‘Begin Again’ / Norah Jones ไม่ได้เริ่มต้นอีกครั้ง เพียงเป็นพลังผ่อนคลายทางดนตรี

[1.]
นอราห์ โจนส์ เป็นนักค้นหาทางดนตรีที่ไม่เคยหยุดนิ่ง แต่ก็ไม่หลุดไปสู่ความหลุดโลกโดยไม่ใส่ใจหรือมิสนใจคนฟังของเธอ
ความงดงามของความฉ่ำหวานเนิบอ้อยอิ่งของเสียงเปียโนที่เธอพรมนิ้วไล่โน้ตออกมา ยังตราตรึงคู่กับเสียงร้องกังวานไพเราะเศร้าอ้างว้างลึกอยู่ข้างในให้สะทกสะท้อนกร่อนจิตลอยล่องออกมาอย่างน่าพึงใจ

เธอก้าวผ่านข้ามพ้นผู้เป็นบิดาที่ดำรงตำแหน่งปรมาจารย์ซีตาร์แห่งประชาชาติอินเดีย ระวี แชงการ์ ไปเรียบร้อยเนิ่นนานแล้ว ไม่อยู่ใต้เงาร่างตั้งแต่อัลบั้มชุดแรกที่เธอผลักตัวเองสู่คนดนตรีระดับพ๊อพสตาร์อย่างรวดเร็ว สร้างตัวตนที่แน่นหนามั่นคง

สิ่งที่พิสูจน์ตัวเธออย่างยอดเยี่ยม ในอัลบั้มที่เป็นจำหลักสมัยนิยม เธอยังสามารถจัดการตัวเองในฐานะนักร้องนักดนตรี และนักแต่งเพลงชั้นเลิศ ทำงานหารากเหง้าทางดนตรีกับเหล่านักร้องยอดนิยมในสายแจ๊ซและบลูส์อย่างลงลึกและเข้าถึง โดยเฉพาะการจับมือกันทำงานเชื่อมรูปแบบและสไตล์กันและกัน เป็นการทดลองทางดนตรีแบบถ้อยทีถ้อยอาศัยตามความถนัดถนี่ของแต่ละคน และเปิดกว้างมากทำงานกับคนระดับตำนาน

ตั้งแต่ ดอลลี พาร์ตัน (Dolly Parton) ราชินีคันทรี คิว-ทริป (Q-Tip) แร๊พเปอร์ที่ผสมผสานความงามของดนตรีแจ๊ซเข้ามาอย่างลงตัว หรือแม้กระทั่ง เฮอร์บี แฮนคอค (Herbie Hancock) มือเปียโนและประพันธกรสายแจ๊ซที่รอบจัดแบบครอสโอเวอร์ และไม่นับโปรดิวเซอร์และคนดนตรีเลื่องชื่อร่วมสมัยทั้งในอดีตและปัจจุบันอีกมากมาย เป็นรอยทางที่เธอสร้างทำดนตรีในแบบที่เธอต้องการอย่างสวิงสวยและไม่หยุดกับที่

ว่าไปแล้ว นอราห์ โจนส์ เป็นนักสร้างสรรค์และทดลองเพื่อข้ามพรมแดนทางดนตรีอย่างเฉลียวฉลาดที่ไม่สูญเสียอุดมการณ์และความเป็นตัวของตัวเอง

Begin Again’ สตูดิโออัลบั้มชุดที่ 7 ซึ่งเป็นการรวบรวม 7 บทเพลงจาก นอราห์ โจนส์ (Norah Jones) นักร้อง-นักเขียนเพลง ในระดับพ๊อพสตาร์ ซึ่งมี 6 บทเพลงที่ออกมาให้ฟังกันในแบบดิจิทัลในปี 2018 (พ.ศ. 2561) และมีบทเพลงใหม่ 1 เพลง

แสดงให้เห็นวิธีคิดถึงการทำอัลบั้มแนวใหม่ที่ใช้งานเพลงเข้าสู่ระบบดิจิทัลให้คนฟังกันก่อนเมื่อทำเพลงและบันทึกเสียงเรียบร้อยในแต่ละเพลง ทะยอยปล่อยออกมาเรื่อยๆ และเมื่อคิดว่าพร้อมสรรพก็นำมาประเมินและประมวลความคิดให้เป็นเอกภาพสู่อัลบั้มใหม่
แตกต่างจากวิธีคิดทำอัลบั้มแบบเก่าที่ทำเพลงรวดเดียวก้อนใหญก้อนหนึ่งจำนวนเพลงกี่เพลงก็แล้วแต่ แล้วคัดสรรตัดเลือกเพลงมาเป็นอัลบั้มในคราวเดียวกันของช่วงระยะเวลาการทำงานที่วางไว้อย่างเบ็ดเสร็จ

ความยอดเยี่ยมของเธอ ได้รับการยอมรับว่าด้วยบุคลิกและคุณภาพของการขับร้องที่ไพเราะมีความพิเศษจากระดับเสียงและความเข้มข้นของอารมณ์ความรู้สึกที่พรั่งพรูออกมา ได้เกาะเกี่ยวยึดโยงเชื่อมกันเป็นเอกภาพอย่างเกษมสันต์

แม้แต่วลีที่ขับร้องออกมาธรรมดาสามัญที่สุดจากริมฝีปากของนอราห์ โจนส์ ก็สามารถกำซาบได้ยินถึงความพิเศษในเนื้อและน้ำเสียงนั้น
ในอัลบั้มชุดนี้ก็เช่นกัน ในส่วนของชิ้นดนตรีที่บรรเลงเคียงคู่ล้อไล่ ดูเหมือนกับการบรรจบพบเจอของคู่เต้นรำที่สมน้ำสมเนื้ออย่างไม่แพ้และแตกต่างกัน รวมเป็นหนึ่งอย่างยอดเยี่ยมมิแยกจากกันได้ เสมือนการเคลื่อนที่โดย ‘สหัชญาณ’ ขยายความก็คือการรู้โดยความรู้สึกที่เกิดขึ้นเองในใจ การหยั่งรู้ความเข้าใจอันซาบซึ้ง ความสามารถในการเข้าใจโดยสัญชาตญาณ นับได้ว่าเป็นเสน่ห์ที่ทำให้บทเพลงมีอารมณ์ความรู้สึกที่ลื่นไหลกลืนกลายเข้าด้วยกันอย่างลึกล้ำซาบซึ้ง

เฉกเช่นเดียวกันในภาคริธึ่มหรือโครงสร้างจังหวะที่รู้สึกได้ของทุกเสียงในทุกๆ บทเพลงในอัลบั้ม กำซาบได้ถึงครรลองของความคิดที่ไหลหลั่งอย่างสามารถหลับตารับรู้ผัสสะแห่งเสียงนั้นได้

อัลบั้มชุดนี้เปี่ยมด้วยความอบอุ่นและสง่างาม สมบูรณ์แบบสำหรับฟังอย่างผ่อนคลายในยามย่ำเย็นแดดร่มลมตกนกกระพือปีกบินกลับรวงรัง นั่งใคร่ครวญคะนึงคิดอย่างรื่นรมย์ กับการไล่เลื่อนของเวลาสู่ยามค่ำคืนที่คืบคลานมาถึง

การไม่หลงติดกับดักของความสำเร็จในแนวดนตรีและรอยทางของการทำงานในอดีต ทำให้เห็นและได้ฟัง นอราห์ โจนส์ ในรูปแบบดนตรีที่หลากหลายและทำงานร่วมกันกับนักดนตรี วงดนตรี และนักร้องอื่นๆ ที่แตกต่างหลากหลายอย่างเข้าถึง ไม่หมกมุ่นกับตัวเอง แต่มีมาตรฐานที่สูงในอัตลักษณ์ของตัวเองคอยกำกับอยู่เสมอ

เธอสามารถนำลีลาทางดนตรีและการขับร้องพิเศษเฉพาะตัว รวมถึงการเขียนเพลงในแบบของตัวเองข้ามเส้นพ้นผ่านไปสู่มิติอื่นๆ ปรับตัวยืดหยุ่นผสมผสานสู่รูปแบบใหม่ๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ นับได้ว่าเป็นพรสวรรค์ที่ต้องใช้สัมผัสพิเศษอย่างลุ่มลึกและเข้าใจ

อัลบั้ม ‘Begin Again‘ ถือเป็นความสำเริงสำราญในการสำรวจและตรวจทานทางดนตรีที่ไม่มีขอบข่ายใดๆ มาขวางกั้นในดนตรีที่เธอยังเข้าไม่ถึง และพยายามทดลองเข้าหามันผ่านตัวของเธอเองอย่างไม่สูญเสียตัวตนและสลายอัตตาจากดนตรีสูตรสำเร็จเดิมๆ เองด้วย
สิ่งที่แฟนเพลงและคนฟังเพลงร่วมสมัยจารจดถึง นอราห์ โจนส์ ก็คือดนตรีและการขับร้องของเธอเปี่ยมด้วยพรสวรรค์และความรู้สึกอันเยี่ยมยอดด้วยตัวเพลงเอง รวมถึงในการแสดงคอนเสิร์ตของเธอด้วย

ความยืดหยุ่นไม่ยึดติดทำให้เธอพุ่งไปไกลในแบบของเธอเองและไม่น่าเบื่อ แม้ระยะหลังจะถอยห่างจากอันดับเพลงฮิตก็ตาม แต่ในการตามติดอย่างจงรักภักดีของแฟนเพลงนั้นมั่นคงและสม่ำเสมอไม่วูบวาบตามกระแสแม้ในอัลบั้มช่วงแรกของเธอจะสร้างปรากฏการณ์ฮือฮาในกระแสหลักจนเป็นเทรนด์เซตเตอร์ในดนตรีแจ๊ซ-พ๊อพ และโวคอล แจ๊ซ ยุดใหม่ก็ตาม

ความบันเทิงเริงสุขในทุกบทเพลงที่ดูเหมือนมีนัยสำคัญของการปลดปล่อยอย่างเสรีด้วยสเกลที่พองามมีเสน่ห์ดึงดูดใจ จากส่วนลึกและความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถ่องแท้ของจินตนาการที่เข้มข้น ปราศจากความกลัวในการก้าวผ่านสู่ความท้าทายของตัวเธอเอง

แน่นอนจริตดนตรีของ นอราห์ โจนส์ ที่จับต้องได้ระยะเวลาเกือบ 2 ทศวรรษที่ผ่านมา คือการนำเอาวิถีดนตรีประเพณีนิยมเก่าก่อนมาผนวกเข้ากับความทะเยอทยานทางดนตรีร่วมสมัยให้ไปสู่สิ่งที่กลมกล่อมกว่าในยุคปัจจุบัน

[2.]
28.53 นาที กับ 7 บทเพลง ที่มีสัมผัสของความผ่อนคลาย เล่นด้วยด้วยความอ่อนโยนละมุนละไม ด้วยความที่เป็นนักเปียโนที่เชี่ยวชำนาญและเสียงร้องที่ยวนเสน่ห์ผสมผสานแนวทางดนตรีทั้งแจ๊ซ / เทรดิชัน โวคอล พ๊อพ / บลูซี คันทรี และคอนเทมโพรารี โฟล์ค รวมถึงทดลองสู่แนวทางดนตรีอื่นอีกหลากหลายแนวทางแตกต่างไปตามความต้องการในแต่ละช่วงเวลาของความลุ่มหลงและปรารถนาในการทำงาน

นอราห์ โจนส์ บอกกล่าวถึงอัลบั้มชุดนี้ของเธอว่า ต้องการที่จะบันทึกเสียงในลักษณะที่แตกต่างออกไปจากที่เคยทำมา โดยเฉพาะบทเพลงที่อยู่ในกระบวนการทำงานที่เรียกว่า เร็ว สนุก ง่าย และมีความกดดันเพียงเล็กน้อย

รวมถึงความร่วมมือกับบรรดานักดนตรีที่ต้องใช้เวลาไม่ยืดเยื้อต้องไม่เกิน 3 วันในการทำเพลงเพลงหนึ่งในสตูดิโอบันทึกเสียง ทุกอย่างต้องจบ และไม่มีการวางแผนล่วงหน้าจากแนวความคิดที่บันทึกเอาไว้ของเสียงร้อง แต่จะคิดแบบฉับพลันดำริสร้างสรรค์ออกแบบขึ้นมาในชั่วขณะนั้น ด้วยเหตุผลที่วางไว้คือการผสมผสานสิ่งที่ดีที่สุดให้ออกมาเร็วที่สุด

เพราะฉะนั้นเมื่ออ่านเนื้อเพลงทั้งหมดจะพบว่า คำร้องและความหมายจะง่ายๆ แต่กินความลึกอย่างที่เคยเป็นมาในแบบของเธอ ไม่มีลักษณะที่สวยงามลึกซึ้งของภาษา ถ้อยคำ และอารมณ์ความรู้สึกที่ดำดิ่งทิ้งลึกอย่างเก่าก่อน

เมื่อทำการพิเคราะห์ย้อนหลังกลับ จากอัลบั้มต่างๆ ที่ นอราห์ โจนส์ ได้รังสรรค์งานดนตรีออกมาของเธอเอง พบได้ถึงความมุ่งมั่นและเจตจำนงที่จะไม่ย่ำรอยและย้ำตีหัวเข้าบ้านในเชิงการทำเพลงเพื่อขายเอาใจคนฟังในสูตรสำเร็จแบบเดิมๆ อย่างที่เคยเป็นมา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีรอยทางอัตลักษณ์ที่โดดเด่นเด้งดีดออกมาของตัวเธอเองอยู่ใช่น้อย

เธอได้นำสไตล์ดนตรีและการขับร้องในแบบของเธอเอง เข้าไปหานักร้อง นักดนตรี โปรดิวเซอร์ ที่มีแนวทางเฉพาะตัวและคาดคิดว่าเคมีน่าจะผสมผสานในเชิงดนตรีที่รุดไปข้างหน้าทั้งสองฝั่งได้ ซึ่งในแต่ละอัลบั้มไม่สามารถคาดเดาแนวทางที่แจ่มชัดออกมาได้เลย ซึ่งสร้างความสนุกใจสนานโสตให้กับคนฟังเป็นอย่างสูง เพราะถ้าชอบเพลงแบบเดิมๆ ของเธอก็ไปรื้องานชุดเก่ามาฟังกัน
วิธีการร้องในอัลบั้ม เสียงขับร้องของนอราห์ โจนส์ ดูจะแหบพร่ากว่ายุคแรกในการโผล่ออกมาอย่างน่าตื่นตะลึงในปี 2001 (พ.ศ. 2544) กับอัลบั้มชุดแรก ‘Come Away With Me‘ แต่กลับเป็นผลดีมากขึ้น เพราะเธอสามารถดีไซน์หรือออกแบบเสียงให้ขยายแผ่ถึงเทคนิคการร้องในหลากสไตล์มากขึ้น เช่นกันเธอก็ยังเก็บเอาทักษะตามสัญชาตญาณของการร้องลีลาแจ๊ซเป็นพื้นฐานอยู่อย่างเต็มเปี่ยมด้วย มีบางสิ่งที่แสดงถึงความอิสระอย่างน่าตื่นเต้นเกี่ยวกับบทเพลงทั้ง 7 เพลงในอัลบั้มชุดนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นที่มาของแรงบันดาลใจที่หลายหลาก

บทเพลงแรกเปิดหัวอัลบั้ม ‘My Heart Is Full‘ เป็นงานดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้เสียงสังเคราะห์และบีทในการนำร่องเป็นจังหวะการเต้นของหัวใจ สะท้อนสะท้านความคิดชั่วขณะที่ดิบสดและผลึกทางจิตวิญญาณเข้ากับเสียงร้องแบบกระชากสากด้านด้วยลีลาและจริตที่ไม่ค่อยได้ยินฟัง เป็นความแปลกที่สร้างความตื่นใจและเปิดโสต

My Heart is Full‘ มีสไตล์ดนตรีที่เน้นนำไปในทางการใช้ซาวด์ซินธิไซเซอร์ยืนเป็นพื้นหลังในแบบน้อยแต่งามหรือมินิมอล การเขียนเนื้อร้องดูพื้นๆ ไม่มีอะไรมาก ภาษาธรรมดาง่ายๆ มีการประสานเสียงร้องย้ำในพยางค์สุดท้ายของประโยคเพื่อขับกระตุ้นความรู้สึกของคำ

‘หัวใจของฉันเปิดอยู่ (เปิดอยู่ เปิดอยู่)
ดวงตาเบิกกว้าง (เบิกกว้าง เบิกกว้าง)
จิตใจของฉันคือความอิสระเสรี (อิสระเสรี อิสระเสรี)
มือของฉันถูกมัดผูกไว้ (มัดผูกไว้ มัดผูกไว้)
ฉันมองเห็น (มองเห็น มองเห็น)
ผู้คนกำลังเจ็บปวดรวดร้าว (ปวดรวดร้าว ปวดรวดร้าว)
ผู้คนกำลังสอนสั่ง (สอนสั่ง สอนสั่ง)
ผุ้คนกำลังจ้องดู (จ้องดู จ้องดู)
บ้างกำลังฟัง (กำลังฟัง กำลังฟัง)
บ้างกำลังได้ยิน (ได้ยิน ได้ยิน)
อีกมากมายกำลังพูดคุย (กำลังพูดคุย กำลังพูดคุย)
คนอื่นๆ กำลังทำงานอยู่ (กำลังทำงาน ทำงานอยู่)
.
หรือพวกเราแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย? (แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย)
หรือพวกเราแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย? (แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย)
หรือพวกเราแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย? (แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย)
หรือพวกเราแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย?
.
ฉันกำลังยืน (กำลังยืน กำลังยืน)
ด้วยแขนสองข้างของฉัน (แขน แขน)
ด้วยขาทั้งสองของฉัน (ขา ขา)
ด้วยมือสองมือของฉัน (มือ มือ)
ด้วยหัวใจของฉัน (หัวใจ หัวใจ)
ด้วยเสียงของฉัน (เสียง เสียง)
.
ฉันจะลุกขึ้น (ลุกขึ้น ลุกขึ้น)
ฉันจะลุกขึ้น (ลุกขึ้น ลุกขึ้น)
ฉันจะลุกขึ้น (ลุกขึ้น ลุกขึ้น)
ฉันจะลุกขึ้น (ลุกขึ้น ลุกขึ้น)
.
ฉันเหนื่อย ฉันเข้มแข็ง
ฉันคือมนุษย์ ฉันจะฟัง
ฉันสามารถคิด ฉันจะรัก
ถ้าพวกเรารัก เมื่อนั้นพวกเราก็จะรักกัน
พวกเราสามารถรักโดยปราศจากความเกลียดชัง
.
หัวใจของฉันคือการเติมเต็ม
ดวงตาของฉันเปิดมอง (เปิดมอง เปิดมอง)
ฉันสามารถมองเห็น (มองเห็น มองเห็น)
ฉันสามารถมองเห็น (มองเห็น มองเห็น)
ฉันสามารถมองเห็น (มองเห็น มองเห็น)
ฉันสามารถมองเห็น (มองเห็น มองเห็น)
ฉันสามารถมองเห็น (มองเห็น มองเห็น)
ฉันสามารถมองเห็น’

จะเห็นได้ว่าเมื่อถอดความแปลเนื้อเพลงออกมา จะมีลักษณะนิรรูปหรือกลอนเปล่า ไม่งามในคำแต่มีความหมายที่ลึกซึ้งอยู่ในถ้อยความ รวมถึงอารมณ์ดีงามแบบกวี (Poetry) อยู่อย่างอบอวล

Begin Again‘ เป็นบทเพลงที่นำมาเป็นชื่ออัลบั้มช่วยเพิ่มเสริมในสัมผัสของความน่าประหลาดใจในคุณภาพของตัวเพลงไปทั้งอัลบั้ม เมื่อมาคลอเคล้ากับความโฉบเฉี่ยวแบบกระชับทางดนตรี เสียงเคาะกังวานเปียโนล้อไล่ไหลห่าง แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ความเป็นแจ๊ซที่สุกใสทอดเงาอยู่เหนือเนื้อร้อง ที่สามารถตีความหมายออกได้เป็นสองทางคือ ความสัมพันธ์ที่เลวร้ายของคู่รัก

หรือให้ลึกขึ้นนำไปผูกโยงกับสัญญะที่ตีความเรื่องการเมืองที่ดำเนินอย่างขุ่นมัวและสกปรกในยุคปัจจุบันของอเมริกา คล้ายกับการสื่อว่าต้องการมีชีวิตอยู่ภายในของตัวเองเพื่อสำรวจตรวจตราลงไปในความสูญเสียท่ามกลางซากปรักหักพังของหัวใจ

บทเพลง ‘It Was You‘ เริ่มต้นการขับร้องอย่างไร้ถ้อยคำเหนือกลุ่มเครื่องเป่าอย่างฮอร์นที่ยืดหยุ่นว่องไหว เปลี่ยนผ่านเข้าสู่การเรียบเรียงดนตรีอย่างประณีต ด้วยไลน์เปียโนที่เลื่อนไหลอย่างเปี่ยมด้วยวิญญาณ ประสานถักทอด้วยเสียงออร์แกน ด้วยเสียงร้องที่บีบขึ้นจมูกและชวนเคลิ้มเคลิบ ง่ายชวนรื่นรมย์ในการฟัง

ขณะที่บทเพลง ‘Un Oh‘ ลีลาจังหวะแม่นเนียนเป๊ะเหมือนใช้เครื่องมือหรืออุปกรณ์ดิจิทัลมาช่วย ซึ่งน่าจะเป็นครั้งแรกที่ได้ยิน นอราห์ โจนส์ ใช้ออโต้-ทูน บทเพลงที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างความคลาสสิคในรูปแบบดนตรีและบทเพลงของเธอในยุคเริ่มแรกเข้ากับเพลงพ๊อพร่วมสมัยที่ตั้งใจทำให้กลืนกัน

พลังขับในการบันทึกเสียงมาจากบุคลิกของ นอราห์ โจนส์ ซึ่งสามารถบริหารจัดการความจรัสเรืองรองแจ่มจ้าในแบบของเธอเองให้ยังดำรงอยู่ โดยไม่สูญเสียภาวะการสร้างสรรค์และเข้าครอบงำคนที่มาร่วมงานด้วยในตัวเพลง เห็นความน่าทึ่งในการหาระยะห่างอย่างสมดุล ทั้งในระดับความเชี่ยวชาญเฉพาะทางต่างๆ ของแต่ละคน รวมถึงการด้นสดหรืออิมโพรไวส์ที่อวดได้อย่างน่าชื่นใจ

บทเพลงอย่าง ‘A Song with No Name‘ กับ ‘Wintertime‘ ที่เป็นแนวทางดนตรีอัลเทอร์เนทีฟ-โฟล์ค ที่มีฤทธิ์แรงกล้า เป็นการทำงานปล่อยพลังร่วมกันกับ เจฟฟ์ ทวีดดี (Jeff Tweedy) มือกีตาร์และนักร้องรวมถึงมือเขียนเพลงของวงอัลเทอร์เนทีฟ-คันทรี วิลโค (Wilco) ก็มาร่วมเป็นแม่แรงสำคัญในการทำงานชุดนี้ ซึ่งผลที่ออกมาคือชั้นเชิงและความหลากหลายทางเสียงในบทเพลงต่างๆ มีการทดลองทางดนตรีที่ยืดหยุ่นไม่ตายตัวภายใต้การกำหนดข้อจำกัดทางเวลาที่สั้นเพื่อเร่งเร้าภาวะสร้างสรรค์อย่างสดใหม่ของปฏิภาณไหวพริบ นั่นคือเสน่ห์ที่ยากจะอธิบาย

A Song with No Name‘ มีกลิ่นคันทรีเปลี่ยวดายอ้างว้าง เหมือนย้อนกลับสู่อารมณ์เพลงของอดีตในความร่วมสมัย แจ่มจรัสในช่วงท้ายด้วยเสียงกีตาร์เครือโศก

อย่างไรก็ตาม บทเพลงที่ดึงดูดใจอย่างวูบวาบจับจิต ‘Wintertime‘ ค่อนข้างไปตามสูตรพิมพ์นิยมเพลงที่ตลาดชอบในแบบที่เธอเคยทำมาในอดีต หนักแน่นและสวยงาม กึ่งๆ ของความเป็นริธึ่มแอนด์บลูส์

แต่บทเพลงที่ดีที่สุด กลับเป็นเพลงปิดท้ายคือ ‘Just a Little Bit‘ มีชั้นเชิงลีลาที่สลับซับซ้อนทว่าเชิญชวนให้เคลิ้มเคลิบเพลินเพลิด ผสมผสานด้วยเสียงร้องที่มีผลกับดนตรีอย่างมีน้ำเนื้อเป็นหนึ่งเดียวกัน เสียงฮอร์นสอดประสานพร่างพรายชวนเสน่ห์ มีการรบกวนหรือหยุดชะงักของการไหลตามปกติของจังหวะที่หลากหลายอย่างจงใจ ให้ความรู้สึกถึงอารมณ์การร้องและดนตรีแบบอาร์แอนด์บีที่คูลและเท่หลุดออกมา

นอราห์ โจนส์ สร้างทำดนตรีที่บริสุทธิ์เรียบง่ายด้วยความสนุกสนานในแบบของเธอเอง เป็นการสรรค์สร้างพลังขับเคลื่อนที่นำตัวเธอเข้าสู่การเล่นดนตรีและขับร้องในสตูดิโอบันทึกเสียงด้วยความสุขกระตือรือร้นอย่างกระชับสรุปรวบง่าย รวมถึงการทัวร์คอนเสิร์ตที่เป็นตัวของศิลปินผู้สร้างงานมากที่สุด ก้าวข้ามพ้นความกดดันเคร่งเครียดในอุตสาหกรรมดนตรี

แนวทางดนตรีและการผลิตงานที่เน้นนำด้วยการทดลองอย่างรื่นรมย์ไม่ทำให้เหลวไหลหลุดนอกเส้นทาง เธอสามารถนำตัวเองเข้าสู่โหมดทำงานร่วมกับนักดนตรี ทีมดนตรี และโปรดิวเซอร์คนอื่นได้อย่างเท่าทันและรอมชอมอย่างดีที่สุด สามารถร่วมกันนำสู่รูปแบบใหม่ทางดนตรีที่ไม่สูญเสียตัวตนของทั้งสองฝ่ายได้อย่างสง่างาม ทั้งในฐานะคนเขียนเพลง นักดนตรี นักร้อง สำรวจตรวจค้นไปอย่างสำเริงสำราญสู่งานในระดับดีเยี่ยมทะลุขอบข่ายที่สามารถไปถึงได้อย่างน่าชื่นชม

นอราห์ โจนส์ แสดงให้เห็นว่ามีพรสวรรค์และรู้จักดึงจุดเด่นและความยอดเยี่ยมของการทำงานในแบบเธอเองว่าจะไปถึงไหนได้ โดยไม่ต้องฝืนและสามารถทำให้ออกมาดีกว่าคนอื่นๆ และไม่น่าเบื่อ /

พอล เฮง

***************************

mm

About พอล เฮง

นักวิพากษ์-นักวิจารณ์ที่ชอบขุดคุ้ยสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่ในเพลงออกมาตีแผ่

View all posts by พอล เฮง