้คือเขาจัดวางตำแหน่งและเว้นช่องไฟของขั้วต่อต่างๆ เอาไว้ได้ดีมาก ช่วยให้สะดวกในการเชื่อมต่อแม้ว่าพื้นที่แผงหลังจะมีไม่มากก็ตาม
ดีไซน์เด่นๆ

พื้นฐานการทำงานของวงจรขยายในเพาเวอร์แอมป์ Crescendo CHORUS ตัวนี้ใช้หลักการของเทคโนโลยี class-D เต็มรูปแบบ แต่ทางผู้ผลิตอ้างว่า วงจรขยายใน Crescendo CHORUS ตัวนี้เป็นภาคขยาย class-D ที่มีการปรับปรุงหัวใจหลักในการทำงานทั้ง 2 ส่วน มาแล้ว นั่นคือ ปรับปรุงทั้งในขั้นตอนการทำ signal modulator และขั้นตอนขยายสุดท้าย ด้วยการใช้ทรานซิสเตอร์ GaN Technology ที่มีประสิทธิภาพสูงเข้ามาแทนที่ทรานซิสเตอร์แบบเดิมๆ ที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า
signal modulator คืออะไร.? โดยพื้นฐานทางเทคนิคแล้ว แอมป์ class-D จะต้องมีสิ่งที่เรียกว่า ‘ signal modulator ’ ซึ่งก็คือ “พาหะ” (carrier) ที่ใช้นำพา “สัญญาณอินพุต” ที่รับเข้ามาทางขั้วต่อ RCA หรือ XLR ไปส่งให้กับ “ทรานซิสเตอร์” ที่อยู่ในภาคขยายนั่นเอง ถ้าจะเปรียบเทียบก็คล้ายกับการทำงานของระบบออกอากาศด้วยคลื่นวิทยุ FM นั่นแหละ คือวงจร modulator แบบ PWM (Pulse Width Modulation) ที่อยู่ในวงจรขยายของแอมป์จะสร้างสัญญาณ pulse ที่เป็นรูปคลื่นสี่เหลี่ยมขึ้นมาเทียบเคียงไปกับลักษณะ “ความดัง” ของสัญญาณอินพุต คือถ้าสัญญาณอินพุตเข้ามาดัง แท่ง pulse ของสัญญาณก็จะมีลักษณะกว้าง ถ้าสัญญาณเข้ามาเบา แท่ง pulse ก็จะแคบ สลับปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามระดับความดังของสัญญาณอินพุตอย่างที่กล่าวมาข้างต้น (* ความสูงของแท่ง pulse จะเท่ากันตลอด)
จากนั้น สัญญาณอินพุตที่ถูก modulate ออกมาเป็นแท่ง pulse ที่ต่อเนื่องก็จะถูกส่งเข้าไปที่ทรานซิสเตอร์ 2 ตัว ซึ่งจะทำหน้าที่เหมือนวาร์วที่คอย “เปิด” ให้กระแสไฟไหลผ่าน และ “ปิด” ไม่ให้กระแสไฟไหลผ่าน โดยสัมพันธ์ไปกับ “ความดัง” ของสัญาณอินพุต คือถ้าสัญญาณอินพุตเข้ามาดัง ทรานซิสเตอร์ก็จะ “เปิด” ค้างไว้ให้กระแสไฟไหลผ่านไปมาก ถ้าสัญญาณ “เบา” ก็เปิด/ปิดเร็วๆ ถ้า “ไม่มี” สัญญาณเข้ามาเลย ทรานซิสเตอร์ทั้งสองตัวก็จะ “ปิด”
ในกระบวนการขยายสัญญาณของภาคเพาเวอร์แอมป์นั้น “สปีด” ของสัญญาณอินพุตจะถูกล็อคไว้ ซึ่งที่ผ่านมานั้น สปีดของสัญญาณอินพุตมันไหลเข้ามา “เร็วกว่า” การทำงานของภาคขยายอยู่แล้ว การที่จะจัดส่งสัญญาณอินพุตให้เข้าไปผ่านกระบวนการขยายได้เร็วในระดับสปีดที่ใกล้เคียงกับสปีดของสัญญาณที่รับเข้ามาทางอินพุตมากที่สุด ก็คือต้องใช้วงจรขยายแบบ class-A เข้ามากำกับสปีดในการขยายสัญญาณของภาคเอ๊าต์พุต ซึ่งวงจรขยาย class-A จะไปบังคับให้ทรานซิสเตอร์ทั้งสองตัวที่อยู่ทางเอ๊าต์พุตซึ่งทำหน้าที่ขยายสัญญาณทั้งซีกบวกและซีกลบต้องอยู่ในสถานะ “เปิด” ตลอดเวลา (always ‘on’) ซึ่งเป็นการผลักดันให้ทรานซิสเตอร์ต้องทำงานหนักจนมีผลให้ประสิทธิภาพลดลง คือได้กำลังขับต่ำและเกิดความร้อนสูง ในขณะที่ทรานซิสเตอร์ GaN แบบใหม่จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า เพราะเป็นเซมิคอนดักเตอร์แบบ wide bandgap ทำให้สามารถจ่ายกำลังได้สูงกว่า, สามารถ switch เปิด/ปิดการทำงานของตัวมันเพื่อรองรับสปีดของ signal modulator ได้สูงถึงระดับเมกกะเฮิร์ต และเกิดความร้อนต่ำขณะทำงานจึงไม่ต้องมีระบบระบายความร้อนขนาดใหญ่ ด้วยคุณสมบัติเด่นๆ เหล่านี้นี่เองที่ทำให้ทรานซิสเตอร์ GaN เหมาะกับการนำไปใช้เป็นภาคขยายสุดท้ายในแอมป์ class-D แทนที่ทรานซิสเตอร์มอสเฟ็ตและไบโพล่าร์แบบเดิม
สเปคฯ + การแม็ทชิ่งกับปรีแอมป์/แหล่งต้นทาง

ความแม็ทชิ่งระหว่าง “แอมป์” กับ “ลำโพง” มีความสำคัญกับ “คุณภาพเสียงโดยรวม” อย่างมาก ซึ่งในการประเมินต้องนำเอาตัวเลขสเปคฯ ของ “ power ” หรือกำลังขับของแอมป์มาคำนวนเทียบกับสเปคฯ ทางด้าน ความไว (sensitivity), อิมพีแดนซ์ (impedance) และเร้นจ์ระหว่างกำลังขับต่ำสุดถึงสูงสุดที่ลำโพงแนะนำไว้ (power recommendation)
ถ้าเป็นอินติเกรตแอมป์ คุณก็สามารถเอาตัวเลขที่แสดง “กำลังขับ” ของแอมป์ตัวนั้นไปประเมินเทียบกับตัวเลข “ power recommendation ” ของลำโพงๆได้เลย แต่ถ้าระบบแอมป์ที่คุณใช้อยู่ประกอบด้วย ปรีแอมป์ + เพาเวอร์แอมป์ คุณต้องพิจารณาคุณสมบัติทางด้าน gain matching ระหว่างปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์เข้ามาประเมินด้วย ซึ่งในทางปฏิบัตินั้น คุณต้องจัดการให้ gain ของปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์มีความแม็ทชิ่งกันซะก่อน ซึ่งวิธีการพิจารณาก็ไม่ยาก แค่เอา gain ของปรีแอมป์กับ gain ของเพาเวอร์แอมป์มารวมกัน ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว ผู้ผลิตปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์มักจะระบุความแรงของ gain ออกมาเป็นหน่วย dB ถ้าปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์ของคุณระบุ gain ไว้เป็นหน่วย dB ก็เอามาบวกกันได้เลย ซึ่งอัตราของ gain ของปรีแอมป์กับเพาเวอร์แอมป์ที่อยู่ในระดับที่ถือว่าแม็ทชิ่งกันดี สำหรับผมชอบให้ได้ “เกนรวม” (overall gain) ที่ได้จากปรี+เพาเวอร์ฯ อยู่ระหว่าง 34 – 40dB เพราะมันทำให้มีเร้นจ์ของวอลลุ่มที่กว้างพอสมควรในการปรับวอลลุ่มของปรีแอมป์เพื่อชดเชย gain ของเพลงได้หลากหลาย และใช้ขับลำโพงที่มีความไวต่ำได้ดี
จากตัวเลขในสเปคฯ ของเพาเวอร์แอมป์ Crescendo CHORUS ระบุ gain ไว้ 2 – 3 ระดับ ขึ้นอยู่กับโหมดของภาคขยายที่คุณเลือกใช้ ถ้าคุณเลือกให้ภาคขยายทำงานในโหมด Stereo ที่เอ๊าต์พุต RCA จะให้เกนขยายอยู่ที่ 28dB ส่วนที่เอ๊าต์พุต XLR จะให้เกนขยายอยู่ที่ 22dB ถ้าปรับตั้งให้ทำงานในโหมด Mono ที่เอ๊าต์พุต RCA จะให้เกนขยายสูงถึง 34dB ในขณะที่เอ๊าต์พุต XLR จะได้เกนขยายอยู่ที่ 28dB สรุปสั้นๆ คือ
RCA Stereo : gain = 28dB
RCA Mono : gain = 34dB
XLR Stereo : gain = 22dB
XLR Mono : gain = 28dB

Crescendo CHORUS ถูกออกแบบมาในซีรี่ย์เดียวกับตัว Streamer/DAC/Pre รุ่น Crescendo VERSE ซึ่งโดยนัยยะแล้ว ทั้งสองตัวนี้ควรจะมี gain ที่แม็ทชิ่งกัน ในขณะที่เอ๊าต์พุตของ Crescendo VERSE ที่ช่อง RCA วัดได้ 2Vrms (เท่ากับ 6.02dB) ส่วนช่อง XLR วัดได้ 4Vrms (เท่ากับ 12.04dB) ดังนั้น ถ้าเชื่อมต่อสัญญาณระหว่างเอ๊าต์พุตของ Crescendo VERSE เข้ากับอินพุตของ Crescendo CHORUS ทาง RCA เราจะได้ overall GAIN อยู่ที่ 6.02 + 28.0dB = 34.02dB ในขณะเดียวกัน ถ้าเชื่อมต่อสัญญาณระหว่าง Crescendo VERSE + Crescendo CHORUS ทางช่อง XLR ก็จะได้ overall GAIN อยู่ที่ 12.04 + 22.0dB = 34.04dB สูสีกัน แต่ผู้ผลิตแนะนำว่า ถ้าเลือกได้ ให้ใช้การเชื่อมต่อผ่านทาง XLR จะได้เสียงที่ดีกว่า เพราะได้ S/N ratrio ที่สูงกว่าเพราะการเชื่อมต่อผ่านทาง XLR จะให้ noise ต่ำกว่าการเชื่อมต่อผ่านทาง RCA



ในการทดสอบเสียงของเพาเวอร์แอมป์ Crescendo CHORUS ตัวนี้ ผมเลือกใช้ตัว DAC/Headphone Amp/Pre ของแบรนด์เดียวกัน ซีรี่ย์เดียวกัน คือรุ่น Crescendo VERSE ที่ผมเคยทดสอบไปแล้ว (REVIEW) มาจับคู่กันเป็นอ๊อปชั่นแรก โดยใช้วิธีสตรีมไฟล์เพลงจาก TIDAL บนคอมพิวเตอร์ MacBook Pro ของผม แล้วส่งสัญญาณดิจิตัล เอ๊าต์พุตไปที่อินพุต USB ของตัว Crescendo VERSE จากนั้นก็ต่อสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์ทางช่อง XLR ไปเข้าที่อินพุต XLR ของตัว Crescendo CHORUS โดยปรับให้ทำงานในโหลด STEREO ตอนฟังเพลงก็ใช้วิธีปรับวอลลุ่มบนตัว Crescendo VERSE ด้วยรีโมทไร้สาย

หลังจากนั้น ผมก็ทดลองใช้สตรีมเมอร์ Bluesound รุ่น New NODE ทำหน้าที่เป็นสตรีมเมอร์เล่นไฟล์เพลงจาก TIDAL ผ่านทาง Wi-Fi network แล้วส่งสัญญาณอะนาลอกไปที่ Crescendo CHORUS ผ่านทางช่องอินพุต RCA ตอนฟังเพลงก็ใช้วิธีปรับวอลลุ่มที่ตัว Bluesound ‘New NODE’ ผ่านแอพลิเคชั่น BluOS บนมือถือ พบว่า gain output ของ New NODE แม็ทชิ่งกับ gain input ของ Crecendo CHORUS มาก เป็นวิธีง่ายๆ ในการทำให้โต๊ะทำงานกลายสภาพเป็นห้องฟังเพลงเพื่อความผ่อนคลายที่ดี และเพิ่มความสะดวกในการใช้งานไปด้วยในตัว
สเปคฯ + การแม็ทชิ่งกับลำโพง
ตามสเปคฯ Crescendo CHORUS ให้กำลังขับข้างละ 50W ที่โหลด 8 โอห์ม และอัพเพิ่มได้เป็น 80W ต่อข้างที่โหลด 4 โอห์ม เมื่อถูกตั้งให้ทำงานในโหมด Stereo แสดงถึงกำลังสำรองที่มีอยู่ในระดับ 60% ของอิมพีแดนซ์มาตรฐาน 8 โอห์ม แต่ถ้าปรับตั้งให้ทำงานในโหมดบริดจ์ โมโน จะได้กำลังขับอยู่ที่ 120W ที่โหลด 8/4 โอห์ม ก็ถือว่าอยู่ในระดับปานกลาง

ในการใช้งานจริง ช่วงแรกผมทดลองให้ Crescendo CHORUS ลองขับลำโพงสองทางขนาดเล็กของแบรนด์ ATC รุ่น SCM7 เวอร์ชั่นแรก ซึ่งมีความไวอยู่ที่ 84dB ด้วยการเซ็ตอัพลองฟังบนโต๊ะทำงานลักษณะ Desktop Audio แต่จริงๆ แล้ว ผู้ผลิตลำโพง ATC แนะนำให้ใช้แอมป์ที่มีกำลังขับอยู่ระหว่าง 75 – 300W (min-max) ซึ่งถ้าดูตามตัวเลขในสเปคฯ ของลำโพงเทียบกับตัวเลขสเปคฯ ของแอมป์แล้ว ใครๆ ก็คงคิดว่า เพาเวอร์แอมป์ Crescendo CHORUS ตัวนี้ไม่น่าจะขับ SCM7 ออก.. แต่พอจับมาแม็ทชิ่งกันจริงๆ แล้ว ผลลัพธ์มันผิดไปจากตัวเลขในสเปคฯ เลย เนื้อเสียงสะอาดเป็นผู้ดีมาก ปลายเสียงแหลมละเอียด กลางเป็นตัว ทุ้มกระชับ โฟกัสดี เวทีเสียงโอบล้อมเป็นสามมิติ ไม่น่าเชื่อ.!!!

ลำโพงอีกคู่ที่ผมยกมาให้ Crescendo CHORUS ลองขับบนโต๊ะทำงาน เป็นลำโพงสองทางขนาดเล็กของแบรนด์ Usher Audio ผู้ผลิตลำโพงไฮเอ็นด์ฯ จากประเทศไต้หวัน ชื่อรุ่นคือ S-520 (REVIEW) ซึ่งลำโพงคู่นี้ก็ถือว่าเป็นหนึ่งในลำโพงเล็กระดับตำนานคู่หนึ่งที่ให้เสียงน่าพิศวงมาก สเปคฯ ความไวอยู่ที่ 86dB ซึ่งก็นับว่าโหดพอสมควรสำหรับแอมป์ตัวเล็กๆ แต่พอมาจับกับ Crescendo CHORUS ตัวนี้มันกลับเชื่องเป็นลูกแมวไปเลย.! กำลังขับ 50W ต่อข้างของ Crescendo CHORUS ทะลวง S-520 ออกมาซะจนหมดเปลือก รายละเอียดออกมาในระดับที่เรียกว่าพรั่งพรู ทั้งแหลม–กลาง–ทุ้ม เปิดตัวออกมาอย่างอร้าอร่าม แผ่เต็ม เนื้อเสียงแน่น อิ่มข้น ไดนามิกกระชับซึ่งแสดงถึงความสามารถในการควบคุมด้วยระดับ damping factor ที่ระดับ 200 ของ Crescendo CHORUS มันมีพลังในการควบคุมไดอะแฟรมของวูฟเฟอร์ขนาด 4 นิ้ว ของ S-520 ได้อย่างหมดจดมาก แม้ว่าจะเปิดดังๆ ก็ไม่มีอาการอ่อนแรงออกมาให้เห็น เสียงเบสยังคงกระชับ ควบคุมจังหวะของเพลงได้ตลอด ไม่มีอาการหน่วงหรืออื้อล้า ไทมิ่งอยู่ในระดับยอดเยี่ยม ซึ่งมีผลต่ออรรถรสของเพลงมากเป็นพิเศษ ทำให้ฟังแล้วเข้าถึงอารมณ์ของเพลงได้อย่างรวดเร็วและฝังตรึงอยู่ตรงนั้นไปตลอด เป็นประสบการณ์ที่น่าทึ่ง.!!!

หลังจากทดสอบบนโต๊ะทำงานเสร็จแล้ว ผมก็ยก Crescendo VERSE + Crescendo CHORUS ไปทดลองใช้งานในห้องรับแขก ซึ่งเป็นอีกฟังท์ชั่นการใช้งานที่ดูจะเหมาะกับ DAC/Pre + เพาเวอร์แอมป์คู่นี้เป็นพิเศษ เพราะนอกจากรูปลักษณ์ที่เล็กกระทัดรัด ไม่เปลืองพื้นที่จัดวางของอุปกรณ์สองชิ้นนี้แล้ว ตัว Crescendo VERSE ยังมีอินพุต Optical ที่ใช้รองรับสัญญาณดิจิตัลจากทีวีได้ด้วย
ผมจัดลำโพงตั้งพื้นขนาดเล็กของ Wharfedale รุ่น Diamond 12.3i (REVIEW) เข้ากับ DAC/Pre + เพาเวอร์แอมป์คู่นี้ พบว่ากำลังขับ Crescendo CHORUS สามารถขับ Diamond 12.3i ออกมาได้ดีน่าพอใจ ดูหนังจาก Netflix ได้สนามเสียงแผ่ออกมาเต็มพื้นที่ในห้องรับแขกเลย ใครชอบดูหนัง ระบบเสียงชุดนี้จะทำให้คุณได้รับอรรถรสในการดูหนังมากขึ้นเยอะ แถมยังเหมาะกับการใช้อัพเกรดคุณภาพเสียงของทีวีด้วย ไม่ว่าจะใช้ฟังข่าว, ดูละครจากช่องดิจิตัลทีวีต่างๆ และยังใช้ฟังเพลงจากช่อง YouTube ได้ดีด้วย ผมลองฟังเพลงคลาสสิกจากช่องบนแอพ YouTube ที่ฝังอยู่ใน Android TV ของ Sony OLED A8F ขนาด 65 นิ้ว ของผม พบว่าเสียงมันออกมาดีมาก มันช่วยยกระดับความบันเทิงให้กับชีวิตได้เยอะ ฟังได้นานไม่ล้าหู เสียงชัดและสะอาด จึงเปิดได้ดังขึ้นโดยไม่รู้สึกรำคาญ พอเสพติดเสียงแบบนี้แล้วให้กลับไปฟังเสียงจากลำโพงของทีวีไม่ได้อีกเลย.!!
ฟังเอาเรื่อง..!!!
ตอนท้ายสุดของการทดสอบ ผมยก Crescendo CHORUS เข้าห้องฟังมาตรฐานของผมที่ใช้ในการทดสอบอุปกรณ์เครื่องเสียงบ้านเพราะอยากรู้ว่า กำลังขับ 50W ในตัวถังเล็กๆ ทรงสี่เหลี่ยมที่กว้างxยาวแค่คืบของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้จะไปได้ไกลแค่ไหน..

ผมยกลำโพง Wharfedale รุ่น Denton 1s ที่เพิ่งเปิดเบิร์นฯ ในห้องรับแขก ครบ 100 ชั่วโมง ไปหมาดๆ เข้ามาจับคู่กับ Crescendo CHORUS โดยมี Crescendo VERSE ทำหน้าที่เป็น DAC/Pre และมี Innuos ‘STREAM1 + LPS1’ ทำหน้าที่เป็นสตรีมมิ่ง ทรานสปอร์ต
* มีประเด็นชวนให้ตัดสินใจยากอยู่อย่างหนึ่งในการเซ็ตอัพและไฟน์จูนก่อนจะลงมือฟังจริงๆ คือตอนแรกผมใช้วิธีเชื่อมต่อสายสัญญาณระหว่าง Crescendo VERSE กับ Crescendo CHORUS ด้วยสายบาลานซ์ผ่านขั้วต่อ/อินพุต XLR ซึ่งตอนฟังในห้องรับแขกก็ไม่รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ แต่พอยกเข้าห้องฟังตอนผมไฟน์จูน “โฟกัส” ของระบบด้วยการขยับตำแหน่งวางลำโพงผมพบว่า เสียงมันไม่ลื่นหู เสียงแหลมมีอาการแยงหูนิดๆ ขยับตำแหน่งลำโพงยังไงก็ไม่ดีขึ้น เหมือนเฟสมันไม่กลืนกัน สุดท้ายผมลองเปลี่ยนมาใช้วิธีเชื่อมต่อด้วยสายอันบาลานซ์ผ่านขั้วต่อ RCA ปรากฏว่า เสียงโดยรวมมีความลื่นไหลมากกว่า แต่ปลายเสียงแหลมมีอาการ roll-off นิดนึงทำให้โดยรวมติดนุ่มนิดๆ สุดท้ายผมตัดสินใจเลือกการเชื่อมต่อผ่านทาง RCA เพราะลองฟังเสียงร้องแล้วมันลื่นไหลดีกว่าต่อผ่านทาง XLR ที่เน้นชัดมากกว่าแต่ติดแข็งนิดๆ อารมณ์ดนตรีสู้ต่อทาง RCA ไม่ได้ ใครเอาเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ไปใช้ลองเทียบเสียงของช่องอินพุตดู ถ้าชอบเสียงชัดๆ ก็ต่อทาง XLR แต่ถ้าชอบไหลลื่นติดนุ่มนิดนึงก็ต่อทาง RCA เพราะทั้ง RCA และ XLR ไม่มีปัญหาเรื่อง gain แต่อย่างใด
หลังจากเชื่อมต่อเสร็จก็เริ่มฟังกันเลย ซึ่งเสียงที่ออกมามี “ความดัง” (SPL) ที่เพียงพอสำหรับพื้นที่ในห้องฟังขนาดประมาณ 24 ตรม. (3.6 x 6.6 ม.) โดยที่ให้เสียงที่มีน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ดีพอใช้ แสดงถึงประสิทธิภาพของ Crescendo CHORUS ที่สูงพอที่จะดันเสียงทุ้มออกมาจากลำโพง Denton 1S ได้ในประมาณที่น่าพอใจ ส่งผลให้เสียงที่ออกมามี “โทนัล บาลานซ์” ที่ดี คือปกติแล้ว ถ้ากรณีกำลังขับของแอมป์ “ดัน” ลำโพงไม่ไหว ดุลเสียงจะหนักไปทางกลาง–แหลม คือจะได้ยินแต่เสียงกลาง–แหลมออกมา ส่วนเสียงทุ้มจะออกมาบางๆ เบาๆ และฟุ้งๆ ไม่เป็นลูก แม้ว่าเราจะเพิ่มวอลลุ่มที่ปรีแอมป์เพื่อดึงเสียงทุ้มขึ้นมา ก็จะทำให้เสียงกลาง–แหลมพุ่งล้นออกมาจนฟังไม่ได้

จากเสียงโดยรวมที่ออกมาจากการจับคู่ระหว่าง LAiV Audio ‘Crescendo CHORUS’ + Wharfedale ‘Denton 1S’ เมื่อลองฟังจากเพลงหลากหลายรูปแบบ หลาย เพลงผ่านไป ผมสรุปได้ว่า กำลังขับของ Crecendo CHORUS แม็ทชิ่งกับลำโพง Denton 1S มันทั้งคู่ไปกันได้ดี ให้เสียงที่มีลักษณะเปิดโปร่งกำลังดี แยกแยะรายละเอียดได้ชัด รูปวงสวย (ต้องยกเครดิตให้ไดเวอร์ coaxial ของลำโพง Denton 1S ด้วย) แผ่ขยายออกไปนอกตู้ลำโพงได้อย่างสบายๆ ไม่มีอาการเค้น
ทำไม Crescendo CHORUS จึงสามารถขับลำโพง Wharfedale คู่นี้ได้ มาลองวิเคราะห์สเปคฯ ของลำโพง Denton 1S ดูหน่อย.. เริ่มที่ความไวอยู่ที่ 88dB อ้างอิงที่อิมพีแดนซ์ 8 โอห์ม ซึ่งอยู่ในระดับปานกลาง ไม่ได้ไวมาก ตามด้วยตัวเลขกำลังขับที่ผู้ผลิตลำโพงแนะนำไว้ โดยเริ่มจาก “ต่ำสุด” ที่ 30W ขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุดที่ 100W ซึ่งดูจากตัวเลขเหล่านี้แล้ว ก็ถือว่าเป็นสเปคฯ ของลำโพงระดับมาตรฐานทั่วไปที่ไม่ได้ไวมากและก็ไม่ได้ขับยากมาก นั่นคือเหตุผลที่กำลังขับ 50W ที่ 8 โอห์ม ของ Crescendo CHORUS สามารถผลักดันเสียงจาก Denton 1S ออกมาได้อย่างเต็มที่
เบิ้ล Crescendo CHORUS อีกตัว
เล่นแบบ bridge mono

คุณวี ผู้นำเข้าเพิ่งจัดส่ง Crescendo CHORUS มาให้อีกตัว เพื่อให้ผมทดสอบเสียงของเพาเวอร์แอมป์รุ่นนี้ในลักษณะของการทำงานแบบโมโน ซึ่ง Crescendo CHORUS แต่ละตัวจะมีอ๊อปชั่นให้ปรับตั้งการทำงานของวงจรขยายภายในได้ถึง 3 รูปแบบ คือ Stereo, RCA Mono และ XLR mono โดยที่ผู้ใช้สามารถเลือกได้ง่ายๆ ด้วยการสับสวิทช์โยกตัวเล็กๆ (ตามภาพข้างบน) เท่านั้น

Crescendo CHORUS x2 ขับลำโพง Wharfedale ‘Denton 1S’


หลังจากปฏิบัติการณ์ 4 ขั้นตอนในการปรับการทำงานของ Crescendo CHORUS ให้แปลงสภาพจาก Stereo มาเป็น Mono (1. ปิดเครื่อง, 2. สับสวิทช์เลือกโหมด mono, 3. ย้ายสายสัญญาณ และ 4. ย้ายสายลำโพง) สำเร็จแล้ว เมื่อกดสวิทช์เปิดเครื่องขึ้นมาใหม่ คราวนี้ไฟ LED ที่แผงหน้าของ Crescendo CHORUS จะสว่างขึ้น 2 ดวง คือดวงซ้ายมือสุดที่แสดงว่าเครื่องกำลังเปิดใช้งาน กับดวงตรงกลางที่มีตัวอักษร M แสดงถึงสถานะว่ามันกำลังทำหน้าที่เป็นเพาเวอร์แอมป์โมโนนั่นเอง

ก่อนจะเพิ่ม Crescendo CHORUS ตัวที่สองเข้าในระบบ ผมใช้ Crescendo CHORUS ตัวแรกขับลำโพง Wharfedale ‘Denton 1S’ อยู่ ซึ่งมันไปกันได้ดีมาก คุณภาพเสียงโดยรวมออกมาเกินราคาของเพาเวอร์แอมป์+ลำโพงไปไกล ใครที่มีงบสำหรับ “เพาเวอร์แอมป์+ลำโพง” อยู่ในระดับ 6 – 7 หมื่นบาท แนะนำ Crescendo CHORUS + Denton 1S คู่นี้เลย หลังจากได้ Crescendo CHORUS ตัวที่สองมาเสริมเพื่อปรับเล่นเป็น Mono ทั้งสองตัว ทำให้ได้กำลังขับเพิ่มขึ้นเป็น 120 วัตต์ ที่ 8/4 โอห์ม เมื่อยังคงขับ Denton 1S คู่เดิม พบว่า เสียงกระชับตึงตัวขึ้นมาเยอะ หัวเสียงฉับไวและเก็บตัวเร็ว ตั้งแต่กลางลงมาทุ้มฟังดีขึ้น โฟกัสคมและเป๊ะมากขึ้น แต่ผมว่าไทมิ่งมันกระชับเร็วไปนิด และรู้สึกได้ว่า หางเสียงฮาร์มอนิกของเสียงในย่านกลางขึ้นไปแหลมมันเก็บตัวเร็วไปนิด อาจจะเป็นเพราะแด้มปิ้งของแอมป์มันสูงขึ้น.?
ผมลองเปลี่ยนมาใช้ลำโพงตั้งพื้นของ Audio Physic รุ่น Classic 8 (REVIEW) ที่ผมใช้อ้างอิงอยู่เข้าไปแทนที่ Denton 1S เพราะรู้สึกว่าประสิทธิภาพของแอมป์มันเริ่มล้ำหน้าลำโพงไปแล้ว..

หลังจากเปลี่ยนลำโพงเป็น Classic 8 แล้ว เสียงโดยรวมมันกระโดดไปอีกขั้นอย่างชัดเจน พอเปิดดูสเปคฯ ของลำโพง Classic 8 ถึงได้เข้าใจว่าเพราะอะไรเสียงมันถึงกระโดดไปอีกขั้นแแบบนั้น เพราะหลังจากจับ Crescendo CHORUS ทั้งสองตัวบริดจ์โมโนแล้ว กำลังขับมันพุ่งขึ้นไปเป็นตัวละ 120W ที่โหลด 8 หรือ 4 โอห์ม เท่ากัน ซึ่ง “น้อยกว่า” กำลังขับสูงสุดที่ลำโพง Classic 8 รองรับได้คือ 150W อ้างอิงกับโหลดที่ 4 โอห์ม อยู่ 30W ซึ่งถือว่าเป็นเงื่อนไขที่ดีในการแม็ทชิ่งที่กำลังขับของแอมป์ กับความสามารถในการรองรับกำลังขับสูงสุดของลำโพงอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน แถมความไวของ Classic 8 แจ้งไว้ที่ 89dB ก็ถือว่าไม่โหดเลย เมื่อตรวจสอบตัวเลขในสเปคฯ ของ Classic 8 กับเพาเวอร์แอมป์ Crescendo CHORUS สองตัวขับแบบโมโนแล้ว ถือว่าเป็นคู่ “แอมป์ + ลำโพง” ที่แม็ทชิ่งกันมากในระดับที่เรียกว่า perfect matching ได้เลย.!!!

เพลง : The Weight Of The Woods
อัลบั้ม : The Weight Of The Woods (FLAC-24/48)
ศิลปิน : Dermot Kennedy
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/510520282/u)
เนื่องจาก “จุดอ่อน” ในอดีตของแอมป์ class-D ที่ปรากฏชัดมีอยู่ 2 เรื่อง ที่ทำให้มันแพ้แอมป์ class-A และ class-AB นั่นคือ “ความสะอาดเนียน” ของเนื้อเสียง กับ “ความต่อเนื่อง” ของไดนามิกคอนทราสน์ เพลงแรกที่ผมเลือกมาทดสอบคุณสมบัติทั้งสองข้อนั้นก็คือเพลงร้องที่โชว์เสียงร้องที่สวิงไดนามิกคอนทราสน์กว้างๆ และให้เนื้อเสียงที่เนียนสะอาด
เสียงที่ออกมาจากเพลงนี้มีครบทุกรสชาติ ปรับเปลี่ยนไปตามเพลงแบบไม่มีตัวตนของแอมป์กับลำโพงเหลืออยู่เลย เมื่อลองฟังเพลงที่โชว์อารมณ์เข้มๆ ลึกๆ ของศิลปิน Dermot Kennedy ในเพลง The Weight Of The Woods ผมพบว่า “แอมป์ + ลำโพง” คู่นี้มัน “สกัด” เอาเสียงเปียโนกับเสียงร้องจากเพลงนี้ออกมาในอากาศได้ครบทุกอณู เริ่มตั้งแต่เสียงเปียโนที่ออกโทนนัวคลุ้ง แต่ละโน๊ตอิ่มเอิบไปด้วยโอเว่อร์โทนที่หุ้มห่อออกมาเป็นม่านหมอกที่ฟังแค่เสียงเปียโนแล้วนึกว่าขุ่น แต่พอเสียงร้องเปิดตัวออกมาด้วยความคมชัด ใสกระจ่างโดยไม่มีอาการ push ออกมาจนจ้าจัด แต่เป็นความชัดใสแบบ “ของจริง” เหมือนเสียงที่ “เกิดขึ้นต่อหน้า” โดยไม่มีม่านหมอกใดๆ เข้ามาขวาง คำร้องของ Dermot ชัดเป๊ะทุกคำ มันชัดใสและลอยเป็นตัวเด่นๆ จนแทบจะเห็นปากของเขาผุดขึ้นมาในอากาศต่อหน้าต่อตา ซึ่งโอกาสที่จะเกิดปรากฏการณ์แบบนี้ขึ้นมาได้ “แอมป์ + ลำโพง” ต้องทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น ไดอะแฟรมขยับไปทันทีที่กำลังของแอมป์ส่งมาถึงวอยซ์คอย ไม่มีหน่วงช้า ไม่มีเร่งจนสำลัก ทุกโมเม้นต์มันพอดีกันเป๊ะๆ เสียงร้องกับเสียงเปียโนที่อยู่ในเพลงนี้มันจึงผุดขึ้นมาในอากาศยังกะผีหลอก เสียงทั้งหมดมันผุดโผล่ออกมาแบบไม่มีตู้ลำโพงเหลืออยู่ ไม่มีปริมณฑลของห้องฟังกักขังไว้ ความเป็นอิสระของเสียงร้องที่ Dermot กลั่นมันออกมา อัตราสวิงของเสียงร้องที่กระชากอารมณ์สุดขีด เสมือนว่าเขากำลังร้องมันสดๆ อยู่หน้าไมโครโฟนในอีกมิติหนึ่ง เหมือนเขากำลังสื่อสารกับผมแบบตัวต่อตัว สะกดให้ผมนั่งฟังนิ่งแทบลืมหายใจ อารมณ์ของเสียงร้องที่ผสมมากับแต่ละคำร้องถูกเปิดเผยออกมาอย่างหมดเปลือก แต่ละคำร้องมันเชื่อมโยง เรียงร้อย เกี่ยวเนื่องกันไปเป็นเส้นเดียวกัน แสดงถึง “คอนทราสน์ไดนามิก” ที่ดีเยี่ยม ร้อยรัดอารมณ์ออกมาได้อย่างต่อเนื่อง ไม่มีขาดตอน เฮ้ยย.. นี่มันคุณสมบัติของแอมป์ class-A ชัดๆ.!!!

เพลง : Golden Peonies Garden
อัลบั้ม : Yinyang Taiko (FLAC-24/48)
ศิลปิน : Zhang Hao, Zhao Junrui
สังกัด : TIDAL (https://tidal.com/track/299245335/u)
หลังจากเพลง The Weight Of The Woods แล้ว ผมก็ยังเลือกเพลงร้องและเพลงบรรเลงอีกหลายเพลงลองเล่นกับเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้เพื่อคอนเฟิร์มความสามารถในการถ่ายทอดคุณสมบัติทางด้าน “ไดนามิก คอนทราสน์” ของ Crescendo CHORUS ซึ่งมันก็สอบผ่านหมดทุกเพลงที่ผมเลือกมาฟัง
จบจากเรื่องไดนามิก คอนทราสน์แล้ว ผมก็หันมาทดสอบคุณสมบัติทางด้านไดนามิก ทรานเชี้ยนต์ของเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ ด้วยการเลือกเพลงแนวดุดันมาลองฟังหลายเพลง ซึ่งแนวเพลงที่ทดสอบคุณสมบัติทางด้านนี้ได้ชัดเจนมากที่สุดก็คือเพลงที่มีเพอร์คัสชั่นหนักๆ เสียงทุ้มลึกๆ ซึ่งเพลงที่ลองฟังกับเพาเวอร์แอมป์ตัวนี้แล้วทำให้ผมขนลุกซู่ก็คือเพลง Golden Peonies Garden ซึ่งเป็นเพลงบรรเลงที่ใช้เครื่องดนตรีจีนหลายชนิด แต่จุดเด่นของเพลงนี้คือมีเสียงตีกลองจีนใบใหญ่ที่ลงความถี่ต่ำได้ลึกมาก และรุ่นแรงมากด้วย ซึ่งเสียงทุ้มต่ำๆ ที่เกิดจากการตีกลองจีนของเพลงนี้นี่แหละที่ทำให้เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้สอบผ่านโจทย์ยากที่สุดทางด้านทรานเชี้ยนต์ไดนามิก นั่นคือทรานเชี้ยนต์ไดนามิกของความถี่ต่ำที่มันทำออกมาได้ดีมาก ส่วนทรานเชี้ยนต์ของสัญญาณในย่านความถี่กลางและสูงนั้นผ่านตั้งแต่ต้นเพลงไปแล้ว เพราะมันไม่ใช่งานยากสำหรับเพาเวอร์แอมป์
เพาเวอร์แอมป์ตัวนี้ถ่ายทอดเสียงกลองจีนใบใหญ่ในเพลงนี้ออกมาได้น่าตื่นตะลึงมาก ความมาครบตั้งแต่หัวเสียงที่มีนักหนักกระแทก ไปจนถึงบอดี้ที่มีมวลอิ่มหนาซึ่งเกิดจากแรงกระเพื่อมของหนังกลองหลังถูกตี ก่อนจะไปถึง “ระลอก” ของคลื่นความถี่ต่ำที่แผ่กระจายออกมาเป็นวงกว้าง ซึ่งรายละเอียดทั้งหมดนี้เปิดตัวออกมาได้อย่างชัดเจนและสะอาด ไม่มีอาการขุ่นหรือเบลอบวมเลย สุดยอดมาก.!!!
บอกเลยว่า ไม่ใช่ “แอมป์ + ลำโพง” แพงๆ ถึงจะทำแบบนี้ได้ ต่อให้แพงที่สุดก็อาจจะไม่สามารถถ่ายทอดปรากฏการณ์สมจริงระดับนี้ออกมาได้ ไม่น่าเชื่อว่ามันจะมาโป๊ะเช๊ะกับ “แอมป์ + ลำโพง” ที่มีราคารวมกันแค่แสนกว่าบาทคู่นี้ โอ้วว.. นี่แหละอิทธิฤทธิ์ของคำว่า “แม็ทชิ่ง” โดยแท้..!!!
take ‘Crescendo CHORUS’ to-the-limit..!!!

หลังจากฟัง Crescendo CHORUS แสดงพลังฉบับโมโนกับลำโพง Classic 8 มาสักพักด้วยความแฮ้ปปี้ ก็ถึงขั้นตอน take it to the limit! ผมก็ลองทดสอบสมรรถนะสูงสุดของเพาเวอร์แอมป์ LAiV Audio ‘Crescendo CHORUS ‘ ในสถานะการทำงานโหมด Dual Mono ด้วยการเสริม “ปรีแอมป์” ที่เป็นเพียวอะนาลอกของ QUAD รุ่น 33 เข้าไปในซิสเต็มอีกตัว จากนั้นก็เอา external DAC แท้ๆ ของ Ayre Acoustics รุ่น QB-9 Twenty เข้าไปแทนที่ Crescendo VERSE จากนั้นก็ดึงสัญญาณอะนาลอก เอ๊าต์ของปรีแอมป์ QUAD ‘33’ ไปที่อินพุตของเพาเวอร์แอมป์ Crescendo CHORUS เพื่อขับลำโพง Audio Physic ‘Classic 8’ คู่เดิม

โอ้วว.. เหมือนติดปีกให้เสือ พอเปลี่ยนมาใช้ปรีแอมป์แท้ๆ เพิ่มเติมเข้าไป + อัพเกรดภาค DAC ที่มีสมรรถนะสูงขึ้นไปอีกระดับ พบว่า เสียงที่ออกมามีความแน่น นุ่มเนียน และนิ่งขึ้น ฐานด้านล่าง ตั้งแต่กลางต่ำลงไปถึงทุ้มมีความอิ่มหนามากขึ้น สตรองมากขึ้น เวลาเจอกับช่วงที่ไดนามิกสวิงหนักๆ ก็รู้สึกได้ว่าไม่มีอาการแกว่ง และโทนเสียงก็ไม่วูบวาบ ยังคงรักษาคีย์เดิมไว้ได้ทั้งในช่วงเบาและหนัก แสดงให้เห็นว่า เพาเวอร์แอมป์ Crescendo CHORUS คู่นี้ยังไปได้อีกไกล และมันก็เป็นไปอย่างที่คาดจริงๆ เมื่อผมทดลองเปลี่ยนสายลำโพงที่มีราคาสูงขึ้น เสียงที่ได้จากเพาเวอร์แอมป์ Crescendo CHORUS คู่นี้ก็ขยับตามขึ้นไปได้อีก ซึ่งมันทำให้ผมคะเนจุดสูงสุดของมันไม่ถูกเลย ไม่รู้ว่าประสิทธิภาพของเพาเวอร์แอมป์ Crescendo CHORUS คู่นี้มันจะไปจบลงตรงไหน เพราะตอนนี้จับกับลำโพง Audio Physic ‘Classic 8’ คู่นี้ก็ถือว่าลำโพง “ขี่” แอมป์อยู่พอสมควรในแง่ของ “ราคา” แต่หลังจากทดลองฟังเพลงหลากหลายแนว ทั้งดุทั้งหวาน ทั้งหนักทั้งเบา เพาเวอร์แอมป์คู่นี้ก็ไม่ได้แสดงอาการป้อแป้ออกมาให้เห็นเลย มันเด้งดึ๋งไปตามเพลงได้ทุกแนว “ด้วยความมั่นคง” ซะด้วย แสดงว่า ถ้าวัดกันทางด้าน “สมรรถนะ” ที่ไม่เกี่ยวกับ “ราคา” แล้ว สรุปได้ด้วยการฟังว่า ประสิทธิภาพของแอมป์คู่นี้มันควบคุมลำโพงได้สบาย..!!!
สรุป
ลักษณะเด่นของเพาเวอร์แอมป์ Crescendo CHORUS ตัวนี้ที่ผมชอบมาก คือมันแจกแจง “รายละเอียด” ของเสียงออกมาได้เด่นชัดมาก ทุกเสียงตั้งแต่ทุ้มขึ้นไปจนถึงแหลม ถูกผลักดันออกมาจากลำโพงด้วยความชัดเคลียร์ รู้สึกได้ว่ามี “พลัง” บางอย่างคอยหนุนรายละเอียดเสียงเหล่านั้นให้ลอยตัวออกมาได้อย่างมั่นคงตลอดเวลา ทุกๆ เสี้ยววินาทีที่เสียงเกิดขึ้น มันมาพร้อมกับ “ความมั่นคง” ที่สะท้อนให้เห็นถึง “ความนิ่ง” และ “ความแม่นยำ” แน่นอน และ “พละกำลัง” ของเพาเวอร์แอมป์ที่ไม่มีตก ไม่ว่าจะฟังเพลงที่มีเลเยอร์ดนตรีที่ซับซ้อนแค่ไหน ทั้ง “ความแม่นยำ” และ “ความมั่นคง” ในการถ่ายทอดรายละเอียดของทุกเสียงออกมาก็ยังคงเหมือนเดิม ซึ่งทุกครั้งที่ผมฟังแล้วรู้สึกอะไรแบบนี้ พอหันไปมองที่แอมป์ตัวนี้ ผมบอกตามตรงว่ารู้สึกทึ่งทุกครั้ง เพราะไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เพาเวอร์แอมป์ตัวเล็กๆ แค่นี้จะสามารถทำอะไรแบบนั้นออกมาได้.. พระเจ้า.! รูปร่างหน้าตาของมันช่างดูขัดแย้งกับพฤติกรรมที่มันแสดงออกมาซะเหลือเกิน..!!!
ถ้าฟังเสียงของเพาเวอร์แอมป์ Crescendo CHORUS ตัวนี้โดยไม่รู้ข้อมูลใดๆ มาก่อน ผมคงไม่คิดว่ามันจะเป็นเพาเวอร์แอมป์ที่ใช้ภาคขยาย class-D อย่างแน่นอน ไม่มีทางที่ผมจะทายว่ามันเป็นเพาเวอร์แอมป์ class-D เพราะเสียงที่มันให้ออกมานั้น มันไม่มีอาการเปราะบาง แห้งกรอบ เหมือนเสียงของแอมป์ class-D ในยุคเก่าๆ เลย โอเคว่า ผมเคยผ่านเพาเวอร์แอมป์ class-D ยุคใหม่ที่ให้เสียงต่างจากแอมป์ class-D ยุคก่อนโน้นมาบ้างแล้ว แต่ต้องขอบอกว่า แอมป์ class-D ของ LAiV Audio ตัวนี้มันสามารถสลัดคราบของเสียงแย่ๆ ที่เป็นบาปติดตัวแอมป์ class-D ในอดีตทิ้งไปได้แทบจะไม่เหลือซากให้เห็นเลย เพราะเสียงที่ Crescendo CHORUS แทงทะลุลำโพงทั้งเล็ก–ใหญ่ ตั้งแต่ ATC ‘SCM7’, Usher Audio ‘S-520’, Wharfedale ‘Denton 1S’ และจบลงด้วย Audio Physic ‘Classic 8’ ออกมานั้น มันแทบจะไม่เหลือคราบของแอมป์ class-D ยุคเก่าให้ได้ยินเลย มันให้โทนเสียงที่ฉ่ำ นวล และเนียน กระเดียดออกไปทางแอมป์ class-A ซะด้วยซ้ำ นอกจากนั้น มันยังให้ “ไทมิ่ง” ของเสียงที่เป็นกลางอย่างมาก ฟังเพลงช้าก็ไม่ได้รู้สึกว่า (ถูกทำให้) ช้าเกินไป พอเปลี่ยนมาฟังเพลงเร็ว ก็ไม่ได้ (รู้สึกว่าถูกทำให้) เร็วจนเร่งเกินไป ทุกเพลงมันออกมาในระดับลีลาที่พอดีๆ ซึ่งส่วนตัวผมคิดว่ามันน่าจะเกิดจากความสามารถของทรานซิสเตอร์ GaN ตัวนั้นในการตอบสนองกับการขยายสัญญาณอินพุตที่เร็วมากๆ จนประสาทหูของเราไม่สามารถตรวจจับได้ว่าเสียงที่กำลังฟังมันถูก “ซอย” ออกเป็นหน่วยย่อยๆ ที่ถี่ยิบมากๆ พุ่งออกมาเชื่อมโยงเป็นเส้นเดียวกันอย่างต่อเนื่อง เหมือนเส้นหนึ่งเส้นที่เกิดจากจุดเล็กๆ ที่เรียงเชื่อมต่อกันไปแบบไม่ขาดสาย
ผมพยายามนั่งฟังเพื่อจับให้ได้ว่าผมกำลังฟังเสียงของแอมป์ class-D อยู่ แต่ยอมรับเลยว่า ยิ่งเลือกเพลงลองฟังมากก็ยิ่งงง เพราะผมไม่สามารถระบุได้เลยว่า เสียงที่กำลังฟังมันเป็นเสียงของแอมป์ class-D ตรงไหน.? เพราะถ้าไม่รู้มาก่อน ด้วยความสัตย์ ผมก็ไม่สามารถบอกได้เลยว่า แอมป์ตัวที่กำลังฟังมันใช้ภาคขยาย class-A, class-AB หรือว่า class-D
ผมเริ่มเชื่อแล้วว่า แอมป์ class-A ที่ดีมากๆ ก็คือแอมป์ class-A ที่ไม่มี “จุดอ่อน” ของความเป็น class-A อยู่ ในขณะเดียวกัน แอมป์ class-D ที่ดีมากๆ พอถึงจุดหนึ่ง มันก็จะให้เสียงออกมาในลักษณะที่ไม่มี “จุดอ่อน” ของความเป็น class-D ในอดีตออกมาให้ได้ยิน นั่นก็หมายความว่า แอมป์แต่ละ class ที่พัฒนามาจนถึงจุดสูงสุดของมัน เสียงที่ได้ออกมาจากแอมป์แต่ละ class ที่ไร้ซึ่งจุดอ่อน ก็จะออกมาเป็น “เสียงเดียวกัน” นั่นเอง ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่า แอมป์ class-D เริ่มพัฒนาเข้ามาใกล้ถึงจุดสูงสุดของมันทุกทีแล้ว เพราะเสียงที่ได้ยินมันจะคล้ายกับแอมป์ class-A หรือ class-AB มากขึ้นทุกที
สุดท้ายนี้ ต้องบอกว่า ผมมีความรู้สึกสนุกและตื่นเต้นไปกับการทดสอบเพาเวอร์แอมป์ของ LAiV Audio ‘Crescendo CHORUS’ ตัวนี้มาก หลังจบการทดสอบแล้ว ผมกล้าฟันธงเลยว่า Crescendo CHORUS เป็นแอมป์ class-D ที่ให้เสียงเหมือนแอมป์โซลิด class-A ผสมกับแอมป์หลอดซิงเกิ้ลเอ็นด์ แต่แอบซ่อน “พลังแฝง” ของแอมป์ class-AB เอาไว้ข้างใน..!!!
แนะนำให้หาโอกาสไปทดลองฟังให้ได้ ถึงจะไม่ได้เพื่อซื้อมาเล่น แต่เพื่ออัพเดตประสบการณ์ให้รู้ว่า แอมป์ class-D วันนี้.. ไปถึงไหนกันแล้ว!!!

*** HIGHLY RECOMMENDED!!! ***
สำหรับ
เพาเวอร์แอมป์ ระดับราคา *** ไม่เกิน 40,000 บาท / ตัว ***
********************
ราคา : 35,000 บาท / ตัว
(*** ซื้อพร้อมกัน 2 ตัวเพื่อบริดจ์ฯ โมโน
ลดพิเศษ.!! เหลือ 66,000 บาท / คู่)
********************
สนใจติดต่อ
Wee We-Soundlabs
โทร. 098-554-2561 (คุณวี)
facebook: WeSoundlab



