หลังจากมีโอกาสทดสอบหูฟังมาครบทุกรูปแบบแล้ว ตั้งแต่แบบ full size หรือ over ear ที่ใช้ไดเวอร์ขนาดใหญ่ครอบใบหูไว้ใน ear-cup ทั้งหมด, แบบ on-ear ที่แปะไดเวอร์ขนาดปานกลางไว้บนใบหู, แบบ ear bud ที่ใช้ไดเวอร์ฟูลเร้นจ์ขนาดเล็กวางแปะไว้เหนือร่องหู ไปจนถึงแบบ IEM หรือ in-ear monitor ที่ใช้ไดเวอร์ขนาดเล็กส่งเสียงผ่านท่อนำเสียงที่แยงเข้าไปในรูหูโดยตรง ผมพบว่า หูฟังแต่ละรูปแบบต่างก็มีข้อดี–ข้อด้อยแตกต่างกัน

BGVP “ArtMagic” V12
ถ้าจะให้ง่ายต่อการเลือกใช้ ต้องเริ่มด้วยการพิจารณาในส่วนของ “ขนาดและรูปทรง” ของตัวหูฟังก่อนเป็นอันดับแรก โดยตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า คุณต้องการหูฟังไปใช้งานลักษณะไหนมากกว่ากันระหว่าง “ฟังในบ้าน” กับ “ฟังนอกบ้าน”
ถ้าต้องการใช้งานนอกบ้าน คุณควรจะเลือกหูฟังที่มีขนาดเล็กที่ง่ายต่อการพกพา ซึ่งก็มีอยู่ 3 รูปแบบให้เลือก ไล่จากใหญ่ไปเล็กสุดก็คือแบบ on-ear, แบบ ear-bud และแบบ in-ear
BGVP เป็นใคร? มาจากไหน?
ผมยอมรับว่า BGVP เป็นแบรนด์ที่ใหม่มากสำหรับผม นี่เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสสัมผัสกับหูฟังแบรนด์นี้ เท่าที่เข้าไปค้นในเว็บไซต์ของพวกเขาเองก็ไม่ได้มีข้อมูลอะไรมากมายเกี่ยวกับ “ตัวตน” ของบุคคลที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์นี้ ข้อความที่ปรากฏอยู่ในหัวข้อเมนู “About Us” มีแต่ประโยคสวยๆ คำพูดที่หรูหราฟุ่มเฟือยโดยไม่มีอะไรโยงไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์เลย ข้อมูลที่สรุปได้ชัดเจนที่สุดก็แค่รู้ว่า BGVP เป็นแบรนด์ที่มีแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศจีน.. เท่านั้น!
BGVP V12
อินเอียร์ระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ใหม่ล่าสุดจากแบรนด์ BGVP
โอเค.. เราข้ามเรื่องที่มาที่ไปของแบรนด์ไปก่อน หันมาโฟกัสที่หูฟังตัวนี้กันหน่อย ชื่อรุ่นเต็มๆ ของมันคือ “ArtMagic V12” ซึ่งเป็นหนึ่งในหูฟังตะกูล C-IEM (Custom In-Ear Monitor) ของแบรนด์นี้ที่เพิ่งทำออกมาใหม่ล่าสุด เหมาะกับการใช้งานนอกบ้านเพราะมีขนาดเล็กและเบา
ขยับเข้ามาดูกันใกล้ๆ กันหน่อย ..





ตัวบอดี้หล่อขึ้นมาจากเรซิ่นใสคุณภาพสูงจากประเทศเยอรมัน ตัวที่ผมได้รับมาทดสอบบอดี้หยอดสีฟ้า ขนาดใหญ่กว่าเหรียญบาทแค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

บนตัวบอดี้มียิงเลเซอร์ลงอักขระสีทอง ระบุชื่อซีรี่ย์/ชื่อรุ่น และตัวอักษรกำกับข้างซ้าย (L) และข้างขวา (R) ไว้ด้วย ถ้าต้องการ คุณสามารถสั่งทำบอดี้แบบฉีดพิเศษเฉพาะหูของคุณเอง เลือกสีเองได้ และจะให้ลงอักขระพิมพ์ตัวอักษรลงบนตัวบอดี้ก็ได้ อย่างเช่น ตัวอักษรชื่อย่อ เป็นต้น (ราคาก็บวกไปตามอ๊อปชั่น)

ใช้การเชื่อมต่อสัญญาณเข้าสู่ตัวหูฟังผ่านทางขั้วต่อแบบ 2PIN ขนาด 0.78mm ซึ่งตัวขั้วต่อชุบทองเพื่อคุณภาพการส่งผ่านสัญญาณที่ดี

ส่วนของ nozzle หรือท่อนำเสียงที่ยื่นจากตัวบอดี้เข้าไปในรูหูเป็นเรซิ่นที่ถูกหล่อเป็นชิ้นเดียวกับตัวบอดี้ และมีการเจาะรูเดินท่อเพื่อแยกการส่งผ่านความถี่เสียงจากภายในตัวบอดี้เอาไว้ 3 ช่อง (3 ท่อ)

มีจุกยางทำด้วยซิลิโคนและเมมโมรี่โฟมมาให้หลายขนาด ผมถูกโฉลกกับจุกยางตัวนี้ ขนาดกลาง แต่ฟิตกับรูหูของผมพอดี เนื่องจากบอดี้ (ยูนิเวอร์แซล) ของ ArtMagic V12 ตัวนี้ถูกฉีดมาได้ลงตัวกับลักษณะร่องหูของผมทั้งสองข้าง มันแนบเข้าไปแทรกอยู่ในช่องว่างของร่องหูได้พอดีเป๊ะ และจมูกวัวส่วนที่เป็นท่อลำเลียงเสียงก็ยื่นลึกเข้าไปในรูหู ตัวจุกยางขนาดใหญ่จึงเข้าไปไม่ได้ ตัวขนาดกลางนี้กำลังเหมาะ

สายสัญญาณที่มากับตัวหูฟัง ArtMagic V12 ติดขั้วต่อมินิแจ๊ค TRS ขนาด 3.5mm ชุบทองอย่างดี

ลักษณะของสายสัญญาณที่ให้มาพร้อมตัวหูฟัง ใช้เส้นตัวนำแชนเนลละ 4 เส้น ดีไซน์โครงสร้างสายเป็นแบบถักไขว้ทั้ง 8 เส้นออกมาจากฝั่งขั้วต่อแจ๊คมินิ 3.5mm ยาวออกมา 75 cm ก่อนจะแยกออกไปแชนเนลซ้ายและขวาด้านละ 4 เส้นด้วยลักษณะการตีเกลียวยาว 45 cm ไปถึงตัวหูฟังแต่ละข้าง

ลักษณะการถักเกลียวของช่วงที่ออกมาจากขั้วต่อมินิแจ๊ค (ขวา) และจากช่วงแยกไปที่หูฟังแต่ละข้าง (ซ้าย) ซึ่งตัวสายมีลักษณะนิ่ม ไม่กระด้าง และไม่มีปัญหา resonance ที่เกิดขึ้นจาก microphonic ในตัวสายด้วย เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมาก ที่ผ่านๆ มาผมเคยพบว่ามีผู้ผลิตสายสัญญาณหูฟังบางเจ้าละเลยกับสิ่งนี้ ซึ่งคุณสามารถทดสอบได้ด้วยการใช้ปลายนิ้วดีดไปที่ตัวสายขณะเปิดเพลงฟัง ถ้าโครงสร้างของสายมีปัญหา microphonic จะเกิดเสียงปนเข้าไปกับเสียงเพลงที่กำลังฟัง
นอกจากนั้น สายสัญญาณตัวนี้ยังไม่มีปัญหาเหนี่ยวนำไฟฟ้าสถิตย์อีกด้วย คือตอนที่ตัวสายเสียดสีไปบนเสื้อผ้าขณะใช้งาน ตัวสายไม่ดูดติดกับเสื้อผ้า ไม่ทำให้เกิดความรำคาญขณะใช้งาน

ช่วงหลังขั้วต่อ 2PIN ที่เชื่อมสายสัญญาณเข้ากับตัวบอดี้หูฟังจะมีท่อหดใสๆ สวมรัดไว้ ช่วยจัดรูปสายให้โค้งรับกับหลังใบหู เพิ่มความกระชับแน่นขณะสวมใส่

ส่วนตัวเลข 12 ที่อยู่คู่กับตัว V หลังชื่อซีรี่ย์นั้นบ่งบอกถึง “จำนวนไดเวอร์” ที่ใช้อยู่ในแต่ละข้างของหูฟังรุ่นนี้นั่นเอง ว้าวว.. ! ได้ยินข้อมูลนี้แล้ว คิดว่าคุณก็คงจะรู้สึกทึ่งและสนเท่ห์ไม่น้อยไปกว่าผม คือสงสัยว่า พวกเขาเอาไดเวอร์ตั้ง 12 ตัวไปยัดไว้ในบอดี้หูฟังที่มีขนาดพอๆ กับนิ้วโป้งได้อย่างไร.?
คำตอบก็คือว่า ไดเวอร์ที่พวกเขาใช้เป็นไดเวอร์ BA หรือ Balanced Armature นั่นเอง ซึ่งเป็นไดเวอร์ที่มีขนาดเล็กมากๆ มีรูปแบบการทำงานในการสร้างความถี่เสียงที่แตกต่างไปจากไดเวอร์กรวยไดนามิกอย่างที่พวกเราคุ้นเคยกัน (ต้องการทำความรู้จักกับไดเวอร์ Balanced Armature ให้มากขึ้น คลิ๊กที่นี่!)
12 ไดเวอร์ต่อข้าง.!
ภายในตัวหูฟังรุ่นนี้แต่ละข้าง จะมีไดเวอร์ BA บรรจุอยู่มากถึง 12 ตัว ช่วยกันผลิตความถี่เสียงทุ้ม–กลาง–แหลม โดยใช้ไดเวอร์ BA แบบ magnetic balanced armature ยี่ห้อ Knowles ของอเมริกา รุ่น DETC-30265 จำนวน 4 ตัว ทำหน้าที่เป็นมิดเร้นจ์ (mid-range) สำหรับสร้างเสียงกลาง

Knowles DTEC-30265
หน้าตาของไดเวอร์ Knowles DTEC-30265 ซึ่งเป็นแบบ pair หรือไดเวอร์ 2 ตัวที่ถูกจับแพ็คติดกันมาเป็นคู่ ทำงานผสานกันเป็นยูนิตเดียว

Knowles SWFK-31736
และใช้ไดเวอร์ BA รุ่น SWFK-31736 ของ Knowles จำนวน 4 ตัว (เป็นแบบแพ็คคู่เหมือนกัน) ทำหน้าที่เป็นทวีตเตอร์ สร้างความถี่เสียงในย่านสูง (treble)

Sonion 33AJoo7i/9
นอกจากนั้นก็เป็นไดเวอร์ BA ยี่ห้อ Sonion ของเดนมาร์ก รุ่น 33AJ007i/9 จำนวน 4 ตัว ทำหน้าที่เป็นวูฟเฟอร์ สำหรับสร้างความถี่เสียงในย่านกลาง–ต่ำ (lower mid-range) ลงไปถึงทุ้ม (bass)
BGVP V12
อินเอียร์ระดับซุปเปอร์ไฮเอ็นด์ในราคาที่เอื้อมถึง.!!!
ผมได้รับหูฟังตัวนี้มาทดสอบนานร่วมเดือน ทั้งทดลองฟังและเปิดทิ้งเบิร์นฯ ด้วยไฟล์เบิร์นของ Atlas นานจนเกิน 100 ชั่วโมงก่อนที่จะเริ่มฟังเก็บรายละเอียดผ่าน DAP สอง–สามตัวที่ผมมีอยู่ และสลับด้วย ฟังผ่าน DAC/Amp อีก 2-3 ตัวที่ผมมีอยู่ด้วยไฟล์เพลงหลากหลายชนิด หลายฟอร์แม็ต

ในสเปคฯ ของ ArtMagic V12 ระบุความถี่ตอบสนองเอาไว้ตั้งแต่ 10Hz – 40kHz ทะลุไปถึงระดับ Hi-Res Audio สบายๆ และทางด้านความไวก็อยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างสูง คือให้ SPL (Sound Pressure Level) ออกมาเกินกว่า 115dB เมื่อขับด้วยกำลัง 1 mW (มิลลิวัตต์) และต้องการกำลังขับสูงสุดเพียงแค่ 6mW เท่านั้น สรุปรวมคือเป็นหูฟังที่มีความไวต่อนข้างสูง กินกำลังต่ำ เนื่องจากคนออกแบบจัดความต้านทานรวม (อิมพีแดนซ์) เอาไว้ค่อนข้างต่ำ คืออยู่ที่ 25 โอห์มเท่านั้น จากตัวเลขเหล่านี้พอจะประเมินได้ว่า แค่ DAP ระดับกลางๆ ก็พอจะขับหูฟังตัวนี้ให้ออกมาดีได้แล้ว
ผมเตรียม DAP ที่มีอยู่ไว้สามตัวสำหรับทดลองฟังกับ ArtMagic V12 ตัวนี้ เริ่มจาก AR รุ่น M-200, Astell&Kern รุ่น AK Jr. และ Sony รุ่น ZX100 นอกจากนั้น ผมก็เตรียม DAC/HP Amp เอาไว้อีก 2 ตัวคือ Audiolab รุ่น M-DAC nano กับ Meridian รุ่น Explorer2 สำหรับทดลองฟังกับหูฟังตัวนี้ผ่านคอมพิวเตอร์ด้วยไฟล์ที่มีความละเอียดสูงๆ อย่าง MQA (352.8/24) และ DSD
เสียงของ BGVP ArtMagic V12
หลังจากทดลองฟังผ่านไปสอง–สามอัลบั้มแรกๆ ผมก็ได้บทสรุปข้อแรกสำหรับหูฟังตัวนี้ นั่นคือว่ามันเป็นหูฟังที่ขับง่ายจริงๆ อย่างที่สเปคฯ แจ้งไว้ มันไม่ได้ต้องการกำลังขับที่มากมายอะไรเลย พอได้ทดลองใช้จริงๆ แล้ว ผมพบว่ามันขับง่ายกว่าที่ผมคาดไว้ซะอีก เพื่อให้แน่ใจ ผมจึงทดลองขับด้วย DAC/HP Amp ตัวจิ๋วของ Fiio รุ่น i1 (รีวิว) ราคาแค่พันกว่าบาท

ปรากฏว่า ขับออกเหมือนกันครับ.. คุณภาพที่ออกมาก็อยู่ในระดับที่พอรับได้ ดีกว่าหูฟังราคาถูกมาก แต่อาจจะไม่คุ้มค่าตัวของมัน เป็นการทดลองฟังเพื่อรับรองว่ามันขับง่ายจริงๆ
อีกคุณสมบัติหนึ่งที่ผมค้นพบจากการทดลองฟัง ArtMagic V12 ตัวนี้ นั่นคือว่ามันไม่ได้ให้เสียงออกไปทางแหลมๆ บางๆ เหมือนหูฟังที่ใช้ไดเวอร์ BA ยุคแรกๆ ที่ผมเคยฟัง ซึ่งเป็นลักษณะเสียงที่ผมไม่ชอบเลย แต่กลับเป็นน้ำเสียงที่มีน้ำมีนวล มีความอิ่มและฉ่ำของเนื้อมวลเสียงคล้ายเสียงของไดเวอร์ไดนามิก ผสมกับความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดหยุมหยิมคล้ายไดเวอร์พลาน่าร์ ริบบ้อนที่ให้เสียงที่มีรายละเอียดระยิบระยับ โดยเฉพาะในย่านเสียงแหลมที่สุกใสและพร่างพราย

อัลบั้ม : Legacy (FLAC 16/44.1)
ศิลปิน : Jon Faddis
เสียงทรัมเป็ตของ Jon Faddis ในอัลบั้มนี้เป็นเครื่องมือทดสอบที่ดีที่สุดตัวอย่างหนึ่ง ถ้าต้องการวัดผลความสามารถในการรับมือกับสัญญาณเสียงย่านสูงที่รุนแรงและฉับไว ซึ่งสไตล์การเป่าของจอน แฟดดิสในอัลบั้มนี้จะทำให้คนที่ไม่ชอบเสียงทรัมเป็ตเกิดอาการรังเกียจ ในขณะที่คนชอบจะหลงรักเสียงเป่าที่สอดเสียดและแทรกซ้อนเข้ามาในโสตประสาท ให้รสชาติเหมือนกลืนกินวาซาบิก้อนใหญ่เข้าไปทั้งก้อน ซึ่งหลายๆ ครั้งที่ผมทนฟังอัลบั้มนี้ไม่จบ เพราะถ้าหูฟังให้เสียงแหลมที่ไม่ดีพอ ก็ยากที่จะฝ่าด่านอัลบั้มนี้ไปได้ ซึ่ง ArtMagic V12 สอบผ่านด่านนี้ไปได้สบายๆ มิหนำซ้ำ ผมต้องจดบันทึกเอาไว้เลยว่า หูฟังตัวนี้ให้เสียงทรัมเป็ตในอัลบั้มนี้ออกมา “ดีที่สุด” เท่าที่ผมเคยฟังมา!
หูฟังบางตัว ทำให้ปลายเสียงทรัมเป็ตอัลบั้มนี้มีลักษณะที่ roll-off เร็ว ไม่ปล่อยปลายเสียงให้พุ่งเปิดออกมาแบบที่ผมได้ยินจาก ArtMagic V12 ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นผลมาจากความสามารถในการตอบสนองความถี่ของ ArtMagic V12 ที่ทะยานไปทางด้านแหลมได้สูงถึง 40kHz จึงไม่ทำให้เกิดปัญหาปลายเสียงกุดด้วน มีพื้นที่ให้ปลายเสียงแหลมสามารถปลดปล่อยฮาร์มอนิกขึ้นไปได้จนสุดเสียง น้ำเสียงที่ออกมาจึงมีความสด กระจ่าง มีสำเนียงคล้ายเสียงทรัมเป็ตที่ได้ยินในธรรมชาติมาก

อัลบั้ม : Feels So Good (FLAC 16/44.1)
ศิลปิน : Chuck Mangione
จากการทดลองฟังอัลบั้มชุด Legacy ของ Jon Faddis ทำให้ผมสังเกตว่า หูฟังตัวนี้แยกแยะความถี่เสียงออกมาได้เด็ดขาดมาก คลื่นเสียงสามย่านเสียงหลักๆ คือ ทุ้ม–กลาง–แหลม ถูกปลดปล่อยออกมาได้อย่างมีพลัง ชัดเจน เคลียร์ใส โดยไม่มีอาการเบียดเสียด ตีรวน หรือกลบทับซึ่งกันและกัน ถ้าให้ผมเดา ผมคิดว่า การแยกท่อระบายเสียงออกเป็น 3 ท่อน่าจะเป็นเทคนิคที่มีผลกับคุณภาพเสียงประเด็นนี้ เพื่อให้ชัวร์ ผมลองฟังอัลบั้ม Feels So Good ของชัค แมนชิโอเน่ ที่มีเสียงของเครื่องดนตรีหลายชิ้นเล่นพร้อมกันในลีลาของฟิวชั่นแจ๊ส ในนั้นมีอยู่สามชิ้นที่ผมโฟกัสเป็นพิเศษสำหรับการทดสอบประเด็นนี้ นั่นคือเสียงเบส (ทุ้ม), เสียงทรัมเป็ต (กลาง) และเสียงกีต้าร์ (สูง) ซึ่งจริงๆ แล้ว เสียงทรัมเป็ตกับเสียงกีต้าร์ในอัลบั้มชุดนี้ก็ไม่ได้ฉีกห่างจากกันมากนัก ความถี่ของตัวโน๊ตมันยังคาบเกี่ยวกันอยู่แถวๆ กลางไปกลางสูง ซึ่งหากว่า หูฟังแยกแยะความถี่ได้ไม่ขาด จะมีจังหวะที่เสียงกีต้าร์กับเสียงทรัมเป็ตเกิดอาการซ้อนทับกันออกมาให้ได้ยิน โดยเฉพาะช่วงที่สปีดของการบรรเลงกระชั้นรัวขึ้นมาพร้อมๆ กันทั้งวง
หลังจากฟังแทรคแรก Feels So Good จบลง ผลคือ ผมไม่พบอาการซ้อนทับที่ว่าเลย.! สามารถติดตามเสียงทรัมเป็ตและเสียงกีต้าร์ไปได้ตลอดทั้งเพลงที่มีความยาวเกือบสิบนาที มิหนำซ้ำ ทั้งเสียงกีต้าร์และเสียงทรัมเป็ตที่ได้ยินมันยังแสดงอัตลักษณ์เฉพาะตัวของเครื่องดนตรี 2 ชนิดที่อยู่ในคนละแคตากอรี่ คือเครื่องเป่ากับเครื่องดีด ออกมาจากกันได้อย่างเด็ดขาด คือผมไม่แค่ “ได้ยิน” เสียงเป่าทรัมเป็ต กับ “ได้ยิน” เสียงดีดกีต้าร์ แต่ผม “รับรู้” ได้ชัดถึงลักษณะการเป่าลมเข้าสู่ตัวทรัมเป็ตของชัค แมนชิโอเน่ และลักษณะการกำหนดน้ำหนักนิ้วในการดีดสายกีต้าร์ของแกรนท์ กีสมัน ซึ่งเป็น detail ในระดับที่ลึกลงไปกว่าที่ผมเคยฟังจากหูฟังหลายๆ ตัวที่ผ่านมา น่าทึ่งมาก!!
เสียงเบสของชาลี มีกส์ก็แสดงตัวตนออกมาได้เด่นชัด แม้ว่าจะมีเสียงกระเดื่องกลองของเจมส์ แบรดลี่ย์คอยกระหน่ำซ้อนอยู่ก็ตาม เสียงหัวโน๊ตและเสียงกระตุกสายเบสถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างชัดเจน ไม่มีขาดไปจากความตั้งใจฟังของผม (เทคนิคในการฟังเพื่อจับรายละเอียดเสียงในช่วงที่มีเสียงดนตรีหลายชิ้นเล่นพร้อมกัน ให้แยกโฟกัสความสนใจฟังไปที่เสียงดนตรี “ทีละชิ้น” อย่าฟังรวมๆ ไปพร้อมกัน) พอจบเพลง Feels So Good ต่อมาที่แทรคสองเพลง Maui-Waui ผมก็ได้ยินเสียงเบสที่เล่นลีลาได้ชัดเจนมากขึ้น มีช่วงที่ชาลีเล่นโน๊ตต่ำที่ให้ความถี่ต่ำลึกๆ ออกมาด้วย ได้ยินแล้วขนลุกซู่.. เพราะผมไม่คาดตั้งแต่แรกว่าจะได้ยินเสียงทุ้มจากไดเวอร์ BA ที่สามารถแผ่ขยายฮาร์มอนิกต่ำๆ แบบนี้ออกมาได้ มันเป็นเสียงเบสที่มีทั้งความหนานุ่ม ทอดหุ่ย ทิ้งปลายเสียงที่อวบอิ่มให้เด้งดึ๋งออกมาเหมือนลูกโป่งใส่น้ำตกลงพื้น ยอมรับเลยว่ามันเป็นเสียงทุ้มที่ออกมาผิดคาดของผมมาก!

อัลบั้ม : Jaco Pastorius (DSF64)
ศิลปิน : Jaco Pastorius
เอาให้ขาดไปเลยกับประเด็นของเสียงเบส ผมโหลดอัลบั้มชุด Jaco Pastorius เวอร์ชั่น DSD64 เข้าไปที่ Sony : ZX100 แล้วต่อสายหูฟัง ArtMagic V12 เข้าที่ ZX100 ลองฟังทันที..
สไตล์เล่นเบสของจาโค ถ้าเป็นเพลงเร็ว จะออกแนวรัวโน๊ตต่อกันเป็นพืด แต่ถ้าเป็นเพลงช้าเขาจะขยี้โน๊ตแต่ละตัวด้วยเทคนิคเฉพาะตัว ซึ่งผมก็ได้ยินอะไรแบบนั้นจากหูฟังตัวนี้ รวมถึงเสียงเบสที่คมและกลมกลึงเป็นตัวชัดเจน ไม่มีอาการเบสบวมหรือพร่าเบลอเลย

อัลบั้ม : What A Difference A Day Makes (DSF64)
ศิลปิน : Ingram Washington
เสียงกลางเป็นจุดสำคัญสำหรับหูฟังทุกตัว ไม่ว่าจะตัวใหญ่ หรือ ตัวเล็ก, ฟูลไซร์ หรือ อินเอียร์ ถ้าจะให้ได้ชื่อว่าเป็นหูฟังที่ดี จะต้องรักษาคุณภาพของเสียงกลางให้อยู่ในระดับมาตรฐานซะก่อน คำว่า “ระดับมาตรฐาน” ก็คือ ต้องมีความชัดเจน ครอบคลุมย่านเสียงกลางได้ครบทั้งย่าน ตั้งแต่กลางต่ำ–กลาง–กลางสูง ต้องสามารถแสดงออกมาได้หมด ส่วนว่าจะลดหลั่นทางด้านแหลมและทุ้มลงไปบ้างก็ว่ากันไปตามขนาดและระดับชั้นของหูฟังตัวนั้นๆ
เพื่อทดสอบคุณภาพเสียงกลางของ ArtMagic V12 ตัวนี้ ผมก็โหลดอัลบั้มชุด What A Difference A Day Makes ของอินแกรม วอชิงตันลงไปที่ ZX100 แล้วลองฟังทันที เสียงที่ผมตั้งใจฟังเป็นพิเศษในอัลบั้มนี้ก็คือเสียงร้องของอินแกรมเอง ซึ่งอัลบั้มนี้บันทึกเสียงร้องของเขามาได้อิ่มและใหญ่เป็นพิเศษ จังหวะตอนลงโน๊ตต่ำๆ จะได้ยินเสียงลูกคอของเขาสั่น ซึ่งโดยมากแล้ว หูฟังที่ครอบคลุมความถี่เสียงไม่กว้าง เสียงต่ำลงได้ไม่ลึก จะทำให้ฐานเสียงร้องของอินแกรมออกมาน้อย ทำให้เสียงร้องออกมาบาง ไม่เข้มหนา ซึ่ง ArtMagic V12 สอบผ่านจุดนี้ไปได้แบบสบายๆ หลังจากฟังอัลบั้มนี้แล้ว ผมเริ่มรู้สึกรักไดเวอร์ BA ของ Sonion เข้าให้แล้ว มันเป็นไดเวอร์ BA ที่ให้เสียงเบสดีมาก!

อัลบั้ม : Monkey Hip Gumbo & Mothball Stew (FLAC 16/44.1)
ศิลปิน : Brent Lewis

อัลบั้ม : Time Out (DSF64)
ศิลปิน : Dave Brubeck Quartet
ผมลองฟังสองอัลบั้มนี้เพื่อสรุปเกี่ยวกับความสามารถในการถ่ายทอดความถี่ต่ำของ ArtMagic V12 ตัวนี้อีกครั้ง ซึ่งนอกจากหูฟังตัวนี้จะโชว์ความถี่ต่ำจากอัลบั้มชุด Monkey Hip Gumbo & Mothball Stew ออกมาได้อย่างมันในอารมณ์แล้ว มันยังโชว์ความสามารถในการแยกแยะตำแหน่งเสียงที่น่าตื่นตะลึงออกมาให้ได้ยินอีกด้วย แสดงถึงความสามารถในการถ่ายทอดมิติเสียงที่เยี่ยมยอด สนามเสียงถอยห่างออกไปจากศีรษะ บางจังหวะ ผมได้ยินเสียงที่ฉีกตัวออกไปไกล
ตอนฟังเพลง Blue Rondo a la Turk แทรคแรกของอัลบั้มชุด Time Out ผมจับสังเกตได้ว่า เสียงฉาบที่โจว โมเรลโลใช้ปลายไม้เคาะนั้นมันปรากฏออกมาชัดมาก เป็นเสียงเคาะฉาบที่ลอยออกมาเป็นเม็ดๆ เคลียร์และใสมาก ซึ่งจากที่ผมเคยฟังแทรคนี้จากหูฟังตัวอื่นๆ ผมก็ได้ยินเสียงเคาะฉาบตรงตำแหน่งนี้เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่จะไม่ได้ออกมาใสและเคลียร์มากเท่านี้ หูฟังตัวอื่นๆ โดยมากมักจะให้เสียงเคาะฉาบในแทรคนี้ออกมาไม่ชัดเจนมากเท่านี้ ไม่ใช่ลักษณะของการ “ดัน” เสียงแหลมให้พุ่งล้ำหน้าออกมา แต่เป็นลักษณะเสียงแหลมที่ลอยเปิด กระจ่าง และสะอาดสดใส เป็นอะไรที่สะดุดหูมาก

อัลบั้ม : Best Of Bee Gees (FLAC 16/44.1)
ศิลปิน : Bee Gees

อัลบั้ม : Greatest Hits (FLAC 16/44.1)
ศิลปิน : Air Supply
หลังจากฟังอัลบั้มเพลงที่บันทึกเสียงมาดีมากๆ แล้ว ผมก็ทดลองหาอัลบั้มคอมเมอร์เชี่ยลทั่วไปมาลองฟังกับหูฟังตัวนี้ด้วย มีสองอัลบั้มข้างบนนี้ที่ฟังผ่าน ArtMagic V12 แล้วรู้สึกได้ถึงความพิเศษของเสียงที่หูฟังตัวนี้ถ่ายทอดออกมา คือเดิมทีนั้น สองอัลบั้มนี้มักจะได้เสียงออกมาบาง และเสียงแหลมหยาบกระด้างหูเมื่อฟังผ่านหูฟังหลายๆ ตัวที่มีราคาไม่สูงมาก แต่เมื่อลองฟังผ่านหูฟังของ BGVP ตัวนี้แล้ว ผมได้ยินอะไรที่น่าสนใจ อย่างแรกคือ ทั้งสองอัลบั้มนี้ยังคงให้เสียงแหลมที่ล้ำหน้าออกมามากกว่าอัลบั้มอื่นๆ เหมือนอย่างที่ฟังผ่านหูฟังราคาไม่แพง แต่ที่ต่างออกไปจากการฟังผ่าน ArtMagic V12 ตัวนี้ก็คือว่ามันทำให้เสียงแหลมของสองอัลบั้มนี้ออกมาในลักษณะที่ “ฟังได้” โดยไม่ได้ใช้เทคนิคของการฟิลเตอร์ลดทอนปริมาณความดังของเสียงแหลมในอัลบั้มนี้ลง ผมพบว่า เสียงแหลมของสองอัลบั้มนี้ยังคงปรากฏออกมาครบถ้วนตามที่เคยฟัง และเป็นลักษณะของเสียงที่เปิดเผยมากๆ ด้วย แต่น่าแปลกตรงที่ว่า แต่ก่อนนั้น ถ้าเสียงแหลมออกมาแบบนี้ ผมมักจะทนฟังได้ไม่นาน แต่คราวนี้ผมกลับฟังได้จนจบอัลบั้ม “โดยไม่มีอาการบาดหู” เลย!
หลังจากนั่งวิเคราะห์สิ่งที่ได้ยิน ผมพบว่า เสียงแหลมที่หูฟังตัวนี้ให้ออกมา มันสะท้อน “ความจริง” ของเสียงแหลมที่บันทึกอยู่ในอัลบั้มนั้นๆ โดยไม่พยายามตัดทอนส่วนหนึ่งส่วนใดทิ้งไป เมื่อผมหวนกลับไปฟังเสียงแหลมของอัลบั้มชุด Time Out อีกครั้ง ผมก็พบว่ามันเป็นไปตามที่ผมวิเคราะห์ไว้จริงๆ เพราะเสียงแหลมในอัลบั้ม Time Out มันคือเสียงแหลมที่บันทึกมาได้คุณภาพที่ดีมาก ทั้วกระจ่าง ละเอียด และใส ซึ่งหูฟังมันก็ถ่ายทอดออกมาตามนั้น เมื่อย้อนกลับมาฟังเสียงแหลมในอัลบั้มทั้งสองข้างต้นอีกครั้ง หูฟังมันฟ้องว่า เสียงฉาบ เสียงสแนร์ ในอัลบั้มชุด Greatest Hits ของ Air Supply บันทึกมาไม่ดี เนื้อเสียงไม่สะอาด มีความหยาบกร้านและแแตกพร่าติดมาด้วย ซึ่งหูของผมก็รับรู้ไปตามนั้น “โดยไม่มีอาการล้าหู” แสดงว่า ไดเวอร์ที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดความถี่ในย่านสูงของ ArtMagic V12 ให้เสียงแหลมที่มีความเพี้ยนต่ำมาก
สรุป
หลังจากฟังเสียงของ ArtMagic V12 มาแรมเดือน ผมยอมรับว่า หูฟังตัวนี้มันเข้ามาปรับเปลี่ยนมุมมองของผมที่เคยมีต่อไดเวอร์ Balanced Armature ออกไปในทางที่ดีขึ้น อาการของเสียงที่บางและมีเกรนหยาบที่ผมเคยได้ยินจากหูฟังที่ใช้ไดเวอร์ BA ราคไม่แพงไม่ปรากฏออกมาให้ได้ยินจากหูฟังของ BGVP ตัวนี้ เมื่อสอบถามราคาขายจากตัวแทนจำหน่าย ผมจึงรู้ว่าราคาของมันไม่ได้ถูกเลย ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า การออกแบบหูฟังด้วยไดเวอร์ BA ให้ได้คุณภาพเสียงออกมาดีมากๆ ก็สามารถทำได้ แต่ต้องใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง
การใช้ไดเวอร์จำนวนหลายตัวช่วยกันถ่ายทอดความถี่เสียง เป็นเทคนิคที่จำเป็นสำหรับไดเวอร์ BA เนื่องจากตัวไดเวอร์แบบนี้มีขนาดเล็กมาก ถ้าใช้ไดเวอร์จำนวนน้อยก็จะไม่สามารถให้เสียงกลางและทุ้มที่มีมวลมากพอ เมื่อใช้ไดเวอร์จำนวนมาก ต้นทุนก็เลยสูงตาม
นอกจากนั้น การออกแบบวงจรครอสโอเว่อร์ เน็ทเวิร์คที่จะทำให้ไดเวอร์ทั้ง 12 ตัวของ ArtMagic V12 ทำงานได้กลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันก็เป็นงานยากอีกงานหนึ่ง ซึ่งหูฟังตัวนี้ใช้วงจรครอสโอเวอร์ฯ แบบพาสซีฟที่แยกเสียงออกเป็น 4 ทาง โดยมีดิพสวิทช์มาให้ 2 ตัว ใช้สำหรับปรับจูนเสียง


คุณสามารถปรับจูนสมดุลเสียงได้มากถึง 4 รูปแบบ ด้วยการเพิ่มทุ้มหรือเพิ่มกลาง–แหลมโดยการเขี่ยสวิทช์สีขาวอันเล็กๆ สองอันที่อยู่บนตัวหูฟังทั้งสองข้าง ตามไดอะแกรมข้างบน ซึ่งมีประโยชน์ในการแม็ทชิ่งกับสายสัญญาณเส้นอื่น หรือแม็ทชิ่งกับ DAP ก็ได้ หรือจะปรับจูนเพื่อแม็ทชิ่งให้เข้ากับแนวเพลงที่คุณชอบฟังก็ได้ /
***********************
ราคา :
– บอดี้มาตรฐาน (universal) = 42,900 บาท (มี 3 สีให้เลือก)
– สั่งบอดี้พิเศษ เลือกลาย/สีเอง + พิมพ์ตัวอักษรลงไปบนบอดี้ = เพิ่ม 3,500 บาท
– สั่งปั๊มหูเฉพาะบุคคล = เพิ่ม 5,000 บาท
***********************
นำเข้าและจัดจำหน่ายโดย :
BGVP Thailand
Tel. 093-894-9949



